โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
เหตุวินาศกรรมตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ผ่านไปสิบปีแล้ว – อุซามะห์ บิน ละดิน ก็โดนเด็ดหัวไปแล้ว (จริงดิ?) – สภาพการณ์ของโลกในตอนนี้เหมือนกำลังจะก้าวเข้าสู่ phase ใหม่ หลังจากทศวรรษที่ผ่านมาเราถูกหลอกหลอนด้วยวาทกรรมว่าด้วยการก่อการร้ายมาตลอด
‘ก่อการร้าย’ กลายเป็นคำใหญ่คำโตในการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน กลายเป็นคำใหญ่คำโตในนโยบายระหว่างประเทศ และมีผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างกันในสังคมโลกอย่างมหาศาล หลายๆ ครั้งเรื่องราวความขัดแย้งระหว่าง A กับ B ก็คือเรื่องเดิมก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 9/11 ก็ถูกนำมาสวมวาทกรรมใหม่ด้วยคำนี้เช่นกัน
คำนี้ถูกใช้อย่างกว้างๆ (อะไรก็เป็นการก่อการร้ายได้ ตั้งแต่การชุมนุมประท้วงไปจนถึงรัฐที่มีแผนพัฒนาศักยภาพยูเรเนียม) แต่ความหมายโดยนัยของมันในการสื่อสารมวลชนหลักๆ มีลักษณะจำเพาะ กล่าวคือมันตีวงแคบอยู่แค่การก่อการร้ายโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ที่อ้างพระเจ้า อ้างศาสนาเพื่อสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อต้านโลกตะวันตกที่เข้ามารุกรานครอบงำ (ฯลฯ) ซึ่งทำให้ศูนย์กลางของปัญหาถูกโยนลงไปที่อิรัก, อัฟกานิสถาน และภูมิภาคตะวันออกกลาง
แต่เมื่อรัฐบาลโอบาม่าอ้างว่าบิน ละดินเสียชีวิตแล้วด้วยปฏิบัติการทางทหารในปากีสถาน พร้อมๆ กับเกิดความเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือต่อเนื่องกันเป็นโดมิโน่ นับตั้งแต่ตูนีเซียมาถึงซีเรียและลิเบียในตอนนี้ เราเริ่มเห็นว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนบริบท บทบาทของกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงที่อ้างศาสนาเริ่มลดลง และอาจจะช้าเกินไปหลายปี แต่ผมว่าเราจะมองปัญหาการก่อการร้ายในมุมที่กว้างขึ้น
สำหรับผมแล้วอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็น turning point สำคัญในประเด็นนี้คือ เหตุสังหารหมู่ที่ประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นหมุดหมายหลักฐานจะแจ้งให้เห็นเลยว่า ความคิดหัวรุนแรงแบบ fundamentalism นั้นเกิดขึ้นได้กับทุกศรัทธาเท่าที่มนุษย์จะพึงมี ไม่ได้จำกัดไว้ที่พระเจ้าองค์เดียว
ในโอกาสวันครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ขออนุญาตทำอะไรสักอย่างเท่าที่จะทำได้ นั่นคือการแนะนำหนัง – เรื่องหนึ่งเป็นเสียงสะท้อนเมื่อครั้งฝุ่นควันของเหตุการณ์ยังอบอวลอยู่ในทางเดินหายใจ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นสารคดีใกล้ตัวที่มองย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน จากมุมของคนที่ถือได้ว่าห่างไกลที่เกิดเหตุ
10 ปีก่อน
ผลงานเสียงสะท้อนเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่สุดชิ้นหนึ่งคือ 11’09’’01 – September 11
เหตุที่น่าสนใจก็เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวีรชน (เหมือนสารคดีอเมริกันจำนวนมาก และหนังอย่าง World Trade Center กับ United 93) และไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสาดโทษใส่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (เหมือนหนังอเมริกันอีกจำนวนมากที่สร้างภาพของตะวันออกกลางจนเป็นการผลิตซ้ำโฆษณาชวนเชื่อ และหนังอย่าง Fahrenheit 9/11 ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอเมริกันอย่างแสบไส้) แต่เป็นการเก็บความรู้สึกของคนทำหนังแบบแทบจะทันทีทันควันหลังเกิดเหตุการณ์ ที่ถูกนำเสนอหลังครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์
เจ้าของโปรเจ็คต์ Alain Brigand พูดถึงจุดตั้งต้นที่ทำให้เราคิดไอเดียนี้ขึ้นมาว่า เกิดจากการโหมประโคม ‘ดราม่า’ อย่างไม่หยุดยั้งของสื่อ สื่อมวลชนที่ไม่นำเสนอแง่มุมต่างๆ อย่างรอบด้านและเป็นสากล ไม่มองปรากฏการณ์และสิ่งสะท้อนจากเหตุการณ์ 9/11 อย่างซื่อสัตย์ และจำกัดอยู่แค่ในวัฒนธรรมกระแสหลัก
เขาจึงเชิญผู้กำกับที่มีชื่อเสียงอยู่ในวงการภาพยนตร์โลก 11 คนจาก 11 ประเทศ มาร่วมทำหนังสั้นความยาวไม่เกินคนละ 11 นาที เกี่ยวกับวันที่ 11 กันยายน เพื่อสะท้อนมุมมองที่พวกเขามีต่อวันที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอเมริกา – มุมมองของแต่ละคนนั้นน่าสนใจในแง่ความหลากหลาย และทำให้เราเห็นว่านอกจากอาการดราม่าต่อความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงนี้แล้ว ยังมีมุมไหนที่เราละเลยไปอีก
อันที่จริง ผมอยากจะแนะนำให้ลองไปซื้อแผ่นไทย (ใช่ครับ หนังมีลิขสิทธิ์ไทยด้วย) มาชมกัน เพราะผมเห็นร้านแมงป่องวางขายหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงเกือบสิบปีที่แล้ว จนบัดนี้ก็ยังขายอยู่เรื่อยๆ แต่พอเอาแผ่นมาดูจริงๆ แล้วต้องขอตระบัดสัตย์ที่ให้ไว้แก่ตนเอง ด้วยแผ่นไทยเรื่องนี้ทำงามหน้านัก พี่แกเล่นตัดหนังสั้นทิ้งไปเฉยๆ เลยหนึ่งเรื่อง! (ไม่รู้ว่าไม่ผ่านเซ็นเซอร์หรือกลัวมันจะยาวเกินไป)
