Practical Report การเมืองเรื่องป้ายสี: วิเคราะห์ป้ายหาเสียงพรรคการเมืองในศึกเลือกตั้ง 2554

การเมืองเรื่องป้ายสี(สัน)

สุดยอดสีสันของฤดูกาลเลือกตั้งทุกครั้งคงไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่า “ป้ายหาเสียง” ของผู้สมัคร ส.ส. ที่แปะชิดตามท้องถนนทั่วราชอาณาจักร

ข้อความในป้ายต่างเป็นการเชิญชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตน ด้วยเหตุผลจูงใจที่แตกต่างกันออกไป สุดแล้วแต่ที่ผู้สมัคร ส.ส. และทีมงานจะสร้างสรรค์กันออกมาได้

เพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เข้มข้นและสนุกน่าสนใจมากขึ้น SIU จึงรวบรวมภาพถ่ายป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด และวิเคราะห์แนวทางการหาเสียงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่าเหมือน-ต่างอย่างไร

หมายเหตุ:

  • เรียงลำดับป้ายหาเสียงตามหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. (รายชื่อพรรคการเมืองทั้งหมด)
  • ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ SIU จึงไม่สามารถรวบรวมป้ายหาเสียงได้ครบทุกแบบ (เช่น ขาดป้ายของพรรคการเมืองใหม่) ดังนั้นขออภัยในความผิดพลาดล่วงหน้า
  • SIU ขอขอบคุณเครือข่ายทุกท่านที่ช่วงส่งภาพป้ายหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ เข้ามาสำหรับบทความนี้

หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย

พรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทย ย่อมมีกำลังทรัพย์ในการสร้างสรรค์ป้ายหาเสียงได้หลากรูปแบบ ทุกแบบค่อนข้างใช้โทนสี-สไตล์แบบเดียวกันคือ สีแดง-ขาว (มักเป็นพื้นแดง ตัวหนังสือขาว) โดยมีตัวหนังสือไม่เยอะนัก (หรือถ้ามีจะพยายามไม่ใช้ตัวหนังสือซ้อนทับกับภาพ) จุดนี้ต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยได้สีแดงที่โดดเด่นกว่าสีอื่นอยู่แล้วเป็นสีประจำพรรค ทำให้ป้ายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้พื้นสีแดงขนาดใหญ่ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีกเมื่ออยู่บนท้องถนนเคียงข้างป้ายหาเสียงของพรรคอื่นๆ

SIU สามารถแยกป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยได้เป็น 4 หมวดใหญ่ๆ ดังนี้

ป้ายแบบที่ 1 แนวทางของพรรคและผู้นำพรรค

ป้ายชุดนี้จะเน้นที่แนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทย เช่น ชูจุดขายเรื่องนโยบายที่คิดโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ) หรือการแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่งอย่าง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (อ่านบทวิเคราะห์ป้ายหาเสียงของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ แผ่นนี้ ได้จากบทความ ยิ่งลักษณ์ มาร์เก็ตติ้ง)

สโลแกนในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยก็น่าสนใจ เพราะใช้สโลแกน “คิดใหม่ทำใหม่เพื่อไทยทุกคน” ของพรรคไทยรักไทยเดิม มาเติมคำว่า “ขอ” ไว้ด้านหน้า และ “อีกครั้ง” ไว้ด้านหลังประโยค ถือเป็นการตอกย้ำแบรนด์เดิมของพรรคไทยรักไทยที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว

ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ยิ่งลักษณ์

ป้ายหาเสียงที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือป้ายโฆษณาการปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 54 ที่สวนลุมพินี ซึ่งถือเป็นป้ายหาเสียงสำหรับ “การปราศรัย” เพียงหนึ่งครั้ง (ซึ่งตัวป้ายจะมีอายุสั้นมาก) ถือเป็นตัวอย่างของป้ายแนวใหม่ที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้

ตัวรูปแบบของป้ายจะใช้แนวทางเรียบง่ายคือพื้นสีแดงทั้งอัน ไม่มีภาพประกอบ ตัวหนังสือสีขาว ใช้ฟอนต์ค่อนข้างทันสมัย และมีชื่อพรรคอยู่ด้านล่าง

