สงครามเย็นในระบบการเงินโลก (Financial Cold War)

January 31, 2010

“คุณ zneb ได้เขียนงานวิเคราะห์เรื่องสงครามเย็นในการเงินโลกโดยส่วนหนึ่งของสงครามเย็นนั้น ได้รับการเปิดเผยในหนังสือเล่มใหม่ ที่จะวางแผงในวันที่ 1 ก.พ. 2553 ซึ่งเขียนโดยนายเฮนรี พอลสัน อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ในรัฐบาลประธานาธิบดีบุช โดย นายพอลสันถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูงยิ่งในวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2551

นอกจากนี้ ด้วยประสบการณ์ของนายพอลสันในฐานะอดีต CEO ของบริษัท Goldman Sachs ซึ่งเดิมคือบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำของโลกซึ่งปัจจุบันหลังวิกฤติ Sub-prime ได้แปรสภาพเป็นสถาบันการเงินประเภทธนาคาร ทำให้การเปิดเผยของนายพอลสันสะท้อนถึงสงครามเย็นในการเงินโลก คือการเปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy)

zbeb ได้วิเคราะห์ว่า มองไปข้างหน้า พลานุภาพของสงครามเย็นในการเงินโลกไม่เพียงแต่ชี้ขาดสถานะ และศักยภาพของประเทศอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น หากแต่ประเทศทั้งหลาย ถ้าไม่เตรียมหน่วยรบในสงครามเย็นการเงินโลกนี้ ก็ต้องเตรียมตั้งรับดีๆ

เพราะสงครามเย็นครั้งนี้ สามารถชี้ชะตาสถานะประเทศไม่ต่างจากสงครามจริง! ”



…..

โดย นายเบ๊นซ์ สุดตา

การออกมาเปิดเผยถึงปฏิบัติการกระชากสหรัฐฯ ลงจากบัลลังก์อภิมหาอำนาจโลกโดยรัสเซียโดยอดีต รมว.คลังสหรัฐฯ นาย Henry Paulson ด้วยการใช้สิ่งที่เรียกว่า “อาวุธทางการเงิน” เป็นการตอกย้ำถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนไปถึงระดับโครงสร้างอำนาจที่ทุกวันนี้โครงสร้างอำนาจถูกปรับเปลี่ยนโดยการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกสู่ทิศตะวันออกและทิศใต้มากขึ้น



สิ่งที่ Paulson ออกมาเปิดเผยนั้นเป็นการย้ำเตือนถึงความซับซ้อนของการวางยุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายในปัจจุบันที่มีการใช้เครื่องใหม่ๆอย่างเช่น อำนาจทางการเงิน อำนาจทางเศรษฐกิจ เพื่อหวังผลนอกเหนือจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจล้วนๆ

ด้วยภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุกประเทศมีเศรษฐกิจร้อยโยงกันและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจถูกกำหนดด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ หากพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว กรณีนี้เป็นการตอกย้ำถึงกรอบคิดว่าด้วย ความมั่งคั่งและอำนาจ (Wealth and Power) ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้านเสมอ หากมีอำนาจก็สามารถใช้อำนาจไปแสวงหาและรักษาความมั่งคั่งได้ และในทางกลับกันหากบุคคลใด กลุ่มบุคคล องค์กร หรือแม้แต่ประเทศมีความมั่งคั่ง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงแล้ว ย่อมสามารถแปรเปลี่ยนความมั่งคั่งไปเป็นอำนาจในการต่อรองและในทางการเมืองได้ไม่ยากเลย

Paulson ออกมาเปิดเผยถึงแผนการของรัสเซียในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาที่ชื่อ On the Brink ซึ่งจะวางแผงในวันที่ 1 ก.พ. 2553 นี้ว่า เขาได้รับทราบเรื่องนี้ในวันที่ 8 สิงหาคม 2008 ซึ่งตรงกับการจัดพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกอย่างเป็นทางการที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนพอดี และในขณะนั้นเขาได้ติดตามประธานาธีบดี บุช ไปร่วมงานนั้นด้วย และในวันเดียวกันนั้นเองขณะที่ บุช นั่งชมพิธีเปิดอันตระการตาข้างนายกรัฐมนตรีรัสเซีย Vladimir ปูติน นั้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ ปูติน สั่งให้กองทัพเข้าถล่ม South Ossetia ทางตอนเหนือของจอร์เจียเช่นกันและตอนนั้นที่เมืองหลวงของจอร์เจีย รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯในขณะนั้นคือ นาง Condoleeza Rice ก็อยู่ในระหว่างการเยือนจอร์เจียอย่างเป็นทางการกับผู้นำจอร์เจียพอดี

Paulson เล่าต่อว่าในขณะที่เหตุการณ์กำลังปั่นป่วนอยู่นั้นเขาก็รับทราบมาเพิ่มเติมว่า รัสเซียวางแผนทำลายความเชื่อมั่นและหวังถล่มระบบตลาดทุนสหรัฐฯโดยการแอบเจรจากับจีนเพื่อนัดแนะกันให้ช่วยกันเทขายพันธบัตรที่ออกโดย GSE (Government-Sponsored Enterprise) หรือในภาษาทางการเงินที่เรียกว่า Agency Bond นั่นเอง ซึ่งผู้ออกหลักๆก็คือ Freddie Mac และ Fannie Mae ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่สนับสนุนการปล่อยกู้ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯผ่านการซื้อตราสารการเงินที่เรียกว่า MBS (Mortgage-Backed Securities) ที่ออกโดยธนาคารต่างๆและผ่านการค้ำประกันสินเชื่อทั้งระบบ ซึ่งเฉพาะ 2 แห่งนี้ก็มีภาระการค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ จากมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯก่อนวิกฤตที่มีมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์