หนังแบ่งออกได้สองกลุ่มใหญ่ๆ คือหนังสะท้อนความรู้สึกและวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเมื่อเลือกผู้กำกับกลุ่มที่มีโปรไฟล์ทางหนังเทศกาลหรือหนังที่มีประเด็นทางการเมืองอยู่แล้ว หนังกลุ่มหลังจึงโดดเด่นเป็นพิเศษ และทำให้หนังชุดนี้แตกต่างจากหนัง 9/11 เรื่องอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
(หากมีเวลาว่างโปรดคลิกดูหนังสั้นแต่ละเรื่องก่อนอ่าน สำหรับหนังสั้นเรื่องที่ไม่มีคลิปแยกต่างหากอยู่เป็นเรื่องโดดๆ ดูได้ที่ channel ของ user ชื่อ nuguggamada แล้วเลือก playlist ชื่อ 9/11 nocomment มีหนังทั้งเรื่อง ซับไตเติลภาษาอังกฤษ)
เปิดเรื่องด้วยหนังสั้นของ Samira Makhmalbaf นักทำหนังสาวชาวอิหร่าน ลูกสาวของ Mohsen Makhmalbaf (หนึ่งใน living legend ของวงการหนังอิหร่าน) เธอคนนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจตั้งแต่ต้น เพราะแม้จะเป็นคนอิหร่านก็จริง แต่มุมมองของเธอต่อเหตุการณ์นี้กลับเลือก represent ประเทศอัฟกานิสถาน (ซึ่งถูกอเมริกาถล่มอย่างหนักอยู่ในตอนนั้น) เช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนๆ ที่เธอทำอย่าง Buddha Collapsed Out of Shame
เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นที่อัฟกานิสถาน ผู้คนในชุมชนตั้งแต่เด็กน้อยถึงชายชราช่วยกันทำก้อนอิฐ เพื่อสร้างป้อมหลบภัยเตรียมไว้หากอเมริกาคิดจะทำสงคราม! (แค่เริ่มก็แรงมาแต่ไกล) ครูสาวสวมชุดคลุมดำยาวเดินเข้ามาต้อนเด็กๆ ให้ละมือจากกองอิฐ ปากบอกว่าให้ไปเรียนหนังสือได้แล้ว (ใครมาได้หนังสือฟรีนะจ๊ะ) ก้อนอิฐที่ไหนก็หยุดสงครามไม่ได้หรอก ยิ่งวันนี้เป็นวันที่ 11 กันยายน เธอมีข่าวใหญ่ระดับโลกจะแจ้งให้เด็กๆ ทราบ เธอพยายามตะล่อมถามเด็กว่ารู้ไหมวันนี้เกิดเหตุการณ์สำคัญระดับโลกขึ้น มีใครตอบได้บ้าง แต่เด็กหนอเด็กจะรู้อะไรกว้างไกลกว่าเมื่อวันก่อนโน้นมีคนตกบ่อน้ำตายสองคนแน่ะ พลางหันไปเถียงกันว่าไม่ใช่ซะหน่อย มีคนตายแค่คนเดียวอีกคนขาหัก พอครูบอกไม่ใช่เด็กก็ตอบไปถึงเรื่องฝนตกน้ำท่วมคนตายเยอะแยะ หรือเล่าว่าที่อัฟกานิสถาน น้าผมถูกเอาหินขว้างจนตาย!
แน่นอนว่าชีวิตเหล่านี้สำหรับเด็กๆ สำคัญกว่าใครที่ไหนก็ไม่รู้ในตึกเวิลด์เทรด (ที่พวกเขานึกภาพตามไม่ออกด้วยซ้ำ) ที่ครูกำลังพยายามจะบอก ครูพยายามจะบอกเด็กๆ ว่าใครเป็นผู้ก่อวินาศกรรม ก็กลับนำไปสู่บทสนทนาใสๆ แต่แรงเหลือว่าพระเจ้าฆ่าคนทำไม พระเจ้ามีเหตุผลต่อการฆ่าคนไหม พระเจ้าเป็นเจ้าของเครื่องบินหรือเปล่า แล้วถ้าไม่ใช่พระเจ้าใครจะเอาเครื่องบินไปชนตึกได้!
