Practical Report ภาพยนตร์กับการเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิด: กรณีตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

เครือข่ายพลังลบ  http://www.facebook.com/negativenetwork

เมื่อพี่น้องลูมิแยร์สร้างกล้องบันทึกภาพยนตร์เครื่องแรกขึ้นในโลก หน้าที่ของมันในขณะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงแต่เป็นการเลือกเก็บบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ที่มีบทกำกับการแสดงนั้นเกิดหลังจากนั้นเป็นเวลาพอสมควร และหลังจากนั้นดูเหมือนว่าเมื่อเราพูดถึงคำว่า “ภาพยนตร์” การรับรู้ขั้นต้นของเราคือภาพยนต์ที่มีบทกำกับในการแสดงอย่างเช่นปรากฏในปัจจุบัน

อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เคยตั้งคำถามในข้อสอบปลายภาคสำหรับนักเรียนภาควิชาประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งถึงภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ว่าเราควรมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในบทบาทของอะไร? ผมจึงขอคัดย่อจากความทรงจำคร่าวๆ มาเรียบเรียง โดยผมมีความคิดเห็นดังนี้

ใบปิดภาพยนตร์ ตำนานพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างหน้าที่ใหม่ของภาพยนตร์ (อย่างน้อยก็สำหรับประเทศไทย) นั่นก็คือ เป็นการ “สร้างอนุสาวรีย์” ทางความคิดให้เป็นมรดกของคนรุ่นต่อๆไป

เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของภาพยนตร์อิงประวัติศาตร์โดยเฉพาะในตะวันออกก็คือส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าแบบมุขปาฐะ ซึ่งไม่มีความชัดเจนเพราะไม่มีการจดบันทึกโดยละเอียด ถึงแม้จะมีการค้นคว้าและเก็บข้อมูลแต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงเค้าโครงเรื่องใหญ่ๆ ที่มีความเป็น Epic อยู่ค่อนข้างสูง[1]

ปัญหาก็คือสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาเติมเต็ม “จินตนาการที่ขาดหาย” สำหรับแบบเรียนประวัติศาสตร์ในการศึกษาภาคบังคับที่ยังคงเว้าแหว่ งด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆโดยหยาบๆ และนำไปออกข้อสอบเพื่อทดสอบความจำในชั้นเรียน

ถึงแม้ทีมงานจะมีการ “ออกตัว “ว่าเรื่องนี้มีการดัดแปลงจากเค้าโครงเรื่องเดิม และมีการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่ผู้รับสารย่อมได้รับการเติมเต็มตัวอักษรที่หายไประหว่างบรรทัดจากภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ

แน่นอนที่สุด อย่างน้อยภาพของพระนเรศวรที่คนรุ่นที่พ้นวัยศึกษาในรั้วสถาบันจะมีอยู่ในหัวก็คือภาพของผู้ชายหน้าไทย ใส่เสื้อผ้าสีดำและใส่หมวก และเหล่าพลทหารที่ออกรบโดยมีโล่และผ้าประเจียดป้องกันตัว (หากคิดไม่ออกให้กลับไปหาธนบัตรชนิด 100 บาทรุ่นเก่า) ซึ่งเป็นภาพอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง ที่ตั้งอยู่ที่ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดทำสงครามยุทธหัตถี

แต่เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้น ภาพของพระนเรศวรในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพของพันโท วันชนะ สวัสดี ในบทพระนเรศวรทรงเกราะแบบยุโรป และประทับปืนแนบบ่าจากการโปรโมทผ่านสื่อต่างๆ กลับเข้ามาแทนที่ และแย่งชิงการเป็นความรับรู้หลักของสังคมไปเสียแล้ว