โดยงานนี้ Paulson อ้างว่าทางการรัสเซียได้ทำการติดต่อเจรจากับผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของจีน (ในหนังสือใช้คำว่า Top-level approach) เพื่อให้ร่วมมือกับรัสเซียในการเทขายตราสารหนี้ที่ออกโดย 2 บริษัท เพื่อบังคับให้สหรัฐฯ ต้องใช้มาตรการฉุกเฉินในการรีบเข้ามาอุ้มทั้ง 2 บริษัท ซึ่งแน่นอนว่าหากทั้ง 2 แห่งล้มย่อมสะเทือนระบบเศรษฐกิจสหรัฐมหาศาล และนั่นย่อมเสี่ยงต่อฐานะทางการเงินของรัฐบาลด้วย แต่ล่าสุดทางการรัสเซียก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของนาย Paulson

ประเด็นของการหวั่นถึงอำนาจคุกคามของรัฐบาลต่างชาติโดยการใช้อาวุธทางการเงินนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่และตอนนี้ถือได้ว่าเป็นประเด็นร้อนทั้งในแวดวงวิชาการและผู้ดำเนินนโยบายในตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ กระแสนี้มีการจับตามองอย่างต่อเนื่องโดยนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่คาบเกี่ยวกันมาก ทั้งนี้เนื่องจากว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศนั้นพลังทางเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายในลักษณะของการใช้ Soft Power ขณะเดียวกันในปัจจุบันประเด็นทางเศรษฐกิจกำลังถูกขยายความไปสู่มิติใหม่ของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติแล้ว โดยหากจะยกตัวอย่างงานวิเคราะห์วิจัยกันนั้นที่น่าสนใจเห็นจะไม่พ้นงานของ Dr. Brad Setser แห่ง CFR และ Peterson


Brad Setser ภาพจาก Global Envision

โดยก่อนเกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญในเดือนสิงหาคมนั้น Setser ได้นำเสนอทัศนะและการวิเคราะห์ของเขาในรายงานพิเศษที่มีชื่อว่า Sovereign Wealth and Sovereign Power : The Strategic Consequences of American Indebtedness ในรายงานนี้ Setser ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญจากกการพึ่งพาทางการเงินจากต่างชาติซึ่งเกิดจากการขาดดุลแฝดมหาศาลในแต่ละปีทั้งขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลงบประมาณ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ การเป็นหนี้สินอย่างล้นพ้นตัวของครัวเรือน ธุรกิจ และรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งหนี้สินเหล่านั้นล้วนกู้มาจากต่างประเทศ และคนที่เข้ามาปล่อยกู้ก็ล้วนเป็นรัฐบาลต่างชาติซึ่งอยู่ในฐานะคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ และมีปัญหาความไม่ลงรอยทางการเมืองกับสหรัฐฯทั้งสิ้น และไม่มีเจ้าหนี้คนไหนที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเลย โดย Setser ระบุไปเป็นพิเศษโดยเน้นไปที่จีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง

Setser กล่าวว่าการตกอยู่ในสภาพการเป็นลูกหนี้รัฐบาลต่างชาติจะทำให้สหรัฐฯ ขาดอิสระในการดำเนินนโยบายทั้งทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศ นอกจากนั้นเขายังเตือนให้สหรัฐฯระวัง “Nuclear Option” ทางการเงินซึ่งประเทศเจ้าหนี้ใหญ่ๆทั้งจีน รัสเซีย และตะวันออกกลางอาจตัดสินใจตอบโต้สหรัฐฯด้วยการเทขายเงินดอลลาร์ในทุนสำรองทิ้งหมดหากเกิดปัญหาความไม่ลงรอยหรือความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงกับสหรัฐฯ ซึ่งรายงานฉบับนี้ในเดือนมิถุนายน 2008 หรือ 2 เดือนก่อนที่สหรัฐฯจะรอดพ้นจาก Nuclear Option ที่เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ


ภาพจากบล็อกของ Danieal Drezner บนเว้บไซต์ Foreign Policy

อีกตัวอย่างของทัศนะที่น่าสนใจก็คือ ทัศนะของ Daniel W. Drezner ในบทความที่ชื่อว่า Sovereign Wealth Funds and The Insecurity of Global Finance ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านนโยบายกาต่างประเทศที่ทรงอิทธิพลอย่าง International Affairs ฉบับฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 ความเห็นของ Drezner ในเรื่องข้อจำกัดด้านนโยบายของสหรัฐฯที่เกิดจากการเป็นลูกหนี้รัฐบาลต่างประเทศนั้นสอดคล้องกับ Setser นอกจากนั้น Drezner ยังให้ทัศนะที่น่าสนใจในการวางกรอบการถกเถียงประเด็นเศรษฐกิจและการเงินโลกในปัจจุบันว่าเกมการต่อรองทางการเงินไม่ต่างจากเกมการต่อรองในทางความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว ในท้ายบทความ Drezner กล่าวเต็มๆว่า

“ Changes in policy, technology and the distribution of power are shifting the cooperation game in finance to more closely resemble the cooperation game in security studies.”

การที่สหรัฐฯตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากพลวัตภายในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สัมพันธ์กับโลกนั่นเอง ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นก่อนวิกฤตขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยหลักนั่นคือ การบริโภคซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 65-70% ของ GDP และฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการวิเคราะห์กันว่าการเพิ่มขึ้นของราคาบ้านในแต่ละปีคือองค์ประกอบสำคัญ GDP Growth ในแต่ละปี โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียวนั้นเป็นแหล่งของ GDP Growth สหรัฐฯถึง 1% ในแต่ละปีจากที่สหรัฐฯในช่วงก่อนวิกฤตการเงินนั้นมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-4% ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯขนาดไหน

ฟองสบู่ในตลาดบ้านยังมีบทบาททางอ้อมต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯผ่านทางการบริโภคด้วย โดยกลไกนั้นทำผ่านการแปลงเอาความมั่งคั่งที่ได้จากมูลค่าบ้านหรือ Home Equity มาแปลงเป็นกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มอีกทางหนึ่ง และตราบใดที่ราคาบ้านสูงขึ้น ประชาชนสหรัฐฯจะมี Home Equity เป็นบวกเสมอและมีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะในงบดุลนั้นทรัพย์สินคือ บ้าน ขณะที่หนี้สินคือ เงินกู้ซื้อบ้านนั้นคงที่ แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นทำให้ความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นด้วย

