Practical Report การสร้างชาติแบบฟิลิปปินส์: ปรากฏการณ์ปาเกียวกับการสร้างชาติ

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ

1. Pride of the Nation

เคียงคู่อยู่กับข่าวการเฉลิมฉลองวันปลดแอกจากประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างสเปน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในฟิลิปปินส์พากันพาดหัวข่าวความปราชัยของสุดยอดนักมวยแห่งยุคที่อดีตสุดยอดนักมวยอีกคนอย่างไมค์ ไทสันกล่าวถึงด้วยความชื่นชมว่า “แมนนี่ ปาเกียวคือปรากฏการณ์”

อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่แมนนี่ ปาเกียวหรือ ‘แพ็คแมน’ แพ้คะแนนให้กับทิม แบรดลี่ย์ นักชกชาวอเมริกัน ในวันที่ 11 มิถุนายน หนึ่งวันก่อนหน้าวันชาติฟิลิปปินส์ การเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพดำเนินไปตามปกติ แต่เชื่อว่าในใจของชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากยังคงตั้งคำถามกับความพ่ายแพ้อย่างน่ากังขาของปาเกียว เพราะสำหรับชาวฟิลิปปินส์แล้ว ปาเกียวไม่ได้เป็นเพียงแค่พ่อค้ากำปั้นระดับโลก ‘อีกคนหนึ่ง’

ในธุรกิจกีฬามูลค่ามหาศาล การขึ้นชกของปาเกียวทุกครั้งมีความสำคัญระดับทำให้โลกของชาวฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่งหยุดหมุน ชัยชนะของปาเกียวในแต่ละครั้งมีความหมายต่อคนฟิลิปปินส์อย่างที่เรายากจะจินตนาการ เพราะเมื่อการชกสิ้นสุดลง โลกและชีวิตไม่เคยง่ายสำหรับชาวฟิลิปปินส์

กองเชียร์ของแมนนี่ ปาเกียวในวันที่ขึ้นชกกับทิม แบรดลี่ย์ Barangka, Marikina City, Metro Manila

กองเชียร์ของแมนนี่ ปาเกียวในวันที่ขึ้นชกกับทิม แบรดลี่ย์ Barangka, Marikina City, Metro Manila

เส้นทางการขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับโลกของแมนนี่ ปาเกียวไม่มีอะไรแปลกใหม่ เรื่องเล่าซ้ำเดิมในทำนองว่าเด็กชายจากครอบครัวยากจนที่พ่อทิ้งให้แม่รับภาระเลี้ยงลูกทั้ง 6 คนเพียงลำพัง ได้รับการศึกษาแค่ระดับมัธยม ออกจากบ้านบนเกาะมินดาเนาตั้งแต่อายุ 14 มาใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนในมะนิลา ขายโดนัท ทำงานก่อสร้างและนอนหลับใต้สะพาน เริ่มอาชีพนักมวยสมัครเล่นและขึ้นสู่สังเวียนนักชกอาชีพเมื่ออายุ 16 ปี ไต่เต้าฝ่าฝันบนเส้นทางอาชีพจนได้มายืนอยู่บนเวทีผืนผ้าใบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ ลาสเวกัส

(มีเกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพของแมนนี่ ปาเกียว ก่อนจะโด่งดังระดับโลกอย่างทุกวันนี้ แมนนี่ ปาเกียวเคยมาแพ้ให้กับเม็ดเงิน สามเคแบตเตอรี่ที่นครศรีธรรมราชในปี 1999 ทำให้เม็ดเงินเป็นหนึ่งในนักชกสี่คนบนโลกที่เคยเอาชนะแมนนี่ ปาเกียวในการชกมวยสากลอาชีพ)

ความยิ่งใหญ่บนสังเวียนกำปั้นของปาเกียวอาจจะอยู่ในระดับเดียวกับความยิ่งใหญ่ของนักชกร่วมสมัยหลายคน ไม่ว่าจะเป็นไมค์ ไทสัน/ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า/ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ หรือแม้กระทั่งสุระ แสนคำหรือเขาทราย แกแล็กซี่ ขวัญใจชาวไทยที่ขึ้นชกเมื่อไหร่ก็ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองร้างได้เช่นกัน แต่ความยิ่งใหญ่ของปาเกียวไม่ได้หยุดอยู่แค่บนสังเวียนกำปั้น

