วานนี้ (18 มิถุนายน 2554) เวลา 13.00 – 16.00 ณ ห้องประชุมสำนักพิมพ์ข่าวสด สำนักพิมพ์ข่าวสด สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (itd) ร่วมกับเครือมติชน จัดงานเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง โดยผู้แทนพรรค 5 การเมืองใหญ่” โดยเชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเข้าร่วมคือนายอลงกรณ์ พลบุตร จากพรรคประชาธิปัตย์, นายพิชัย นริพทะพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย, นายเกษมสันต์ วีระกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา และนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ส่วนตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยคือนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ไม่ได้ปรากฎตัวในงานสัมมนาดังกล่าว โดยมีนายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร จากเครือมติชน เป็นผู้ดำเนินรายการ
ผู้ดำเนินรายการได้ตั้งกติกาให้ผู้เข้าร่วมอภิปราย แสดงความคิดเห็นในหัวข้อสามหัวข้อคือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจเป็นธรรม และเศรษฐกิจพอเพียง และได้ให้ตัวแทนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำการแสดงความคิดเห็นตามลำดับ SIU รายงานการอภิปรายโดยย่อ ดังต่อไปนี้
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย
ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยได้เสนอกรอบใหญ่ คือกรอบของอาเซียนโดยมองว่าเมืองไทยจะกลายเป็นเซี่ยงไฮ้ของอาเซียน และนำเสนอโครงการบัตรเครดิตของชาวนา โดยยอมรับว่าโครงการจำนำราคาพืชผลที่ผ่านมามีปัญหาอยู่บ้าง แต่นี่จะเป็นโครงการที่เรียกว่าจำนำ 2.0 เป็นการแก้ปัญหาการลงทะเบียนผี โดยโครงการนี้จะมีการขึ้นทะเบียนและบันทึกข้อมูลใน sim card การช่วยเหลือจะเป็นไปตามขนาดพื้นที่และผลผลิต
นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นเช่น การลดภาษีโดยจะต้องสามารถแข่งขันกับฮ่องกง (อัตราภาษี 17%) และสิงคโปร์ (อัตราภาษี 18%) ได้ โดยจะเริ่มทะยอยลดอัตราภาษีจาก 30% เป็น 23% และ 20% ตามลำดับ
ส่วนนโยบายการเพิ่มค่าแรงจะทำเพื่อเป็นการกำหนดประเภทอุตสาหกรรม โดยไม่เป็นผู้รับจ้างผลิต
นโยบาย One Tablet Per Child จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้และใช้งานคอมพิวเตอร์เหมือนในประเทศสวีเดน นโยบายกองทุนตั้งตัวจะช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดเล้กที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีนโยบายสนับสนุนการเกษตร เพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปพลังงาน สนับสนุนธุรกิจไอทีอย่างในประเทศอินเดีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
มองว่าจะต้องมองความเป็นจริงก่อนจะไปพูดถึงความฝันหรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยอันดับแรกจะต้องขจัดขั้ว สลายสี หันหน้าเข้าหากัน ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค
เราควรจะมองว่าเพียงแค่การเติบโตของเศรษฐกิจจีน ก็มากกว่ารายได้ประชาชาติของไทยทั้งประเทศแล้วจึงต้องศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโดยเฉพาะ โดยต้องหาว่าประชาคมโลกต้องการสินค้าอะไร ถ้าสร้างสรรค์แล้วขายไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
เรามองว่าสินค้าเกษตรได้เปรียบในตลาดโลก จึงต้องหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร โดยต้องดูตั้งแต่กระบวนการผลิต จนถึงการจำหน่าย (From farm to table) จะต้องหาวิธีเพิ่มมูลค่าเพิ่มไม่ว่าจะเป็น ไก่ ข้าว อ้อย ยางพารา
ในอีกด้านหนึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็เป็นตัวทำรายได้ จะต้องมองว่าทุกคนเป็นทูตในการต้อนรับแขกจากต่างประเทศ รัฐบาลก็ต้องสร้างสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่ม และโครงสร้างพื้นฐาน ลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย เมื่อท้องอิ่ม ครอบครัวก็มั่นคง พรรคนำเสนอโครงการ 20 ปีมีเงินล้าน เพื่อสร้างอนาคตให้กับเด็กไทยเมื่อเติบโตขึ้นก็จะมีเงินล้าน ส่วนคนเข้าตลาดแรงงานใหม่ 5 ปีแรกไม่ต้องเสียภาษี
นายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์
พรรคมองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะล้าหลังอยู่ต่อไป เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ รัฐบาลจะลงทุนงบไป 2 หมื่นล้านเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ที่ผ่านมา 80% ของ GDP มาจากธุรกิจส่งออกและการท่องเที่ยว แต่สินค้าเหมือนเดิมจึงทำให้เกษตรกรยากจน ผู้ใช้แรงงานก็ได้ค่าแรงต่ำ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย 15 ข้อ 2 เป้าหมาย 4 ฐาน โดยมุ่งเป้าให้ประเทศเป็น Creative Thailand และเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอาเซียน Creative ASEAN โดยเราตั้งเป้าให้เพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น 20% ของ GDP ภายใน 4 ปีข้างหน้า ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ กองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ที่สภาพัฒน์ มีการใช้งบประมาณ 7 พันล้านบาทใน 2 ปี และมีการตั้งคณะกรรมการบรอดแบนด์แห่งชาติ ตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงาน e-commerce
เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา 50% เป็นสินค้าแบบ OEM คือรับจ้างผลิต ใช้ค่าแรงถูกเพื่อแลกกับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต่อไปจะต้องเปลี่ยนเป็น ODM เน้นออกแบบ และ OBM สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้ในที่สุด ก็เหมือนกับที่ตอนแรกรับจ้างเย็บผ้า ต่อมาก็ออกแบบดีไซน์เอง และในอนาคตก็ต้องมีแบรนด์เป็นของตนเอง เราต้องเลิก mass production และมุ่งไปสู่ smart production
รัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น Top 5 ของเอเชียภายใน 10 ปี ส่วนด้านเกษตรต้องมองเรื่อง food security รัฐบาลได้ช่วยดูแลเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้ตั้งสภาเกษตรกร เลิกขายข้างเป็นตัน แต่ควรจะขายข้าวเป็นกิโล พัฒนาบรรจุภัณฑ์ แบรนด์ ข้าวเป็นข้าว organic ก็จะได้ราคาดี รัฐบาลก็จะมีการสนับสนุนภาษีปรับโรงสีด้วย ส่วนด้านการบริการก็ต้องมองเรื่อง logistic ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลาง medical hub, spa และเริ่มประกาศเมืองสร้างสรรค์ 20 จังหวัด
นายเกษมสันต์ วีระกุล พรรคชาติไทยพัฒนา
เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแนวโน้มธรรมดาของโลก ก็เหมือนกับการพัฒนาจากเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มาเป็นไอที แล้วก็มาเป็น creative economy ต้องให้คุณเครดิตคุณทักษิณด้วยซ้ำที่เป็นคนพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นคนแรก ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนจะขึ้นมาก็ต้องทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เศรษฐกิจไทยจากนี้ไปจะเหนื่อย มอง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจโต 4% เงินเฟ้อ 3% หนี้สาธารณะ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ มองแบบนี้ต่อไปเศรษฐกิจไทยจะอันตราย เพราะเมื่อเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ตลาดใหญ่ขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานของเรายังด้อยกว่าเพื่อนบ้าน ธนาคารโลกประเมินว่าจะต้องใช้เงินลงทุนในการปรับโครงสร้างพื้นฐานถึง 5.5 ล้านล้าน งบลงทุนเรามีแค่ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ภาษีเราก็มีโครงสร้างสูงกว่าประเทศอื่น ถ้าเปิดเสรีก็อาจจะย้ายไปจดทะเบียนในประเทศอื่นเพื่อเสียภาษีในประเทศอื่น อย่งมติชนอาจไปจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ บุคคลากรทางการแพทย์ก็สมองไหลไปต่างประเทศด้วย
ไทยต้องเตรียมตัวให้ดี เศรษฐกิจยังเปราะบางอยู่มาก เงินไม่มี จะต้องลงทุนด้านการศึกษา เพราะปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศคือคน แต่เราก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพ เราจะต้องปฏิรูประบบภาษี คิดในเรื่อง innovative ต้องสร้างสินค้าซึ่งคนอื่นเลียนแบบไม่ได้ ทั้งนี้จะต้อง 1. กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม 2. ปฏิรูปการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 3. ปฏิรูประบบภาษีให้แข่งขันกับต่างประเทศได้
ตอนนี้งบประมาณภาครัฐสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น 8% ในขณะที่รายรับเพิ่มขึ้นเพียง 4% ต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด และหารายได้เพิ่ม
Podcast: Play in new window | Download