และที่ผ่านมาการขาดดุลแฝดของสหรัฐฯ ได้โผล่ในรูปของสภาพคล่องทางการเงินในรูปของทุนสำรองระหว่างประเทศของผู้ส่งออกรายใหญ่จากเอเชียและกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน แต่การที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันโดยการยันไม่ให้เงินดอลลาร์อ่อนลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความต้องการในการใช้เงินในประเทศมีไม่มาก ทำให้ต้องมีการนำเงินส่วนเกินนี้หมุนกลับไปยังสหรัฐฯ และตราสารที่เป็นที่พักเงินยอดนิยมของบรรดาธนาคารกลางใหญ่ๆก็ไม่พ้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ Agency Bond ที่ออกโดย Freddie Mac และ Fannie Mae ซึ่งแม้จะเป็นบริษัทมหาชนแต่ก็มีรัฐบาลคอยให้การสนับสนุนข้างหลัง ทำให้อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับเดียวกับรัฐบาลสหรัฐฯไปด้วย ทำให้การถือ Agency Bond ไม่ต่างจากการถือพันธบัตรรัฐบาลแถมผลตอบแทนที่ได้นั้นก็สูงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลด้วย



ที่มา : US Treasury Department

หากมาดูข้อมูลรายประเทศจะเห็นว่าในช่วงกลางปี 2008 นั้นสถานะของการลงทุนของแต่ละประเทศในสหรัฐฯนั้นมีโครงสร้างการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยทั่วโลกนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในระบบการเงินสหรัฐฯมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ และในจำนวนนั้นกว่า 1 ใน 8 อยู่ในมือของ 2 มหาอำนาจจากเอเชียคือ จีน และ ญี่ปุ่น โดยที่การกระจุกตัวของการลงทุนนั้นแตกต่างกัน โดยหากมาดูที่ Agency Bond อย่างเดียวจะพบว่าทั่วโลกมีการลงทุนใน Agency Bond ระยะยาวสูงถึง 1.46 ล้านล้านดอลลาร์ และจีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดคนเดียวมากกว่า 520,000 ล้านดอลลาร์หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าที่นักลงทุนต่างประเทศทั้งหมดถืออยู่ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างญี่ปุ่นถึงกว่าเท่าตัว ขณะที่รัสเซียเองลงทุนไปประมาณ 62,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพียงแค่ 4% เศษๆเท่านั้น

แต่หากมาดูที่ตราสารระยะสั้นที่ออกโดย GSE จะพบความจริงอีกด้านที่น่าสนใจเพราะรัสเซียเพียงประเทศเดียวเป็นผู้ถือพันธบัตรระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปีที่ออกโดย Freddie และ Fannie ถึง 65,000 ล้านดอลลาร์ จากทั้งหมด 173,000 ล้านดอลลาร์ คือมากกว่า 1 ใน 3 ที่ทั้งโลกถือรวมกัน ขณะที่จีนมีสัดส่วนแค่ 9% เศษๆเท่านั้น

ดังนั้นหากสิ่งที่เรียกว่า Nuclear Option ถูกงัดขึ้นมาใช้จริงๆตามที่ Paulson อ้างก็นับว่าน่ากลัวมากๆเพราะทั้งจีนและรัสเซียต่างมีไพ่ตายที่แต่ละคนไม่มีและหากรวมพลังเข้าด้วยกันแล้วย่อมสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯได้ เนื่องจากจีนกุมชะตากรรมในระยะยาวของ Freddie และ Fannie ในขณะที่การหมุนเวียนเงินในระยะสั้นอยู่ในมือของรัสเซีย และการที่ ปูติน คิดเช่นนั้นเหตุก็เนื่องมาจากว่า ในตอนนั้นรัสเซียมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก รัสเซียเป็นประเทศที่มีทุนสำรองมากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยรัสเซียมีทุนสำรองกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ ประเทศรัสเซียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า 8% ขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าของและผู้ส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่ที่สุดของโลก รัสเซียอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

รัสเซียนั้นมีความต้องการที่จะกลับสู่เขตอิทธิพลเดิมเช่นเดียวกับสมัยโซเวียตอยู่แล้ว และหากเรามาพิจาณากาละและเทศะของเหตุการณ์ต่างๆแล้วจะพบว่า ปูตินนั้นคงคิดอยู่หลายชั้นและคงไม่ได้หวังผลแค่การกลับมาเป็นมหาอำนาจสำคัญของภูมิภาคเท่านั้นแน่ๆ นอกจากสถานะทางเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ต้องไม่ลืมว่ารัสเซียกุมชะตากรรมของประเทศยุโรปไว้ในกำมือผ่านการควบคุมปริมาณก๊าซธรรมชาติจำนวนกว่า 25% ของการใช้งานในแต่ละวันของยุโรป ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงระบบเศรษฐกิจยุโรปนั้นมีความอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ของรัสเซียเป็นอย่างมาก และรัสเซียก็เคยแสดงพลานุภาพแห่งอาวุธทางพลังงานมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกนับแต่กลุ่มโอเปกผนึกกำลังกันในปี 1973 และใช้น้ำมันเป็นอาวุธตอบโต้ทางการเมืองมาแล้ว และยุโรปคงไม่อยากเผชิญภาวะเสี่ยงแบบเดิมอีกแน่นอน