ภาพที่เห็นคือความบริสุทธิ์ของเด็กที่ชวนให้คิดต่ออย่างกว้างไกล โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านมาแล้วถึงสิบปี บัดนี้เด็กๆ กลุ่มนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
เสียงสะท้อนหนึ่งจากอิหร่านผ่านไป อีกความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่แทบจะพาให้คนดูช็อคไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงของ Alejandro González Iñárritu (ผู้กำกับ Amores Perros, 21 Grams, Babel และ Biutiful) เพราะเขาจับเอาความตื่นตระหนก ความช็อค ความเสียสติ ความวุ่นวายสับสนของเหตุการณ์ในวันนั้นมาถ่ายทอดผ่านเทคนิคภาพยนตร์ขั้นรุนแรง (ชนิดที่รู้สึกเสียดายว่าไม่ได้ดูในโรงภาพยนตร์) ด้วยจอมืดสนิท เสียงที่คุกคามน่าหวาดผวา และภาพคนจำนวนมากที่เลือกกระโดดลงมาจากตึกเวิลด์เทรดก่อนที่ตึกจะถล่มลงมา
น่าเสียดายอยู่หน่อยว่าสิบปีผ่านมาแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นได้แค่เสียงสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกในช่วงเวลาสิบปีที่แล้ว มากกว่าจะได้ต่อยอดอะไรออกมา บทสรุปของเรื่อง (ที่ขึ้นเป็นตัวอักษรภาษาอาหรับ) ก็ออกจะดูล้าสมัยไปไม่น้อยเมื่อผ่านกาลเวลา และการวิพากษ์วิจารณ์ต่อยอดจากเหตุการณ์นี้มาอย่างเข้มข้นแล้วในแวดวงวิชาการและศิลปะของโลก
อีกเสียงสะท้อนที่แสดงตัวตนได้น่าสนใจคือเสียงของ Youssef Chahine ผู้กำกับรุ่นลายครามชาวอียิปต์ ที่เลือกนำเสนอความสับสนในใจของเขาเองออกมาเป็นหนัง เขารู้สึกเช่นกันว่านี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ของโลกและของอเมริกันชน แต่ด้วยความที่เขาถือเชื้อสายอาหรับ สิ่งที่อเมริกาทำกับภูมิภาคตะวันออกกลางก็เป็นความสูญเสียเช่นกัน
Chahine เล่าด้วยการเอานักแสดงชายมารับบทเป็นตัวเขาเองที่ตกอยู่ในภาวะสับสน เพราะเหตุการณ์ 9/11 เกิดขึ้นก่อนวันที่เขาจะแถลงข่าวเปิดตัวหนังเรื่องใหม่เพียงวันเดียว สภาพจิตใจของผู้กำกับตอนนี้ไม่ได้อยู่กับหนังที่ตัวเองกำลังถ่าย แต่จดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ ระหว่างที่เดินไปอย่างไร้จุดหมายก็มีวิญญาณทหารอเมริกันขึ้นจากทะเลมาพบเขา (!)
ทหารนายนี้บอกว่าเขาตายที่เบรุตเมื่อปี 1983 ตายด้วยน้ำมือของพวกอาหรับ พวกเดียวกับคุณ ความสัมพันธ์ของทหารหนุ่มกับผู้กำกับดำเนินไปอย่างน่าสนใจยิ่ง เขาพาอเมริกันนายนี้ไปหาพ่อแม่ของมือระเบิดพลีชีพชาวปาเลสไตน์ ทุ่มเถียงกันถึงความถูกต้องและความสูญเสียที่เกิดขึ้นหมาดๆ และเหตุการณ์ในอดีต หนังเรื่องนี้จึงแสดงอาการ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ ของปัญญาชนได้แสบเอาเรื่องมิใช่น้อย
อีกเสียงหนึ่งจากแอฟริกาอาจจะดูเบาบางกว่าหน่อย แต่หนังของ Idrissa Ouedraogo (ผู้กำกับจากประเทศบูร์กินาฟาโซที่เคยมีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์โลก ช่วงทศวรรษ 1980-1990) เกิดความหมายใหม่ที่ตลกร้ายอย่างยิ่งเมื่อมาดูอีกครั้งในตอนนี้ ทั้งที่โดยเนื้อดิบแล้วเป็นหนังชวนหัวดูสบายเรื่องหนึ่ง