เงินจำนวนมหาศาลที่ปาเกียวบริจาคให้กับการกุศลในแต่ละปีทำให้สถานภาพทางสังคมของปาเกียวเปรียบดัง “Ninong” หรือ “Godfather” ของชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากที่ยากจนและมองไม่เห็นหนทางว่าชีวิตของตนเองจะดีขึ้นได้อย่างไรในสภาพสังคมที่เป็นอยู่ (1) การทะลุขึ้นมาเป็นดาวเด่นในสังเวียนกำปั้นระดับโลกของแมนนี่ ปาเกียวเปรียบเสมือนประกายไฟในคืนที่มืดมิด และความโด่งดังในระดับที่ทั่วโลกให้การยอมรับได้กลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ยากลำบากของชาวฟิลิปปินส์

2. นักบุญของผู้ยากไร้ในสังคมที่มองไม่เห็นความหวัง?

หากจะถามว่าพ่อค้ากำปั้นคนหนึ่งกลายมาเป็นขวัญใจประชาชนในสถานภาพที่มากกว่าการเป็นนักกีฬาได้อย่างไร ก่อนจะตอบคำถามนี้ก็คงต้องมองไปที่สภาพสังคมการเมืองร่วมสมัยของฟิลิปปินส์ เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากในสังคมจึงมองว่าแมนนี่ ปาเกียวเปรียบเสมือนนักบุญมาโปรดผู้ยากไร้

ค่าตัวของแมนนี่ ปาเกียวจากการขึ้นชกกับทิม แบรดลี่ย์ครั้งล่าสุดอยู่ที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ (ในขณะที่แบรดลี่ย์ได้ค่าตัว 5 ล้านเหรียญสหรัฐ – น้อยกว่าปาเกียวถึงห้าเท่า) เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรของฟิลิปปินส์ในปี 2011 ซึ่งอยู่ที่ 4,100 เหรียญสหรัฐ จะเห็นว่าปาเกียวได้รับผลตอบแทนมหาศาลจากการเป็นดาวเด่นในธุรกิจกีฬาชนิดที่ว่ารายได้เฉลี่ยทั้งปีของประชากรฟิลิปปินส์ 6,341 คนจึงจะเทียบเท่ารายได้จากการขึ้นชกเพียงครั้งเดียวของปาเกียว และเมื่อเทียบกับบรรดานักกีฬาดาวดังทั้งหลายปรากฏว่ารายได้ของแมนนี่ ปาเกียวระหว่างเดือนมิถุนายนปี 2011 ถึงเดือนมิถุนายนปี 2012 เป็นรองแค่ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ คู่แข่งคนสำคัญที่ปาเกียวยังไม่มีโอกาสได้ดวลกำปั้น

เพียงคนเดียว รายได้ 62 ล้านเหรียญสหรัฐของแมนนี่ ปาเกียวนั้นมากกว่าไทเกอร์ วูดส์, เลบรอน เจมส์, โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ และเดวิด เบ็คแฮม (2) ในขณะที่ประชากรฟิลิปปินส์ 18.4 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากร 94 ล้านคนยังชีพอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐ (38.75 บาท) ต่อวัน (3)

นอกจากรายการโทรทัศน์ Manny Many Prizes ที่แจกเงินให้กับผู้มาร่วมรายการที่ถูกจับฉลากรายชื่อขึ้นมาแบบไม่ต้องคิดมากแล้ว ปาเกียวยังบริจาคเงินให้กับการกุศลอีกมากมาย แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงิน แต่ล่าสุดที่เป็นข่าวคือการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในฟิลิปปินส์ และการบริจาคเงิน 2.75 ล้านเปโซ (ประมาณ 1.1 ล้านบาทไทย) สร้างบ้านให้กับผู้ยากไร้ในย่านที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก (4) หากมองในแง่มุมของการพัฒนาแล้ว การบริจาคเงินในลักษณะให้เปล่าของปาเกียวมีลักษณะสังคมสงเคราะห์มากกว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว แต่ในมุมมองของผู้รับ ปาเกียวเปรียบเสมือนนักบุญซึ่งมาโปรดผู้ยากไร้ในวันที่มองไม่เห็นทางออกอื่นใดในชีวิต