ต้องยอมรับว่า ปูตินฉลาดที่เข้าใจเลือกจังหวะในวันที่ 8 สิงหาคม 2008 ซึ่งตรงกับพิธีเปิดโอลิมปิกพอดี ซึ่งในตอนนั้นสหรัฐฯจำเป็นต้องพุ่งความสนใจไปยังพิธีเปิดที่จีนจัดอย่างยิ่งใหญ่และเป็นหน้าตาของประเทศ ขณะเดียวกันที่สหรัฐฯ เองก็กำลังยุ่งเหยิงอยู่กับการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินซึ่งกำลังร้อนระอุในบ้านตัวเอง ในตอนนั้นทั้ง Freddie Mac และ Fannie Mae ต่างอยู่ในภาวะโคม่าด้วยกันทั้งคู่และเสี่ยงที่จะล้มละลายได้ เนื่องมาจากฐานะทางการเงินของทั้ง 2 บริษัทนั้นจะรอดจากการถูกตัด AAA rating ได้หากเพิ่มทุนทันเวลา ซึ่งหากไม่มีการเพิ่มทุนที่ทันท่วงทีแล้วจะทำให้สถานะทุนที่บริษัทใช้เป็นปราการในการรับผลขาดทุนนั้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐบาลตั้งไว้ และนั่นย่อมหมายถึงความเชื่อมั่นที่จะดำดิ่งอย่างรวดเร็วของนักลงทุนต่อระบบการเงินสหรัฐฯในบัดดล

การที่ปูตินเลือกที่จะร่วมมือกับจีนนั้นคงพินิจพิเคราะห์แล้วว่าในขณะนั้นทั้งจีนและรัสเซียต่างก็เป็นคู่ปรับทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ และจีนกับรัสเซียก็มีการยกระดับความร่วมมือในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือกันผ่าน Shanghai Cooperation Organization (SCO) ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ทั้ง 2 ประเทศยังมีการร่วมมือในระดับของกองทัพอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นเศรษฐกิจจีนเองก็ต้องพึ่งพาทรัพยากรทางพลังงานจำนวนมหาศาลและรัสเซียก็เป็นประเทศทีมีสำรองพลังงานในอันดับต้นๆของโลกด้วย ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจึงอยู่ในสถานะที่ต้องพึ่งพิงกันและเป็นไปในลักษณะที่ Win-Win ด้วย รัสเซียเองต้องการที่จะเรียกคืนอิทธิพลตัวเองในสมัยโซเวียตและต้องการขยายแนวป้องกันออกไป ขณะที่จีนเองก็มีความต้องการที่จะมีอิทธิพลในเอเชียแปซิฟิกเหนือสหรัฐฯและญี่ปุ่น การที่จะเขี่ยสหรัฐฯให้พ้นพื้นที่รอบๆบ้านตัวเองจึงเป็นความต้องการในพื้นฐานทางนโยบายของทั้ง 2 ประเทศอยู่แล้ว

เมื่อความต้องการตรงกันและทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจทั้งในทางการค้า การลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงิน ปูตินคงจะเรียนรู้ผ่านการผงาดขึ้นมาองบรรดา Oligarch ในประเทศตัวเองที่ผันตัวเองมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองผ่านการสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วในตลาดหุ้นทั้งจากการใช้ฐานตลาดหุ้นในประเทศรัสเซียเอง รวมถึงการเข้าสู่แหล่งทุนระหว่างประเทศ ซึ่งบริษัทและเศรษฐีรัสเซียถือเป็นลูกค้าสำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจากตะวันออกกลางที่มีต่อธนาคารและตลาดทุนอังกฤษ ปูตินคงเรียนรู้บทเรียนจากการสังเกตการณ์ในบ้านตัวเองและเพื่อนบ้านในยุโรป และในฐานะที่ปูตินเป็นนักคิด นักวางแผนทางความมั่นคงจึงมองเห็นจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่สังเกตได้จากปริมาณดอลลาร์ที่มีในทุนสำรองของประเทศรัสเซีย รวมถึงพันธมิตรอย่างจีน นอกจากนั้นปูตินเองได้ก็รับรู้ถึงความหวาดกลัวของประเทศตะวันตกถ้าหากว่าจู่ๆมีรัฐบาลต่างชาติใช้เงินทุ่มซื้อกิจการที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดเจนจากปฏิกิริยาของรัฐบาลยุโรปที่มีต่อการเข้าไปถือหุ้นใหญ่ใน EADS ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Airbus และจดทะเบียนในตลาดหุ้น Amsterdam โดย Sberbank ธนาคารขนาดใหญ่ที่ถือรัฐบาลรัสเซียเป็นเจ้าของ

เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วว่าในช่วงนั้นสหรัฐฯไม่มีเวลาในการที่จะมายุ่งกับสมรภูมิใน South Ossetia แน่ๆหากต้องเผชิญกับการรักษาหน้าตัวเองต่อหน้ารัฐบาลปักกิ่งและต้องเผชิญวิกฤตการเงินแบบรุนแรงและฉับพลันในบ้านตัวเอง สหรัฐฯคงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการแทรกแซงกิจการภายในของจอร์เจียกับการแก้ปัญหาในบ้านที่กำลังลุกลามใหญ่โต และปีนั้นเองก็เป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วย ซึ่งรัฐบาลบุชเองก็เหลือเวลาแค่ 3-4 เดือนในการบริหารประเทศ และหากรัฐบาลของเขาไม่สามารถแก้ปัญหาที่รัสเซียคาดหวังว่าจะสามารถซ้ำเติมให้สหรัฐฯ ล้มทั้งยืนได้ ก็คงไม่แคล้วที่พรรครีพับริกันซึ่งเป็นพรรคของประธานาธิบดีบุชต้องกระจุยในสนามเลือกตั้งแน่ๆ ขณะที่หากสหรัฐฯ ต้องการที่จะแทรกแซงผ่านทางการออกหน้าของนาโต้โดยตัวเองแอบสนับสนุนอยู่ข้างหลัง ปูตินเองคงหาทางออกเอาไว้แล้วด้วยการขู่สหภาพยุโรปด้วยอาวุธทางพลังงานของเขา รวมถึงอาวุธทางการเงินด้วย ซึ่งต้องไม่ลืมว่านอกจากรัสเซียจะถือเงินดอลลาร์ไว้มากแล้ว อีกกว่าครึ่งของทุนสำรองรัสเซียก็คือเงินยูโร และมีส่วนของเงินปอนด์ด้วย และสภาพของระบบการเงินในยุโรปตอนนั้นก็โคม่าไม่ได้น้อยกว่าสหรัฐฯเลย เนื่องมาจากการขาดทุนหรือ Write Down อย่างหนักจากการตกต่ำของมูลค่าของตราสาร CDO ที่ตัวเองไปลงทุน เมื่อบวกลบคูณหารแล้วหากจีนร่วมมือกับรัสเซียในครั้งนี้รัสเซียจะสามารถบุกเข้าสู่ South Ossetia ได้อย่างง่ายดาย และอาจรุกคืบไปยังพื้นที่อื่นๆด้วย โดยตรึงสหรัฐฯกับพันธมิตรในยุโรปไว้ด้วยวิกฤตการเงินที่ทั้งรัสเซียและจีนส่งไปให้ รวมถึงอาวุธทางพลังงานของตัวเอง