หนังเล่าถึงเด็กชายบ้านจนๆ คนหนึ่งหลัง 9/11 เมื่อแม่เขาล้มป่วยจนต้องหยุดเรียนไปเร่ขายหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็ได้เงินไม่เท่าไหร่ ปรากฏว่าวันที่ 24 กันยายน เมื่อหนังสือพิมพ์ลงประกาศจับ อุซามะห์ บิน ละดิน ในหน้าหนึ่งพร้อมตัวเลขเงินรางวัล 25 ล้านเหรียญฯ เขากับผองเพื่อนก็ป๊ะกับบิน ละดินในตลาดหน้าบ้านพอดี! ฉากจบของเรื่องทั้งขำทั้งแสบ จนชวนให้นึกถึงตอนนี้ที่ข่าวทุกสายล้วนกระหน่ำเสนอข่าวการตายของบิน ละดินอย่างเปรมปรีดิ์
หนังของ Claude Lelouch (ผู้กำกับ A Man and a Woman หนังฝรั่งเศสที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์) อาจดูไม่เข้าพวกกว่าเพื่อน เพราะแทนที่เขาจะพูดถึงเหตุการณ์ พูดถึงความรู้สึกของตัวเองออกมาตรงๆ หรือวิพากษ์วิจารณ์ไปที่ภาพใหญ่ของสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเลือกเล่าเรื่องเล็กๆ อย่างความสัมพันธ์ของสาวใบ้ฝรั่งเศส และหนุ่มไกด์ภาษามือชาวอเมริกัน จนหลายคนอาจรู้สึกว่าหนังไม่เข้าธีมหรือหลุดประเด็นไปด้วยซ้ำ (เพราะภาพตึกถล่ม เครื่องบินพุ่งชน ถูกเล่าผ่านจอโทรทัศน์เล็กๆ เท่านั้น) แต่ที่น่าสนใจคือหญิงสาวใบ้ชาวฝรั่งเศสคนนี้ เขาตั้งใจให้หมายถึงใคร หรืออะไรกันแน่ เมื่อเธอทะเลาะกับผัวแล้วไปพิมพ์ระบายความในใจลงคอม จนพลาดข่าว 9/11
Mira Nair (ดังจาก Salaam Bombay! และชนะรางวัลสิงโตทองคำจาก Monsoon Wedding) วิพากษ์สังคมและรัฐบาลอเมริกันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยหนังที่เธอบอกว่าสร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยครอบครัวชาวปากีสถานที่ลูกชายหายตัวไปหลังวันที่ 11 กันยา และต้องเผชิญกับภาวะข่าวลือกับการเหยียดเชื้อชาติทั้งจากสื่อมวลชนและเพื่อนบ้าน ถูกเอฟบีไอสอบสวน ลูกชายถูกประโคมข่าวว่าเป็นผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย ก่อนความจริงจะถูกเฉลยออกมาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
หนังได้ถ่ายโมเมนต์ที่น่าสนใจเอาไว้ นั่นคือภาพชายหนุ่มให้สัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ว่าควรออกหมายจับหรือควบคุมตัวคนมุสลิมในละแวกใกล้เคียงตึกเวิลด์เทรดไว้ให้หมด เพราะคนพวกนี้ล้วนถือเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น สิบปีผ่านมาเราอาจลืมภาพความกราดเกรี้ยว เคียดแค้นที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อชาวมุสลิมในสภาพ chaos ที่ระบาดไปทั่วทั้งโลก
น่าสนใจว่ามีหนังสั้นถึง 4 เรื่องที่เลือกใช้ ‘เหตุการณ์อื่น’ มาสะท้อน 9/11
