Practical Report การลงทุนด้านอาหารของชาติอาหรับ ตอนที่ 1 – การลงทุนในแอฟริกา

โดย Zneb

ปัญหาของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2008 อันมีสาเหตุมาจากราคาพลังงานและอาหารที่แพงขึ้นสร้างความกังวลให้กับหลายๆประเทศเนื่องจากกระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากอำนาจซื้อที่ลดลงของประชาชนและอาหารเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อการดำรงชีพด้วย ทำให้รัฐบาลหลายๆประเทศเริ่มหาทางป้องกันปัญหานี้ในระยะยาวแม้ว่าในปัจจุบันราคาอาหารจะไม่ได้อยู่ในระดับสูงเหมือนแต่ก่อนก็ตาม

แต่ความกังวลนี้ก็ยังไม่หมดไปทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุหนึ่งของราคาอาหารที่พุ่งขึ้นก็คือ ค่าเงินดอลลาร์ที่ร่วงลงอย่างหนักทำให้นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และเฮดจ์ฟันด์เอาเงินทุ่มลงไปในตลาดโภคภัณฑ์ทั้งพลังงาน โลหะ และไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารอันเนื่องมาจากการที่ปริมาณเงินดอลลาร์ท่วมระบบการเงินโลกอย่างหนัก และวิกฤตการเงินที่ผ่านมาแม้จะทำให้ราคาสินทรัพย์ตกลงไปบ้างแต่กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการอัดสภาพคล่องทั้งโลกจากมาตรการการเงินและการคลัง และแม้ว่าจะเกิวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจนส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยุโรป แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มในระยะยาวนั้นยังคงไม่ต่างจากเดิมเนื่องจากการขาดดุลงบประมาณมากกว่า 10% ต่อ GDP ของสหรัฐฯที่จะต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงที่ผ่านมาแม้ดอลลาร์จะแข็งค่ามากในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2010 แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ลดลงมาก ขณะที่ราคาน้ำมันยังค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการโยกเงินเข้าซื้อโภคภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากปัญหาในระบบการเงินโลกแล้ว ปัญหาภาวะโลกร้อนการที่ประชากรมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มขึ้นของคนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนและอินเดียจะเป็นแรงกดดันในฟากความต้องการอาหารที่สูงขึ้น ล่าสุดสหประชาชาติออกมาคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากร 9,000 ล้านคนภายในปี 2050 ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกต่อหัวเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจาก 0.38 เฮคเตอร์ต่อหัวในปัจจุบันมาเหลือ 0.15 เฮคเตอร์ต่อหัวในอนาคตด้วย

ดังนั้นที่ผ่านมาบรรดาประเทศที่มีปัญหาในด้านการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศในระดับที่สูงมากๆจึงต้องหาทางออกในการแก้ไขปัญหาระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงเช่นนี้อีก เนื่องจากบทเรียนในปี 2008 แสดงให้เห็นว่า หากราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอาจลามไปถึงขั้นเกิดจลาจลเช่นในเฮติ บังคลาเทศ โดยในปี 2008 มีการจลาจลในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

กลุ่มประเทศอาหรับจึงเป็นกลุ่มหนึ่งที่คิดหนักมากในประเด็นนี้ในฐานะความมั่นคงในระยะยาว ประเทศอาหรับในฐานะแกนกลางของกลุ่มโอเปกจึงมีการผลักดันนโยบายต่างๆออกมาเพื่อสร้างหลักประกันให้กับปริมาณอาหารที่เพียงพอในระยะยาว โดยเครื่องมือที่สำคัญที่อาหรับมีและสามารถนำมาใช้ได้เลยคือ การเจียดเงินมาจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหรือ Sovereign Wealth Funds (SWFs) ซึ่งมีเงินทุนรวมกันมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปไล่ซื้ออาหาร ที่ดิน และบรรดาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่จำเป็น

เนื่องด้วยเงินทุนมหาศาลและประเด็นความมั่นคงทำให้บรรดาชาติอาหรับเริ่มหันเหความสนใจด้านการลงทุนมาสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น โดยเป้าหมายที่บรรดาชาติอาหารับให้ความสนใจอย่างมากคือ แอฟริกา เนื่องจากมีพื้นที่ทางการเกษตรเหลืออยู่มาก นอกจากนั้นแอฟริกายังมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาเหนือทำให้ช่องว่างทางวัฒนธรรมมีน้อย อีกทั้งแม้ว่าจะไม่มีประเด็นด้านอาหารแอฟริกาก็เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจำนวนมหาศาลอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม การท่องเที่ยว ลอจิสติกส์ และการเงิน ทำให้มีความได้เปรียบในการเข้าไปลงทุนในภาคการเกษตรด้วยจากการที่มีความคุ้นเคยและอยู่ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่อยู่แล้ว อีกทั้งในสายตาของประเทศในแอฟริกาก็มองว่ามีประโยชน์เนื่องจากประเทศต้องการเงินทุนจำนวนมากในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและประเทศต่างๆในแอฟริกาเองก็ขาดศักยภาพในการพัฒนาที่ดินการเกษตรด้วยตัวเอง