การที่ปูตินลงทุนถล่มระบบการเงินของสหรัฐฯถึงขนาดนี้คงไม่หวังแค่การเป็นมหาอำนาจในแถบ Eurasia แน่นอน แต่คงหวังถึงขั้นใช้การบานปลายของเหตุการณ์หลังจากการกระหน่ำขายครั้งใหญ่ปรับโครงสร้างอำนาจโลกแบบฉับพลันทันที ต้องไม่ลืมว่า Freddie และ Fannie คือหัวใจสำคัญของตลาดบ้านและแน่นอนระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯด้วย จะเกิดอะไรขึ้นหาก Freddie และ Fannie มีปัญหาขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน

Freddie และ Fannie นั้นได้ปล่อยกู้ทางอ้อมผ่านการซื้อ MBS รวมกันมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ค้ำประกันสินเชื่อของสถาบันการเงินมูลค่ากว่า 5 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อบริษัททั้ง 2 แห่งเกิดสะเทือนขึ้นมาผลกระทบลูกโซ่ขนาดใหญ่ๆอย่างน้อยย่อมไม่ต่ำกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์แน่นอน ซึ่งนั่นหมายถึงภาระหนี้สาธารณะที่เกิดจากการรับภาระโดยตรงจากการกู้เงินเพิ่มมหาศาลเพื่อมาพยุง Freddie และ Fannie และภาระทางอ้อมที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องประกาศค้ำประกันสินเชื่อ 7 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยตัวเอง แต่นั่นย่อมเลี่ยงไม่พ้นความเลวร้ายลงของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินของสหรัฐฯเองและของโลกด้วย เพราะทันทีที่ทั้ง 2 ชาติสั่งเทขาย ราคาของ Agency Bond ในตลาดย่อมลดลงแบบดิ่งเหว และเงินกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์คงถูกถอนอย่างทันควัน แม้ว่าสหรัฐฯจะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของญี่ปุ่นก็ตาม แต่ญี่ปุ่นคงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากเพราะคงไม่สามารถทนแรงกระหน่ำขายของจีนและรัสเซียได้ กอปรกับข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของทั้ง 2 บริษัทที่มีมาตลอดทำให้ยิ่งไม่ต้องลังเลที่จะขายทิ้งทันที นอกจากนั้นตราสารอื่นๆที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันจะถูกเทขายตามมาแบบทันทีทันใดเช่นกัน ซึ่งย่อมทำให้สถาบันการเงินทั้งในสหรัฐฯและยุโรปต้องเผชิญกับผลขาดทุนแบบทันควันและความกลัวเรื่องการล้มละลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในตะวันตกก็จะแพร่สะพัด หุ้นกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่แคล้วถูกกระหน่ำขายออกมา และสุดท้ายแล้วรัฐบาลทั้งในสหรัฐฯและยุโรปก็จะเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวเร็วขึ้นและอาจจะมากกว่าเดิมด้วย สหรัฐฯเองซึ่งมีหนี้สินมากมายก็คงไม่แคล้วต่อขอความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเร่งด่วนจากพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น และขอร้องแกมข่มขู่บรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง รวมถึงการเจรจากับจีนด้วย ซึ่งจีนเองหากไม่อุดหนุนการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯแล้ว สหรัฐฯจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที และผลของเหตุการณ์ในครั้งนั้นซึ่งมีสิทธิ์รุนแรงกว่าการล้มละลายของ Lehman Brothers หลายเท่าย่อมทำให้สถานะทางการเงินของสหรัฐฯย่ำแย่กว่าเดิม เงินดอลลาร์จะสูญเสียอภิสิทธิ์ต่างๆในฐานะของเงินตราสกุลหลักของโลกไปมหาศาลและสถานะในระยะยาวของเงินดอลลาร์และประเทศสหรัฐฯ ย่อมเสี่ยงต่อการถอยยาวมากกว่าเดิม และน่าสนใจว่ารัสเซียเองก็เคยประกาศที่จะยกสถานะของเงินรูเบิลให้แข่งขันกับเงินตราสกุลหลักอื่นๆรวมถึงประกาศดันมอสโคว์เป็นศูนย์กลางการเงินโลกด้วย ซึ่งความตั้งใจของจีนในการดันเซี่ยงไฮ้และเงินหยวนในเวทีโลกนั้นก็ยังมาทีหลังการประกาศของรัสเซีย