เรื่องที่ใช้สะท้อนแบบตรงไปตรงมาคือหนังของ Shohei Imamura ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2006 โดยมีหนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิต ผ่านเรื่องนายทหารผ่านศึกที่เสียแขนและขาไปหลังสงคราม และเลือกจะใช้ชีวิตเป็น ‘งู’ แทนที่จะเป็นคน เพราะได้เห็นความโสมมของมนุษย์ในสงครามที่จีนแผ่นดินใหญ่ อิมามุระใช้ภาพย้อนอดีตนี้สะท้อนตรงๆ ไปยังกลุ่มผู้ก่อการร้ายว่า ‘สงครามศักดิ์สิทธิ์’ ที่ยึดถือกันนั้นมันก็แค่เรื่องโกหก แต่ด้วยบริบทของปัจจุบัน คนที่ก่อ ‘สงครามศักดิ์สิทธิ์’ อาจไม่ได้มีเพียงกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอีกต่อไป
Danis Tanović (ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก No Man’s Land) เล่าถึงกลุ่มหญิงสาวที่นัดชุมนุมประท้วงอย่างสงบทุกวันที่ 11 กันยายน (พวกเธอคือญาติ, เหยื่อ และผู้รอดชีวิตของเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ Srebrenica เมื่อปี 1995 ที่มีคนตายเหยียบหลักหมื่น ภายใต้การนำของกองกำลังชาตินิยมเซิร์บ ในสงครามกลางเมืองที่ยูโกสลาเวีย) แต่วันนี้ในปี 2001 พวกเธอทั้งหมดต้องชะงักเพราะเหตุวินาศกรรมที่รายงานผ่านข่าววิทยุ จนต้องมานั่งคิดอีกทีว่าวันนี้พวกเธอจะออกไปเดินประท้วงเรียกร้องเหมือนที่ทำมาทุกปีหรือไม่
Amos Gitai ผู้กำกับชาวอิสราเอล (หนังของเขาส่วนใหญ่พูดถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งกับชาติอื่นในภูมิภาค) ถ่ายหนังลองเทคยาวทั้งเรื่อง เมื่อเกิดเหตุระเบิดพลีชีพในกรุงเทลอาวีฟ ในวันที่ 11 กันยายน – นักข่าวสาวพยายามรายงานสถานการณ์อย่างดุเดือด และถูกตำรวจ, ทหาร กับเหล่าหน่วยกู้ชีพขัดขวางการทำงานอย่างดุเดือดเช่นกัน ในขณะที่เธอพยายามสู้สุดชีวิต ข่าววินาศกรรมในอิสราเอลก็ถูกกลบจนมิดชิดด้วยเหตุการณ์ 9/11 เมื่อทางสถานีโทรทัศน์ตัดสินใจไม่ออกอากาศเหตุระเบิดพลีชีพครั้งนี้ เพื่อทุ่มเวลาให้กับการติดตามสถานการณ์ในนิวยอร์ค
ภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (ซึ่งเราจะเห็นต่อเมื่อได้ดูหนังทั้งชุด 11 เรื่อง) ก็คือ ไม่ใช่เพียงชีวิตของอาหรับหรือชาติเล็กชาติอื่นจะมีความสำคัญน้อยกว่าชีวิตของชาวอเมริกัน แม้กระทั่งชีวิตของชาวอิสราเอลซึ่งเป็นชาติมหามิตร ก็ไม่ได้สำคัญเทียบเท่าชาวอเมริกันเลย
ใน 4 เรื่องที่เลือกเล่าเหตุการณ์อื่นสะท้อนกลับไปหา 9/11 หนังสั้นของ Ken Loach เสนอสารที่รุนแรงที่สุด เขาสมมติเรื่องราวให้ชายหนุ่มชาวชิลีเขียนจดหมายถึงผู้สูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเล่าถึงสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำในประเทศชิลีในสมัยสงครามเย็น (ด้วยการโค่นล้ม Salvador Allende และสนับสนุน Augusto Pinochet ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการ) ตัดสลับกับภาพฟุตเตจเก่าของเหตุการณ์สังหารประชาชนในชิลี นี่คือสิ่งที่ประชาชนชาวชิลีผู้ประสบเหตุการณ์เลวร้าย ตัดสินใจเล่าให้ชาวอเมริกันในปัจจุบันได้รับรู้ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอเมริกาในขณะนี้ก็คือหนึ่งในผลลัพธ์จากนโยบายการต่างประเทศของอเมริกาในอดีต และแทบจะไม่มีน้ำเสียงแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อความสูญเสียของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เลย