ป้ายแบบที่ 2 แนะนำนโยบายด้านต่างๆ ของพรรค

ป้ายชุดนี้จะเน้นการประชาสัมพันธ์นโยบายต่างๆ ของพรรค โดยใช้รูปแบบเรียบง่ายเหมือนกับป้ายปราศรัยใหญ่ คือพื้นสีแดง ตัวอักษรขาว เน้นนโยบายที่เกี่ยวข้องกันเป็นชุด ๆ บางป้ายจะมีภาพประกอบบ้างในส่วนบนสุดของป้าย

ป้ายแบบที่ 3 แนะนำตัว ส.ส. รูปเดี่ยว

ป้ายแบบที่สาม เป็นป้ายแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคน โดยเน้นภาพผู้สมัคร ส.ส. เด่นชัดพร้อมชื่อและเบอร์ ป้ายชุดนี้จะเห็นว่าสไตล์การวางภาพของ ส.ส. แต่ละคนแตกต่างกันไปมาก น่าจะเป็นผลจากนโยบายการให้ผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคนไปจัดทำป้ายหาเสียงกันเอง แทนการที่พรรคกำหนดรูปแบบมาตรฐานให้

ป้ายแบบที่ 4 ผู้สมัคร ส.ส. ประกบคู่ยิ่งลักษณ์

การเมืองในประเทศไทยมีธรรมเนียมการวางภาพผู้สมัคร ส.ส. ร่วมกับหัวหน้าพรรคหรือผู้นำพรรค (ซึ่งโดดเด่นในฐานะว่าที่ผู้นำประเทศ) มานานแล้ว และในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่ต่างออกไปมากนัก เราจึงเห็นป้ายของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยคู่กับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ “ว่าที่นายก” เช่นกัน

แต่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งในป้ายชุดนี้ จะเห็นว่ารูปภาพของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ และผู้สมัคร ส.ส. ไม่ได้ยืนคู่กันอย่างพรรคอื่นๆ แต่เป็นการวางไว้คนละมุมของภาพ เราอาจคาดเดาได้ว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ มีเวลาเตรียมตัวหาเสียงไม่เยอะนัก และต้องใช้เวลากับการเดินสายปราศรัยแนะนำตัวตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ไม่มีเวลายืนถ่ายภาพกับผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคทุกคน จึงต้องใช้วิธีนำภาพสองภาพมาตัดต่อร่วมกันในป้ายนั่นเอง

หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

ช่วงที่ SIU เก็บข้อมูลป้ายหาเสียงของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคยังเปิดตัวนโยบายออกมาไม่ครบ ทำให้มีแต่ป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. เป็นหลัก

ป้ายแบบที่ 1 ภาพผู้สมัคร ส.ส. คนเดียว

ป้ายหาเสียงของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ใช้ธีมสีน้ำเงิน-เหลือง (พื้นน้ำเงินเข้ม ตัวหนังสือสีเหลือง) ซึ่งการใช้ตัวหนังสือสีเหลืองทำให้ข้อความดูสว่างและสะดุดตา แนวทางการออกแบบยังใช้ตัวอักษรที่ดูทันสมัย เน้นตัวอักษรไม่เยอะมากนัก และขับเน้นภาพผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคให้โดดเด่นมากกว่า

ป้ายของพรรคชาติพัฒนาจะใช้ภาพผู้สมัคร ส.ส. คนเดียว ไม่มีภาพคู่กับหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นเพราะตัวหัวหน้าพรรคเองก็ไม่มีความโดดเด่นมากนักในกระแสสังคม

อีกจุดที่น่าสนใจคือสโลแกนที่ใช้หาเสียง ซึ่งปรับให้เหมาะสมกับภูมิภาค เช่น ป้ายหาเสียงใน จ. นครราชสีมา จะมีคำว่า “ฅนโคราช รักจริง ไม่ทิ้งกัน” ส่วน จ. กาญจนบุรี จะใช้คำว่า “เพื่อชีวิตคนเมืองกาญจน์” ส่วนในกรุงเทพมหานครจะใช้สโลแกนหลักของพรรคคือ “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย พลังไทยสร้างชาติ”

