โดยสุรศักดิ์ ธรรมโม นักเศรษฐศาสตร์ Siam Intelligence Unit
พลันที่นายกรัฐมนตรีจีนได้ส่งสัญญาณแข็งกร้าวด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในการแถลงข่าวหลังสิ้นสุดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) ในวันที่ 14 มี.ค.2553 เพื่อตอบโต้ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 11 มีนาคม 2553 ที่เรียกร้องให้จีนปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด
นายกรัฐมนตรีจีนแสดงความเห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันระหว่างเงินหยวนและดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว และค่าเงินหยวนของจีนนั้นไม่ได้มีค่าที่ต่ำเกินไป (Undervalued) ผลที่ตามมาคือ ในวันที่ 15 มีนาคม 2553 สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ที่เป็นสมาชิกของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับรีกันจำนวน 130 คนได้ยื่นจดหมายถึงรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่า จีน มีการสร้างราคาค่าเงินหยวน ด้วยการกดค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริง (Currency Manipulation) และเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน และให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุพฤติกรรมจีนในการสร้างราคาค่าเงินลงในรายงานครึ่งปีของกระทรวงการคลังซึ่งจะเผยแพร่ในวันที่ 15 เมษายน 2553
แรงกดดันทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้รุนแรงมาก อันเป็นผลมาจากที่กลางเดือน ม.ค. 2553 ที่ผ่านมานั้น พรรคเดโมแครตได้พ่ายแพ้แก่พรรครีพับรีกันด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก (Landslide) ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งถือว่าเป็นที่นั่งที่เป็นถิ่นอิทธิพลของพรรคเดโมแครตมา มูลเหตุแห่งความพ่ายแพ้มาจากความไม่พอใจของผู้ลงคะแนนเสียงต่อนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาในเรื่องการว่างงาน การช่วยเหลือสถาบันการเงินในย่านวอลสตรีท และการปฏิรูปนโยบายประกันสุขภาพ ด้วยเหตุที่สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรในเดือน พ.ย. 2553 ถ้าปัญหาการว่างงานของสหรัฐฯ ยังไม่ทุเลา มีความเป็นไปได้ในเดือนพ.ย. 2553 นี้ พรรคเดโมแครตจะเสียที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฏรให้กับพรรครีพับรีกัน
ด้วยประเด็นเรื่องของการเลือกตั้ง และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผนวกกับแถลงการณ์ประจำปีของประธานาธิบดีสหรัฐ (State of Union) เมื่อปลายเดือนม.ค. 2553 นั้นบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีโอบามาได้เน้นความสำคัญของการจ้างงานและการเพิ่มการส่งออกของสหรัฐฯให้มากกว่าปัจจุบัน 2 เท่าภายใน 5ปี ซึ่งชี้เป็นนัยว่า แรงกดดันทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ต่อจีนมีระดับที่สูงมากและเริ่มต้นที่การกดดันให้จีนปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ สถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน (The Peterson Institute for International Economics) ประเมินว่าปัจจุบันค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 20-40 %
แม้ว่าจีนจะยืนยันว่าค่าเงินหยวนไม่ได้อ่อนค่าเกินพื้นฐาน แต่การให้ค่าเงินหยวนแข็งค่านั้นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจีนเอง ในการลดอัตราเงินเฟ้อและลดการส่งออกของจีนด้วยการเริ่มต้นปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เน้นไปที่การบริโภคในประเทศให้มากขึ้นอีกทั้งช่วยลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนไม่ให้ปะทุเป็นภาวะฟองสบู่แตก และถ้าจีนไม่ยอมปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น สหรัฐฯ อาจจะตอบโต้ทางการค้าด้วยการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งศาสตราจารย์ครุกแมน (Prof. Krugman) ได้เสนอให้สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่อัตรา 25 % ซึ่งอัตราภาษีระดับดังกล่าว ส่งผลร้ายแรงกว่าการปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่า
ซึ่ง ณ ขณะนี้ ตลาดคาดว่า จีนอาจจะปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าที่ 5 % ในครั้งเดียวในช่วงเวลาประมาณต้น ไตรมาสที่ 3 ของปี 2553 เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะที่จีนอาจจะถูกมองว่าทำตามแรงกดดันของสหรัฐฯ แต่การปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าที่ระดับ 5 % ดังกล่าว ถือว่าน้อยเกินไปและไม่น่าจะส่งผลต่อการขยายตัวของการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความกังวลในหมู่ผู้นำการเมืองสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งคือจีนอาจจะตอบโต้ด้วยการไม่เข้าไปทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลล่าสุดของเดือน ม.ค. 2553 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2553 ชี้ให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุดในโลกแต่สัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯได้ลดลงต่อเนื่องมา 3 เดือนและระดับมูลค่าการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯของจีนในเดือน ม.ค. 2553 นั้นเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน ดังนั้น สงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯและจีนนั้นจะไม่สิ้นสุด แม้ว่าจีนจะยอมปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าขึ้นตามแรงกดดันของสหรัฐฯ แล้วก็ตาม
ประการสำคัญ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนนั้นไม่ได้จำกัดในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ตั้งแต่ต้นปี 2553 นั้น สหรัฐฯ มีความขัดแย้งกับจีนหลายเรื่องเช่นกรณีแฮ็คเกอร์ในจีนเข้าไปทำการแทรกแซงระบบอีเมลล์ของบริษัท Google เพื่อหาข้อมูลของนักสิทธิมนุษย์ชนจีน การที่สหรัฐอเมริกาขายอาวุธให้แก่ไต้หวันและการที่ประธานาธิบดีโอบามาพบปะกับองค์ดาไลลามะ ผู้นำพลัดถิ่นทิเบต ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวถ้าทวีความรุนแรงอาจจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ดังจะเห็นจากบริษัทยูเรเซีย (Eurasia Group) ซึ่งเป็นบริษัทประเมินความเสี่ยงทางการเมืองชั้นนำของโลก ประเมินว่า ความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศสูงที่สุดในปี 2553 คือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
