Practical Report Economics of the sublime happiness

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

บทความนี้เป็นตอนที่ 5 ในผลงานขนาดยาว Series of Non linear Economics ซึ่งเป็นการบรรยายถึงความไม่เป็นเชิงเส้นของปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่ระดับจุลภาค (Micro) คือจะกล่าวถึงเรื่อง เศรษฐศาสตร์แห่ง “การเสพสุขชั้นสูง” (Economics of the sublime happiness)

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เหตุการณ์ Synchronicity ได้เผยแสดงขึ้นในชีวิตผม หากว่าคราวที่แล้ว ผมไม่ได้พูดเรื่อง “การเมืองด้านบวก การเมืองแห่งอนาคต” เหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้เข้าประชุมเรื่องยุทธศาสตร์ SIU และโครงการต่างๆในอนาคตของพวกเรา ในระหว่างการพูดคุย คุณกานต์ได้เอ่ยถึง ดร. ธวัชชัย ซึ่งกำลังประสบมรสุมชีวิตบางประการ โดยเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานเพื่อสังคม ย่อมมีอุปสรรคและปัญหามากมาย แล้วเมื่อวันพฤหัสศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้เมล์คุยกับ ดร. ธวัชชัย พอดี เราได้สนทนาสร้างสรรค์ในเรื่องศิลปะ ซึ่งเผอิญเหลือเกินที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่ผมจะพูดถึงวันนี้ ดร. ธวัชชัย ได้ชื่นชมOpen Source ในแง่มุมแห่งความงาม คือ ผู้เขียนสามารถเผยแสดงศิลปะในการเขียน Source Code ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้อ่านซึ่งเข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอด จะได้สัมผัสทั้งความรู้และความงามไปพร้อมๆกัน แนวคิดและการทำงานเช่นนี้ ช่างมีคุณูปการกับโลกและสังคมไทยยิ่งนัก ที่สำคัญ ดร. ธวัชชัย เกิดความสนใจในหนังสือ Synchronicity ซึ่งผมได้แนะนำไปเป็นอย่างสูง ยิ่งทำให้ Synchronicity ครั้งนี้เปี่ยมล้นความหมายยิ่งขึ้น

ผมขออุทิศรายการครั้งนี้ให้กับ ดร. ธวัชชัย “ศิลปินที่ทำงานศิลปะด้วยการเขียนโปรแกรม” และขอให้ท่านสามารถฝ่าฝันวิกฤติในชีวิตครั้งนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสให้ ดร. ธวัชชัย พัฒนายกระดับตนเองขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

สิ่งที่กำลังมาแรง สร้างแนวโน้มใหม่ (New Trend) แห่งอนาคต คือ การเสพสุขรูปแบบใหม่ สำหรับชนชั้นร่ำรวย ในคราแรกผมไม่เห็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลกมากนัก แต่เมื่อใช้แว่นตาของกระบวนวิธีคิดแบบ Rethink Revalue ผมกลับพบแง่มุมบางประการ ที่จะเป็นส่วนผลักดันสำคัญทำให้ชาติของเรา เกิดประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นมากมายมหาศาล

ภาพ Van Goh Petities จาก Delphien Experience @ Flickr
ผมเคยเขียนบทความลงในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน “การเสพสุขของชนชั้นสูง” ซึ่งบรรณาธิการได้มาเปลี่ยนชื่อให้ดูเรียบร้อยและเข้าใจง่ายว่า “การเสพสุขที่ละเมียดละไม” คุณสุรศักดิ์ได้บอกว่า นี่เป็นผลงานชั่วชีวิต จนผมต้อง “หัวเราะอย่างโง่งม” แต่วันนี้ ผมกลับต้องมานำเสนอ บทประยุกต์ของบทความที่เคยเขียนไว้นานแสนนานมาแล้ว

ทำไมต้องใส่คำว่า เศรษฐศาสตร์เพิ่มเข้ามา เพราะมันมีนัยยะความหมาย การเสพสุขชั้นสูงที่ผมได้เรียบเรียงนั้น มุ่งไปในเชิงปัจเจก โดยหวังว่า เมื่อปัจเจกดีแล้ว เขาจะช่วยพัฒนาชาติ แต่เมื่อผมมา Rethink Revalue โดยมีคุณสุรศักดิ์เป็นหมอดูล่วงหน้าแล้ว ผมกลับคิดว่า การเสพสุขของเศรษฐีหรือชนชั้นสูงบางคน ถ้านำมาประยุกต์ใช้ให้ดี อาจช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชาติได้ และช่วยพัฒนาเงินในกระเป๋าของเศรษฐีคนนั้นอีกด้วย

เคยพูดคุยเล่นกับรุ่นพี่ โดยกล่าวว่า หากวันหนึ่งร่ำรวยขึ้นมา ผมจะนำความมั่งคั่งส่วนหนึ่ง มาแปรเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนให้คนเก่ง ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ขาดแคลนเงินทุน ได้รับการสนับสนุน ผลักดันความฝันให้เป็นจริง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ แนวคิดธุรกิจดีๆ แต่ยังเลยไปถึง ศิลปะ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ วรรณกรรม และอะไรก็ได้ที่มีคุณค่าต่อสังคม รุ่นพี่ผมเสริมว่า หากผู้ได้รับการสนับสนุน วาดภาพที่ไม่มีคนซื้อขึ้นมา แต่ผมตัดสินแล้วว่าเป็นเลิศ ผลจะซื้อใช่ไหม ผมตอบว่าแน่นอน เราต้องสนับสนุนของดี

เมื่อไม่นานมานี้ ผมกลับนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วสะดุดใจว่า ในโลกแห่งความจริงได้มีนักธุรกิจสะสมผลงานศิลปะชั้นเลิศ มีการตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในผลงานชั้นดี เศรษฐีบางคนอาจมีความสุขใจที่ได้ดื่มด่ำ แต่สำหรับกองทุนคงต้องการกำไร แต่การทำเช่นนี้ไม่ควรถูกประเมินค่า (Valuation) อย่างต่ำทรามเกินไป เพราะมันช่วยให้ “ของดี” ถูกรับรู้ ทำให้ “ศิลปิน” ที่มีใจรักในการทำงานด้านนี้ ได้มีแรงบันดาลใจ และการสนับสนุนจากสังคม เป็นเรื่องที่ดี และหากเราสร้างกลไกเพื่อสนับสนุนตรงนี้ขึ้นมา นอกจาก ศิลปินจะได้รับการสนับสนุน ให้ผลิตผลงานคุณภาพมารับใช้สังคมแล้ว นักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนที่ดี ประเทศชาติอาจได้รับรายได้มหาศาล จากการส่งออกผลงานศิลปะ

แต่การประเมินค่าผลงานเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับรสนิยม มุมมอง และปัจจัยต่างๆมากมาย เป็นเรื่องของอัตวิสัยทั้งสิ้นจึงวัดประเมินได้ยาก แต่เราอาจช่วยเหลือโดยใช้วิชาการตลาดขั้นสุดยอด การตลาดนอกกรอบ (ได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อหนังสือของ Kotler และผมจะนำมาแนะนำในโอกาสต่อไป) เพื่อสนับสนุน “ของดี” ให้ได้รับการ Revalue เพราะโมเดลธุรกิจดีๆ ได้ถูก Venture Capital อ่านจนทะลุปรุโปร่งหมดสิ้นแล้ว แต่งานศิลปะ วรรณกรรม บทเพลง ในบางชิ้นยังไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งหากเรามีกระบวนการประเมินอย่างถูกต้องแล้ว ผลงานที่เคยมีราคา 3 ชิ้น 10 บาท อาจกลายเป็นผลงาน 10 ล้านบาท ซึ่งมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย เช่น ผลงานของ Van Gogh ในตอนแรกที่เขียนขึ้นมา กลับไม่มีผู้ใดสนใจ กลายเป็นเศษกระดาษ แต่เมื่อมีระบบประเมินค่าใหม่ มีการศึกษาเรียนรู้มากขึ้น ผลงานชิ้นนั้นกลายเป็นสิ่งสูงค่าอมตะ ราคาถีบตัวสูงขึ้นนับแสนเท่า จนมีราคาหลายล้านเหรียญ ซึ่งแม้แต่เศรษฐีระดับพันล้านบางคน ยังไม่กล้าซื้อหา ไม่มีปัญญาเอื้อมถึง

กองทุนสะสมงานศิลปะ เพื่อขายต่อให้กับเศรษฐีผู้ชื่นชอบ จึงเป็นสิ่งที่อาจช่วยชาติของเราได้ โดยการจัดระบบประเมินค่าอย่างถูกต้อง สนับสนุนเงินส่วนหนึ่งให้การศึกษาในการวิเคราะห์ประเมินค่า ดื่มด่ำซาบซึ้งกับงานศิลปะ ซึ่งย้อนกลับมาสร้างกระแสความนิยมในการสะสมผลงานศิลปะ ทำให้ราคาของผลงานศิลปะได้รับการประเมินค่าสูงขึ้น แต่เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เราต้องมีการสร้างระบบ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมารองรับ เพราะหากทำไม่ดี แนวคิดดีๆเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นความทุเรศอัปยศได้