แต่เหตุใดแผนเขย่าบัลลังก์อำนาจของปูตินจึงไม่ได้รับการตอบรับจากจีน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าจีนเองก็คงคิดคำนวณเช่นกันแล้วว่า จีนเองยังอยู่ในฐานะที่ยังไม่พร้อม 100% ในการที่จะรับมือกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆนานา หากตัวเองตัดสินใจกอดคอรัสเซียเพื่อบดขยี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จังหวะเวลาของรัสเซียที่คิดนั้นมันถูกต้องในบริบทของรัสเซียเท่านั้น แต่ไม่ถูกต้องในสายตาจีน จีนเองกำลังจัดกีฬาโอลิมปิกซึ่งถือเป็นหน้าตาของประเทศต่อสายตาชาวโลก อีกทั้งแนวทางด้านนโยบายการต่างประเทศของจีนเองข้อหนึ่งก็คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Peaceful Coexistence) และการไม่แทรกแซงกิจการภายในใดๆของชาติอื่น (Non Interference, Territorial Integrity) จีนเองก็เคยป่าวประกาศไว้ว่าการพัฒนาของตัวเองไม่ได้เพื่อแสวงหาการเป็น Hegemony แข่งกับใคร และการพัฒนานั้นเป็นไปอย่างสันติ (Peaceful Development) ท่าทีเหล่านี้ยังสะท้อนถึงนโยบายทางทหารที่จะไม่พยายามแสดงการลูบคมสหรัฐฯแบบตรงๆ โดยจีนเองยืนกรานมาตลอดว่างบทหารที่เพิ่มขึ้นมากมายในแต่ละปีนั้นเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกทั้งจีนเองก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลทหารในสังกัดเป็นจำนวนมากซึ่งต้องมีการเพิ่มรายได้ให้ทหารที่มาประจำการด้วย นอกจากนั้นจีนเองก็พัฒนาการทหารเพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในประเทศและภูมิภาคด้วย

อีกด้านหนึ่งในมุมทางเศรษฐกิจแม้ว่าตอนนั้นจีนจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกแล้ว แต่จีนเองก็ยังเป็นประเทศที่พึ่งการส่งออกเป็นจำนวนมากคือ ราว 40% ของ GDP ขณะที่การบริโภคในประเทศนั้นยังน้อยกว่าการส่งออกอยู่เลย การลงทุนในประเทศก็ล้วนลงทุนไปเพื่อสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออก หากจีนกระทำตามที่รัสเซียร้องขอแล้ว สิ่งที่นักวิชาการและผู้ดำเนินนโยบายในสหรัฐฯ วิตกกังวลก็จะเป็นจริงขึ้นมาในทันที ข้อหาการเป็น Currency Manipulator ที่สหรัฐฯตราหน้าจีนเอาไว้ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อโจมตีจีน และต้องไม่ลืมว่าตลาดส่งออกหลักของจีนคือ สหรัฐฯและสหภาพยุโรป ขณะเดียวกันจีนเองก็เป็นคู่แข่งทางการค้ากับญี่ปุ่นและผู้ส่งออกประเทศอื่นๆในเอเชียด้วย จีนในช่วงนั้นเปราะบางต่อการส่งออกอย่างมากหากสหรัฐฯและยุโรปประกาศตอบโต้จีนด้วยการคว่ำบาตรทางการค้า เศรษฐกิจจีนก็ไม่แคล้วต้องเจอกระทบอย่างจังเช่นกัน ขณะที่สหรัฐฯและยุโรปสามารถหาสินค้าทดแทนการนำเข้าจากจีนได้ทั้งจากเม็กซิโก อินเดีย บราซิล ยุโรปตะวันออก ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียอื่นๆซึ่งก็มีพลังทางอุตสาหกรรมไม่ได้ด้อยกว่าจีนมากมาย

ไม่เพียงเท่านั้น ฮ่องกงเองอาจโดนหางเลขจากความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลาย เมื่อจีนถูกกระทบ ฮ่องกงในฐานะส่วนหนึ่งของจีนก็จะโดนไปด้วย โดยที่จะโดนหนักเป็นพิเศษคือธุรกิจท่าเรือและการขนส่งทางเรือ อีกทั้งธุรกิจการเงินก็จะเป็นรายถัดมาจากการที่เกิดแรงกระหน่ำขายในตลาดหุ้นฮ่องกงและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่จะตกต่ำอย่างรวดเร็วด้วย แม้ว่าสหรัฐฯจะจบเกมด้วยการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว แต่จีนเองก็ต้องถูกกีดกันอย่างรุนแรงจากประชาคมระหว่างประเทศเช่นกัน การดันเซี่ยงไฮ้และเงินหยวนสู่เวทีโลกจะเป็นอันจบเห่เนื่องจากหมากตัวสำคัญคือ ฮ่องกง จะบอบช้ำอย่างหนักจากการตอบโต้ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน และแม้ว่าจีนเองจะปฏิเสธที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯหรือแม้แต่รวมหัวกับรัสเซียช่วยกันเทขายซ้ำไปอีก แต่สหรัฐฯสามารถใช้พลังของตลาดการบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกดึงประเทศในเอเชียที่เหลือมาค้ำบัลลังก์อำนาจทางเศรษฐกิจได้ เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯเท่ากับเป็นการหนุนดอลลาร์รวมถึงรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไว้ด้วย ญี่ปุ่นและอาหรับเองก็มีเงินไม่น้อยและย่อมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนสหรัฐฯเหมือนกัน และก็หวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นด้วยหลังจากแก้ปัญหาในระบบการเงินได้ เราคงไม่ต้องนึกภาพว่างาน World Expo ที่จะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ในปี 2010 จะเป็นอย่างไร จะมีผู้มาร่วมงานจากทั่วโลกเท่าใดหากจีนดันทุรังแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของการเมืองระหว่างประเทศที่ถูกร้อยโยงเข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ของระบบการเงินที่ขึ้นต่อกันและกันและมีพลวัตสูงและรวดเร็วมาก การใช้เครื่องมือทางการเงินมาเป็นเครื่องมือทางนโยบายความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านหนึ่งก็ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องคำนึงถึงผลย้อนกลับด้วยเพราะสภาพที่มีการขึ้นต่อกันและกัน (Interdependence) ที่สูงก็ย่อมจำกัดการเคลื่อนตัวของแต่ละฝ่ายเช่นกัน

ในภาพรวมนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ถึงการขึ้นมาของสิ่งที่เรียกว่า ทุนนิยมโดยรัฐ (State Capitalism) ประเด็นต่างๆไล่ตั้งแต่ Unocal, แผนถล่ม Fannie Mae ของรัสเซีย และการเติบโตขึ้นของ Sovereign Wealth Funds (SWFs) ล้วนแล้วแต่เป็นมิติของทุนนิยมโดยรัฐทั้งสิ้นซึ่งจะเห็นได้ว่าทุนของรัฐนั้นได้ก้าวขึ้นมาแข่งกับทุนเอกชนในทุกภาคส่วนทั้งใน Real Sector และ Financial Sector ด้วย และอย่างที่ Drezner กล่าว การพิจารณาประเด็นการเงินในบริบทปัจจุบันนั้นต้องพิจารณาอย่างมิติของนักยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงเท่านั้น ซึ่งย่อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายในยุคปัจจุบันที่โลกการเงินมีความซับซ้อนกว่าเดิม

