วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา
นัยต่อโลก
อย่างที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทั้งสหรัฐและยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจท่ามกลางความตีบตันทางนโยบายมหภาค วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นวิกฤตที่น่ากังวลอย่างยิ่งต่อโลก เพราะไม่เพียงแต่ขนาด GDP ของสหรัฐและยุโรปรวมกันแล้วมากกว่า 40% ของ GDP โลก แต่สหรัฐและยุโรปยังเปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศสูง ฉะนั้นแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตต่อสหรัฐและยุโรป ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่นที่เคยปรากฏเมื่อเกิดวิกฤตซับไพร์มปี 2008-2009
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้กำลังเกิดปัญหา และมาตรการแก้ปัญหาที่ใช้อยู่นั้น กลับส่งผลต่อความผันผวนทั้งในตลาดการเงิน ตลาดทุน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การอัดฉีดเงินเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ด้วยธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศผูกอยู่กับเงินดอลลาร์เป็นหลัก ดังนั้น การเพิ่มจำนวนประมาณเงินดอลลาร์เช่นนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเก็งกำไรไปทั่ว โดยเฉพาะการเก็งกำไรในค่าเงินสกุลต่าง ๆ ที่ผูกไว้กับดอลลาร์ และการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่ซื้อขายกันในรูปของเงินดอลลาร์
อีกประเด็นที่น่ากังวลต่อเศรษฐกิจโลกและมีการพูดกันน้อยมากก็คือ ประเด็นความย้อนแย้ง (Paradox) ในเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity) เพราะถึงแม้ว่า ประเทศหลายประเทศในยุโรปกำลังประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง แต่ทว่า ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปเป็นกลุ่มหลักที่ปล่อยเครดิตให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ข้อมูลต้นปี 2011 พบว่าธนาคารพาณิชย์ในยุโรปได้ปล่อยเครดิตให้แก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) สูงถึงประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐปล่อยเครดิตให้แก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แค่ 740,000 ล้านดอลลาร์ และธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นปล่อยเครดิตให้แก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไปเพียง 310,000 ล้านดอลลาร์
ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ประเทศหลายประเทศในยุโรปกำลังประสบกับปัญหาขาดสภาพคล่อง แต่ธนาคารพาณิชย์ของยุโรปกลายเป็นผู้ปล่อยเครดิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลก็คือ เมื่อยามที่สถานการณ์เศรษฐกิจบีบคั้นให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหยุดให้เครดิต หรือลดจำนวนการปล่อยเครดิตให้แก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แล้ว สถานการณ์เช่นนี้จะนำมาซึ่งความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดเงินและตลาดทุนของโลก
อีกประเด็นที่ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยคือ ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเกิดวิกฤตการเงินโลกไปเกือบสุดกำลังแล้ว ดังนั้น จึงเริ่มเกิดข้อจำกัดในเรื่องการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และด้วยเหตุนี้ การใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบผ่อนคลายหรือการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จะไม่สามารถทำได้อย่างคล่องตัวเหมือนเมื่อตอนเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก และเมื่อรัฐของประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ในสภาวะที่ภาคเอกชนอ่อนแรง จึงมีโอกาสที่ประเทศจำนวนมากจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือเศรษฐกิจเติบโตน้อย
โดยสรุปแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้แม้จะดูผิวเผินจะไม่รุนแรงเหมือนเมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็เห็นได้ไม่ยากว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และอาจจะคุกคามเสถียรภาพธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งในภาคการเงินและในภาคเศรษฐกิจจริงไปอีกนาน
นัยต่อไทย
นักเศรษฐศาสตร์บางท่านมีสมมติฐานว่า วิกฤตสหรัฐและยุโรปจะไม่กระทบประเทศไทยมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศกับยุโรปและสหรัฐลดลงอย่างมาก โดยได้เพิ่มการค้าระหว่างประเทศกับประเทศในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะการค้ากับประเทศจีน และประเทศกลุ่มอาเซียน ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหากับสหรัฐและยุโรปจึงไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก
ข้อนี้อาจเป็นเพราะวิเคราะห์ด้วยตำราเศรษฐศาสตร์รุ่นเก่า ที่อธิบายระบบเศรษฐกิจโลกแบบเก่า ซึ่งไม่สามารถใช้วิเคราะห์โลกเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในปัจจุบันโลกเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก การค้าระหว่างประเทศมีความซับซ้อนเชื่อมโยงไปมาเหมือนเส้น “สปาเก็ตตี้” มีกระบวนการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ (International Division of Labor) ในเกือบทุกขั้นตอนของการผลิต และมีประเทศต่าง ๆ เข้าอยู่ในการแบ่งงานกันทำเช่นนี้มากมาย ที่สำคัญตลาดที่เป็นผู้บริโภคสินค้าขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดยังเป็นตลาดสหรัฐและยุโรป
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการเงินของโลกมีความเชื่อมโยงกันซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะเคยจินตนาการมาก่อน สถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มากมายหลายหลาก สถาบันการเงินที่แยกย่อยลงตามเทคนิคและตลาดที่ลงทุน ตลาดเงินตลาดทุนมีทั้ง “ความกว้าง ความลึก” ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ดำรงในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ที่เรียกว่าสภาวะโลกาภิวัตน์ทางการเงิน เคราะห์ร้ายก็คือ สภาวะโลกาภิวัตน์ทางการเงินนี้มีประเทศสหรัฐและประเทศในยุโรปเป็นผู้เล่นรายใหญ่
กรณีของประเทศไทย ประเทศไทยได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศอย่างแนบแน่น ทั้งยังพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศทั้งทางตรงทางอ้อมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของไทยสูงถึงกว่า 110% ต่อ GDP ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็เปิดเสรีต่อระบบการเงินระหว่างประเทศมายาวนาน และเปิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยมา เช่น ตลาดหุ้นของไทยพึ่งพาการลงทุนของต่างชาติสูง ยามที่ต่างชาติซื้อหรือขายจะส่งผลต่อการขึ้นลงของดัชนีตลาดอย่างมีนัยสำคัญ จนกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเปิดกว้าง พึ่งพา และเชื่อมโยงต่อการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศสูง

ถ้าตลาดหลักทรัพย์แดงทั้งกระดานแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ - ภาพจาก CFR.org
เมื่อเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับโลกสูงเช่นนี้ ในสภาวะที่สหรัฐและประเทศในยุโรปกำลังเผชิญกับเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤตเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงความผันผวนของตลาดทุนและความไม่แน่นอนทางด้านการค้าระหว่างประเทศทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพที่จะมีมากขึ้นเท่านั้น แต่จะเลยลึกเข้าไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ปัญหาจากภายนอกจะแผ่เข้ามาทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมปัญหาภายในของประเทศไทยเอง ที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เกิดการรวมศูนย์อำนาจทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสูง รวมทั้งยังติดหล่มกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากว่าเจ็ดปีแล้ว ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในปีนี้ประเทศยังได้ประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
แม้จะมองโลกในแง่ดีอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่เลวร้ายของภายนอกประเทศ และพิจารณาถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของภายในประเทศ ก็คงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หนทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของไทยข้างหน้าจะพบกับความยากลำบากมาก
นับจากนี้ประเทศไทยจะเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสูงยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก คนไทยคงต้องเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวเองและรู้เท่าทันเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น ภาครัฐเองก็คงต้องใช้ความรู้ ความสามารถอย่างเต็มกำลัง นโยบายพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะต้องได้สมดุลกับนโยบายพึ่งพาเศรษฐกิจภายในของเราเอง ขณะที่เดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจแก้ปัญหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมยังเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนา รวมทั้งการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องมีสายตายาวไกลเพื่อความมั่นคงในระยะยาว แทนที่จะเป็นนโยบายที่สายตาสั้นซึ่งมุ่งเน้นแต่ผลระยะสั้นทางการเมือง เหนือสิ่งอื่นใด ต้องเป็นนโยบายที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่านโยบายที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