แต่ในบรรดา 11 เรื่อง กลายเป็นว่าหนังของชาวอเมริกันเอง และไม่ใช่ผู้กำกับอาชีพอย่าง Sean Penn (ปกติเป็นนักแสดง) กลับทำให้เราเห็นมุมใหม่ๆ มากที่สุด คืออย่างของผู้กำกับคนอื่นก็จะมีประเด็นเรื่องสังคม การเมือง และวิธีการเล่าที่ไปในทางนั้นกันแทบทั้งสิ้น (ขนาดหนังที่เล่าแบบแมสที่สุดของ Ouedraogo ก็ยังมีประเด็นความยากจนในประเทศโลกที่สามเป็นพื้นหลังของเรื่อง)
Penn เป็นนักแสดงที่แสดงออกถึงความตื่นตัวทางการเมืองอยู่ตลอด (อีกคนที่คล้ายกันคือ George Clooney) และสายตาที่เขามองเหตุการณ์ 9/11 ในหนังที่เขาทำให้โปรเจ็คต์นี้ถือว่าพิเศษมาก เขาเริ่มเรื่องแบบหนังหวานๆ ที่หลายคนเอียน คือชายแก่ที่วันๆ ไม่ทำอะไร ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่ามืดๆ ที่แสงอาทิตย์ไม่ส่องเพราะถูกตึกสูงบัง นอกจากดูโทรทัศน์แล้วเขาก็สาละวนกับการหาชุดให้เมียใส่ ถ้าไม่ติดว่าเมียคนที่ว่าน่ะตายไปตั้งนานแล้ว
ชายแก่ใช้ชีวิตแบบนี้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่ 11 กันยายน ภาพที่ช็อคคนดูที่สุดคือเมื่อตึกเวิลด์เทรดถล่ม แสงอาทิตย์ก็ส่องมาที่ห้อง ดอกไม้ของเมียที่ชายแก่เก็บไว้ก็เบ่งบานสดสวย เขาหยิบไปอวดเมียก่อนจะระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองว่าเมียตายไปนานแล้ว
ผมไม่แน่ใจว่าอเมริกันชนที่ได้ดูหนังจะคิดอย่างไรกับหนังสั้นเรื่องนี้ (โดยเฉพาะหากได้ดูเมื่อตอนหนังออกฉายใหม่ๆ) เพราะนัยสำคัญที่สื่อออกมาผ่านภาพตึกเวิลด์เทรดถล่มนั้นรุนแรงมาก หนังไม่ได้จี้ลงไปตรงจุดแบบที่ Ken Loach หรือ Youssef Chahine หรือ Samira Makhmalbaf ทำ แต่ใช้ตึกเวิลด์เทรดเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความรุ่งเรืองแบบอเมริกัน’ ที่พังทลายย่อยยับ และการพังทลายนี้ได้ทำให้เกิดสิ่งงดงาม แถมยังทำให้ชาวอเมริกัน ‘หยุดหลอกตัวเอง’ กับภาพความรุ่งเรืองที่ถูกสร้างขึ้นมาตลอดด้วยนโยบายต่างๆ ที่รัฐมีต่อประชาชนและต่อรัฐอื่น
ไม่อาจชี้ชัดได้เหมือนกันว่า สิบปีผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาและชาวอเมริกันได้ ‘ตื่น’ อย่างที่ Penn เสนอไว้หรือเปล่า
ตอนนี้

O.B.L. คือสารคดีความยาว 20 นาที ฉายรอบปฐมทัศน์โลกต่อสาธารณะครั้งแรกในพิธีเปิดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 15 ที่ผ่านมา และจะออนไลน์ให้ชมครั้งแรกคืนนี้ เวลา 21.00 น. (รายละเอียดดูได้ที่นี่)
คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มว่าชื่อเรื่องนั้นเป็นอักษรย่อชื่อใคร