หากมีศิลปินท่านใดรังเกียจ การทำเช่นนี้ ผมอยากให้ Revalue เสียใหม่ เพราะขนาดศิลปินระดับโลก เช่น Michelangelo และ Leonardo da Vinci ยังยินดีรับเงินจากผู้สนับสนุน ดังนั้น ศิลปินทั้งหลาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ผลงานศิลปะของตนสูญเสียคุณค่าไป เพราะขนาดสุดยอดศิลปินยังทำเช่นนี้ และผลงานยังเป็นที่ยกย่องอย่างเลอเลิศมา 400 กว่าปีแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยถึงคุณภาพอีกต่อไป

การเงินและศิลปะล้วนแยกกันไม่ออก และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น การคิดด้านบวก คือ การมองหาความเชื่อมโยง หาประโยชน์และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน Win Win Strategy ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้สวยงาม เต็มไปด้วยคุณค่า ไม่มีการทำลายล้าง เหมือนที่เคยเป็นมาเพราะการแบ่งแยกอย่างขาดปัญญา

นี่อาจเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ ซึ่งสังคมไทยมองข้ามไปไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพราะแม้แต่พวกเศรษฐี ยังต้องแข่งขันกันเอง เพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตา ใครมีรสนิยมที่เหนือล้ำกว่า ใครมีของดีสะสมมากกว่า และหากเราไม่พัฒนากองทุนศิลปะขึ้นมา เศรษฐีของเราย่อมนำเงินไปเสียให้ต่างประเทศ ไปซื้องานศิลปะดีๆจากศิลปินต่างประเทศ นี่ยังไม่นับไปซื้อสินค้า Brand Name อันหรูหรา ทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ไปมากมายเพียงใด

บางทีอาจมีการซื้อขายภาพเขียนของคนไทยในระดับหนึ่ง เรามี “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” และ “ถวัลย์ ดัชนี” แต่เรามีศิลปินที่สำเร็จเช่นนี้น้อยเกินไป ผมจึงต้องนำเรื่องนี้มาพูด เพื่อต้องการยกระดับ จากการซื้อขายรายบุคคล หรือทำกันในระดับย่อย ให้หันมาพัฒนาระบบ ทำการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ การตลาดชั้นเลิศ เพื่อให้ กลายเป็นธุรกิจพันล้าน เพราะผมเล็งเห็นแล้วว่า การผลิตด้วยเทคโนโลยีอันซับซ้อน เราไม่มีวันสู้ต่างชาติได้ หากเป็นสินค้า Brand Name ซึ่งไม่ต้องใช้เทคโนโลยี ยังพอมีความหวัง แต่ต้องเหนื่อยกันอีกหลายยกจึงจะเห็นผล แต่ถ้าเป็นศิลปะ ซึ่งเป็นการสู้กันด้วยคุณภาพ และการประเมินค่า เราอาจสามารถชนะได้ หากมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องใช้เงินทุนมากมายในการต่อสู้แข่งขันเหมือนในอุตสาหกรรมอื่น จะได้สามารถนำเงินทุนที่ชาติกำลังพัฒนาอย่างเรามีจำกัด ไปพัฒนาต่อยอดด้านอื่นให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป

ผมเชื่อมั่นในฝีมือคนไทย ซึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่อย่างที่ผมเคยพูดเสมอมาว่า ของดีต้องมีการรับรู้ เพราะของดีย่อมไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตาธรรมดา จะต้องมีความรู้ในการเลือกเฟ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของดีที่เป็นงานศิลปะ ขึ้นกับอัตวิสัยสูงยิ่ง ย่อมต้องยากกว่า การมองหาธุรกิจหรือหุ้นดีๆสักตัว ดังนั้น เราจึงต้องมีการตลาดที่ดี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนมองเห็นความงามของผลงานชั้นเลิศ ซึ่งหากไม่ได้รับการรับรู้ ย่อมเหมือนการทำลายกระแสเงินสดของธุรกิจ ทำให้ของดีเช่นนี้ ไม่สามารถผลิตขึ้นอีกชิ้น ไม่สามารถยกระดับต่อยอด กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ New High ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนกับที่หวงอี้ ใช้รายได้จากการเขียน “มังกรคู่สู้สิบทิศ” เพชรน้ำเอก เพื่อเก็บตัวเขียน “จอมคนแผ่นดินเดือด” เป็นเวลา 4-5 ปี เพื่อยกระดับชั้นเชิงวรรณศิลป์ให้ถึงจุดสุดยอดใหม่ หากไม่มีการสนับสนุนจากแฟนนักอ่าน หวงอี้อาจต้องหยุดความสูงสุดของตนเองไว้ที่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา “มังกรคู่สู้สิบทิศ” โลกย่อมยกย่องแต่ผลงานชิ้นนี้ และคิดง่ายๆว่า หวงอี้คงไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เพราะนี้ก็ยากเกินกว่าคนธรรมดาอย่างเราๆจะทำได้แล้ว หารู้ไม่ว่า อัจฉริยะย่อมเป็นอัจฉริยะ สามารถทำงานที่เหนือกว่าเดิมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า การมีกระแสเงินสด เพื่อสนับสนุน “ความสุดยอดเหนือสุดยอด” จึงมีความจำเป็นต่อการสร้างสรรค์ และต่อคนในชาติที่จะได้เสพรับงานดีๆ ยกระดับภูมิปัญญา และส่งผลสะท้อนยาวไกลหลายทอดไม่สิ้นสุด ต่อการพัฒนาชาติ

ที่สำคัญ สิ่งนี้น่าจะเป็นแนวโน้มที่สดใสในอนาคต เพราะมีคนรวยใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศ การแข่งขันของคนรวยจึงยกระดับไปที่รสนิยมอันเลอเลิศ หากไทยไม่รีบสร้างโอกาสในการรองรับตลาดนี้ไว้ คงเป็นเหมือนเรื่องอื่น ที่เราต้องพ่ายแพ้ให้กับต่างชาติ

เราอย่าใช้ความคิดอันตื้นเขิน ประเมินศิลปะไว้เลอเลิศล้ำฟ้า ไม่อาจแปดเปื้อนกับการทำมาหากิน เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้ว แม้แต่ศิลปินระดับโลกยังต้องได้รับการสนับสนุนเลย และหากใช้ทฤษฎีของผมที่ว่า “มนุษย์เราเกิดมาเพื่อทำความฝันของตนให้ดีเลิศ เพื่อให้เกิดความอิ่มเอมปิติที่ได้ถือกำเนิดเกิดมา” เราจะไม่ช่วยสนับสนุนศิลปินเหล่านี้กันเชียวหรือ ไม่ควรปล่อยให้เกิด “Van Gogh” ซึ่งทำงานเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชม แต่ตนเองกลับต้องมีชีวิตแสนรันทด มันไม่ใช่เรื่องราวของปัจเจกชนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่คนในชาติควรช่วยเหลือพวกเขาให้บรรลุความฝัน และการบรรลุนี้ ถ้าจัดการให้ดี จะนำมาซึ่ง การบรรลุความฝันของชาติ ที่จะพัฒนาตนเองสู่ความเป็นอารยะ ไม่ต้องพึ่งพาค่าแรงราคาถูกอีกต่อไป อาณาประชาราษฏร์จะได้ลืมตาอ้าปากเสียที

  • Paganini

    คุณเจริญชัย อายุยังน้อยแต่คิดได้ขนาดนี้ต้องถือว่าหาได้ยากยิ่ง
    นับถือๆ

    จริงๆไม่ใช่อะไรหรอก สารภาพว่าคุณพูดถูกใจผม หรือคุณคิดตรงกับผมนั่นเอง ผมถึงได้ชอบใจในบทความนี้ 5555 มนุษย์เราทำไมช่างมีอัตตากันเช่นนี้ ยามเขาพูดไม่ถูกใจก็บอกเขาผิด ยามเขาพูดถูกใจก็บอกว่าความคิดสูงส่ง

    ข้อสังเกต : คุณใช้คำว่า new high เอ นี่มันภาษาหุ้นนี่นา 5555

    ผมเห้นด้วยที่ว่าเราต้องพยายามเปลี่ยนแนวในการแสวงหากำไรจาก สินค้าในเชิงคุณค่า (ตัวอย่างหนึ่งที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง จา พนม ไงครับ ถ้าเขามีนักสร้างธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ เหมือนปรากฏการณ์ JK Rohling เขาจะกลายเป้นสินค้าชั้นยอดได้ไม่ยาก นั่นหมายถึงการสร้างงาน สร้างโอกาสให้แก่คนไทยเราเองอีกหลากหลาย) แต่อย่างไรก็ตาม Technology คืออำนาจ เราจะละทิ้ง แล้วตามก้นชาวบ้านไม่ได้ ตอนนี้วิทยาศาสตร์ไทยตามหลังเวียตนามกี่ปีไม่รู้เลย(ยกเว้นทางการแพทย์)ถึงเราจะไปช้าอย่างไร แต่ก็ต้องเดิน
    ดังนั้นผมจึงถูกใจมากที่คุณเจริญชัยบอกว่าเราอาจจะต้องหากำไรจากสินค้าเชิงคุณค่าเพื่อเอาไปพัฒนาด้านอื่นๆ