เฉกเช่นเดียวกันกับ เมื่อเราคิดถึง สมเด็จพระสุริโยทัย (ไม่ใช่ “สุริโยไท” ผมเคยถามเพื่อนที่จบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถึงเรื่องนี้เธอเคยเล่าว่าพอภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย หลายๆ คนบอกว่าชื่อโรงเรียนของเธอสะกดผิด ทั้งที่โรงเรียนของเธอมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว) ภาพแรกที่คุณคิดถึงในจินตนาการย่อมเป็นภาพของ หม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ในผมทรงกระทุ่ม จากความเชื่อเดิมที่ว่าผู้หญิงไทยไว้ผมยาว

ในกรณีระดับโลกที่ฮือฮาก็จากภาพยนตร์เรื่อง “Braveheart” เมื่อ Mel Gibson ผู้สวมบทวีรบุรุษชาวสก็อตต์นาม William Wallace ได้ถูกขอให้เป็นแบบในการจัดทำอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษคนดังกล่าว

การเติมเต็มข้อความที่หายไปในหนังสือด้วยภาพจากภาพยนตร์นั้น ไม่น่าสนใจเท่ากับ”ข้อความ” และอุดมการณ์ที่ถูกแทรกและเติมเข้ามาระหว่างบรรทัดของบทภาพยนตร์

สิ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือ “อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้” นั้นทรงพลังกว่าอนุสาวรีย์ที่เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปเพื่อความบันเทิง เพราะมันเป็นการสถาปนาอำนาจนำทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถูกฝังหัวมาโดยที่ผู้รับสารไม่รู้ตัวผ่านการบอกเล่าของตัวละครโดยทางตรงและทางอ้อม

ข้อสังเกตที่น่าขบขันก็คื อทำไมเราสามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับร้อยๆ ปีที่ผ่านไปได้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง ผ่านการศึกษาวิจัยของทีมสร้างภาพยนตร์ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นานอย่าง 14 ตุลาฯ 16 หรือ 6 ตุลาฯ 19 ที่ยังคงมีพยานปากสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมา กลับไม่ถูกเลือกที่จะนำมาถ่ายทอดมากนัก [2]

มิหนำซ้ำอนุสาวรีย์ที่เป็นตัวแทนของการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน ยังถูกเตะถ่วงจนเวลาล่วงเลยเกือบ 30 ปีกว่าที่จะมีการสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ หากอนุสาวรีย์เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงถูกดึงไว้ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเป็นการต่อสู้ของ “ประชาชน” ไทยเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นหลักสูงสุดของประเทศ หรือว่าจริงๆแล้วเรามิได้ปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตยกันแน่? หรือว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเสี้ยนหนามแทงตำใครหรือไม่?[3]

เพราะอนุสาวรีย์นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาในทุกยุคทุกสมัยในการถ่ายทอด “มรดกทางความคิด” ของผู้มีอำนาจยุคต่างๆ เรามีวีรชนบ้านบางระจันในยุคที่ผู้นำต้องการให้เรามีความสามัคคี เรามีศาลพันท้ายนรสิงห์เพื่อเชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของนิติรัฐ[4] แล้วปัจจุบันใครเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศไทยที่ต้องการจะถ่ายทอดความคิดผ่านอนุสาวรีย์ในโลกเสมือนแห่งนี้?

คำถามที่สำคัญก็คือ ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้กำลังจะบอก “ข้อความ”อะไรกับเรา? ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารระหว่างบรรทัดอะไรกับเรา? “ผู้อำนวยการสร้าง”ต้องการอยากให้เรามีทัศนคติแบบใด? หากเรามองให้ลึกๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่มันกำลังจะกลายเป็น อนุสาวรีย์ทางความคิดความเชื่อ ที่พยายามจะสร้างมายาคติแบบใหม่ให้กับสังคม โดยเฉพาะคนที่เข้าไปดูและไม่ตั้งคำถามและเชื่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ

ถ้าคุณอยากรู้ ติดตามได้ทุกโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ….

  1. [1] ในกรณีภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การทำยุทธหัตถี ,การหลั่งน้ำสิโณธก และการชนไก่
  2. [2] ที่จริงมีอยู่ 2 เรื่องคือ 14 ตุลาฯสงครามประชาชน ซึ่งที่จริงแล้วดัดแปลงจากหนังสือ”คนล่าจันทร์” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเป็นมุมมองของเสกสรรค์ต่อเหตุการณ์ต่างๆ และ “ฟ้าใสหัวใจชื่นบาน” ที่จงใจล้อเลียนกลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าในช่วงหลัง 6 ตุลาฯ 19 ให้ลดความน่าเชื่อถือเรื่องอุดมการณ์ และบริษัทอำนวยการสร้างเป็นของทายาทคนหนึ่งของผู้บัญชาการทหารเรือของคณะ คมช. ฐิติพันธุ์ เกยานนท์ บุตรชายของ พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์
  3. [3] กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจากภาพยนตร์สารคดี 100ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์นั้น มีการกล่าวว่าทีท่านต้องกลับประเทศเมื่อตอนเสียชีวิตนั้น เพราะว่าผู้ปกครองและผู้มีอิทธิพลของประเทศเกรงกลัวท่าน ท่านจึงถูกพยายามทำให้ลบเลืนอจนากสังคมไทย มแ้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของท่านเอง ชื่อถนนประดิษฐ์มนูญธรรม ซอยปรีดี พนมยงค์ หรือสถาบันปรีดี นั้นถูกตั้งขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของท่าน
  4. [4] ทั้งสองเรื่องที่กล่าวถึงถูกจัดทำเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยเรื่องพันท้ายนรสิงห์กำลังจะถูกทำเป็นละครทางช่อง3 โดยมีคุณหญิงหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ภรรยาของท่ายมุ้ย ควบคุมงานสร้าง และบทประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล
  • http://drummajorchula.multiply.com/ zneb

    ผมว่าตัวป้ายคำน่าจะเติมชื่อเจ้าของบทความไปด้วยนะครับ เพื่อที่ว่าทั้งผู้อ่านและตัวเจ้าของบทความเองจะได้แกะรอยงานของตัวเองได้ อีกอย่างที่ SIU ก็มีทีมของตัวเองและเครือข่ายข้างนอกเช่น คุณพิเชษฐ์ อาจารย์ธานี หรือ ตัวผมเอง เขียนงานส่งมาเรื่อยๆพอสมควรเหมือนกัน ทรัพยากรมันจึงเพิ่มจำนวนตามเวลาที่ผ่านไปอยู่แล้ว น่าจะลองพิจารณาเพิ่มป้ายคำผู้เขียนไปด้วยนะครับ ขอฝากเป็นความเห็นให้ลองพิจารณากันดูครับ ขอบคุณครับ

  • admin

    คุณพิเชษน่าจะลองเขียน “6 ตุลาคม” ที่หายไปจากมิวเซียมสยามดูบ้างนะครับ

  • http://www.isriya.com isriya

    เพิ่มป้ายคำตามที่เสนอมาแล้วครับ ขอบคุณที่แนะนำครับ

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    อันนี้เป้นเวอร์ชั่นไม่ได้แก้ไขล่าสุดครับ ถ้าฉบับประชาไทจะมีการปรับปรุงเพิ่มบางวรรคขึ้นมาด้วย

  • SO:)

    ผมเห็นด้วยนะครับ คือ ประเทศไทยเราเน้นทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก จนลืม ประวัติศาสตร์กระแสรองไปหมด

    ในอีกกรณี คือ ประวัติศาสตร์ของประชาชน กลับไม่ถูกนำมา เขียนในประวัติศาสตร์ หากแต่ปล่อยให้เลือนลาง
    เพราะ ประชาชนชาวไทย รับไม่ได้กับการกระทำอันป่าเถื่อนกลางเมืองกรุงฯ เลยต้องเขียนแต่สิ่งดีงาม ???

    นี่หรือเมืองพุทธ 9 ตุลาคม 2519