เมื่อครั้งที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ได้เข้าหารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และฝากการบ้านด้านนโยบายการเงินให้ ธปท. ไปหาคำตอบมา 4 ข้อ (อ่านข่าวเก่าของ SIU ประกอบ) ได้แก่
- ปัญหาภาระหนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund – FIDF) ที่ ธปท. เป็นคนดูแล และมีการแบ่งส่วนรับผิดชอบโดย ธปท. ชำระเงินต้น ส่วน ก.คลัง ชำระดอกเบี้ย แต่ที่ผ่านมา ก. คลัง ชำระดอกเบี้ยไปมากแล้ว ในขณะที่เงินต้นในภาระของ ธปท. ยังชำระไปไม่เยอะนัก
- การออกตั๋วแลกเงิน (B/E) ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ออกเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เพราะเป็นการกู้เงินจากประชาชนแบบอ้อมๆ จึงต้องหาวิธีกำกับดูแล โดยนายธีระชัยเสนอให้โอนความรับผิดชอบให้กับ ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล
- การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ ธปท. ไปพิจารณาความเหมาะสม โดย ก.คลัง เสนอให้นำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศบางส่วนแยกออกมาเป็นอีกบัญชี และออกกฎหมายรับรองสถานะของกองทุน
- กรอบเงินเฟ้อปี 2555 โดย ธปท. และ ก.คลัง จะต้องทำให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2554

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
วันนี้ (2 พ.ย. 54) นายธีระชัยได้ชี้แจงผ่าน Facebook ของตัวเองว่าได้หารือกับนายประสารอีกครั้ง และมีความคืบหน้าของการบ้านทั้ง 4 ประการ ดังนี้
วันนี้ผมได้มีโอกาสหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลายเรื่อง ผมขอเล่าให้ฟังในส่วนของความคืบหน้าการบ้านที่ผมมอบไปครั้งก่อนสรุปได้ว่า
- การอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์ทำธุรกิจเงินตรามากขึ้น แบงค์ชาติเห็นด้วยว่าในระยะแรกจะเริ่มจากค่าโบรกเกอร์ที่ บล.ได้รับหรือจ่ายในรูปเงินตราต่างประเทศ บล.สามารถหักกลบ (netting) ได้เลย ส่วนในอนาคตจะเปิดมากขึ้นในลักษณะใดขอเวลาศึกษาประมาณ 6 เดือน
- การอนุญาตให้ TFEX สามารถซื้อขายอนุพันธุ์ USD/Baht คาดว่าจะเริ่มได้ภายใน 6 เดือนแรกของปี 2555 เนื่องจากจะต้องมีการกำหนดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อน
- แนวทางการลด spread ของเงินกู้และเงินฝาก ครั้งก่อนผมได้เสนอว่าควรเปิดให้มีการแข่งขันจากธนาคารต่างประเทศมากขึ้น ทางแบงค์ชาติไม่ขัดข้องแต่อยากให้โอกาสกับสาขาของธนาคารต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยก่อน แต่ผมมองว่าหากธนาคารพาณิชย์ของไทยมีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ก็ควรเปิดโอกาสให้กับทุกธนาคารอย่างเท่าเทียมกัน ธนาคารจากอาเซียนหรือภูมิภาคเอเชียจะได้มีโอกาสมากขึ้น เมื่อยังเห็นไม่ตรงกัน ผมได้มอบให้แบงค์ชาติและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปหารือให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว
- ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟู ได้รับคำตอบว่า แบงค์ชาติคาดว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้าทุนของแบงค์ชาติจะติดลบประมาณ 689,000 ล้านบาท หากมีการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไปไว้ที่แบงค์ชาติจะทำให้ทุนของแบงค์ชาติติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 1.545 ล้านล้านบาท เมื่อแนวทางนี้เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ผมได้ขอให้แบงค์ชาติกลับไปพิจารณาผลกระทบหากกระทรวงการคลังจะรับผิดชอบในส่วนของเงินต้นแทนแบงค์ชาติ และแบงค์ชาติรับผิดชอบในส่วนของดอกเบี้ยแทนกระทรวงการคลัง อีก 30 วันคงจะได้คำตอบ