ป้ายแบบที่ 2 นโยบายและดารา-นักกีฬา

ป้ายหาเสียงแบบที่ 2 ของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เพิ่งเริ่มวางในกรุงเทพมหานครช่วง 2 มิ.ย. นี้เอง ตัวอย่างป้ายบางส่วนคือนโยบายการสร้างศูนย์กีฬา ซึ่งใช้ทรัพยากรบุคคลของพรรคอย่าง “น้องวิว” เยาวภา อดีตนักเทควันโดโอลิมปิกมาเป็น “ไอคอน” บนป้ายหาเสียง

หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย

พรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ขับเน้นที่ตัว personal image ของนายชูวิทย์อย่างเต็มที่ จะเห็นว่าป้ายหาเสียงจะมีภาพของนายชูวิทย์ทำท่าทางต่างๆ ที่ต่างไปจากผู้สมัคร ส.ส. ทั่วไป และเน้นข้อความที่อ่านแล้วโดนใจ เพื่อให้ผู้อ่านจดจำแนวทางของนายชูวิทย์ได้

ข้อความที่นายชูวิทย์ชูขึ้นมาเป็นจุดเด่นก็คือคำว่า “ขอเป็นฝ่ายค้าน” ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการหาเสียงของนายชูวิทย์ครั้งนี้

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือข้อความว่า “เลือกชูวิทย์ พร้อมกันทุกเขต ทั่วประเทศ” เป็นการตอกย้ำให้เลือกนายชูวิทย์ในบัตรเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งเป็นจุดที่นายชูวิทย์หวังคะแนนเป็นหลัก การใส่ข้อความแบบนี้เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่านป้ายที่อยู่นอกเขต กทม. ว่าถึงแม้จะอยู่ต่างจังหวัดก็ยังเลือกนายชูวิทย์ได้ (และไม่มีป้ายหาเสียง ส.ส. คนอื่นของพรรคเลย นอกจากนายชูวิทย์คนเดียว)

จำนวนป้ายหาเสียงของนายชูวิทย์ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะใช้การวางป้ายแบบถี่ยิบทุกหัวถนน ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระแสของชูวิทย์ด้วยการตลาดแบบ below the line มากขึ้น

หมายเลข 6 พรรคพลังชล

พรรคท้องถิ่นที่จับฐานเสียงจังหวัดชลบุรีและเขตภาคตะวันออก ใช้รูปแบบป้ายหาเสียงที่ไม่หวือหวามากนัก ป้ายของพรรคมีโลโก้พรรค ชื่อผู้สมัคร ภาพและหมายเลข ส่วนสีของป้ายใช้โทนสีฟ้าอ่อนน้ำทะเล ให้เหมาะกับชื่อและแนวทางของพรรค

ข้อความในป้ายหาเสียงนั้นระบุชัดเจนว่า “พัฒนาเมืองชล” ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของพรรคนั่นเอง

หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์

พรรครัฐบาลปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ มีป้ายหาเสียงหลายรูปแบบ ซึ่งแนวทางของป้ายจะคล้ายๆ กับป้ายของพรรคเพื่อไทย (ยกเว้นป้ายการแนะนำตัวหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอีกแล้วเพราะเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วหนึ่งสมัย)

เราสามารถแบ่งป้ายของพรรคประชาธิปัตย์ออกเป็น 3 แบบใหญ่ๆ ดังนี้

ป้ายแบบที่ 1 นโยบายของพรรค

พรรคประชาธิปัตย์มีป้ายที่แนะนำนโยบายของพรรคเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ทั้งสองพรรคใช้รูปแบบใกล้เคียงกันคือสีพื้นตามสีของพรรค ตัวอักษรสีขาว และข้อความแนะนำนโยบายสั้นๆ