แต่ถ้าถามว่าจีนต้องการกระชากบัลลังก์สหรัฐฯหรือไม่ ก็คงไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้แต่คงเป็นไปในลักษณะการก้าวขึ้นมาของจีนในทุกๆด้านเพื่อส่งผลกระทบไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโลกให้ศูนย์กลางหมุนมาทางจีนมากกว่า และเรื่องทางการเงินก็ถือเป็นกลไกสำคัญในการดึงศูนย์กลางมาทางทิศตะวันออก ทางหนึ่งจีนคงไม่สามารถปฏิเสธการอุดหนุนระบบการเงินสหรัฐฯและสหรัฐฯก็ไม่สามารถปฏิเสธฐานะเจ้าหนี้ของจีนได้ การเติบโตขึ้นของ State Capitalism ที่เกาะกระแสขาขึ้นของทุนการเงินสหรัฐฯในช่วงก่อนวิกฤตและทำให้จีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆตั้งตัวติดในช่วงระหว่างและหลังวิกฤตการเงินเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

หากจะวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนในตอนนี้สิ่งที่จีนกำลังทำและกำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ การผันบทบาทของตัวเองมาเป็นแกนกลางของโลกในการควบคุมการไหลเวียนของเงินทุนระหว่างประเทศ (Global Center of International Capital Flow) ซึ่งที่ผ่านมานั้นคนที่เล่นบทที่สำคัญคือ สหรัฐฯ โดยกลไกนั้นเป็นไปในลักษณะที่สหรัฐฯเป็นแหล่งดึงดูดสภาพคล่องจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากธนาคารกลางใหญ่ๆในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ขณะที่หน้าที่ในการแจกจ่ายเงินไปยังภูมิภาคต่างๆทั้งในยุโรป ญี่ปุ่นและประเทศกำลังพัฒนาทั้งในภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงสหรัฐฯคื แกนกลางสำคัญที่หมุนเงินไปตามที่ต่างๆโดยตรงและโดยอ้อมผ่านทางการหมุนเงินไปยังศูนย์กลางอื่นๆที่ตัวเองมีเครือข่ายเช่น ลอนดอน สิงคโปร์ ฮ่องกง และหมุนเงินจากที่เหล่านั้นไปยังที่อื่นๆอีกที

แต่วิกฤตการเงินที่ผ่านมาๆได้ทำให้กลไกที่สหรัฐฯครอบครองและควบคุมอยู่เสียหายอย่างหนักจากการล้มละลายของสถาบันการเงินและปัญหาของธุรกิจเอกชนเอง และหลังวิกฤตทางการเงินเป็นต้นมาเราได้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐทั้งในทิศตะวันออกเองและรวมถึงศูนย์กลางเดิมในทิศตะวันตกด้วย การ Take Over สถาบันการเงินของรัฐบาลตะวันตก การก้าวเข้ามาเป็น Trader รายใหญ่ของ Federal Reserve และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปริมาณที่สูงขึ้นของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWFs) และรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะจากจีนเป็นการสะท้อนถึงยุคใหม่ของระบบทุนนิยมที่ทุนรัฐได้เคลื่อนมาสู่หน้าฉากอย่างเต็มตัว

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่นักวางแผน นักยุทธศาสตร์ต้องคำนึงมากกว่าเดิมคือ นวัตกรรมใหม่ในเชิงโครงสร้างของทุนรัฐที่มีการล้ำหน้าไปอีกขั้น นั่นคือการผสมพันธุ์ของทุนรัฐกับทุนเอกชนซึ่งย่อมทำให้โครงสร้างการจัดการและการดำเนินงานมีความซับซ้อนกว่าเดิมและนั่นย่อมยากลำบากในการออกกฎระเบียบมาควบคุมด้วย กรณีนี้เห็นได้ชัดมากในส่วนของทุนการเงินคือ SWFs และ Private Equity กับ Hedge Fund ซึ่งการปรับตัวในลักษณะนี้ของทุนรัฐนั้นก็มีสาเหตุอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกเพื่อลดแรงต่อต้านในทางการเมืองหากเข้าไปตรงๆ ประการที่ สองคือ การขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครือข่าย ทำให้ฝั่งหนึ่งซึ่งต้องการเงินทุนและธุรกิจเพื่อความอยู่รอด กับอีกฝั่งซึ่งมีเงินเต็มกระเป๋าและต้องการองค์ความรู้มาพบกันและไปด้วยกัน ในปัจจุบันกองทุน Private Equity และ Hedge Fund จำนวนมากมีลูกค้าหลักคือ SWFs ของรัฐบาลต่างๆ แต่เนื่องด้วยวิกฤต Dubai World ที่ผ่านมาทำให้กองทุน SWFs ของตะวันออกกลางต้องมามุ่งแก้ปัญหาที่ยังตกค้างอยู่ภายในมากขึ้น ทำให้กระแสที่ผ่านมานั้นหันเหไปทางจีนแทบทั้งหมด ทำให้ในขณะนี้ยามที่เงินทุนหาได้ไม่คล่องมือ และธุรกิจต่างๆไม่มีการลงทุนเพิ่ม ว่งผลให้ปริมาณการควบรวมกิจการทั่วโลกลดลงจึงทำให้ CIC (China Investment Corporation) ซึ่งเป็น SWFs ของจีนกลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีดาวบริวารในธุรกิจ Alternative Investment และ Investment Banking มาห้อมล้อมและขอร่วมทุนและทำธุรกิจด้วยเป็นจำนวนมาก ธุรกิจการเงินที่ย้ายมาที่ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์มากขึ้นบวกกับกลไกของทุนภาครัฐในภาคเศรษฐกิจจริงอย่างรัฐวิสาหกิจต่างๆ และกลไกในภาคการเงินย่อมเกื้อหนุนฐานะของการเป็น Global Center of International Capital Flow ของจีนอย่างแน่นอนในอนาคต

