วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา
สถานะสหรัฐ
เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังเข้าสู่การตกต่ำลงอีกครั้งหลังจากที่พึ่งฟื้นตัวอย่างต้วมเตี้ยมจากวิกฤตซับไพร์มเมื่อ 3 ปีก่อน มีผู้ให้คำนิยามถึงการตกต่ำครั้งนี้ว่า เป็นการตกต่ำลงครั้งที่สอง (Double Dip) และได้ให้คำอธิบายไว้ว่า ด้วยตัวเลขอัตราการว่างงานที่สูงถึงกว่า 9.6 เปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือเพียง 0.4 เปอร์เซ็นต์ และ 1.3 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2011 เมื่อเทียบกับการเติบโตที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2010 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง
ถึงแม้เศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐในครั้งนี้มักถูกมองจากสถานการณ์ว่า เป็นการตกต่ำที่ไม่รุนแรงเหมือนการตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 “The Great Depression” และการตกต่ำในปี 2008 “Subprime Crisis”แต่ถ้าลองมองไปข้างหน้ามากกว่ามองที่สถานการณ์ปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐครั้งนี้อาจสร้างความเสียหายไม่น้อยไปกว่าการตกต่ำครั้งใหญ่สองครั้งที่ผ่านมา เพราะในครั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐกำลังตกต่ำท่ามกลางภาวะที่เครื่องมือบริหารเศรษฐกิจมหภาคถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว
กล่าวให้ชัดขึ้นก็คือ รัฐบาลสหรัฐเดินหน้าอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเองอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อชดเชยกำลังซื้อที่เหือดแห้งลงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตัวอย่างเช่น ในปี 2009 และ 2010 รัฐบาลสหรัฐขาดดุลงบประมาณปีละกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9-10% ของ GDP และมีแนวโน้มจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นในปี 2011 แต่อย่างไรก็ตาม การทำอย่างนี้ของรัฐบาลสหรัฐทำให้ต้องก่อหนี้เพื่อให้มีเงินมาใช้จ่าย ปัญหามาเกิดก็ตอนที่ต้องไปกู้มามากๆ และต่อเนื่องจนหนี้สินล้นพ้นเกินกว่ากฎหมายจะอนุญาตให้ทำต่อไปได้
กระทั่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยขอให้รัฐสภาขยายวงเงินกู้เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐมีเงินมาชำระหนี้ของเดิมที่สะสมมาตลอดหลายปี และเพื่อจะสามารถกู้เงินจากผู้คนทั่วโลกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น กระทั่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งทะยานขึ้นไปกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 100 % ของ GDP และในทุก ๆ 1 วัน สหรัฐจะมีหนี้เพิ่มขึ้น 4 พันล้านดอลลาร์ ประมาณกันว่าในปลายปี 2011 หนี้สาธารณะของสหรัฐจะเพิ่มเป็น 15 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 105% ของ GDP ประเทศ
ขณะเดียวกัน ด้านธนาคารกลางของสหรัฐก็ตระหนักถึงความรุนแรงของวิกฤตซับไพร์มเป็นอย่างดี สิ่งที่สะท้อนถึงความตระหนักนี้เห็นได้จากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) ได้กล่าวไว้หลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดวิกฤตจนถึงปัจจุบัน (Fed fund Rate 0-0.25%, and Long term Bond < 2%) ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐยังได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing 1,2) ออกมารับมือการตกต่ำทางเศรษฐกิจ
แม้การที่รัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางตระหนักถึงภัยพิบัติจากวิกฤตซับไพร์มเป็นอย่างดีจะอำนวยให้การใช้เครื่องมือทางการเงินที่ผ่อนคลาย และการใช้เครื่องมือทางการคลังที่ผ่อนคลายไม่ค่อยมีข้อโต้แย้ง ซึ่งข้อดีคือเกิดเอกภาพและมีความรวดเร็วในการตัดสินใจทางนโยบาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ ข้อวิจารณ์เริ่มหนาหูขึ้นแล้วว่า มาตรการต่างๆ ที่ผันออกมาใช้อย่างรีบเร่งนั้น ขาดความรอบคอบและขาดการระดมความเห็นที่มากเพียงพอ
ที่น่าเศร้าก็คือ การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐเพื่อเป้าประสงค์เพียงชดเชยกำลังซื้อที่เหือดแห้งของเอกชนนั้น นอกจากจะไม่สามารถฉุดเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นจากความตกต่ำได้แล้ว เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ใส่เข้าไปยังไม่สามารถเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้แก่สหรัฐอีกด้วย สหรัฐยังติดอยู่ในวังวนการขาดุลบัญชีเดินสะพัด ควบคู่ไปกับการตกต่ำของเศรษฐกิจและหนี้สินล้นพ้นตัว
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ณ ตอนนี้ จึงดูประหนึ่งจะเดินซ้ำรอยทศวรรษที่สาบสูญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ( Japan’s Lost Decade)
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การตกต่ำทางเศรษฐกิจเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดและเป็นประเทศมหาอำนาจเดี่ยวของโลกมายาวนานกำลังตกอยู่ในภาวะอับจนหนทางอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความอับจนนี้เป็นความอับจนของเครื่องมือการเงินและการคลังในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การตกต่ำครั้งนี้จึงไม่ใช่จุดสะดุดในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดธรรมดา แต่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสหรัฐ ในการจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกต่อไป หรือจำต้องลดบทบาทมหาอำนาจเดี่ยวของตัวเองลง
สถานะยุโรป
ในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในยุโรป (Euro Area) วิกฤตครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สี่ประเทศที่ดูประหนึ่งว่าจะมีปัญหามากที่สุดในตอนนี้คือ กรีซ ไอร์แลนด์ โปตุเกส และสเปน (PIGS)
วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปครั้งนี้นั้น ต้นตอสำคัญก็มาจากวิกฤตซับไพร์มของสหรัฐ ที่ได้ส่งผลกระทบไปสู่ประเทศและภูมิภาคต่างๆ จนเกิดเป็นวิกฤตการณ์การเงินโลก กลุ่มประเทศยุโรปได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์นี้ไม่น้อยไปกว่าที่อื่นใด โดยเฉพาะปัญหาการขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน ในสภาพการณ์เช่นนี้ รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปได้ตัดสินใจเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต อีกทั้งยังดำเนินนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายเพื่อประคองการทรุดตัวของเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้หนี้ภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกรีซที่หนี้รัฐบาลสูงถึง 160% ต่อขนาดเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มต้องขอพักชำระหนี้

ช่วงนี้ยูโรก็ดูไม่หอมหวลเท่าสมัย 5 ปีที่ผ่านมา - ภาพจาก Telegraph
วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปครั้งนี้ จึงถูกนิยามว่าเป็นวิกฤตหนี้ภาครัฐ (Sovereign Debt Crisis) โดยเหมารวมว่า ประเทศอื่นๆในยุโรปที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจนั้น เป็นปัญหาเรื่องหนี้ภาครัฐเช่นเดียวกับประเทศกรีซ
การนิยามเช่นนี้อาจจะเป็นปัญหาว่าไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดมากพอ หรือเป็นเพราะการติดภาพที่เส้นพรหมแดนทางเศรษฐกิจของยุโรปได้ถูกทำให้จางลง เพราะการมี “ตลาดเดียว” ก็ดี หรือ การใช้เงินสกุลเดียวกันก็ดี ได้ชี้นำให้มองภาพกลุ่มประเทศยุโรปเป็นเสมือนหนึ่งระบบเศรษฐกิจ หรืออาจมองไปไกลถึงเป็นหนึ่งประเทศ
แต่ถ้าเรามองลึกไปในรายละเอียดจริงๆ จะพบว่า แต่ละประเทศจะมีปัญหาเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ตัวอย่างกรณีของประเทศสเปนหนี้ภาครัฐอยู่ที่ประมาณเพียง 70% ต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีอัตราการว่างงานสูงกว่า 21% ของกำลังแรงงาน ส่วนในกรณีของประเทศโปตุเกส หนี้ภาครัฐอยู่ที่ 88% ต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ มีอัตราการว่างงาน 12% ต่อขนาดเศรษฐกิจ
ยิ่งถ้าดูแบบระยะยาวแล้ว ประเทศสเปน โปรตุเกส และ ไอร์แลนด์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องหนี้ภาครัฐเลย ไอแลนด์เคยมีหนี้ภาครัฐเพียง 25% ต่อขนาดเศรษฐกิจตัวเองเมื่อตอนก่อนเกิดวิกฤต แต่ภายหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์แตก ภาคธุรกิจอ่อนเปลี้ยลงอย่างมากจากแรงบีบคั้นของวิกฤตจนหาเสถียรภาพไม่ได้ รัฐบาลของไอร์แลนด์ตัดสินใจเข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน ด้วยตะหนักถึงผลกระทบอันรุนแรงที่จะเกิดถ้าปล่อยให้สถาบันการเงินล้ม ด้วยเหตุนี้ทำให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นไปที่ 112% ต่อขนาดเศรษฐกิจของไอแลนด์ในปัจจุบัน
ฉะนั้นแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจของยุโรปครั้งนี้จึงมีความหมายกว้างไปกว่าเพียงวิกฤตหนี้ภาครัฐ และอาจกล่าวให้ถูกมากขึ้นได้ว่า เศรษฐกิจของยุโรปได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตการเงินโลก จนเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเห็นได้จากตัวชี้วัดต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจมหภาค อาทิเช่น การว่างงานที่สูง เศรษฐกิจเติบโตแบบติดลบจนถึงเติบโตน้อย การอ่อนกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเอกชน และปัญหาหนี้ภาครัฐที่สูง
จากการพิจารณาสถานะของสหรัฐและยุโรป สรุปได้ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรปดำรงอยู่ท่ามกลางปัญหาที่คล้ายกัน กล่าวคือ มีอัตราการว่างงานที่สูง อัตราเศรษฐกิจเติบโตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ภาคเอกชนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศโดยรวมมีน้อย และมีหนี้ภาครัฐที่สูง โดยย่อก็คือ ทั้งยุโรปและอเมริกากำลังมีปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจมหภาค
ผลแห่งความทรุดโทรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป นำมาซึ่งการเข้าแทรกแซงและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลประเทศต่างๆ ในยุโรปอย่างค่อนข้างไร้ทิศทาง มาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบระลอกแล้วระลอกเล่าถูกผันออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะเป็นมาตรการแก้ปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค ซ้ำร้ายเม็ดเงินที่ใช้อัดฉีดส่วนใหญ่ก็มาจากการกู้ยืมของภาครัฐ แต่การก่อหนี้มากๆ ของหลาย ๆ ประเทศ เป็นเหตุให้เครดิตของประเทศลดลง ประเทศสหรัฐกับอีกหลาย ๆ ประเทศในยุโรปถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิต และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินของหลายประเทศในยุโรป จนเป็นเหตุให้ต้องขอความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องจากกองทุนระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ และคาดว่าอาจต้องการสภาพคล่องสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐและเศรษฐกิจหลายประเทศในยุโรปปัจจุบันจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และยังมองไม่เห็นสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าจะสามารถพลิกฟื้นกลับมาเข้มแข็งได้ดังอดีต