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ภาพประกอบที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในภาพด้วย ซึ่งจะต่างไปจากป้ายของพรรคเพื่อไทยที่มีแต่ภาพกราฟิกเพียงอย่างเดียว

ป้ายแบบที่ 2 แนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส. เป็นภาพเดี่ยว

ป้ายแนะนำตัว ส.ส. แต่ละคนของพรรคประชาธิปัตย์จะคล้ายๆ กับพรรคเพื่อไทย คือ ไม่มีรูปแบบหรือสไตล์ที่ชัดเจน คาดว่าใช้นโยบายการทำป้ายแบบเดียวกันคือให้ผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคนไปจัดทำป้ายกันเอง

ถ้าดูจากภาพจะเห็นว่าผู้สมัคร ส.ส. 2 คนแรกคือ อรอนงค์ และเจิมมาศ จะใช้ภาพหน้าตรงครึ่งตัวขนาดใหญ่ ในขณะที่อรรถวิชช์ ใช้ภาพขณะกำลังลงพื้นที่หาเสียงแทน

เครื่องแต่งกายของผู้สมัคร ส.ส. ในภาพจะแตกต่างกันไป เจิมมาศเลือกใช้ชุดขาวเต็มยศ ในขณะที่อรอนงค์ใช้เสื้อคลุมที่มีตราสัญลักษณ์ของพรรค

ป้ายแบบที่ 3 ผู้สมัคร ส.ส. คู่กับนายอภิสิทธิ์

จุดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์คือมีหัวหน้าพรรคที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และตัวนายอภิสิทธิ์เองก็มีฐานเสียงเป็นจำนวนไม่น้อย ดังนั้นการใช้ภาพนายอภิสิทธิ์ยืนคู่กับผู้สมัคร ส.ส. แต่ละคนจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผล

ถ้าดูรูปแบบของป้ายหาเสียงกลุ่มที่สามนี้ จะเห็นว่าป้ายของนายอรรถวิชช์กับอรอนงค์ใช้สไตล์ที่เกือบเหมือนกันทุกประการ ส่วนป้ายของคนที่เหลือจะใช้สไตล์อีกชุดที่มีความแตกต่างกันในบางจุด

ป้ายทุกแบบของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้สโลแกนเหมือนกัน ซึ่งเป็นธีมหลักของการหาเสียงครั้งนี้ นั่นคือ “เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายเพื่อประชาชน” พร้อมลูกศรชี้ไปข้างหน้า

หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง

พรรคเล็กนอกสายตาที่วางป้ายหาเสียงค่อนข้างเยอะในบางพื้นที่ ป้ายของพรรคไทยพอเพียงเน้นข้อความ 2-3 จุด ได้แก่

  • ชื่อและหน้าของหัวหน้าพรรค จำรัส อินทุมาร
  • แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพรรค
  • สโลแกน “ปฏิวัติ” และ “เปลี่ยน” (ซึ่งหมายถึงเปลี่ยนความคิด-จิตสำนึก)

หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ

พรรคเล็กแต่หวังคะแนนเสียงคนชั้นกลางของนายปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ใช้ธีมสีเขียว พร้อมเน้นที่แบรนด์ของนายปุระชัยในฐานะหัวหน้าพรรค

จากการรวบรวมของ SIU พบว่าป้ายหาเสียงของพรรครักษ์สันติในเขตกรุงเทพ มีจำนวนใกล้เคียงกับป้ายของนายชูวิทย์ โดยป้ายของพรรครักษ์สันติมีถึง 3 แบบ

ป้ายแบบที่ 1 นโยบายของพรรค

พรรครักษ์สันติใช้ 1 นโยบาย 1 ป้าย ซึ่งต่างไปจากแนวทางของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นโยบายบางข้อของพรรครักษ์สันติจะค่อนข้างๆ ลอยๆ ไม่ฟันธงชี้ชัดเหมือน 2 พรรคใหญ่ เช่น เน้นการเสียสละ หรือเน้นเศรษฐกิจเติบโต (แต่ไม่บอกว่าจะทำอย่างไร)