    ผมว่าคนทั่วไปเขาคิดเหมือนคุณเจริญชัยแค่ครึ่งเดียวกล่าวคือ ไหนๆเราสู้เขาเรื่อง technology ไม่ได้แล้ว ไปเน้นด้านอื่นดีกว่า เน้นไปเน้นมาจนกลายเป็นละเลยการพัฒนาด้าน technology ไป ซึ่งผมเห็นด้วยกับคุณเจริญชัยว่า ต้องอย่าทิ้งมัน ไม่เช่นนั้นในระยะยาวเราจะมีปัญหา(ตอนนี้ก็มีแล้ว)

    ยกตัวอย่าง มีโรงงาน hi tech แห่งนึงในเมืองไทย recruit วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไว้เยอะ เฉพาะ PhD ด้าน Sci&Tech + Engineering ก็ 50 คนเข้าไปแล้ว ตั้งมหาวิทยาลัยได้เลย

    แต่ที่น่าเศร้าคือบริษัทไม่ได้สนับสนุนให้ทำ R&D เพื่อสร้าง product ของตัวเอง หรือให้มี patent แต่เอาพวก PhD เหล่านี้ไป run manufacturing ซะทั้งนั้น โดยทักษะที่ใช้ 95%เป้นเรื่องของการจัดการ นัยว่าต้องการใช้ PhD มาเพื่อความน่าเชื่อถือทางธุรกิจเท่านั้น

  • Sheradia

    การที่จะทำเช่นนั้นได้ สังคมของเราจะต้องเป็นสังคมที่กระหายที่จะ “เสพศิลป” ก่อน คนในสังคมต้องมีแนวคิดว่า ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม ฯลฯ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน

    ในความเห็นส่วนตัวคือ สังคมบ้านเรา ยังไม่ใช่จุดนั้นค่ะ ประชาชนทั่วไป ไม่รู้สึกว่า ศิลปะคือส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต เป็นอะไรที่ห่างไกล และไม่ได้จับต้อง

    พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่าง ๆ ยังเป็นเหมือนดินแดนลึกลับ ที่ประชาชนธรรมดาทั่วไป บางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน ไม่เคยคิดจะเข้าไปดู ไ่ม่รู้ด้วยว่า มัีอะไรอยู่ในนั้น พ่อแม่นิยมใช้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ พาลูกหลานไปเดินห้างสรรพสินค้า มากกว่าไปพิพิธภัณฑ์ หรืองาน exhibition ต่าง ๆ ทางศิลปะ

    เปิดหนังสือพิมพ์มาแต่ละวัน เต็มไปด้วยข่าวดารา ละคอน ใบ้หวย ฯลฯ แทบจะหาไม่เจอเลยว่า มีการประกาศให้ข่าวสาร เกี่ยวกับแวดวงศิลปะ เช่น มีการแสดงผลงานภาพของศิลปินคนนั้น คนนี้ ที่ไหน

    พอมาดูในแวดวงงานเขียน มองผิวเผิน อาจดูเหมือน สังคมบ้านเรา จะรัักการอ่านมากขึ้น ดูได้จากงานสัปดาห์หนังสือที่ปริมาณผู้คนที่หลั่งไหลไปในงาน ดูเหมือนจะมีปริมาณมากขึ้นทุกปี มีหนังสือใหม่ ๆ ออกมาในตลาดมากมาย แต่สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ “ปริมาณ” ค่ะ แต่เป็น “คุณภาพ”

    เราอ่านกันแบบมี “คุณภาพ” แค่ไหน อ่านแล้ว เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ โต้เถียงกันในสังคมหรือเปล่า? เปิดดูตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน อาจจะมีคอลัมน์แนะนำหนังสือที่ออกมาใหม่ แต่ละสัปดาห์ แต่แทบจะไม่เคยเห็น คอลัมน์์วิจารณ์หนังสือเป็นเรื่องเป็นราว (การเอาแค่ synopsis ของหนังสือมาแปะ ไม่ได้หมายถึงเป็นบทวิจารณ์หนังสือนะค่ะ)

    และยังไม่นับว่า ปริมาณหนังสือที่ขายได้มหาศาล อาจจะไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วช่วยให้เกิดการพัฒนาทางความคิด หากแต่เป็นหนังสือแฉชีวิตดารา

    ในเมื่อมัน ไม่มี demand จากมวลชนในสังคม ไม่มีความกระหายจากมวลชน ที่อยากเสพผลงานทางศิลป์ การเติบโตของมันก็จำกัดในวงแคบ ๆ อย่างที่เป็นอยู่ การที่จะให้มีการเพิ่มมูลค่าอย่างที่ว่า ก็น่าจะเป็นไปได้ยาก

  • Sheradia

    ^

    ที่ว่ามานี่ คือสิ่งที่เคยได้สัมผัสเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากไม่ได้กลับเมืองไทยนานมากแล้ว ทุกวันนี้ สัึงคมเราอาจเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ได้ ถ้าไม่ใช่อย่างที่ว่า ก็ขออภัยนะค่ะ

  • Sheradia

    ส่วนกรณีของ Van Gogh ที่เอามาเปรียบเทียบ คิดว่ามัีนเป็นอีกประเด็นหนึ่งอะค่ะ

    การที่ผลงานของ Van Gogh ไม่ได้รับการยอมรับในช่วงชีวิตของเขา มันไม่น่าจะใช้สังคมไม่สนับสนุนงานศิลป์ แต่มันน่าจะเป็นเรื่องของค่านิยมที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลามากกว่า ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง สไตล์งานศิลป์แบบหนึ่ง อาจจะไม่ต้องรสนิยมของคนในยุคนั้น หากแต่พอกาลเวลาเปลี่ยนผ่านไป คนอีกรุ่นหนึ่ง อาจหันมานิยมชมชอบแทน

  • เจริญชัย

    ขอบคุณทั้งสองท่านครับ

    สงสัยผมต้องเปลี่ยนชื่อรายการเป็น
    “ศิลปะตลาดสด” เสียแล้ว
    คนค่อนข้างชอบมากกว่าเรื่องธุรกิจเสียอีก
    แหะ แหะ

    บางที ถ้าเราพัฒนาธุรกิจศิลปะสำเร็จ
    เราจะมีเงินมากพอมาสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ให้ค้นคว้า
    ผมเชื่อว่า นักวิทยาศาสตร์เก่งๆของไทยมีมากพอ
    เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเงินทุน
    ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะชาติเราเงินน้อย (แม้จะตัดพวกโกงกินออกไปก็ตาม)

    New High เป็นศัพท์หุ้นครับ แต่ผมประยุกต์ทุกอย่างที่สามารถอธิบายได้
    ไม่สนใจว่าเป็นสีขาวสีดำสีแดง

    เห็นด้วยว่าหนังสือในบ้านเราที่ขายดี ไม่ใช่หนังสือดี
    เพียงแต่ว่า Trend หนังสือดีกำลังเริ่ม
    ตามการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางระดับสูง
    จริงๆ การที่หนังสือเน่าๆออกมามาก ก็ช่วยกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือ
    ขอให้อ่านเถิด
    เมื่ออ่านถึงระดับหนึ่งก็ต้องการหนังสือแนวใหม่ๆ
    ก็กลับมาช่วยหนังสือดีไปอีกทอดนึง

    เรื่อง Van Gogh ก็เช่นเดียวกัน
    ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง Trend ของยุคอย่างที่คุณ Sheradia กล่าวไว้
    แต่ถ้ามีการตลาดเยี่ยม เหมือนในสมัยนี้
    ก็อาจทำให้เกิด Niche เพื่อรองรับงาน Van Gogh ได้
    เพื่อให้ท่านศิลปะอยู่รอด รอให้ Trend ของตนเองมาถึง
    ซึ่งก็อาจกระตุ้นให้เร็วขึ้นได้ด้วยการตลาด
    ในยุคคลื่นลูกที่ 4 จึงเป็นโอกาสให้ “ของดี” ถูกรับรู้ได้ไวขึ้น
    Revalue

    ในยุคคลื่นลูกที่ 4

    “ภววิสัยกับอัตวิสัย ต่างส่งเสริมและขัดแย้งในตัวเองอย่างเข้มข้น โหมกระหน่ำร่วมกำหนดกงล้อประวัติศาสตร์ด้วยความสัมพันธ์สลับซับซ้อนซ่อนเร้น”

  • นายเล็ก

    ในกรณีของ van gogh นั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตลาด : มีหลักฐานจากจดหมายโต้ตอบระหว่างธีโอและวินเซนต์ เมื่อธีโอบอกให้วินเซนต์ผลิตผลงานในแนวที่ตลาดต้องการ
    แต่วินเซนต์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากขัดกับความเป็นตัวตนของตนเอง หลังจากนั้นสิบปีที่วินเซนต์ตายโลกค่อยๆ รับรู้คุณค่าของผลงานเค้าเหมือนกับคำพูดที่ธีโอเคยบอกว่า “สักวันโลกจะเข้าใจ”

    แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า.. คุณจะทำการตลาดเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการ หรือการสร้างกระแสแล้วงานจะขายได้