คำถามที่น่าสนใจคือเหตุใดฟิลิปปินส์จึงยังเป็นประเทศยากจนข้นแค้น ทั้งที่ประชากรจำนวนมากมีศักยภาพในการสื่อสารภาษาอังกฤษระดับดีถึงดีมาก (หลักสูตรการเรียนการสอนของฟิลิปปินส์วางรากฐานโดยสหรัฐอเมริกาและใช้ตำราภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา) อีกทั้งการพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในฟิลิปปินส์นั้นเรียกได้ว่าเข้มแข็งที่สุดเมื่อเทียบกับชาติเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย มีก็แต่อินโดนีเซียที่พอจะเทียบเคียงกับฟิลิปปินส์ในประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

แมนนี่ "เดอะ แพ็กแมน" ปาเกียว - ภาพจาก wikipedia

แมนนี่ “เดอะ แพ็กแมน” ปาเกียว – ภาพจาก wikipedia

ผู้เขียนเคยถามคำถามนี้กับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์หลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย, คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือก๊อปปี้ไรเตอร์บริษัทโฆษณา ทุกคนให้คำตอบแรกว่าการทุจริตอันเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงโจเซฟ เอสตราดาและกลอเรีย อาร์โรโย เป็นสิ่งฉุดรั้งพัฒนาการของประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1950 เคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย และเคยเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลกว่าไทย มาเลเซีย ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ในช่วงเวลานั้น

แน่นอนว่าการทุจริตนั้นเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากการทุจริตเป็นเพียงคำตอบเดียว เหตุใดประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เลื่องชื่อลือชาเรื่องทุจริตไม่แพ้ฟิลิปปินส์อย่างประเทศไทยจึงประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจนมากกว่าฟิลิปปินส์หลายเท่า

อีกประเด็นหลักที่น่าจะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาความยากจนในฟิลิปปินส์คือจำนวนประชากรและอัตราการเกิด เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากรกว่า 95 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ทำให้โบสถ์คาทอลิกมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการชี้นำนโยบายสาธารณะ โบสถ์คาทอลิกในฟิลิปปินส์ได้ตีความว่าการคุมกำเนิดนั้นเป็นการขัดความประสงค์ของพระเป็นเจ้า

การตีความเช่นนี้ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรในฟิลิปปินส์อยู่ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าทุกปีจะมีเด็กเกิดใหม่ในฟิลิปปินส์ประมาณ 1.7 ล้านคน (5) การมีประชากรจำนวนมากอาจจะเป็นผลดีในแง่กำลังการบริโภคภายในประเทศ แต่คงไม่เป็นผลดีหากการจ้างงานในประเทศมีไม่เพียงพอจำนวนประชากรวัยทำงาน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศที่ส่งออกแรงงานข้ามชาติมากที่สุดในโลก

ป้ายต่อต้านร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์หน้าโบสถ์ Manila Cathedral

ป้ายต่อต้านร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์            ถูกติดที่บริเวณหน้าโบสถ์ Manila Cathedral

รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีนอยนอย อาคิโน บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีหญิงคอราซอน อาคิโน ตระหนักในปัญหาการเพิ่มจำนวนประชากรเช่นกัน จึงมีความพยายามภายใต้รัฐบาลปัจจุบันที่จะผลักดันกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Health Bill – RH Bill) ซึ่งรับรองการคุมกำเนิดสมัยใหม่และการจัดการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียนประถมและมัธยม แน่นอนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับแรงต้านอย่างหนักหน่วงจากโบสถ์คาทอลิกในฟิลิปปินส์ นำโดย Manila Cathedral ซึ่งขึ้นตรงกับ ศาสนจักรที่วาติกัน และจุดยืนของแมนนี่ ปาเกียวในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีต่อร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