แต่ปัจจุบันแนวโน้มที่อาหรับจะเข้าไปลงทุนด้านอาหารในแอฟริกาอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากกรณีของบริษัทแดวู ลอจิสติกส์ ของเกาหลีใต้ทำให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเข้าไปลงทุนในด้านเกษตรในแอฟริกาจากการที่รัฐบาลใหม่ของมาดากัสการ์ที่มาจากการรัฐประหารได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงที่บริษัทจะเข้ามาลงทุนผ่านการเช่าที่ดินและส่งอาหารกลับเกาหลีใต้โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และต้องหารือกับประชาชนก่อนแล้วค่อยมาตกลงกันอีกที

ปรากฏการณ์ในมาดากัสการ์แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงอันเกิดจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างประเทศที่ต้องการลงทุนในภาคเกษตรกับประเทศเจ้าของทรัพยากรเกษตรซึ่งทั้ง 2 ต่างมีความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารเหมือนกัน แต่ในกรณีผู้รับการลงทุนนั้นจะมีเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยในหลายๆกรณีทั้งการลงทุนจากอาหรับหรือจากเกาหลีใต้ในส่วนอื่นๆของแอฟริกาล้วนทำในลักษณะการเช่าที่ดินระยะยาวเป็นเวลานานมากๆเช่น 99 ปี ทั้งสิ้น นอกจากนั้นเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศไปแล้วหลังจากชาติมหาอำนาจในกลุ่ม G8 และสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มีการตั้งหลักปฏิบัติที่เป็นทียอมรับได้ในสากลหรือ Best Practice หรือ Code of Conduct ขึ้นมาเพื่อควบคุมการลงทุนระหว่างประเทศในภาคการเกษตรทั่วโลก โดยอ้างว่าขณะนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่มีการไล่จับจองที่ดินหรือ Land Grabbing อย่างมากซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเจ้าของทุนกับประเทศเจ้าของทรัพยากรได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่ออกตัวเรื่องนี้อย่างชัดเจนกลับเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีความสามารถในการผลิตอาหารเพียงพอในขณะที่บางรายเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในวงจรการค้าอาหารโลก สหรัฐฯ นอกจากสหรัฐฯแล้วก็มีประเทศญี่ปุ่นที่ออกตัวเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นั้นรัฐบาลออกตัวเองโดยตรงในแง่ของการสนับสนุนนโยบายการลงทุนด้านการเกษตรโดยตรงผ่านการสนับสนุนภาคเอกชนและการปล่อยกู้ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่สหรัฐฯนั้นใช้การเคลื่อนไหวผ่านบริษัทลูกของธนาคารโลกคือ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือ IFC (International Finance Corporation) โดยอาศัยการตั้งกองทุนร่วมลงทุนกับประเทศต่างๆและบรรดากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั้งหลายและเข้าไปลงทุนและปล่อยกู้ให้กับภาคการเกษตรในต่างประเทศ

ดังนั้นในอนาคตเรื่องอาหารคงกลายเป็นสนามรบทั้งในด้านผลประโยชน์และความมั่นคงของหลายๆชาติ ปัญหาคือ ในอนาคตบรรดาชาติอาหรับจะทำอย่างไรเมื่อมีแนวโน้มที่ต้องเผชิญการพยายามกีดกันจากประเทศพัฒนาแล้วเช่นเดียวกับกรณีของการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาแล้วโดยเฉพาะในภาคการเงินโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของตัวเองซึ่งท้ายที่สุดแล้วโดนสหรัฐฯต้อนเข้ามุมจนต้องยอมรับกติกาเบื้องต้นในรูปของ Best Practice ที่มี IMF เป็นหัวหอกในการร่างกติการเพื่อควบคุมพฤติกรรมกองทุน SWFs ของประเทศต่างๆ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าแอฟริกาเป็นแหล่งผลประโยชน์แฟล่งใหม่ที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญในการเมืองเรื่องทรัพยากรในทุกๆด้านที่ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และอินเดียต่างเข้าไปชิงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์กันทั้งสิ้น