    “ผลงานทางศิลปะ” ไม่ใช่ “แฟชั่น” ที่เกิดจากการสร้างกระแส.. แต่เป็นเรื่องของความซาบซึ้ง (appreciation) และเห็นคุณค่าในตัวของผลงาน
    ขึ้นอยู่กับว่า.. คุณต้องการให้คนซื้อผลงาน เพราะเค้า “ซาบซึ้ง” ในคุณค่าของงาน หรือ “ราคา” ที่ได้จากลายเซนต์ของศิลปิน

  • ปอมอ

    อ่านจบแล้ว คิดถึง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดูไบ เลยนะครับ

  • เจริญชัย

    “ผลิตผลงานในแนวที่ตลาดต้องการ”

    นี่ไม่ใช่การตลาด
    การตลาด คือ การ present ผลิตภัณฑ์ให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งและแรงบันดาลใจที่จะซื้อสินค้า

    สินค้าบางอย่าง ต้องรอกาลเวลา รอให้บริบทเอื้อ จึงสามารถขายได้
    ต่อให้การตลาดดีแค่ไหน ก็ช่วยไม่ได้

    แต่สินค้าบางอย่าง สามารถใช้การตลาดช่วยเร่งให้เกิดการซื้อได้เร็วขึ้น
    แม้จะขาย Mass ไม่ได้ ขอ Niche ก็ยังดี

    สำหรับกรณี Van Gogh ผมไม่อยากสรุปว่า เป็นแบบ 1 หรือ 2
    เพียงแต่ว่า ถ้ามีการตลาด ก็อาจมีความหวังมากขึ้นที่สินค้าจะขายได้

    ต้องขอบคุณ “นายเล็ก” มากๆ ที่ช่วยทำให้เกิดไอเดียที่แตกต่าง
    ขณะเดียวกัน ผมจึงสามารถนำเสนอความคิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
    จะผิดถูกอย่างไรคงไม่สำคัญ เท่าคุณค่าของความเห็นที่แตกต่าง

  • เจริญชัย

    “การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดูไบ”

    น่าสนใจนะครับ คุณ “ปอมอ”

    “ธุรกิจ” เกี่ยวอะไรกับ “ศิลปะ”

    ผมดีใจที่บทความของผม ทำให้คุณคิดเชื่อมโยงต่อยอดได้

    มันเป็นยิ่งกว่าความสุขอีก ที่ผลงานนั้นส่งผลสะท้อนยาวไกล มากกว่าในบริบทของตัวมันเอง

    รายการวันอาทิตย์นี้ ผมจะพูดเรื่อง Medici Business

    โดยประยุกต์มาจากหนังสือชื่อ Medici Effect

    เนื้อหาหลักๆ เกี่ยวกับการคิดนอกกรอบของศาสตร์และธุรกิจ
    ผสมผสานธุรกิจและศาสตร์ที่หลากหลาย

    เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆขึ้นมา

    พออ่านความเห็นของคุณ จึงเกิดการ sYnchronicity ขึ้นมาโดยบังเอิญ

    ศิลปะไปเกี่ยวอะไรกับธุรกิจ

    ตระกูล Medici ซึ่งเป็นผู้คิดค้นระบบธนาคาร จนสร้างความมั่งคั่งมหาศาล ได้กลายเป็นตระกูลที่สนับสนุนศิลปะ จนกำเนิด Michelangelo และ Da Vinci และยังสนับสนุนผู้สร้างสรรค์ในศาสตร์และศิลปะต่างๆอีกมากมาย

    ยุค Renaissance ได้กลายเป็นจุดระเบิดสร้างความยิ่งใหญ่ให้วัฒนธรรมตะวันตกในปัจจุบัน

    ตระกูล Medici เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญผลักดันให้เกิดยุคที่ยิ่งใหญ่นี้

    อยากให้แฟนรายการคิดเชื่อมโยงแบบ Medici กันมากมาย

    ขอบคุณ “ปอมอ” ที่ช่วยจุดประกาย

  • Sheradia

    ว่าจะไม่มาแสดงความคิดเห็นต่อแล้ว เพราะเดี๋ยวมันจะเหมือนการเบี่ยงประเด็นไป จากเศรษฐศาสตร์ กลายมาเป็นถกกันว่า อะไรคือศิลปะ ไปเสีย

    (แต่ถ้าเป็นประเด็นทางเศรษฐศาสตรล้วน ก็คงไม่สามารถมามีส่วนร่วมถกได้ เพราะตัวเองไม่มีความรู้เอาเสียเลย ปกติเลยไม่ค่อยมาแสดงความคิดเห็นที่นี่ ^^”)

    ่พอมาเห็นความคิดเห็นของคุณเจริญชัยมาโยงไปที่พวก Medici แล้วอดไม่ได้จริง ๆ ขอต่อหน่อยเหอะ

    อ่านความคิดเห็นของคุณ นายเล็ก ข้างบน ชอบคำคำหนึ่งที่เขาใช้ นั่นคือ appreciation … ใช่เลย คำนี้

    การเจริญรุ่งเรื่องทางศิลปะ มันไม่ใช่แค่การปลุกกระแสอย่างฉาบฉวย มัีนไม่ใช่แค่เศรษฐีคนหนึ่ง เห็นว่า ควรเอาเงินไปลงทุนช่วยเหลือศิลปิน เท่านั้นจบ มันต้องการมากกว่านั้น ต้องการสิ่งที่เรียกว่า appreciation จากคนที่สนับสนุนด้วย และนั่นคือ สิ่งที่คิดว่าพวก Medici มี ตัวอย่างเช่น Lorenzo de Medici นอกจากจะมีความชื่นชมในศิลปะแล้ว ตัวเขาเองยังถือว่าเป็นศิลปินด้วย มีแต่งโคลง กลอน กวี ของตัวเอง

    อย่างที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่แสดงก่อนหน้า สังคมเรายังขาดตรงจุดนี้ ขาดความรู้สึก ชื่นชอบ อยากเสพงานศิลป์ ความรู้สึกที่ออกมาจากหัวใจของตัวบุคคลโดยเนื้อแท้ ที่ไม่จำเป็นต้องรอกระแสสังคมมาบอกว่าสิ่งไหนดี สิ่งในไม่ดี

  • นายเล็ก

    marketing : product+price+place+promotion(+packaging)
    marketing communication : การสื่อสารทางการตลาด

    การผลิตสินค้าของผู้ผลิตนั้นมีขึ้นเพื่อ “ตอบสนองความต้องการ” ของผู้บริโภคเป็นหลักแลกเปลี่ยนตามกลไกลของตลาด ในกรณีนี้สินค้า คือ ผลงานทางศิลปะ
    สิ่งที่คุณเจริญชัยบอกว่า “การ present ผลิตภัณฑ์ให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งและแรงบันดาลใจที่จะซื้อสินค้า” นั้น เรียกว่า “การสื่อสารทางการตลาด”

    จริงๆ ไม่ได้ต้องการมาเถียงเรื่องความเข้าใจผิดทางความหมาย เพียงแต่คิดว่าในกรณีของ van gogh ไม่น่าจะเป็นตัวอย่างของการทำการตลาดได้ในเมื่อผู้บริโภคไม่ได้เกิด “ความต้องการ” ไม่ได้”พึงพอใจ” ในผลงานของ van gogh แต่เลือกผลงานของศิลปินคนอื่นในยุคเดียวกันแทนเนื่องจากศิลปะเป็นเรื่องของรสนิยม
    สมมติว่าถ้าผู้ซื้อต้องการรับประทานส้ม แต่คนขายมีองุ่น คนขายพยายามชักจูงให้ผู้ซื้อลองซื้อส้มมารับประทานก็คงจะไม่แปลกอะไร หากแต่สินค้าบางอย่างนั้น “ไม่สามารถทดแทนกันได้” เช่น ต้องการซื้อกางเกงยีนส์ขากระบอก แต่มีกางเกงขาเดฟขาย ผู้ซื้อก็ไม่เลือกขาเดฟมาใช้แม้ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์เหมือนกัน

    หากเปรียบเทียบเรื่องของศิลปะพาณิชย์นั้น อยากให้ยกตัวอย่างของ michaelangelo หรือ picaso ขึ้นมาน่าจะเหมาะสมกว่า

  • นายเล็ก

    มีคำพูดว่า “สินค้าดีขายตัวมันเอง” แต่ถ้าเป็น “ของดี” ที่ผู้ซื้อไม่เห็นคุณค่า ไม่ทราบซึ้ง หรือแม้กระทั่งไม่รู้จักแบรนด์ (ศิลปินผู้ผลิตผลงาน)จะทำอย่างไรในเมื่อสินค้าตัวนี้ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค หากแต่เป็นสินค้าที่ตอบสนองความพึงพอใจของผู้ซื้อในด้านรสนิยม หากผู้บริโภคชื่นชอบผลงานที่นุ่มนวลอ่อนหวานของสีและแปรงพู่กัน ซึ่งแตกต่างจากภาพของแวนโก๊ะที่สีสันจัดจ้านสีหนาเตอะเหมือนเพิ่งบีบออกจากหลอด

    เราจะทำการตลาดและการสื่อสารทางการตลาดอย่างไร??? จะเปลี่ยนรสนิยมของผู้บริโภค???

