Life is what happens to you while you’re busy making other plans.
John Lennon
“ประสิทธิภาพ” นับเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างสรรค์ธุรกิจตลอดห้วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา หากทว่าในยุคสมัยที่สินค้าและบริการเต็มล้นอัดแน่นไปด้วยคุณภาพยิ่งยวด หัวใจมนุษย์ก็เริ่มเบื่อหน่ายและปรารถนาจะค้นพบบางสิ่งที่แตกต่าง ซึ่งเครื่องจักรและตรรกะเหตุผลไม่สามารถอธิบายได้
ธุรกิจในศตวรรษที่ 21 จึงไม่เพียงต้องตอบคำถามเรื่อง “ความแตกต่าง” หากยังควรค้นลึกเข้าไปในก้นบึ้งจิตใจของมวลมนุษยชาติ เพื่อที่จะเติมเต็ม “ความมหัศจรรย์” ให้กับชีวิตประจำวันที่แสนจืดชืดและเย็นชา
การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย่อมไม่อาจหมกตัวในห้องทดลอง โดยหวังจะคิดค้นเทคโนโลยีที่สะท้านสะเทือนโลก ยิ่งไม่ควรพึ่งพาเพียงผลวิจัยการตลาดที่อัดแน่นไปด้วยตัวเลขและความคิดเห็นแบบขอไปทีของผู้บริโภค หากทว่า ทีมวิจัยค้นคว้าผลิตภัณฑ์และผู้บริหารระดับสูงยังต้องรู้จักแสวงหาความแปลกใหม่ให้ชีวิต โดยการผจญภัยและลองผิดลองถูกทางความคิดครั้งใหญ่ ท่ามกลางพื้นที่และห้วงเวลาซึ่งในชีวิตประจำวันปรกติไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง
เริ่มตั้งแต่การแสวงหามิตรภาพใหม่กับมนุษย์ที่อยู่นอกแวดวงซึ่งคุ้นเคยปลอดภัย ละเอียดอ่อนกับชีวิตประจำวันมากขึ้นทั้งการสังเกตอิริยาบถและฝึกฝนการฟังในสิ่งที่คนไม่ได้พูด สำคัญที่สุดคือ การปลดปล่อยจิตใจจากกรอบคิดทางธุรกิจที่ตายตัว ลื่นไหลไปกับการเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกและชั่วขณะหยั่งรู้ที่หลากหลาย ซึ่งได้มาในระหว่างการเดินทางออกไปนอกกรอบเส้นที่กำหนดไว้
“ความตาย” นับเป็นแรงดลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะตั้งแต่วิหารพาร์เธนอนของอารยชนกรีกโบราณ ไปจนกระทั่งถึงนวนิยายแห่งการค้นหาวันเวลาที่สาปสูญของมาร์เซล พรูสต์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิต เพื่อที่จะสืบสอดอนุสาวรีย์ทางความคิดและความทรงจำให้ยืนนานไปชั่วกัลปาวสาน ในยุคสมัยที่มนุษย์เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและความไม่แน่นอนของโชคชะตา

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความสะดวกแน่นอนของชีวิต ได้กลับทำให้สัญชาติญาณแห่งการดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิต (Will to live) ได้เสื่อมถอยลง มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จึงรู้สึกอ่อนล้าและเซื่องซึม เสพติดโทรทัศน์มากกว่าการที่จะออกไปสัมผัสลมหนาวและแสงตะวัน นั่งกดบีบีแทนที่จะสร้างสุนทรียสนทนากับเพื่อนมนุษย์รอบข้าง ทักษะในการเผชิญหน้ากับเสน่หาของชีวิตที่เต็มไปด้วยปริศนาและความไม่แน่นอนจึงอ่อนแอลงถึงขีดสุด
ทางออกหนึ่งในการปลุกเร้าชีวิตชีวาแห่งการสร้างสรรค์ของพนักงานที่ใช้ชีวิตในกรอบแห่งความสบาย (Comfort Zone) ให้ลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างบรรยากาศการทำงานที่รีดเร้นกดดันเท่านั้น หากยังต้องสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความตายและการดิ้นรน (Survival Zone) ให้เกิดขึ้นในจิตใจของพนักงานที่ฉลาดคิด หากทว่าขาดไร้พลังบันดาลใจและปฏิภาณไหวพริบ
