สุรศักดิ์ ธรรมโม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด
ไม่เพียงแต่ความเสียหายของน้ำท่วมในด้านเศรษฐกิจ ชีวิต และทรัพย์สิน จะกระทบต่อสังคมไทยมากเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม 2554 นี้สะท้อนถึงวิกฤติหนึ่งที่ดำรงอยู่คู่สังคมไทยหลังจากในปี 2549 เป็นต้นมา
นั่นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ลงลึกไปมาก และสะท้อนว่า หลังน้ำท่วมครั้งนี้ มีความสุ่มเสี่ยงมากทีเดียว ถ้ารัฐบาลและสื่อมวลชนตลอดจนแกนนำของมวลชน บริหารจัดการผลจากวิกฤติน้ำท่วมในลักษณะที่กล่าวโทษกันทางการเมืองว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤติน้ำท่วมเพื่อหวังผลทางการเมือง และในช่วงวิกฤติน้ำท่วมถ้ารัฐบาลมุ่งช่วยเหลือเฉพาะมวลชนที่เป็นพรรคพวกของตนเองแทนที่จะช่วยผู้ประสบภัยพิบัติซึ่งกำลังทุกข์ร้อนและเดือดร้อนอย่างเสมอหน้ากัน เท่าเทียมกัน
ผลก็คือ ในอนาคต วิกฤติการเมืองไทยจะดิ่งลึกลงไปอีกและจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่ประเทศเราจะแตกแยกไปมากกว่านี้ เพราะสายใยของสังคมไทย มนุษยธรรมกำลังถูกทำลายเพียงเพราะว่าประชาชนนั้นนิยมพรรคการเมืองและแนวคิดการเมืองต่างกัน

ภาพจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย
ในช่วงวิกฤติน้ำท่วม เริ่มมีข้อกล่าวหาและหลักฐานจำนวนมากที่ส่อไปในทางว่า ถ้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมนิยมพรรคการเมืองที่แตกต่างจากพรรคแกนนำรัฐบาล จะไม่ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องถุงยังชีพและความช่วยเหลืออื่นๆ
ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งทำความกระจ่างให้เร็วที่สุด เพราะภารกิจมนุษยธรรมต้องเป็นเรื่องที่ข้ามพ้นความนิยมของพรรคการเมืองและจำนวนข้าวของที่ประชาชน ภาคเอกชนบริจาคนั้นในเชิงหลักการ ก็ไม่ควรที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะบิดเบือนนำไปเก็บไว้กักตุนในคลังสินค้าแทนที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องใช้ทันที
ในขณะเดียวกัน เริ่มมีคำครหาเช่นกันว่า การที่น้ำท่วมปีนี้ คนต่างจังหวัด เช่นนครสวรรค์ อยุธยา และคนปริมณฑลประกอบไปด้วย ปทุมธานีและนนทบุรี เผชิญกับปริมาณน้ำเยอะมากผิดปกติและน้ำขังนานมากกว่าปกติ ส่งผลให้หลายพื้นที่จำนวนมากมีน้ำสูง 2-3 เมตรและอาจจะมีน้ำท่วมขังนานเกิน 30 วัน เพียงเพราะว่าทางการกรุงเทพมหานครฯ ไม่ต้องการคนกรุงเทพฯ เผชิญกับน้ำท่วมแม้แต่สักมิลลิเมตรเดียว และยังมีข้อกล่าวหาถึงคลองระบายน้ำจำนวนมากในกรุงเทพฯ ที่มีระดับน้ำที่ต่ำมากแทนที่กรุงเทพฯ จะช่วยใช้ประโยชน์จากประตูระบายน้ำและคลองระบายน้ำในการช่วยรับน้ำและระบายน้ำลงทะเล แต่ทางการกรุงเทพฯ กลับปฏิเสธไม่ให้น้ำไหลผ่าน ส่งผลให้ปริมณฑลเป็นพื้นที่รับน้ำหลักแทนที่กรุงเทพมหานครเผชิญกับภาวะน้ำท่วมในลักษณะที่รุนแรงกว่าปกติมาก
ทั้งนี้ยังไม่นับความขัดแย้งระหว่างชุมชาวบ้านด้วยกันเองที่กำลังตึงเครียดจากภาวะน้ำท่วมและพยายามพังหรือทำลายคันกั้นนำเพื่อมิให้ระดับน้ำท่วมนั้นในบริเวณของตนนั้นสูงกว่าที่เป็นอยู่
ทั้งหมดนี้เป็นข้อครหาที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร จะต้องเร่งทำความกระจ่างหลังจากภาวะน้ำท่วมสิ้นสุดลง มิเช่นนั้น ประชาชนจะมีความแตกแยกระหว่างกันและกันจำนวนมาก และความแตกแยกที่คาดว่าจะเกิดนี้ เมื่อผสมกับอารมณ์และความคุกรุ่นทางการเมือง จะนำไปสู่ความแตกแยกในระดับหยั่งรากลึกจนยากที่จะประสาน
เพราะความเป็นจริง ปริมณฑลซึ่งพบกับภาวะน้ำท่วมไปแล้ว และกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะเผชิญกับน้ำท่วมอย่างกว้างขวางในอีกไม่นานนี้ล้วนแต่เป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยกันทั้งสิ้นตามระดับหนักเบาของปัญหา ไม่ควรที่ความแตกแยกทางการเมืองในแบบคำกล่าวหานี้จะมาสร้างปัญหาซ้ำเติมภาวะน้ำท่วมอีก
ผมมีข้อเสนอว่า เวลานี้ควรเป็นเวลาที่คนในประเทศจะต้องร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากที่สุด ไม่ควรที่รัฐบาลและสื่อมวลชนบางประเภททำการแบ่งแยกประชาชนตามความนิยมทางพรรคการเมือง
โดยที่รัฐบาลมีอำนาจตามกฏหมายในการบังคับใช้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน รวมทั้งสามารถนำทรัพยากรสาธารณะและงบประมาณแผ่นดิน ไปช่วยเหลือประชาชนมากกว่าหน่วยงานใดๆในประเทศนี้ ยิ่งต้องทำตัวเป็นรัฐบาลของประเทศไทย ของคนไทยทั้งหมด มิใช่เป็นรัฐบาลของผู้ลงคะแนนเลือกพรรครัฐบาล เพราะการกระทำเช่นนั้น คือการซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมให้รุนแรงมากขึ้นและส่งผลให้ความแตกแยกทางการเมืองหยั่งรากลึกจนอาจจะที่จะก่อให้เกิดเป็นวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ในอีกไม่นาน
ส่วนในระยะยาว ผมยังยืนยันข้อเสนอเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยรัฐบาลควรตั้งคณะกรรมอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ฝน ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การเกษตร เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางจัดการบริหารน้ำอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับภูมิประเทศและเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกับคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการอิสระที่รัฐบาลไทยตั้งหลังเผชิญวิกฤติการเงินปี 2540
หมายเหตุ: เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัดและบทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2554