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างในป้ายของพรรครักษ์สันติ คือ การใช้สัญลักษณ์ “ไม้บรรทัด” ซึ่งเป็นโลโก้ติดตัวของนายปุระชัย ในป้ายหาเสียงของพรรคด้วย ดังจะเห็นได้จากสเกลสัดส่วนของไม้บรรทัดที่ปรากฎในขอบบนและล่างของป้ายหาเสียง

ป้ายแบบที่ 2 เน้นตัวนายปุระชัย

ป้ายแบบที่สองจะเน้นข้อความน้อยลง แต่ใช้ภาพของนายปุระชัยถึงครึ่งตัวและมีขนาดใหญ่เกือบเต็มป้าย จุดที่น่าสนใจคือการใช้ “สัญญะ” บางอย่างประกอบ เช่น ป้ายที่โฆษณาว่า “ไม่ลำเอียงเที่ยงตรง” จะมีภาพนาฬิกาเวลา 12.00 น. อยู่ในป้ายด้วย

ป้ายแบบที่ 3 ผู้สมัคร ส.ส. คู่กับหัวหน้าพรรค

ป้ายแบบที่ 3 เป็นป้ายผู้สมัคร ส.ส. ยืนคู่กับหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับป้ายแบบเดียวกันของพรรคอื่นๆ รูปแบบการถ่ายภาพจะใช้ภาพของผู้สมัคร ส.ส. ซ้อนทับกับรูปของนายปุระชัย ซึ่งจุดนี้จะเหมือนกับกรณีของพรรคเพื่อไทย และต่างไปจากกรณีของพรรคประชาธิปัตย์

หมายเลข 14 พรรคกิจสังคม

พรรคเล็กแต่มีประวัติความเป็นมายาวนานพรรคนี้ เน้นการประชาสัมพันธ์โดยเน้นไปที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประธานพรรค (ไม่ใช่หัวหน้าพรรค) ซึ่งมีประวัติทางการเมืองยาวนาน เป็น ส.ส. และรัฐมนตรีหลายสมัย

ป้ายของพรรคกิจสังคมค่อนข้างกระจายและมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เราสามารถแยกแยะได้ 3 กลุ่ม ดังนี้

ป้ายแบบที่ 1 นายสุวิทย์กับธีมสีเหลือง-แดง

ป้ายชุดนี้เน้นการโฆษณาตัวของนายสุวิทย์เป็นหลัก และพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่านายสุวิทย์อยู่ตรงกลางระหว่างสีแดงและเหลือง อย่างไรก็ตาม ป้ายชิ้นนี้ถูกวิจารณ์ว่าตรงไปตรงมาเกินไปและไม่ดึงดูดมากนัก รวมไปถึงท่าทางของนายชูวิทย์ที่ใช้นิ้วชี้มายังผู้อ่านป้าย ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไม่สุภาพ

จุดเล็กๆ ที่น่าสนใจในป้ายแบบแรกของพรรคกิจสังคม คือข้อความว่า “สานต่อเจตนารมณ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท” จึงอาจแปลความได้ว่า พรรคกิจสังคมคาดว่ายังมีคนที่รู้จัก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อยู่มาก และสามารถใช้จุดแข็งนี้เชื่อมโยงเข้ากับพรรคกิจสังคมในปัจจุบันได้

ป้ายแบบที่ 2 นายสุวิทย์ในโทนสีขาว-ส้ม

ป้ายแบบที่สองจะคล้ายกับแบบแรก แต่ตัดสีเหลือง-แดงออกไป ใช้พื้นสีขาวและตัวหนังสือสีส้ม ส่วนข้อความที่สื่อสารยังเป็นประวัติการทำงานของนายสุวิทย์เช่นเดิม