กำกับโดย ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์ ซึ่งทำสารคดีในประเด็นเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามมาตลอดตั้งแต่ แขก, มูอัลลัฟ มาถึง Baby Arabia – เมื่อครบรอบสิบปีของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปตลอดกาล พวกเขาเลยขอหันกลับไปพิจารณามันอีกครั้ง ผ่านสายตาของชาวไทยมุสลิมหลายคน หลายสถานะ ทั้งนักศึกษา, นักวิชาการ, ชาวบ้าน, ศิลปิน ให้พวกเขามองย้อนไปถึงวันที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึก ว่าตอนนั้นพวกเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และวันนี้สายตาที่มองย้อนไปยังเหตุวินาศกรรมครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไรบ้าง
น่าสนใจว่าสิบปีที่ผ่านมา เราไม่มีงานที่มองความเชื่อมโยง หรือแสดงให้เห็นความคิดความรู้สึกของคนไทยต่อ 9/11 ที่ชัดเจนมาก่อนเลย (นี่อาจเป็นชิ้นแรกด้วยซ้ำที่กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนและชูให้เป็นเรื่องหลัก) อาจเป็นเพราะเราคนไทยไม่อาจเชื่อมโยงชาวไทยมุสลิมเข้ากับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เป็นกลุ่มก่อการร้ายได้ เราจึงไม่เห็นความเชื่อมโยงของพวกเขากับเหตุวินาศกรรม และผลกระทบของเหตุการณ์นี้ต่อการรับรู้ของคนไทยก็อาจไม่ได้รุนแรงไปกว่าการที่สนามบินจุกจิกขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
ความเชื่อมโยงระหว่างชาวไทยมุสลิมกับชาวไทยกลุ่มอื่นๆ (ที่อาจเรียกแบบเหมารวมว่า ‘ไทยพุทธ’) ในการรับรู้หลังจากนี้ก็ยังไม่แตกต่างจากเดิมนัก นั่นคือจำกัดอยู่แค่ประเด็นความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเมื่อมุมมองถูกจำกัดอยู่เพียงเฉพาะประเด็น การมองกดชาวมุสลิมด้วยความคิดที่ว่าเขา ‘เป็นอื่น’ ที่ถูกจับมาผนวกกับเหตุการณ์ความรุนแรง แนวคิดแบ่งแยกดินแดน รัฐปาตานี ก็ถูกทำให้ชอบธรรมยิ่งขึ้น ทั้งในบริบทของปรากฏการณ์ทางสังคม และการตอบสนองของรัฐต่อการแข็งขืนในพื้นที่ที่เป็นไปในความรุนแรง
เมื่อภาพจำของชาวมุสลิมถูกให้ความชอบธรรมด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดฯ เราก็คิดควบรวมไปด้วยเช่นกันว่าภาพจำนั้นจำกัดแค่กับกลุ่มที่ก่อความรุนแรง ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะภาพจำต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมนอกพื้นที่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และไม่ถูกสำรวจตรวจสอบว่าเป็นความรับรู้ที่ถูกต้องหรือเป็นแนวคิดแห่งการผลิตซ้ำหรือไม่
สังคมไทยไม่เคยยอมรับว่าหลังจาก 9/11 แล้ว เรามองผู้หญิงสวมฮิญาบไม่เหมือนเดิม มองชายสวมหมวกกะปิเยาะเปลี่ยนไปจากเดิม เกิดมวลของความระแวงขึ้น แม้จะบางๆ แต่สังคมไทยที่ claim ตัวเองเป็นเมืองพุทธ และพร้อมจะผลักคนกลุ่มอื่นให้เป็นคนละพวกกับตัวเอง บรรยากาศบางๆ นี้ไม่เคยจางไปตามกาลเวลา หากมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเพราะขาดการทำความเข้าใจปรากฏการณ์
นี่แหละคือสิ่งที่ 9/11 ทิ้งไว้ให้ราชอาณาจักรไทย








