โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit
บทความนี้เป็นตอนที่ 5 ในผลงานขนาดยาว Series of Non linear Economics ซึ่งเป็นการบรรยายถึงความไม่เป็นเชิงเส้นของปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่ระดับจุลภาค (Micro) คือจะกล่าวถึงเรื่อง เศรษฐศาสตร์แห่ง “การเสพสุขชั้นสูง” (Economics of the sublime happiness)
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เหตุการณ์ Synchronicity ได้เผยแสดงขึ้นในชีวิตผม หากว่าคราวที่แล้ว ผมไม่ได้พูดเรื่อง “การเมืองด้านบวก การเมืองแห่งอนาคต” เหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้เข้าประชุมเรื่องยุทธศาสตร์ SIU และโครงการต่างๆในอนาคตของพวกเรา ในระหว่างการพูดคุย คุณกานต์ได้เอ่ยถึง ดร. ธวัชชัย ซึ่งกำลังประสบมรสุมชีวิตบางประการ โดยเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานเพื่อสังคม ย่อมมีอุปสรรคและปัญหามากมาย แล้วเมื่อวันพฤหัสศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้เมล์คุยกับ ดร. ธวัชชัย พอดี เราได้สนทนาสร้างสรรค์ในเรื่องศิลปะ ซึ่งเผอิญเหลือเกินที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่ผมจะพูดถึงวันนี้ ดร. ธวัชชัย ได้ชื่นชมOpen Source ในแง่มุมแห่งความงาม คือ ผู้เขียนสามารถเผยแสดงศิลปะในการเขียน Source Code ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้อ่านซึ่งเข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอด จะได้สัมผัสทั้งความรู้และความงามไปพร้อมๆกัน แนวคิดและการทำงานเช่นนี้ ช่างมีคุณูปการกับโลกและสังคมไทยยิ่งนัก ที่สำคัญ ดร. ธวัชชัย เกิดความสนใจในหนังสือ Synchronicity ซึ่งผมได้แนะนำไปเป็นอย่างสูง ยิ่งทำให้ Synchronicity ครั้งนี้เปี่ยมล้นความหมายยิ่งขึ้น
ผมขออุทิศรายการครั้งนี้ให้กับ ดร. ธวัชชัย “ศิลปินที่ทำงานศิลปะด้วยการเขียนโปรแกรม” และขอให้ท่านสามารถฝ่าฝันวิกฤติในชีวิตครั้งนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสให้ ดร. ธวัชชัย พัฒนายกระดับตนเองขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
สิ่งที่กำลังมาแรง สร้างแนวโน้มใหม่ (New Trend) แห่งอนาคต คือ การเสพสุขรูปแบบใหม่ สำหรับชนชั้นร่ำรวย ในคราแรกผมไม่เห็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลกมากนัก แต่เมื่อใช้แว่นตาของกระบวนวิธีคิดแบบ Rethink Revalue ผมกลับพบแง่มุมบางประการ ที่จะเป็นส่วนผลักดันสำคัญทำให้ชาติของเรา เกิดประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นมากมายมหาศาล

ภาพ Van Goh Petities จาก Delphien Experience @ Flickr
ผมเคยเขียนบทความลงในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน “การเสพสุขของชนชั้นสูง” ซึ่งบรรณาธิการได้มาเปลี่ยนชื่อให้ดูเรียบร้อยและเข้าใจง่ายว่า “การเสพสุขที่ละเมียดละไม” คุณสุรศักดิ์ได้บอกว่า นี่เป็นผลงานชั่วชีวิต จนผมต้อง “หัวเราะอย่างโง่งม” แต่วันนี้ ผมกลับต้องมานำเสนอ บทประยุกต์ของบทความที่เคยเขียนไว้นานแสนนานมาแล้ว