    อยากทราบว่าคุณเจริญชัยคิดอย่างไร

  • kc

    นึกถึงแวนโก๊ะทีไร แล้วก็ตลก คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ.

  • เจริญชัย

    โลกนี้ละเอียดอ่อนกว่าที่คิดไว้

    ใช่แล้วครับ คนซื้อศิลปะควรเกิดจาก appreciation ด้วย
    แต่เมืองไทยเกิดยาก เพราะ การศึกษาของเราทั้งในและนอกระบบห่วยแตก
    มันโยงไปถึงเรื่องการทำธุรกิจด้วย ก็ห่วยแตก จึงแพ้อเมริกาทุกที

    แต่โลกก็ละเอียดกว่าที่คิด
    ในเบื้องต้น นายทุนอาจสนับสนุนศิลปะ เพียงเพราะต้องการเก็งกำไร เอาหน้า โชว์รสนิยม ฯลฯ แต่เมื่อมันปลุกเป็นกระแสขึ้นมา ก็อาจทำให้เกิดการต่อยอด บางคนที่ไม่เคยสนใจศิลปะก็จะหันมาสนใจ เพราะเป็นกระแส เมื่อมีผู้เล่นเข้ามามากๆๆ ก็จะเกิดมูลค่าเพิ่ม เกิดการต่อยอดมากมาย แม้แต่คณะที่เกี่ยวกับศิลปะก็จะมีคะแนนเอนทรานซ์สูงขึ้น คนเก่งๆเข้ามาเรียนมากขึ้น พวกนี้จะพัฒนาวงการอย่างแท้จริง
    เริ่มจากความอ่อนด้อย นานวันเข้าก็กลายเป็นความแข็งแกร่งได้
    เช่นเดียวกับระบบทุนนิยม ที่เริ่มต้นด้วยความโลกของนายทุน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับเกิดประโยชน์ต่อสังคมมากมาย โดยเฉพาะ ระบบสวัสดิการสังคม

    ผมไม่ได้จบจากการตลาดโดยตรง จึงไม่ได้แยกเป็นการสื่อสารการตลาด หรือการตลาด
    แต่ผมเคยเรียนมาบ้าง อาจารย์เคยบอกว่า

    การตลาดมี 4 แบบ
    1. สนองความต้องการที่มีอยู่แล้ว และพบเห็นได้ทั่วไป
    2. สนองความต้องการที่อยู่ในใจผู้บริโภค แต่ยังไม่มีใครมาสนอง
    3. สนองความต้องการที่อยู่ในใจผู้บริโภค แต่ยังไม่ได้แสดงออกมา
    4. สนองความต้องการที่ยังไม่เกิด

    อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะเรียนมานานแล้ว
    แตผมประทับใจมาก แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้ง
    จนช่วงปีที่ผ่านมา จึงเริ่มเห็นความสำคัญ

    Steve Jobs ก็เคยกล่าวประมาณว่า
    “ผู้บริโภคจะไม่มีวันรู้ว่าตนเองต้องการอะไร จนกว่าเราจะแสดงให้เขาเห็น”

    สิ่งที่ผมเน้นในบทความนี้ คือ 2 และ 3
    แต่ผมคิดว่าสิ่งที่คุณ “นายเล็ก” กล่าวถึงน่าจะเป็น 1 (ซึ่งผมปากไวไปหน่อย จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นการตลาด แต่เป็นแบบที่ 1 ต้องขออภัยที่ให้ข้อมูลผิดพลาด)

    ส่วนที่คุณ “นายเล็ก” วิจารณ์ว่าการตลาดที่ผมเสนอนั้น น่าจะทำไม่ได้
    อันนี้น่าจะเพราะคุณนายเล็กมองว่าสิ่งที่ผมเสนอเป็น การตลาดแบบที่ 4

    ซึ่งในมุมมองผมยากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

    แต่สิ่งที่ผมเสนอในบทความนี้ คือ แบบที่ 2 และ 3 ซึ่งง่ายกว่า ประนีประนอมมากกว่า
    เป็นจริงได้มากกว่า

    เรื่องที่ยกตัวอย่าง ส้ม องุ่น ฯลฯ มันเป็นสินค้าแบบง่ายๆ แบ่งแยกความต้องการชัดเจน

    แต่ถ้าเป็นสินค้าซับซ้อน ขึ้นอยู่กับรสนิยมนั้น มันจะพร่าเลือนกว่า เราสามารถเปลี่ยนรสนิยมลูกค้าได้ง่ายกว่า แต่ก็ต้องใช้พลังภายในมากมายเช่นกัน

    ที่สำคัญก็คือ เราไม่จำเป็นต้องทำการตลาดกับทุกคน ต้องเอาใจทุกคน
    เพราะประชากรโลกมี 6000 ล้านคน เราแค่ขายให้คนแค่ 0.01 % ก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว
    คนนี้ไม่ชอบก็ขายให้คนนั้น

    ในสมัยแวนโก๊ะ อาจไม่มีข้อมูลข่าวสารที่ทั่วถึง จริงๆอาจมีคนชอบงานของเขาก็ได้ แต่ผู้ซื้อไม่รู้ว่ามีงานเช่นนี้อยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากมีการสร้างระบบ Revalue กันอย่างถึงแก่น ก็อาจจะทำให้คนซื้อได้

  • เจริญชัย

    ส่วนเรื่องเปลี่ยนรสนิยมผู้บริโภคนั้น

    ผมไม่อยากใช้คำนั้น

    เพราะจิตใจของมนุษย์นั้น สั่นไหว เปลี่ยนแปลงง่าย
    วันหนึ่งมีความคิดเป็นล้านอย่าง
    แน่นอน ทุกคนย่อมมีความเชื่อ ค่านิยมที่ฝังแน่น เป็นลักษณะเฉพาะ
    แต่ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน
    ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ผิวเผินพร้อมจะเปลี่ยนแปลงง่ายๆ

    เป็นเรื่องยากที่จะหากลวิธีในการเปลี่ยนรสนิยม

    แต่สำหรับ “บริษัทที่แข็งแกร่ง”
    เขาจะมีทีมงานพร้อมมูล
    ฝ่ายศิลปะ การตลาด ทีมขาย ทีมสร้างแรงบันดาลใจ
    ทีมค้นคว้าวิจัย ทีมวิทยาศาสตร์ นักวางยุทธศาสตร์

    เมื่อพร้อมแล้วก็ลงมือ จัดการกับรสนิยมผุ้บริโภคอย่างเป็นระบบ
    มีทั้งปรับตัวเองเข้าหาผู้บริโภค ปรับผู้บริโภคให้เข้าหาเรา
    ลองผิดลองถูก สร้างความแตกต่างเพื่อนำเสนอใหม่
    ปรับแก้ เพิ่มเติม โฆษณา สร้างเครือข่าย
    ดึงดาราดังๆ ฯลฯ

    จนเริ่มเข้าใกล้ “ตรงกลางที่ดีที่สุด”

    จึงออกมาเป็น Starbucks iPod Versace Porche

    หรือแม้แต่ Harry Porter ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ “ความลุ่มลึก” ไม่น้ำเน่า กับการประนีประนอมกับตลาด เน้นความสนุกสนาน เพื่อไม่ให้ Serious เกินไป

    ผมเชื่อว่า “ศิลปะ” ก็ทำได้เช่นกัน
    และกำลังเริ่มทำกันอย่างเป็นระบบ
    Davinci Code เป็นสัญญาณหนึ่งในภูเขาน้ำแข็งทั้งหมด

    ผมจึงบอกว่า เราสามารถทำได้
    ไม่ใช่ในอดีต เพราะเรายังรวยไม่พอ
    ที่จะสร้างระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ Ecology Business System
    (ได้รับการจุดประกายแนวคิดนี้ในบางส่วนจากคุณกานต์)
    แต่ปัจจุบัน เราอาจไม่รวยพอ
    แต่ก็รวยในระดับหนึ่ง มีชนชั้นกลางที่มากพอ
    มีคนเก่งที่พร้อมทำงาน ถ้าได้ผลตอบแทนมากพอ
    มีความเข้าใจในการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ
    ซึ่งพร้อมจะเข้ามาสร้างสภาพคล่องให้ตลาดศิลปะ

    ยังไม่นับ “กองทุนต่างชาติ” ที่อาจสนใจเข้ามาลงทุน
    แต่การทำเช่นนี้ มีด้านมืด คือ
    ถ้าทำอย่างฉาบฉวย อย่างไม่รู้จริง
    จะกลายเป็นปั่นฟองสบู่ งานศิลปะ ซึ่งนำไปสู่จุดจบ

    ดังนั้น การจะทำเรื่องนี้ ต้องกล้าจ้าง “คนเก่ง” รู้ลึกรู้จริง
    แต่ต้องเป็นคนเก่งที่ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียม
    จึงไม่เข้าใจ ข้อดีของการเก็งกำไรงานศิลปะ
    ไม่เข้าใจว่า “ผลงานที่ดี” ต้องมีเงินทุนสนับสนุนจำนวนหนึ่ง
    และก็ต้องไม่หลงไปจ้าง “คนเก่งที่เห็นแก่เงิน แต่ไร้หัวใจ ไร้ศิลปะ”