ป้ายแบบที่ 3 ผู้สมัคร ส.ส. คู่นายสุวิทย์

เป็นป้ายมาตรฐานที่พรรคการเมืองที่มีผู้นำโดดเด่นจะเลือกมาใช้งาน กรณีของพรรคกิจสังคมใช้การถ่ายภาพคู่กับนายสุวิทย์ (แนวทางเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์) และใช้โทนสีขาวเป็นหลัก จุดนี้อาจเสียเปรียบพรรคที่เน้นสีสันสดใสอยู่บ้าง ตรงนี้น่าประหลาดใจว่าเพราะเหตุใดพรรคกิจสังคมถึงไม่ใช้โทนสีส้ม (ซึ่งมีความโดดเด่นในตัวอยู่แล้ว) มาใช้ให้มากกว่านี้ ในป้ายกลับมีเพียงหมายเลขของพรรคที่ใช้สีส้มเท่านั้น

หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย

ว่าที่พรรคอันดับสามในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีป้ายหาเสียงหลากหลายมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด และเราสามารถแบ่งหมวดป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยได้ถึง 5 แบบ! และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือป้ายทุกแบบไม่มีรูปภาพของหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคอยู่เลย!

ป้ายแบบที่ 1 แนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.

ป้ายแบบนี้พบได้เฉพาะพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยส่ง ส.ส. เขตเท่านั้น ป้ายใช้สีน้ำเงินเข้ม พร้อมรูปและชื่อผู้สมัคร ที่เหลือเป็นนโยบายของพรรคในด้านต่างๆ

ป้ายแบบที่ 2 นโยบายของพรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายสำหรับการเลือกตั้งถึง 9 ข้อใหญ่ (ดูบทความ จับตาเลือกตั้ง 54: เจาะลึกนโยบายพรรคภูมิใจไทย) และในป้ายหาเสียงก็นำนโยบายมาเป็นจุดขายหลักได้อย่างโดดเด่น

ป้ายหาเสียงชุดนี้ของพรรคภูมิใจไทยมีจุดเด่นที่ภาพกราฟิกสวยงาม และข้อความที่อ่านแล้วโดนใจผู้ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมแบบต่างๆ

จุดนี้ถือว่าน่าสนใจเพราะพรรคภูมิใจไทยถือเป็นพรรคที่มี “ต้นทุนในตัวบุคคล” ต่ำกว่าพรรคอื่นๆ ดังนั้นการหาเสียงใน กทม. จึงเน้นไปที่ตัวนโยบายโดยตรง ไม่เน้นที่ตัวบุคคลเหมือนพรรคคู่แข่งอื่นๆ เลย


ภาพป้ายหาเสียงชุดนโยบายทั้งหมดสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทย

ป้ายแบบที่ 3 ภูมิใจไทยและ Facebook

ป้ายชุดนี้ออกมาหลังจากป้ายชุดที่สอง โดยเน้นจับตลาดคนเมืองที่ใช้อินเทอร์เน็ต social network และ Facebook เป็นหลัก

รูปแบบของป้ายจะใช้โทนสีขาวสะอาดตา แสดงนโยบายของพรรคเป็นข้อความ (ไม่มีภาพประกอบ) ส่วนข้อความหลักของป้ายจะบอกว่า “ถ้าชอบอย่าแค่กด Like มากาให้เรา” โดยให้ URL ของ Facebook พรรคภูมิใจไทยไว้ในป้ายด้วย

ป้ายแบบที่สามนี้ยังมีรหัส QR Code สำหรับถ่ายภาพด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มุมขวาล่างของภาพด้วย เราอาจสรุปได้ว่าป้ายแบบนี้จับกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

ป้ายแบบที่ 4 ป้ายโต้ตอบนโยบายพรรคเพื่อไทย

ป้ายชุดนี้น่าสนใจที่สุดในป้ายทั้งหมดของพรรคภูมิใจไทย เพราะออกมาตอบโต้นโยบายของพรรคเพื่อไทยโดยตรง โดยนำนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมาเปรียบเทียบและแสดงความเหนือกว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยแบบอ้อมๆ ถือเป็น “สงครามสื่อ” ขนาดย่อมๆ บนหน้าป้ายหาเสียง

ป้ายแบบที่ 5 ป้ายขอบคุณคะแนนเสียงคนกรุง-เน้นกีฬา

ป้ายชุดนี้เพิ่งออกมาเป็นป้ายชุดล่าสุดของพรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อความบนป้าย 2 ชุด