เมื่อทุนของรัฐคือเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ทรงอานุภาพ คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าเราจะไม่เห็นประเทศอื่นๆผลักดันการตั้ง SWFs มากขึ้น ซึ่งตอนนี้รัฐบาลในหลายประเทศในแอฟริกาก็กำลังพิจารณาการตั้ง SWFs ขึ้นมาเพิ่มเติมด้วย ขณะเดียวกันในบริบทของการเมืองระหว่างประเทศซึ่งเอกชนกำลังอ่อนแอขณะที่รัฐกลายเป็นที่พึ่งเดียวนั้น การแย่งชิงพื้นที่ในตลาดย่อมหลีกเลี่ยงกลไกการหนุนหลังของรัฐในรูปแบบอื่นๆไม่ได้แน่นอน การผงาดขึ้นของ SWFs ของจีนซึ่งมีทีท่าว่าจะได้รับเงินทุนเพิ่มเติมอีกหลายแสนล้านดอลลาร์ในอีก 4-5 ปีข้างหน้าย่อมทำให้เกิด SWFs Race ขึ้นมา โดยประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะมีการตั้ง SWFs ขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อ Counterbalance อำนาจทางการเงินของจีนและเพื่อฟื้นฟูตลาดหุ้นที่ตกต่ำของญี่ปุ่นด้วย ญี่ปุ่นอาจใช้ SWFs ของตัวเองเป็นแหล่งทุนสำหรับบริษัทของญี่ปุ่นในการไปลุยในต่างประเทศ

SWFs จะไม่ใช่แค่เครื่องมือในการแข่งขันเพื่อชิงพื้นที่ทางเศรษฐกิจในตลาดโลกเท่านั้น หากแต่ SWFs จะกลายเป็นเครื่องมือตัวใหม่ในการดำเนินนโยบายทางการเงินด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บราซิล โดยเป้าหมายสำคัญของ SWFs ของบราซิลคือเพื่อแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและอุดหนุนเงินทุนให้กับธุรกิจของบราซิลในการไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น SWFs จะกลายเป็นปราการสำคัญในการรับมือแรงกระแทกจากความผันผวนของระบบการเงินโลกเมื่อต้องเผชิญการโจมตีจากทุนการเงินพันธุ์โหดอย่าง Hedge Fund และ Investment Bank ในตะวันตกที่โยกเงินไปมาอย่างรวดเร็ว

แต่ที่น่ากลัวที่สุดคงไม่แคล้วการใช้ทุนการเงินพันธุ์ผสมซึ่งตรวจสอบยากมากในการเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเข้าไปกระทำการบางอย่างกับระบบการเงินของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าเงิน Hedge Fund หรือ แม้แต่ Mutual Fund ต่างๆนั้นปราศจากการเจือปนของเงินรัฐบาลบางประเทศ ทั้งนี้งานวิจัยของ McKinsey Global Institute (MGI) ระบุว่า Hedge Fund ส่วนใหญ่นั้นมีเงินทุนจาก SWFs หรือ Petrodollar จากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 5 ทีเดียว ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาที่จีนเดินสายสร้างความสัมพันธ์กับ Hedge Fund และสร้างความร่วมมือในการลงทุนกับหลายค่ายเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นยาวๆ โดยปฏิบัติการเกลือจิ้มเกลือ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จีนจะออกมายืนยันว่าการลงทุนทุกอย่างเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจล้วนๆ แต่การที่ CIC ต้องมีการรายงานโดยตรงต่อคณะรัฐมนตรีของจีนและการมีรองผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน PboC (People’s Bank of China) นั่งเป็นคณะกรรมการคงปฏิเสธอิทธิพลด้านเป้าหมายของนโยบายทางการเงินและนโยบายอื่นๆได้ยาก และเมื่อการเติบโตขึ้นของจีนได้แผ่ขยายแสนยานุภาพและพื้นที่ทางผลประโยชน์ไปไกลถึงจุดหนึ่งการแข่งกันตั้ง SWFs หรือ SWFs Race คงเกิดขึ้นในหมู่มหาอำนาจทั้งในภูมิภาคเอเชียทั้งญี่ปุ่น อินเดีย หรือแม้แต่อภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่ปากพร่ำบอกถึงการบูชาลัทธิตลาดเสรีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

นับจากนี้เป็นต้นไปเราคงได้เห็นสงครามเย็นทางการเงิน (Financial Cold War) เกิดขึ้นไปทั่วโลก โดยแปรเปลี่ยนจากการแข่งกันสะสมอาวุธหรือ Arm Race มาเป็นการแข่งขันกันสะสมกระสุนทางการเงินโดยการตั้ง SWFs หรือ SWFs Race มาตอบโต้คู่แข่งทางอำนาจในภูมิภาคหรือแม้แต่ในระดับโลกได้ จากความร่วมมือในรูปแบบของนาโต้หรือสนธิสัญญาวอร์ซอมาเป็นเครือข่ายของทุนการเงินหรือ Super SWFs ขนาดมหึมาได้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องทำตัวเป็นนักการทหาร นักการทูต และบรรดานักการทหารกับนักการทูตต้องสวมวิญญาณผู้บริหารกองทุนในยุคใหม่นี้

Comments

One Response to “สงครามเย็นในระบบการเงินโลก (Financial Cold War)”

  1. 1. Siam Intelligence Unit » จีนปฏิเสธ ไม่ได้ถล่มพันธบัตรสหรัฐ on February 3rd, 2010 12:35

    [...] อ่านรายละเอียดเรื่องการถล่มพันธบัตรของสหรัฐได้ในบทความ สงครามเย็นในระบบการเงินโลก (Financial Cold War) [...]

Got something to say?