    สรุป คือ ต้องเข้าใจเรื่องระบบนิเวศน์ เราต้องสร้างระบบนิเวศน์ของศิลปะ
    เปิดโอกาสให้นักเก็งกำไร นักธุรกิจ คนที่รักศิลปะ
    ได้เข้ามาร่วมทางกันเดิน
    หากใครกีดกัน แบ่งแยก ขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง

    ระบบจะพัง ทุกคนก็ล้วนขาดทุนหมด

    แม้แต่ต่างชาติที่มีเงินมากมาย ก็ทำกันมานานแล้ว
    แต่ก็ยังจำกัดในกลุ่มคนแคบๆ ไม่อาจทำเป็น Mass
    นั่นเพราะยังไม่สามารถทำอย่างเป็นระบบนิเวศน์
    แม้จะยอมรับการเก็งกำไร ยอมรับนักธุรกิจ
    แต่ก็ยังไม่เปิดกว้างเพียงพอ

    ผมกล้าฟันธงว่า
    “ทำได้”
    เพียงแต่ว่า เราต้องมีทรัพยากรมากพอ
    มีคนเก่งที่มาสร้างระบบนิเวศน์

    ส่วนทำอย่างไรนั้น ถ้าเราไม่มีทรัพยากร ก็ป่วยการที่จะพูดครับ

    สำหรับเมืองไทย นี่คือ ความหวัง เพราะเราชำนาญด้านนี้
    เรามีจิตใจรักความสนุก รักความสวยงาม และรักเงิน
    เราไม่รักในการคิดลึกซึ้ง ไม่รักวิทยาศาสตร์
    ดังนั้น จึงยิ่งเหมาะที่จะโยกประชากรส่วนหนึ่งมาทำตรงนี้ได้
    เขาจะทำมันด้วยความรัก เป็นการใช้ทรัพยากรให้ถูกทาง

    ยิ่งนานวัน คนมีการศึกษาสูงขึ้น ชนชั้นกลางต้องใช้สมองมากขึ้น
    ย่อมมีเวลา มีเงินทอง มีสมอง เพียงพอที่จะเสพรับ
    จึงเป็นธุรกิจแห่งอนาคต
    ที่ไทยต้องคว้าโอกาสไว้

    เรื่องอื่น เราอาจสู้เขาไม่ได้ แต่เรื่องความสนุกบันเทิง รวมถึงศิลปะ
    เราไม่แพ้ชาติใด แน่นอน

    ฟันธง !

  • เจริญชัย

    มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงการเล่นกับรสนิยมผู้บริโภคอย่างเป็นระบบนิเวศ (เพียงแต่ผู้เขียนไม่ได้แสดงอย่างเป็นระบบ ผู้อ่านต้องปะติดปะต่อเอาเอง)

    Pour your heart into it
    เขียนโดย CEO ของ Starbucks

    ใครจะกล้าบอกว่า Starbucks เป็นเพียงธุรกิจล้วนๆ
    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า Starbucks เป็นเพียงแค่งานศิลปะ

    แต่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ ศิลปะ และ ธุรกิจ

    นี่คือ ตัวอย่างที่ดียิ่งของการตลาดแบบที่ 2 และ 3

    ธุรกิจกาแฟ มีมานานแล้ว แต่ไม่ได้เป็นแบบที่เห็นในทุกวันนี้
    Starbucks เป็นผู้เปลี่ยนโลกของธุรกิจกาแฟ
    สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมา

    ในตอนแรกที่ CEO คิดจะสร้าง Starbucks
    มีหลายคนคัดค้านด้วยแนวคิดที่แตกต่างมากมาย
    เช่น คนอเมริกาไม่นิยมกินกาแฟแบบ Premium ต้องการแบบ Mass
    สำหรับกาแฟชั้นเลิศ ส่วนใหญ่นิยมซื้อไปทานที่บ้าน
    ขายได้เฉพาะบางพื้นที่ ไม่สามารถขยายไปทั่วประเทศได้

    นี่เป็นการตลาดแบบที่ 1 ขายตามที่มีอยู่

    แต่ CEO มองไกลกว่านั้น เขาเชื่อว่าผู้บริโภคมีความต้องการกาแฟชั้นดี มีที่นั่งพร้อมสรรพ
    ซึ่งเป็นการตลาดแบบที่ 2 และ 3
    จะว่ามีอยู่แล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมด จะว่าไม่มีความต้องการก็ไม่ใช่
    นี่ยังไม่นับ พวกที่ตามแห่ตามกระแส ตอนแรกอาจไม่สนใจ
    แต่เมื่อเป็น Trend ก็จะ Follow Buy

    ความคิดของ CEO มีความน่าสนใจ
    แต่ก็ยังมีนายทุนสนใจลงทุนน้อยมาก
    CEO เดินสายเสนอขายหุ้นอยู่ 200 กว่าครั้ง
    กว่าจะได้เงินก้อนเล็กๆมาเริ่มกิจการใหญ่

    เช่นเดียวกัน CEO เองก็มีความผิดพลาดในการอ่านความต้องการของผู้บริโภค
    แม้เขาจะยืดหยุ่นพอที่จะปรับกาแฟให้เหมาะกับ Mass
    ไม่สงวนไว้เป็นการเสพสุขสำหรับผู้รักการแฟ ผู้มีรสนิยม

    แต่ CEO ก็ยังมีความยึดติดบางอย่าง ยังไม่เข้าใจในความยืดหยุ่นของระบบนิเวศน์อย่างเพียงพอ
    เขาปฏิเสธกาแฟแบบผสม กาแฟไม่แท้ เช่น แฟรปปูชิโน่ ฯลฯ

    แต่เขาก็ไวและมีปัญญา Wisdom พอที่จะปรับเปลี่ยนความคิดได้ทันท่วงที

    เขายังมีการทดลองใหม่ๆ เช่น ผสมดนตรี เข้าไปในร้านอย่างเป็นระบบ จนสามารถทำเป็น CD ขายได้อีกต่อหนึ่ง

    แต่ทุกย่างก้าวของการทำสิ่งใหม่ CEO ไม่ได้ทำแบบชุ่ยๆ
    มีทั้งปฏิเสธ สนับสนุน ถกเถียง สังเคราะห์ใหม่
    จนกว่าจะได้แนวทางที่เป็นเลิศ

    และสิ่งหนึ่งที่ CEO เน้นเสมอ คือ การจ้างคนเก่ง
    เขาเชื่อว่า คนเก่ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทได้มากกว่าเงินที่จ่ายมหาศาล

    เราจะเห็นบทบาทของทีมงานในการสร้างสรรค์ เติบแต่งระบบนิเวศน์ของ Starbucks จนถึงจุดสุดยอดอย่างทุกวันนี้

    รวมถึงการหาพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ พันธมิตรที่ไม่ได้หวังแต่กำไรระยะสั้น แต่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ เพื่อสร้างกำไรในระยะยาว

    สรุปแล้ว
    หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นถึง การสร้างบริษัทที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคอย่างเป็นระบบนิเวศน์ มีการลองผิดลองถูก ระดมทรัพยากร ทำทุกวิธีทาง ปรับยุทธศาสตร์ยุทธวิธี
    สร้างศิลปะ ใช้การตลาด
    เพื่อมุ่งสู่ “การเสพสุขชั้นสูง” ให้กับมนุษยชาติ

    อยากแนะนำให้ “นายเล็ก” และคนอื่นๆ ศึกษาเสพรับ
    ท่านจะพบความฉลาดล้ำ เนื้อหาระหว่างบรรทัด
    การพลิกแพลงกลยุทธ์ที่เลอเลิศ ผนึกผสานเป็น
    “ระบบนิเวศน์ที่ยอดเยี่ยมทางธุรกิจและศิลปะ”

    น่าจะเป็นตัวอย่างรูปธรรมทางการตลาดอย่างเป็นระบบ
    ซึ่งผมคงอธิบายได้ดีสู้ท่าน CEO มิได้

    แน่นอน เนื้อหามีรายละเอียดครบถ้วน พอที่จะสังเคราะห์เป็น “ระบบนิเวศน์” ได้
    เพียงแต่ท่านไม่ได้ใช้ทฤษฏีนี้ชี้นำ หนังสือจึงออกเป็นรูปแบบให้รายละเอียดที่มีชีวิตชีวามากกว่า

    แต่ท่านสามารถใช้ “ทฤษฏี” ที่ผมนำเสนอนี้ ในการสังเคราะห์ต่อยอดจากหนังสือได้

    และท่านจะพบเห็น “ความงาม” ของกาแฟ และความมุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่ชัยชนะของมนุษยชาติ

  • nutjubjub

    เรื่องศิลปะเนี่ยขนาดไม่มีผิดถูก ยังถกประเด็นกันได้สนุก แต่ตัวอักษรเยอะอ่านแล้วตาลายเหมือนกันครับ :)

    คือช่วงนี้วิตกกังวัลเรื่องเศรษฐกิจมาก
    เลยอยากทราบความเห็นจากsiuหน่อยครับ

    1 เรื่องของการที่จะมีโครงการณ์ แลนต์บริด ในไทยโดย ดูไบ ไม่ทราบว่าคิดว่าจะดีไหมที่จะให้ต่างชาติมาทำ และ มันจะกระทบอะไรทั้งดีและไม่ดีกับเศรษฐกิจไทยครับ