ชุดแรกเน้นการ “ขอบคุณคะแนนเสียงคนกรุง” ล่วงหน้าสำหรับการลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้พรรคเพื่อไทย เป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ถนนปลอดฝุ่นในต่างจังหวัด หรือ คนกีฬา) กับคนชั้นกลางในกรุงเทพที่อาจเลือกพรรคภูมิใจไทย

ชุดที่สองเป็นข้อความเกี่ยวข้องกับโครงการศูนย์ฝึกนักกีฬาอาชีพของพรรค โดยใช้ข้อความสั้นๆ แต่เรียกความสนใจจากผู้อ่านได้ดี

หมายเลข 19 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเล็กนอกสายตาแต่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหลายครั้ง ใช้ป้ายแบบเรียบง่าย โทนสีน้ำเงิน-ส้ม พร้อมหมายเลขพรรคและข้อความเชิญชวนให้เลือกพรรคเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร

ข้อความในพรรคนั้นระบุชัดเจนว่าเน้นเฉพาะ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น

หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา

พรรคชาติไทยพัฒนาใช้โทนสีชมพูเป็นหลัก ส่วนจุดขายของพรรคเน้นที่นโยบาย “ปรองดอง” เป็นสำคัญ เราสามารถแบ่งป้ายได้เป็น 3 แบบดังนี้

ป้ายแบบที่ 1 หัวหน้าและผู้นำพรรค “ปรองดอง”

ป้ายแบบแรกเป็นป้ายของผู้นำระดับสูงของพรรค 3 คน คือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์, นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต รมช. คลัง

จุดที่น่าสนใจคือป้ายของ พล.ต. สนั่น มีเยอะกว่าป้ายของนายชุมพลผู้เป็นหัวหน้าพรรคเสียอีก จึงอาจมองได้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเองก็เตรียมพร้อม พล.ต. สนั่น ที่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคคนกลางไว้เช่นกัน

ป้ายแบบที่ 2 แนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.

ป้ายกลุ่มนี้ใช้สไตล์ใกล้เคียงกับป้ายกลุ่มที่ 1 แต่เปลี่ยนจากผู้นำพรรคมาเป็น ส.ส. เขตแทน สีรองพื้นยังเป็นสีชมพูอ่อน และมีนโยบายพรรคด้านอื่นเพิ่มเข้ามามากขึ้น ไม่เน้นนโยบาย “ปรองดอง” เหมือนป้ายชุดแรก

ป้ายแบบที่ 3 นโยบายพรรค

ป้ายแบบนี้ใช้สีสันและสไตล์ที่ต่างไปจากป้าย 2 กลุ่มแรก โดยใช้สีชมพูเข้ม และตัวหนังสือทันสมัย ไม่เน้นรูปแบบ เน้นข้อความนโยบายแบบเดียวกับป้ายของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ

พรรคมาตุภูมิเน้นฐานเสียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีป้ายวางในเขต กทม. มากนัก ป้ายที่ปรากฎมีเพียงแบบเดียวคือป้ายภาพถ่ายของแกนนำของพรรคคือ พล.อ. สนธิ บุนยรัตกลิน และนายมั่น พัธโนทัย อดีต รมว. จากพรรคเพื่อแผ่นดิน

หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย

พรรคเล็กนอกสายตาอีกพรรคหนึ่ง ป้ายหาเสียงแสดงแกนนำของพรรค และนโยบายพรรคที่เน้นลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

หมายเลข 33 พรรคประชาสันติ

พรรคประชาสันติ เป็นพรรคที่ ร.ต.อ. ปุระชัยเตรียมใช้เป็นฐานลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ก่อนจะเปลี่ยนใจไปตั้งพรรครักษ์สันติแทน (อ่านรายละเอียดในศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย) แต่พรรคประชาสันติก็ยังดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป โดยมีเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต ส.ว. กรุงเทพเป็นแกนนำสำคัญ