การสร้างสภาวะเลียนแบบความตาย เพื่อกระตุ้นพนักงานที่แข็งทื่อตีบตันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก วิธีการหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ การจัดสรรเวลา 10 % ของการทำงาน รวมทั้งติดต่อประสานเพื่อเอื้ออำนวยให้พนักงานได้รับโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วม สัมผัสและเรียนรู้ชีวิตของผู้ที่อยู่ชายขอบสังคม คนที่กำลังดิ้นรนเพื่อที่จะมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านในวันพรุ่งนี้ ศิลปินที่กำลังไล่ลาหาแรงบันดาลใจ ดาราที่กำลังตกอับและต้องดิ้นรนเพื่อจะรักษาสถานภาพทางสังคม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรวบรวมประสบการณ์ที่หลากหลายแห่งการเอาตัวรอด ที่สามารถนำมาสังเคราะห์เป็นบทเรียนร่วมกันระหว่างพนักงานและผู้บริหาร โดยเฉพาะการฉีดอัดพลังแห่งความเป็นความตายเข้าไปในเส้นเลือดหัวใจของทุกทุกคน
ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ย่อมไม่ได้เป็นพรสวรรค์ที่ล่องลอยลงมาจากฟากฟ้า หากทว่า ผุดบังเกิดขึ้นมาจากการซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย ผ่านชั้นกรองทางปัญญาที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่เซลล์สมอง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สัญชาติญาณทั้งดิบและสุก อารมณ์ความรู้สึกที่หวั่นไหวไปมา เขย่าคลุกเคล้าระหว่างวันเวลาและผู้คน จนกระทั่งตกผลึกเป็นชั่วขณะแห่ง “พลันคิดได้” ที่ไม่อาจกำหนดเวลาส่งมอบได้เหมือนกับเครื่องจักรในโรงงาน หากทว่าสามารถเร่งเร้าความเร็วได้บ้าง โดยใช้กรรมวิธีที่ได้นำเสนอไปแล้ว ตั้งแต่การฝึกฝนประสาทสัมผัสด้านอารมณ์ในการรับฟัง “ระหว่างบรรทัด” ที่ผู้คนไม่ได้พูดออกมา ไปจนกระทั่งถึงการสัมผัสห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายของเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา
“พลันคิดได้” จึงเป็นกุญแจหลักที่จะไขขานความเร้นลับของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อปลดปล่อยสินค้าและบริการที่แสนมหัศจรรย์ออกมาให้ผู้บริโภคได้รื่นรมย์ หากทว่าการเข้าสู่ภาวะพลันคิดได้จะต้องหมั่นเติมเต็มวัตถุดิบที่หลากหลายเข้มข้น เข้าไปกระตุ้นเร้าเซลล์ประสาทของความเป็นมนุษย์ที่ลี้ลับและซับซ้อน เพื่อจะค้นพบเปลวไฟแห่งชีวิต ท่ามกลางความตายด้านทางวิญญาณที่เทคโนโลยีทั้งหลายประทานให้เรา
คำขอบคุณ สำหรับ @ipattt นักธุรกิจผู้มีดนตรีในหัวใจ และช่วยเขย่าประสาทขวัญให้ผมได้ค้นพบว่า ธุรกิจคือ ศิลปะแห่งการดิ้นรนเพื่อที่จะเอาตัวรอด ที่เปรียบประดุจการค้นหาโน้ตเพลงที่กระแทกโดนใจ ท่ามกลางความหวานไพเราะของเสียงดนตรีทั่วไป สำหรับ @chaismart ที่ช่วยทำให้เข้าใจว่า “ภูมิปัญญา” ของนักค้าที่ดินชาวจีน ซึ่งเพ่งมองมากกว่าการค้นหาเรื่องทำเลทอง หากแต่ต้องทะลุคิดไปถึง “คน” ที่จะเข้ามาซื้อที่ดินต่อจากเราอีกด้วย