3. นอกสังเวียนกำปั้นและความฝันบนสังเวียนการเมือง

แม้ว่าปาเกียวจะออกจากโรงเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 14 ปี เพราะแม่ของปาเกียวซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูก 6 คนไม่สามารถส่งเสียทุกคนได้ แต่สุดท้ายปาเกียวก็ได้รับประกาศนียบัตรชั้นมัธยมปลายในปี 2007 และสมัครเข้าเรียนต่อคณะการจัดการธุรกิจในระดับปริญญาตรี อาชีพนักมวยไม่ต้องการประกาศนียบัตรทางการศึกษา แต่การเตรียมตัวทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อความใฝ่ฝันที่ปาเกียวเคยกล่าวไว้ว่าตนเองมีหน้าที่ที่ไม่อาจเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของชาวฟิลิปปินส์ทั้งมวล

ในปี 2007 ปาเกียวลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ในเขต South Cotabato บนเกาะมินดาเนา ปาเกียวซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าเป็นผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโยพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2007 แต่กลับมาชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2010 เมื่อปาเกียวลงสมัครรับเลือกตั้งในจังหวัด Sarangani ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของภรรยา

ความตั้งใจแรกของปาเกียวคือการลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า The People’s Champ Movement แต่สุดท้ายปาเกียวลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคชาตินิยม (Nacionalista Party) ซึ่งเป็นพรรคของอดีตประธานาธิบดีรามอน แม็กไซไซและอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ต่อมาปาเกียวได้ย้ายมาสังกัดพรรค Partido Demokratiko Pilipino-Lakas ng Bayan (PDP-Laban) ของรองประธานาธิบดีเจอร์โจมา บินัย

การเดินขบวนต่อต้านร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ Edsa Shrine, Pasig City, Metro Manila

การเดินขบวนต่อต้านร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ Edsa Shrine, Pasig City, Metro Manila

เส้นทางนักการเมืองของแมนนี่ ปาเกียวหลังจากชนะการเลือกตั้งในปี 2010 มีสีสันร้อนแรงไม่แพ้เส้นทางนักมวยอาชีพในลาสเวกัส ปาเกียวกลายเป็นนักการเมืองดาวรุ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะไปไกลถึงเก้าอี้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ด้วยค่าแรงมหาศาลจากการชกมวยสากลอาชีพและค่าตัวจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ปาเกียวมีทุนทรัพย์สำหรับสนับสนุนอาชีพนักการเมืองของตนเอง ปาเกียวบริจาคเงินส่วนตัวให้กับโครงการต่างๆ ซึ่งส่วนมากเป็นโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเช่นโรงพยาบาลและที่อยู่อาศัย

“การเมืองของปาเกียว” ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าหากวันหนึ่งปาเกียวไม่สามารถชกมวยอีกต่อไป อาจจะเป็นเพราะวัยที่มากขึ้นหรือข้อจำกัดอย่างอื่น ปาเกียวจะใช้เงินจำนวนมากอย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อสร้างและรักษาคะแนนเสียงไปได้อีกนานสักเท่าไร

ด้านทัศนคติทางการเมือง ความเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัดส่งผลให้มุมมองของปาเกียวเป็นไปในทางอนุรักษ์นิยมโดยเฉพาะในประเด็นเสรีภาพส่วนบุคคล แม้ว่าปาเกียวจะมาจากครอบครัวที่มีลูกถึง 6 คนจนทำให้ตัวเขาต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่นอกจากอดีตประธานาธิบดีอาร์โรโยแล้ว ปาเกียวคือหัวหอกคนสำคัญของฝ่ายต่อต้านร่างกฎหมายอนามัยการเจริญพันธุ์เหมือนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “พระเจ้าไม่เคยบอกให้เรามีบุตรเพียงสองหรือสามคน พระเจ้าบอกว่าให้เรามีบุตรตามพระประสงค์” และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขา “เชื่อฟังพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่มนุษย์” (6)

นอกจากนั้นปาเกียวยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าการออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกันของประธานาธิบดีบารัก โอบามานั้น “ขัดต่อประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” แต่ปฏิเสธว่าเขาไม่เคยพูดว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นสมควรตายเหมือนที่สื่อมวลชนหลายสำนักนำไปรายงานจนเกิดการประท้วงให้ไนกี้ปลดปาเกียวออกจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ (7)