สโลแกนของพรรคประชาสันติเน้น “บ้านเมืองสงบ ต้องเคารพกฎหมาย” โดยเชิญชวนให้เลือกผู้สมัครของพรรคทั้งสองระบบ

หมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่

อดีตพรรคการเมืองใหญ่ที่เงียบหายไปนาน แต่ยังดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเงียบๆ โดยมีนายชิงชัย มงคลธรรม อดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ (ผู้ก่อตั้งและอดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่) เป็นหัวหน้าพรรค

ป้ายหาเสียงของพรรคความหวังใหม่เน้นตัวนายชิงชัยเป็นหลัก พร้อมสโลแกนว่า “ปฎิวัตประชาธิปไตยคือทางรอดของชาติ” (แต่ไม่ระบุชัดเจนนักว่าปฏิวัติประชาธิปไตยคืออะไร)

ป้ายโหวตโน ของพันธมิตรฯ

ถึงแม้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. และมีมติให้ “โหวตโน” ไม่เลือกพรรคการเมืองใดเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่ก็ยังมีป้ายของแคมเปญ Vote No ของพันธมิตรฯ วางปะปนกับป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส. ด้วยเช่นกัน

แคมเปญหาเสียงของพันธมิตรฯ ใช้ชื่อว่า “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” โดยใช้ภาพสัตว์ชนิดต่างๆ ใช้สูทเหมือนกับมนุษย์ วางบนพื้นหลังสีเหลือง (สีของพันธมิตร) พร้อมอักษรว่า “โหวตโน” ที่ด้านล่างของป้าย

แคมเปญ “โหวตเยส” ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

ภาพที่ SIU ไปพบเข้าโดยบังเอิญ คือ การปะทะในเชิงสัญลักษณ์ระหว่างแคมเปญ “โหวตโน” ของพันธมิตร กับ “โหวตเยส” ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง (อ่าน บก.ลายจุด ชูแคมเปญ “โหวต YES” รณรงค์ไปเลือกตั้ง สู้อำนาจนอกระบบ) โดยป้ายแคมเปญ “โหวตโน” บางป้ายมีสติ๊กเกอร์ “โหวตเยส” ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงมาแปะทับอีกชั้นหนึ่ง

อ่านภาคต่อ: จับตาป้ายหาเสียงชุดสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง – ปชป. “ไม่ล้างผิด” เพื่อไทยชู “ยิ่งลักษณ์”

  • http://iamthan.com than

    อ่านแล้วนึกถึงเพลง Sticker ฮะ http://youtu.be/cCbmLvQSiBg

  • สุจิตรา สุวรรณประทีป

    ป้ายโหวตโน เป็นของพรรคเพื่อฟ้าดิน ไม่ใช่ของพธม.

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @สุจิตรา – ป้ายโหวตโนของพรรคเพื่อฟ้าดินจะเป็นอีกดีไซน์ครับ http://photos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/246824_201926899852075_100001042996204_595755_7239259_s.jpg

    @ผู้เขียนบทความ – บริเวณพุทธมณฑล (เท่าที่ผมเห็น) จะมีป้ายหาเสียงของพรรคเสรีนิยมติดอยู่ค่อนข้างหนาแน่นทีเดียว (ผมเห็นระหว่างนั่งรถเมล์ไปหอภาพยนตร์ที่ศาลายา) http://is.gd/lInHF5

  • goodjee

    หากอยากรู้ความจริงลองหาข่าวเชิงลึกตามต่างจังหวัด มีเครือข่ายหัวคะแนนอย่างชัดเจน มีการสำรวจรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ แล้วจ่ายค่าหัว โดยชาวบ้านจะรู้จักกันดีหากใกล้วันเลือกตั้ง ซึ่งโดยมากจะเป็นตัวแทนจากพรรคใหญ่ๆต่างขั้วที่เรารู้จักกันดี สุดท้ายแล้วหากแจกกันทุกพรรค ก็ย่อมเอาคืน หากได้เข้าสภา แล้วอย่างนี้จะให้ชาวบ้านเลือกใคร?