    2 เรื่องการพยายามจะมีขาใหญ่ในสินค้าเกษตร และการกว้านซื้อที่ดินของนายทุนมาปลูกข้าวและพืชพลังงาน อันนี้คิดแล้วยังไม่ตกผลึก แต่อยากทราบความเห็นหน่อยครับ

    3 ส่วนตัวนิสหนึ่ง คิดว่าช่วงนี้ตลาดหุ้นพลังงานมันโอเวอร์ไปไหม และมีความเสี่ยงไหม ที่ถ้าการเมืองมีปัญหาจะทำให้โครงสร้างกำไรในบริษัทพลังงานกระทบไหมครับ และใจผมสนใจ cpn ไม่ทราบว่า คิดเห็นอย่างไรครับ

    4 ปัญหาเรื่องพลังงาน เห็นพยายามสนับสนุนให้มีโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก อันนี้ถ้าผมสนใจมีคำแนะนำไหมครับ(เช่นชีวมวล หรืออุปกรณ์ให้กำเนิดพลังงาน)

    ขอบคุณครับ

    เรื่องศิลปะขออนุญาติแสดงความเห็นหน่อย
    คือผมว่า ถ้าคนที่ทำให้ impressionist นิยมขึ้นมาได้ น่าจะเป็นแก๊งค์โมเนต์นะครับ
    ถ้าจำไม่ผิด มี โมเนต์ เรอนัวส์ ปิซาโร่ พวกนี้
    ส่วน ฟานก๊อกฮ์ ผมว่าเค้าไม่ได้พยายามจะทำในสิ่งที่เรียกว่า การตลาดมาก
    แต่เค้าก็ดัง ซึ่งน่าจะมากกว่า แก๊งค์ข้างต้น

    ผมคิดว่าแก๊งค์ โมเนต์ ทำแบบการตลาดเบอร์4ของคุณเจริญชัย คือผู้บริโภคยังไม่ต้องการเลย
    แต่เค้าก็พยายามนำเสนอในทุกทาง ซึ่งสุดท้ายก็สำเร็จ
    แต่ ฟานก๊อกฮ์ แทบไม่สนใจนัก เพราะเค้าสนใจแต่จะระบายความอัดอั้นของพลังสร้างสรรค์มากกว่าจะสนใจเรื่องการยอมรับ
    และเพราะตรงนี้มั้งผมเดาเอา
    เค้าเลยเหมือนดังที่สุด เพราะค่อนข้างแสดงความเป็น impressionist อย่างสุดโต่งไม่สนใจอะไรเลยอย่างแท้จริง (อันนี้ผมวิเคราะห์เองนะจากการดูผลงานคนกลุ่มนี้)

    แต่ใจผมเอง รู้สึกว่า ถ้าไม่มีโมเนต์และเดอะแก๊งค์ กรุยทาง ผลงาน ฟานก๊อกฮ์ ก็อาจจะไม่เกิดนะครับ
    ส่วนตัวผมคิดเอาเองว่า การตลาดจำเป็นอยู่ไม่น้อยเลย ในการให้ผู้บริโภคที่ยังไม่ต้องการมองเห็นและต้องการ

    แต่ประเด็นของคุณเจริญชัย ผมเข้าใจนะครับ เราอาจจะต้องสู้ในด้านอื่นอย่างเรื่องศิลปะ
    แต่ศิลปะไม่ใช่แค่คิดและพยายาม ก็ทำได้
    มันต้องมาจากสังคมและความพร้อมด้วย(ตอนเรียนผมก็ยังต้องใช้ตำราและcase study เมืองนอกเป็นส่วนมาก เพราะเรายอมรับว่าทั้งฝรั่งและญี่ปุ่นเหนือกว่ามาก)

    กลุ่ม impressionist แม้ไม่มีตังค์ แต่สังคมยุคนั้น คริสยจักรพร้อมสนับสนุนงานที่เค้ายอมรับ ก็ต้องถือว่าสังคมเค้าพร้อม

    เมืองไทยตอนนี้ถ้าจะละเมียดกับศิลปะพอที่จะสร้งสรรค์งานที่โดดเด่นได้ ถ้ารัฐไม่สนับสนุนก็ยากครับ
    ขนาดเกาหลี จะพยายามทำแบบที่คุณเจริญชัยว่า ทั้งที่เงินเค้าพร้อมกว่าก็ยังต้องอีก20ปีมั้งกว่าจะออกผล(ดูจากพยายามทั้งdesign&clasiccal music)

    แต่เห็นด้วยครับเราต้องไปทางนั้น แต่รายละเอียดจะเป็นไงนั้น ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ตอบคุณ nutjubjub เรื่องเศรษฐกิจ

    1. เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการศึกษามานานมากแล้ว อย่างน้อยเมื่อกว่า 5 ปีก่อน ในแง่เศรษฐกิจในการเชื่อมการขนส่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เมื่อเปรียบเทียบกับอีกทางเลือกหนึ่งคือการขุดคอคอดกระ ถือว่าโครงการแลนด์บริดจ์นี้ดีครับและถ้าไปเชื่อมกับโครงการเซาน์เทิร์นซีบอร์ด หรือเขตอุตสาหกรรมภาคใต้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตและการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งลาออกจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทยมาเตรียมการทำธุรกิจเพื่อรองรับการกำเนิดของโครงการเซาร์เทิร์นซีบอร์ดมากว่า 1 ปีแล้ว ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการเซาร์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเมื่อผนวกกับโครงการแลนด์บริดจ์ถือว่าดี

    เท่าที่ผมจำได้และเคยได้อ่านโครงการนี้เมื่อหลายปีก่อน ปัญหาหนึ่งของโครงการนี้คือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของโครงการแลนด์บริดจ์เมื่อหลายปีก่อนคือการสร้างคลังน้ำมันลอยน้ำในทะเลอันดามัน ซึ่งจุดที่จะก่อสร้างเป็นจุดที่มีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวทางทะเลสูงและมีส่วนสำคัญในการช่วยกระจายรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นบริเวณนั้นจำนวนมาก การก่อสร้างคลังน้ำมัน ท่อขนส่งน้ำมัน สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้ตลอดจนธุรกิจของชุมชนบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผลดีของโครงการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อชุมชนหรือคนในพื้นที่แลนด์บริดจ์ตรงด้านทะเลอันดามันเท่าใดนัก ดังนั้นในภาพรวมทางเศรษฐกิจ ถือว่าโครงการนี้ดี แต่ในภาพย่อยทางด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นการบ่อนศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและรายได้ของชุมชนทางฟากทะเลอันดามันอย่างรุนแรงมาก เพราะผลดีของโครงการดังกล่าวดีในภาพรวมมากและเมื่อพิจารณาไปยังรูปธรรมของผลดี คือไปตกอยู่บริษัทในกรุงเทพฯ บริษัทต่างชาติ บริษัทดำเนินการพิธีการทางศุลกากร แต่ลดทอนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชุมชนชาวบ้านทางทะเลอันดามันค่อนข้างมาก ดังนั้นโครงการนี้ น่าจะเผชิญแรงต่อต้านจากชุมชนชาวบ้านในพื้นที่อันดามันอย่างสูง โดยเฉพาะถ้าชี้แจงความชัดเจนของโครงการหรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ดี

    ส่วนกรณี ถ้าอนุญาตให้บริษัทต่างชาติมาลงทุนทำโครงการนี้ (ขณะนี้บริษัทดูไบเวิรลด์แค่ทำหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้โครงการเท่านั้น ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสิทธิในการลงทุนก่อสร้างและบริหารโครงการ) ผมยังคิดว่าถ้าประเทศไทยออกพันธบัตรและลงทุนเองในลักษณะเป็นหุ้นส่วนหลักและให้ประเทศอื่นๆที่มีธุรกรรมการขนส่งทางทะเลระดับสูงแถวนั้นซึ่งมีหลายชาติ เช่น จีน ญีปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น มาร่วมถือหุ้นด้วยไม่เกิน 10 % น่าจะดีกว่า ให้ต่างชาติรายใดรายหนึ่งคุมสิทธิในการก่อสร้างและบริหารโครงการ

    แต่อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวผมกังวลเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโครงการนี้และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชุมชนในพื้นที่ทะเลอันดามันค่อนข้างมาก

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    2.เรื่องการเช่าพื้นที่ปลูกข้าวและพืชพลังงานในประเทศไทย โดยประเทศตะวันออกกลางหรือประเทศอื่นๆ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะมีผลกระทบเชิงลบค่อนข้างสูงมาก เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตข้าวและพืชพลังงานในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ในขณะที่รูปแบบการลงทุนในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่มีเทคโนโลยีการผลิต แรงงานขาดทักษะ มีแต่ทรัพยากรและพื้นที่ดินเปล่าๆ เช่น ประเทศลาว ประเทศเขมร ที่นักลงทุนจีน ไทย สิงคโปร์ ไปลงทุนปลูกพืชทางเกษตรขนาดใหญ่ที่นั่น เช่น อ้อย ยาง ปาล์ม เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านั้น เช่นเขมร และลาว จำเป็นต้องรับการลงทุนในลักษณะดังกล่าว เพราะไม่มีแรงงานที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิตไม่ดี ไม่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานเพียงพอในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนเงินทุน

    ในขณะที่ประเทศไทยของเรา มาไกลเกินกว่าที่จะต้องให้ต่างชาติมาลงทุนในลักษณะดังกล่าว มิพักต้องพูดว่า ศักยภาพการเกษตรของเราก็อยู่ในระดับที่พอแข่งขันได้ในตลาดโลกและยังมีอนาคตที่ดีถ้าแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการผลิตในภาคการเกษตรได้สำเร็จ ซึ่งถ้าประเทศไทยเปิดรับการลงทุนของต่างชาติในลักษณะนี้ โดยการลงทุนในลักษณะนี้ของต่างชาติ เขามุ่งต้องการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางด้านอาหาร/พลังงานชีวมวลในปริมาณและราคาที่ถูก ซึ่งถ้าเปิดรับการลงทุนด้านนี้จริงๆ เท่ากับประเทศไทยเดินหน้าสู่การลดทอนศักยภาพการผลิตของประเทศไทยในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การเกษตร การบริการ เพราะว่า

    ก.การลงทุนของต่างชาติจะใช้ทรัพยากรที่ดินจำนวนมหาศาลและแรงงานมหาศาลของไทยมาผลิตสินค้าการเกษตรที่ไม่ต้องใช้ทักษะมาก ส่งผลให้แรงงานไทยถูกลดทอนศักยภาพและทักษะการทำงานของตน เพราะการผลิตสินค้าดังกล่าวนี้มีมูลค่าส่วนเพิ่มที่ต่ำทั้งต่อตนเองและต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งเป็นการผลิตที่ไม่ได้แข่งในตลาดโลกแล้วยิ่งไม่จำเป็นต้องพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพราะจุดประสงค์ของผู้ลงทุนเพียงเพื่อสร้างหลักประกันในอาหารหรือพลังงานแก่ประเทศเจ้าของทุน ยิ่งไม่มีความจำเป็นที่ประเทศผู้ลงทุนจะต้องพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สูง

    ข.การลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มในด้านการวิจัยและพัฒนาที่ต่ำมาก และไม่เกิดมูลค่าเพิ่มหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจในลักษณะคูณทวี (Multiplier) ไปยังภาคการผลิตอื่นๆในลักษณะยกระดับมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องโดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนของบริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้ลงทุนต้องพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับทางเทคนิคแก่บริษัท Supplier ที่ทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ หรือบริษัทอื่นๆในห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ ในขณะที่การผลิตทางการเกษตรในรูปแบบดังกล่าวนั้น ในความคิดของผมแทบจะไม่ได้มีผลกระทบเชื่อมโยงในทางเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจใดๆไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆเลย ในความคิดของผมการที่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นแค่ประเทศรับจ้างการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ไม่มี Brand เป็นของตนเอง ถือว่าแย่พออยู่แล้ว แต่ถ้ามาทำการผลิตสินค้าการเกษตรแก่ต่างชาติในรูปแบบนี้ผมถือว่ามันแย่ที่สุดแล้ว

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    3. เรื่อง ราคาหุ้นพลังงานในตอนนี้ Over ไหม ไม่รู้จริงๆครับ แต่ผมคิดว่าคุณ Nut ควรลดความเสี่ยง ทั้งนี้ รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดประจำวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม นี้ ผมพูดเรื่อง “การบริหารความเสี่ยง” โดยยกตัวอย่างของ Goldman Sachs ที่ออกจากตลาดสินเชื่อ Sub prime ได้ทัน เพราะมีหลักบริหารความเสี่ยง รวมทั้งกรณีของ Buffet ที่ขายดอลลาร์ออกคนแรกๆและขายหุ้นจีนในช่วงปีที่แล้ว โดยใช้หลักบริหารความเสี่ยง (ปัจจุบัน Buffet กำลังมองหาโอกาสในยุโรปตะวันออก)

    โดยส่วนตัว ผมคิดว่าต้องลดความเสี่ยงครับ เพราะ Theme เรื่องน้ำมันมีหลายค่ายที่มองทิศทางราคาน้ำมันในปีนี้แตกต่างกัน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจการเมืองไทยอยู่ในช่วงผันผวนมาก เอาเป็นว่า เพื่อให้คุณ nut ได้ตัดสินใจ บนพื้นฐานข้อมูล ผมจะส่งบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ของนักวิเคราะห์อันดับหนึ่งของโลกด้านราคาน้ำมัน 2 papers ไปให้อ่าน รวมทั้งบทวิเคราะห์ตลาดพลังงานของ IEA ล่าสุดไปให้อ่านครับทางเมลล์กรุ๊ปของ practical Utopia ครับ ถ้าท่านใดสนใจก็กรอกอีเมลล์ในหน้าแรกของเวป SIU แต่โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้คุณ Nut ก่อนจะลงทุนเพิ่มหรือปรับแผนการลงทุนให้คิดเรื่องการบริหารความเสี่ยง รายละเอียดสามารถ download ในรายการวิทยุ ผมพูดเรื่องนี้แบบง่ายๆ

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    4. เรื่องการลงทุนผลิตพลังงานหมุนเวียน ต้องระวังครับ เพราะถ้า scale การผลิตขนาดเล็กคือ และไม่ได้มีวัสดุเหลือใช้จากการผลิตอื่นๆ ดังเช่นพวกโรงสีและโรงงานน้ำตาลที่มีวัสดุเหลือใช้เป็นแกลบ และเป็นชานอ้อย ตามลำดับ ในขณะที่ภาวะปัจจุบันและอนาคตอีก2-3 ปี โลกอาจจะยังอยู่ในช่วงภาวะ ราคาCommodity price ที่ถีบตัวสูงรวมทั้งราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้ธรรมชาติโดยไปรับซื้อวัสดุดังกล่าวมาจะเผชิญกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกินกว่าราคารับซื้อสัญญาของการไฟฟ้าจะให้ได้ ส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม พลังงานน้ำ เพื่อธุรกิจ ผมไม่มีข้อมูลพอจะตอบได้

  • http://averageline.gotoknow.org/ ธวัชชัย ปิยะวัฒน์

    ขอบคุณคุณเจริญชัยมากครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมระมัดระวังขึ้นในการทำงาน แต่ไม่ได้เสียกำลังใจในการนำเสนอสิ่งที่ควรกระทำครับ

    ในส่วนเรื่องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ผมคิดว่าการเข้าถึงศิลปะของการเขียนโปรแกรมเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนกันตลอดชีวิตครับ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าหลายปีหลังจากนี้ไปการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะถูกพิจารณาว่าเป็นงานศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นศิลปะในแขนงเดียวกันกับงานวรรณกรรมครับ

  • nutjubjub

    ถ้าผมเป็นผู้หญิง คงหลงรักคุณสุรศักดิ์มากเลย
    แต่เผอิญผมเป็นผู้ชาย คงได้แต่ขอบคุณครับผม
    ขอบคุณมากครับ

  • เจริญชัย

    ยินดีที่ได้ฟังความเห็นจากคุณ nut ซึ่งมีความเข้าใจศิลปะและยุคสมัยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่คุณโยงเข้ากับการตลาดแบบที่ 4 ซึ่งผมบอก
    วิเคราะห์ได้ละเอียดดียิ่ง ผมคงไม่สามารถทำได้เท่าเทียม

    ยินดีอีกครั้งกับท่าน ดร. ธวัชชัย ผมขอเอาใจช่วยให้ท่านสร้างสรรค์ต่อไปครับ
    ยิ่งคุณกานต์ แนะนำให้ผมใช้ Gmail ซึ่งแม้ผมจะไม่ค่อยชอบ ในความมีตรรกะเกินไปของบริษัทนี้ แต่ตรรกะเมื่อทำจนเลิศเลอระดับหนึ่ง ก็กลายเป็นงานศิลปะยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน
    ผมสัมผัสได้

    ha ha แต่ผมไม่ค่อยชอบศิลปะแบบนี้เสียเลย

    ผมจึงยิ่งเข้าใจเมื่อได้มาอ่านบทความนี้ของผมอีกครั้ง ว่าทำไม ดร. ธวัชชัย จึงมีความสุขในการสร้างศิลปะของตรรกะใน Software

  • Ming

    การรัฐประหารถือเป็นศิลปะหรือเปล่า?

  • เทียนไท

    คุณเจริญชัยถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมขออ่านเปเปอร์เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันโดยการวิเคราะห์ของ Goldman Sach ให้ด้วยได้ไหมครับ สนใจมานานแล้วแต่หาอ่านบทวิเคราะห์ชั้นน้ำยังไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีเวลาเลยครับ

  • เจริญชัย

    อันนี้ ต้องถามคุณสุรศักดิ์หรือคุณกานต์ครับ

    ขอโทษที่มาตอบช้า เพราะพึ่งเห็นครับ

    ปล. ขอโฆษณาล่วงหน้า จดหมายข่าว ฉบับที่ 4 อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “น้ำมัน” ครับ