สิ่งที่น่าติดตามหลังจากนี้คือ “การเมืองแบบปาเกียว” จะพาอดีตเด็กชายที่เคยต้องออกจากโรงเรียนเพราะความยากจนไปไกลถึงทำเนียบ Malacañang ได้หรือไม่ และถ้าคำตอบคือใช่ ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของนักมวยแชมป์โลกผู้มีหมัดซ้ายเป็นอาวุธจะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเอาชนะปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในฟิลิปปินส์คงต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่าการน็อคเอ้าท์คู่ต่อสู้บนสังเวียนผืนผ้าใบหลายเท่า

4. Pop Icon in Pop Culture

การเดินไปบนท้องถนนในมะนิลาแล้วพบเจอคนขับรถ Jeepney หรือแม่ค้าใส่เสื้อยืดสกรีนใบหน้าแมนนี่ ปาเกียวนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง นอกจากบทบาทของนักมวยระดับโลกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์แล้ว การปรากฏตัวของแมนนี่ ปาเกียวในกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยก็เป็นอีกเรื่องที่น่ากล่าวถึง

ก่อนจะมีรายการโทรทัศน์ Manny Many Prizes ที่แจกเงินผู้มาร่วมรายการแบบไม่ต้องคิดอะไรกันมากมายแล้ว แมนนี่ ปาเกียวเคยมีรายการซิตคอมที่ตัวเขาร่วมแสดงในชื่อ Show Me Da Manny (สังเกตว่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและศาลฎีกาของฟิลิปปินส์ที่มีหน้าที่ตีความคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหากับการทำรายการโทรทัศน์ของแมนนี่ ปาเกียว แม้ว่ารายการโทรทัศน์ของปาเกียวจะมีการรับเงินจากโฆษณาสินค้าและมีการแจกเงินรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมรายการแบบไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน หากอยู่เมืองไทย แมนนี่ ปาเกียวคงประสบชะตากรรมเดียวกับสมัคร สุนทรเวช)

นอกจากนั้น แมนนี่ ปาเกียวยังปรากฏตัวในหนังฟิลิปปินส์หลายต่อหลายเรื่อง แม้จะไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ของปาเกียวไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ แต่น่าประหลาดใจตรงที่ภาพยนตร์ของปาเกียวไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้เช่นกัน ล่าสุดมีข่าวออกมาว่าปาเกียวจะร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดโดยจะรับบทเป็นหนึ่งในแก๊งอันธพาล (8)

แสตมป์ปาเกียว - ภาพจาก philboxing.com

แสตมป์ปาเกียว – ภาพจาก philboxing.com

นอกจากผลงานการแสดงและรายการโทรทัศน์แล้วยังเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าแมนนี่ ปาเกียวชื่นชอบการร้องเพลงเป็นอย่างมาก (เหมือนชาวฟิลิปปินส์ทั่วไป, หากเดินไปตามตรอกซอกซอยในมะนิลา, สิ่งหนึ่งที่จะพบเห็นเคียงคู่กับร้านขายของชำหรือร้านอาหารตามสั่งคือตู้เพลงคาราโอเกะหยอดเหรียญ) แมนนี่ ปาเกียวมีอัลบั้มเป็นของตัวเองมาแล้วสองอัลบั้ม (เหมือนเขาทราย แกแล็กซี่และสามารถ พยัคฆ์อรุณที่เคยออกอัลบั้ม)

ในบางครั้งปาเกียวจะเล่นเปียโนและร้องเพลงในรายการ Manny Many Prizes ของตัวเอง มีครั้งหนึ่งที่แมนนี่ ปาเกียวทำให้ชาวเน็ตได้เฮฮาครื้นเครงเมื่อปาเกียวร้องเพลง Imagine ของ John Lennon ดูเอ็ตกับ Will Ferrell นักแสดงตลกชาวอเมริกันในรายการของ Jimmy Kimmel เนื่องจากความเป็นคาทอลิกเคร่งครัดของปาเกียวเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ทำให้เขาถูกนักท่องเว็บแซวเมื่อปาเกียวร้องเพลง Imagine ในท่อนที่ว่า “Imagine there’s no heaven” และ “And no religion too”