ทำไมต้องใส่คำว่า เศรษฐศาสตร์เพิ่มเข้ามา เพราะมันมีนัยยะความหมาย การเสพสุขชั้นสูงที่ผมได้เรียบเรียงนั้น มุ่งไปในเชิงปัจเจก โดยหวังว่า เมื่อปัจเจกดีแล้ว เขาจะช่วยพัฒนาชาติ แต่เมื่อผมมา Rethink Revalue โดยมีคุณสุรศักดิ์เป็นหมอดูล่วงหน้าแล้ว ผมกลับคิดว่า การเสพสุขของเศรษฐีหรือชนชั้นสูงบางคน ถ้านำมาประยุกต์ใช้ให้ดี อาจช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชาติได้ และช่วยพัฒนาเงินในกระเป๋าของเศรษฐีคนนั้นอีกด้วย
เคยพูดคุยเล่นกับรุ่นพี่ โดยกล่าวว่า หากวันหนึ่งร่ำรวยขึ้นมา ผมจะนำความมั่งคั่งส่วนหนึ่ง มาแปรเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนให้คนเก่ง ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ขาดแคลนเงินทุน ได้รับการสนับสนุน ผลักดันความฝันให้เป็นจริง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ แนวคิดธุรกิจดีๆ แต่ยังเลยไปถึง ศิลปะ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ วรรณกรรม และอะไรก็ได้ที่มีคุณค่าต่อสังคม รุ่นพี่ผมเสริมว่า หากผู้ได้รับการสนับสนุน วาดภาพที่ไม่มีคนซื้อขึ้นมา แต่ผมตัดสินแล้วว่าเป็นเลิศ ผลจะซื้อใช่ไหม ผมตอบว่าแน่นอน เราต้องสนับสนุนของดี
เมื่อไม่นานมานี้ ผมกลับนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วสะดุดใจว่า ในโลกแห่งความจริงได้มีนักธุรกิจสะสมผลงานศิลปะชั้นเลิศ มีการตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในผลงานชั้นดี เศรษฐีบางคนอาจมีความสุขใจที่ได้ดื่มด่ำ แต่สำหรับกองทุนคงต้องการกำไร แต่การทำเช่นนี้ไม่ควรถูกประเมินค่า (Valuation) อย่างต่ำทรามเกินไป เพราะมันช่วยให้ “ของดี” ถูกรับรู้ ทำให้ “ศิลปิน” ที่มีใจรักในการทำงานด้านนี้ ได้มีแรงบันดาลใจ และการสนับสนุนจากสังคม เป็นเรื่องที่ดี และหากเราสร้างกลไกเพื่อสนับสนุนตรงนี้ขึ้นมา นอกจาก ศิลปินจะได้รับการสนับสนุน ให้ผลิตผลงานคุณภาพมารับใช้สังคมแล้ว นักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนที่ดี ประเทศชาติอาจได้รับรายได้มหาศาล จากการส่งออกผลงานศิลปะ
แต่การประเมินค่าผลงานเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับรสนิยม มุมมอง และปัจจัยต่างๆมากมาย เป็นเรื่องของอัตวิสัยทั้งสิ้นจึงวัดประเมินได้ยาก แต่เราอาจช่วยเหลือโดยใช้วิชาการตลาดขั้นสุดยอด การตลาดนอกกรอบ (ได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อหนังสือของ Kotler และผมจะนำมาแนะนำในโอกาสต่อไป) เพื่อสนับสนุน “ของดี” ให้ได้รับการ Revalue เพราะโมเดลธุรกิจดีๆ ได้ถูก Venture Capital อ่านจนทะลุปรุโปร่งหมดสิ้นแล้ว แต่งานศิลปะ วรรณกรรม บทเพลง ในบางชิ้นยังไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งหากเรามีกระบวนการประเมินอย่างถูกต้องแล้ว ผลงานที่เคยมีราคา 3 ชิ้น 10 บาท อาจกลายเป็นผลงาน 10 ล้านบาท ซึ่งมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์มาแล้วมากมาย เช่น ผลงานของ Van Gogh ในตอนแรกที่เขียนขึ้นมา กลับไม่มีผู้ใดสนใจ กลายเป็นเศษกระดาษ แต่เมื่อมีระบบประเมินค่าใหม่ มีการศึกษาเรียนรู้มากขึ้น ผลงานชิ้นนั้นกลายเป็นสิ่งสูงค่าอมตะ ราคาถีบตัวสูงขึ้นนับแสนเท่า จนมีราคาหลายล้านเหรียญ ซึ่งแม้แต่เศรษฐีระดับพันล้านบางคน ยังไม่กล้าซื้อหา ไม่มีปัญญาเอื้อมถึง
กองทุนสะสมงานศิลปะ เพื่อขายต่อให้กับเศรษฐีผู้ชื่นชอบ จึงเป็นสิ่งที่อาจช่วยชาติของเราได้ โดยการจัดระบบประเมินค่าอย่างถูกต้อง สนับสนุนเงินส่วนหนึ่งให้การศึกษาในการวิเคราะห์ประเมินค่า ดื่มด่ำซาบซึ้งกับงานศิลปะ ซึ่งย้อนกลับมาสร้างกระแสความนิยมในการสะสมผลงานศิลปะ ทำให้ราคาของผลงานศิลปะได้รับการประเมินค่าสูงขึ้น แต่เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เราต้องมีการสร้างระบบ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมารองรับ เพราะหากทำไม่ดี แนวคิดดีๆเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นความทุเรศอัปยศได้
หากมีศิลปินท่านใดรังเกียจ การทำเช่นนี้ ผมอยากให้ Revalue เสียใหม่ เพราะขนาดศิลปินระดับโลก เช่น Michelangelo และ Leonardo da Vinci ยังยินดีรับเงินจากผู้สนับสนุน ดังนั้น ศิลปินทั้งหลาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ผลงานศิลปะของตนสูญเสียคุณค่าไป เพราะขนาดสุดยอดศิลปินยังทำเช่นนี้ และผลงานยังเป็นที่ยกย่องอย่างเลอเลิศมา 400 กว่าปีแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยถึงคุณภาพอีกต่อไป
การเงินและศิลปะล้วนแยกกันไม่ออก และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น การคิดด้านบวก คือ การมองหาความเชื่อมโยง หาประโยชน์และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน Win Win Strategy ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้สวยงาม เต็มไปด้วยคุณค่า ไม่มีการทำลายล้าง เหมือนที่เคยเป็นมาเพราะการแบ่งแยกอย่างขาดปัญญา
นี่อาจเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ ซึ่งสังคมไทยมองข้ามไปไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพราะแม้แต่พวกเศรษฐี ยังต้องแข่งขันกันเอง เพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตา ใครมีรสนิยมที่เหนือล้ำกว่า ใครมีของดีสะสมมากกว่า และหากเราไม่พัฒนากองทุนศิลปะขึ้นมา เศรษฐีของเราย่อมนำเงินไปเสียให้ต่างประเทศ ไปซื้องานศิลปะดีๆจากศิลปินต่างประเทศ นี่ยังไม่นับไปซื้อสินค้า Brand Name อันหรูหรา ทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ไปมากมายเพียงใด
บางทีอาจมีการซื้อขายภาพเขียนของคนไทยในระดับหนึ่ง เรามี “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” และ “ถวัลย์ ดัชนี” แต่เรามีศิลปินที่สำเร็จเช่นนี้น้อยเกินไป ผมจึงต้องนำเรื่องนี้มาพูด เพื่อต้องการยกระดับ จากการซื้อขายรายบุคคล หรือทำกันในระดับย่อย ให้หันมาพัฒนาระบบ ทำการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ การตลาดชั้นเลิศ เพื่อให้ กลายเป็นธุรกิจพันล้าน เพราะผมเล็งเห็นแล้วว่า การผลิตด้วยเทคโนโลยีอันซับซ้อน เราไม่มีวันสู้ต่างชาติได้ หากเป็นสินค้า Brand Name ซึ่งไม่ต้องใช้เทคโนโลยี ยังพอมีความหวัง แต่ต้องเหนื่อยกันอีกหลายยกจึงจะเห็นผล แต่ถ้าเป็นศิลปะ ซึ่งเป็นการสู้กันด้วยคุณภาพ และการประเมินค่า เราอาจสามารถชนะได้ หากมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องใช้เงินทุนมากมายในการต่อสู้แข่งขันเหมือนในอุตสาหกรรมอื่น จะได้สามารถนำเงินทุนที่ชาติกำลังพัฒนาอย่างเรามีจำกัด ไปพัฒนาต่อยอดด้านอื่นให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป
ผมเชื่อมั่นในฝีมือคนไทย ซึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่อย่างที่ผมเคยพูดเสมอมาว่า ของดีต้องมีการรับรู้ เพราะของดีย่อมไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตาธรรมดา จะต้องมีความรู้ในการเลือกเฟ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของดีที่เป็นงานศิลปะ ขึ้นกับอัตวิสัยสูงยิ่ง ย่อมต้องยากกว่า การมองหาธุรกิจหรือหุ้นดีๆสักตัว ดังนั้น เราจึงต้องมีการตลาดที่ดี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนมองเห็นความงามของผลงานชั้นเลิศ ซึ่งหากไม่ได้รับการรับรู้ ย่อมเหมือนการทำลายกระแสเงินสดของธุรกิจ ทำให้ของดีเช่นนี้ ไม่สามารถผลิตขึ้นอีกชิ้น ไม่สามารถยกระดับต่อยอด กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ New High ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนกับที่หวงอี้ ใช้รายได้จากการเขียน “มังกรคู่สู้สิบทิศ” เพชรน้ำเอก เพื่อเก็บตัวเขียน “จอมคนแผ่นดินเดือด” เป็นเวลา 4-5 ปี เพื่อยกระดับชั้นเชิงวรรณศิลป์ให้ถึงจุดสุดยอดใหม่ หากไม่มีการสนับสนุนจากแฟนนักอ่าน หวงอี้อาจต้องหยุดความสูงสุดของตนเองไว้ที่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา “มังกรคู่สู้สิบทิศ” โลกย่อมยกย่องแต่ผลงานชิ้นนี้ และคิดง่ายๆว่า หวงอี้คงไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เพราะนี้ก็ยากเกินกว่าคนธรรมดาอย่างเราๆจะทำได้แล้ว หารู้ไม่ว่า อัจฉริยะย่อมเป็นอัจฉริยะ สามารถทำงานที่เหนือกว่าเดิมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า การมีกระแสเงินสด เพื่อสนับสนุน “ความสุดยอดเหนือสุดยอด” จึงมีความจำเป็นต่อการสร้างสรรค์ และต่อคนในชาติที่จะได้เสพรับงานดีๆ ยกระดับภูมิปัญญา และส่งผลสะท้อนยาวไกลหลายทอดไม่สิ้นสุด ต่อการพัฒนาชาติ
ที่สำคัญ สิ่งนี้น่าจะเป็นแนวโน้มที่สดใสในอนาคต เพราะมีคนรวยใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศ การแข่งขันของคนรวยจึงยกระดับไปที่รสนิยมอันเลอเลิศ หากไทยไม่รีบสร้างโอกาสในการรองรับตลาดนี้ไว้ คงเป็นเหมือนเรื่องอื่น ที่เราต้องพ่ายแพ้ให้กับต่างชาติ
เราอย่าใช้ความคิดอันตื้นเขิน ประเมินศิลปะไว้เลอเลิศล้ำฟ้า ไม่อาจแปดเปื้อนกับการทำมาหากิน เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้ว แม้แต่ศิลปินระดับโลกยังต้องได้รับการสนับสนุนเลย และหากใช้ทฤษฎีของผมที่ว่า “มนุษย์เราเกิดมาเพื่อทำความฝันของตนให้ดีเลิศ เพื่อให้เกิดความอิ่มเอมปิติที่ได้ถือกำเนิดเกิดมา” เราจะไม่ช่วยสนับสนุนศิลปินเหล่านี้กันเชียวหรือ ไม่ควรปล่อยให้เกิด “Van Gogh” ซึ่งทำงานเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชม แต่ตนเองกลับต้องมีชีวิตแสนรันทด มันไม่ใช่เรื่องราวของปัจเจกชนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่คนในชาติควรช่วยเหลือพวกเขาให้บรรลุความฝัน และการบรรลุนี้ ถ้าจัดการให้ดี จะนำมาซึ่ง การบรรลุความฝันของชาติ ที่จะพัฒนาตนเองสู่ความเป็นอารยะ ไม่ต้องพึ่งพาค่าแรงราคาถูกอีกต่อไป อาณาประชาราษฏร์จะได้ลืมตาอ้าปากเสียที
