Practical Report ศักยภาพของกลไกเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม

เมื่อคืนวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 ที่ประชุมรัฐมนตรีการคลังของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EcoFin) ซึ่งมีสมาชิก 27 ประเทศประกาศจัดตั้งกลไกเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป (European Stabilisation Mechanism :ESM) ในวงเงินทั้งสิ้น 7.5 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 9.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดยแบ่งที่มาของเงินออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก มาจากสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นกลุ่มยูโรโซน 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร (Euro Zone) ในรูปของการค้ำประกันการขอกู้ของรัฐบาลประเทศกลุ่มยูโรโซน (Government-backed loan guarantees ) 4.4 แสนล้าน ยูโร หรือประมาณ 5.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการจัดตั้ง เพราะต้องให้รัฐสภาแต่ละประเทศดำเนินการอนุมัติ และส่วนที่สอง คือเงินจากสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union) 27 ประเทศ 6 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรูปของวงเงินกู้ให้กับประเทศที่มีปัญหาทางการเงินและส่วนที่สาม โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2.5 แสนล้านยูโรหรือประมาณ 3.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ธนาคารยุโรป (ECB) ได้ประกาศแผนการ เข้าซื้อตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนของยุโรปในตลาดรองเพื่อสร้างสภาพคล่องของตลาดการเงินยุโรป แต่จะดูดสภาพคล่องกลับในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ วงเงินในการจัดตั้งกลไกทางการเงินของยุโรปครั้งนี้ที่ 7.5 แสนล้านยูโรนี้เทียบเท่ากับ ประมาณ 8.25 % ของ GDP ของประเทศกลุ่มยูโรโซน ซึ่งตลาดประเมินว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด โปรตุเกสและไอร์แลนด์จะขอความช่วยเหลือจากกลไกนี้ ประมาณประเทศละ 8 หมื่นล้านยูโร รวม 2 ประเทศ 1.6 แสนล้านยูโร และสเปน จะขอความช่วยเหลือประมาณ 4 แสนล้านยูโร รวมทั้งสิ้น 3 ประเทศประมาณ 5.6 แสนล้านยูโร บ่งชี้ว่า วงเงินในกลไกนี้ เพียงพอในการรองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในการขออนุมัติของเงินกองทุนตามกลไกนี้นั้น จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ (IMF) ด้วยการปรับโครงสร้างทางด้านการคลังให้เข้มแข็ง ด้วยการปรับลดงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล และการเพิ่มภาษี ซึ่งจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เข้าขอรับความช่วยเหลือจากกลไกนี้ ซึ่งประเทศแรกถัดจากกรีซ ที่น่าจะขอความช่วยเหลือจากกลไกนี้คือ โปรตุเกส

การเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการเพิ่มภาษี และลดรายจ่ายภาครัฐ โดยไม่ได้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่าลงนั้น จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะต่อ จีดีพีให้ลดลง นอกจากนี้ กลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรปช่วยในการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้แก่ ปัญหาอัตราดอกเบี้ยที่สูง ความเสี่ยงของการที่ไม่มีเงินทุนที่เพียงพอจากตลาดการเงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศต่างๆในยุโรปที่จะเริ่มไถ่ถอนพันธบัตรเก่าและออกพันธบัตรใหม่ในวงเงินมหาศาลตลอด 3 ปีข้างหน้านี้

โดยสรุปแล้ว กลไกนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้แก่อัตราดอกเบี้ยของตลาดที่คิดต่อพันธบัตรรัฐบาลจากเดิมก่อนมีมาตรการที่อยู่ในอัตราที่สูงนั้น จะลดลง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาดการเงินให้กลับมาเชื่อมั่นในค่าเงินยูโร ตลอดจนลดทอนความเสี่ยงของการที่ตลาดการเงินจะไม่มีทรัพยากรทางการเงินในการเข้าทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลยุโรปตลอด 3 ปีข้างหน้า

แต่กลไกนี้ ไม่ได้แก้ไขปัญหาวิกฤติการหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ของยุโรปที่เป็นต้นตอของการออกมาตรการนี้ ดังนั้น ในอนาคต สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศต่างๆในยุโรปไม่มีแนวโน้มลดลง และปัญหาดังกล่าวนี้ จะกลับมาย้อนสร้างปัญหาแก่ยุโรปในอนาคตอีก ตราบใดที่ 1) ประเทศสมาชิกของเงินยูโรที่เศรษฐกิจอ่อนแอไม่สามารถใช้เครื่องมือทางอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวเสริมสร้างการส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศ เพื่อผลักดันให้จีดีพีขยายตัว ซึ่งในที่สุดจะไปลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้ลดลง 2) ไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ ด้วยการลดหนี้ให้แก่ประเทศในยุโรปที่มีหนี้สินจำนวนมาก 3) เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศส่งออกสุทธิ ไม่ยอมเป็นประเทศที่นำเข้าสุทธิหรือเป็นอุปสงค์ในยุโรปเพื่อชดเชยการขาดแคลนอุปสงค์ของประเทศอื่นๆในยุโรปจากความเข้มงวดการคลัง