หากจะบอกว่าแมนนี่ ปาเกียวมีส่วนร่วมในทุกอณูของสังคมฟิลิปปินส์ก็คงจะไม่มากไม่น้อยไปกว่าความเป็นจริงเท่าใดนัก นอกจากบทบาทนักกีฬา นักการเมือง นักแสดงภาพยนตร์ พิธีกร นักร้อง และโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์แล้ว ปาเกียวยังเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าซึ่งบริหารโดยจิงกี้ ภรรยาของปาเกียวภายใต้ชื่อ Jinkee’s Fashion World และน้ำหอมภายใต้ชื่อแบรนด์ MP8 อันมีที่มาจากการเป็นแชมป์โลกใน 8 รุ่นน้ำหนัก

นอกจากนั้น ความสำเร็จระดับโลกของปาเกียวทำให้ปาเกียวเป็นนักกีฬาเพียงคนเดียวที่มีใบหน้าปรากฏอยู่บนสแตมป์ฟิลิปปินส์เคียงคู่อยู่กับวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยฟิลิปปินส์จากการเป็นอาณานิคมอย่างโฮเซ่ ริซัล และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนตัวตายอย่างนินอย อาคิโน บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

ความเป็น Pop Icon ใน Pop Culture ของแมนนี่ ปาเกียวนั้นเป็นกระแสไปทั่วโลก มิได้จำกัดอยู่แค่ในฟิลิปปินส์บ้านเกิด เห็นได้จากการที่ไนกี้ออกเสื้อผ้าคอลเล็คชั่นปาเกียวเหมือนที่มีรองเท้าสตั๊ดรุ่น CR7 ของคริสเตียโน่ โรนัลโด้

5. Manny Pacquiao = The Philippines

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ภาคภูมิใจในตัวยอดนักชกคนนี้เป็นอย่างยิ่งคือการเลือกที่จะเป็นชาวฟิลิปปินส์ของแมนนี่ ปาเกียว ด้วยสถานภาพนักมวยระดับโลกและรายได้มหาศาล ปาเกียวสามารถย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาหรือแม้กระทั่งการโอนสัญชาติก็คงจะไม่ใช่สิ่งยากเย็นจนเกินไป แต่ปาเกียวเลือกที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์ รวมถึงการกลับไปสวดมนต์ที่โบสถ์ในบ้านเกิด General Santos City ทุกครั้งหลังได้รับชัยชนะ

การ “เลือก” ของปาเกียวทำให้ชาวฟิลิปปินส์สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าแมนนี่ ปาเกียวคือตัวแทนของชาติ คือตัวแทนของชาวฟิลิปปินส์ การขึ้นชกทุกครั้งของปาเกียวทำให้โลกของชาวฟิลิปปินส์หยุดหมุนชั่วขณะ แม้กระทั่งอาชญากรก็ยังหยุดลงมือชั่วคราวเพื่อเอาใจช่วยนักชกของชาติ (9)

ผู้คนมุงดูการถ่ายทอดสดไฟต์แมนนี่ ปาเกียว VS ทิม แบรดลี่ย์ Barnaka, Marikina City, Metro Manila)

ผู้คนมุงดูการถ่ายทอดสดไฟต์แมนนี่ ปาเกียว VS ทิม แบรดลี่ย์                                       (Barnaka, Marikina City, Metro Manila)

หากจะกล่าวว่าแมนนี่ ปาเกียวสร้างสำนึกความเป็นชาติรูปแบบใหม่ขึ้นมาในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก ก่อนหน้าความสำเร็จของปาเกียว โลกรู้จักฟิลิปปินส์จากผู้นำเผด็จการอย่างเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสและรองเท้า 3,000 คู่ของอิเมลด้า มาร์กอส แต่ในวันนี้, แมนนี่ ปาเกียวคืออัตลักษณ์ของฟิลิปปินส์ในเวทีโลก และเป็นอัตลักษณ์ที่ชาวฟิลิปปินส์สามารถยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อเอ่ยถึงความแข็งแกร่งและหมัดซ้ายของปาเกียวที่คว่ำคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน