การลงทุนด้านอาหารของชาติอาหรับ ตอนที่ 2 – การรุกในพื้นที่อื่นๆ

April 2, 2010

โดย Zneb

แม้ว่าแอฟริกาจะเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจในการเข้าไปจับจองและบริหารภาคการเกษตรของบรรดาทุนอาหรับที่ร่ำรวยทรัพยากรทางการเงินแต่ขาดแคลนอาหารเนื่องด้วยความได้เปรียบในหลายๆด้านทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด มีพื้นที่เพาะปลูกมาก เป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน และมีความสัมพันธ์ในแง่การเป็นคู่ลงทุนและคู่ค้ารายใหญ่ แต่เรื่องอาหารเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของชาติในระยะยาว อีกทั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์การรัฐประหารในประเทศมาดากัสการ์จนนำไปสู่การยกเลิกข้อตกลงการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรของกลุ่มทุนรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ความเสี่ยงของการขัดแย้งกับคนในพื้นที่เรื่องส่วนแบ่งอาหารและ แนวโน้มในอนาคตที่บรรดามหาอำนาจในประเทศพัฒนาแล้วจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองผ่านการออกกฎระเบียบระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งการรุกคืบของทุนอาหรับในภาคการเกษตรและสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ย่อมทำให้บรรดาชาติอาหรับคิดหนักมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการลงทุนภาคการเกษตรในต่างประเทศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้นแนวโน้มในอนาคตคือ การปรับยุทธศาสตร์การลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่จะเข้ามากระทบการลงทุนด้านการเกษตรในต่างประเทศ ปัญหาอย่างหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนี้คือ ความกลัวด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศที่เป็นเจ้าของที่ดินการเกษตรเองจากการที่กลัวว่าประชาชนในประเทศอาจโดนแย่งพื้นที่ทำมาหากินและอาหารอาจถูกส่งออกไปยังประเทศที่เข้ามาลงทุนแทนที่จะได้บริโภคในประเทศก่อน อีกทั้งในช่วงปี 2008 องก็มีการออกมาเตือนถึงกระแสใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้โดยนายชาค ดิยุฟ (Jacques Diouf) ผู้อำนวยการของ FAO ออกมาเตือนถึงการก่อตัวขึ้นของ ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-Colonialism) ที่มากับการลงทุนไล่ล่าพื้นที่เพาะปลูกของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ย่อมทำให้ภาพของกลุ่มทุนซึ่งมีรัฐบาลเป็นผู้นำมีภาพเป็นลบไปโดยปริยาย

ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ในอนาคตข้อหนึ่งที่เกิดแล้วในขณะนี้ก็คือ การพยายามถอยบทบาททางตรงของภาครัฐในการเข้าไปลงทุนภาคการเกษตรในต่างประเทศลงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาต่างๆถึงการพยายามเข้าไปแทรกแซงโดยตรงของรัฐบาลต่างชาติในประเทศเจ้าของพื้นที่และการลดความร้อนแรงในประเด็นด้านความมั่นคงลง โดยกรณีที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การประกาศตั้งกองทุนพิเศษของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียขึ้นมาจำนวน 800 ล้านดอลลาร์เพื่อให้การอุดหนุนทางการเงินแก่ธุรกิจเอกชนของซาอุในการเข้าไปลงทุนด้านภาคการเกษตรในต่างประเทศ โดยกองทุนใหม่นี้จะมีชื่อว่า Saudi Company for Agricultural Investment and Animal Production มีกองทุนที่ชื่อ Public Investment Fund ของรัฐบาลซาอุเป็นเจ้าของอีกที นอกจากนั้นการเข้าไปในลักษณะอื่นๆเช่น การเข้าไปในลักษณะของธุรกิจร่วมทุนหรือ Joint Venture กับเอกชน หรือความช่วยเหลือทางการเงินในรูปของแหล่งเงินทุนระยะยาวต้นทุนต่ำแบบในกรณีของประเทศพัฒนาแล้วเช่น ญี่ปุ่น ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน การลงทุนทางอ้อมในลักษณะดังกล่าวข้างต้นและในรูปแบบอื่นๆมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในอนาคตอย่างแน่นนอนเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านในพื้นที่ ขณะเดียวกันเครื่องมือการลงทุนอย่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหรือ Sovereign Wealth Funds (SWFs) ก็ใช่ว่าจะลดบทบาทลงเสียทีเดียว ประเด็นเรื่องอาหารถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของความมั่นคงที่รัฐต้องเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ทางใดหรือทางหนึ่งอยู่แล้ว การใช้กองทุน SWFs เข้าไปเจรจาต่อรองและทำการลงทุนโดยตรงทางหนึ่งก็เป็นการสร้างข้อได้เปรียบในการเจรจา และลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนในการลงทุนทางอ้อม อีกทั้งเมื่อเทียบกับบริษัทเอกชนแล้ว กองทุน SWFs ถือว่ามีความได้เปรียบในแง่ของทรัพยากรทางการเงินและเครือข่ายหากต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนเอกชนอื่นๆจากต่างประเทศ

การลงทุนผ่านกองทุน SWFs สามารถทำได้ในลักษณะของการเข้าไปซื้อหุ้นธุรกิจการเกษตรในตลาดหลักทรัพย์หรืออาจไปในรูปแบบของกองทุน Private Equity ที่ไปในฐานะหุ้นส่วนการลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดทรัพยากรทางการเงิน การลงทุนซื้อที่ดินหรืออาจทำทางอ้อมผ่านทางการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเอกชนในต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนด้านการเกษตรของบรรดากองทุนใน Wall Street ซึ่งย่อมเป็นผลดีในการหลีกเลี่ยงผลเสียจากการลงทุนโดยตรงจากรัฐบาลได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับทราบข้อมูล เก็บดอกผลจากผลตอบแทนทางการเงิน และช่วยกรุยทางสำหรับการบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านความมั่นคงทางอาหารในภายหลังได้

นอกจากนั้นแนวโน้มในอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นคือ การมองหาลู่ทางการลงทุนในภาคเกษตรในขอบข่ายที่ไกลมากขึ้นนอกจากในแถบแอฟริกา ขณะนี้บรรดาทุนอาหรับต่างๆได้รุกเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียไล่ตั้งแต่ที่ใกล้ที่สุดอย่างตุรกี ปากีสถาน มาจนถึงแถบอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย นอกจากประเทศที่เป็นมุสลิมด้วยกันแล้ว ประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์อื่นๆในภูมิภาคนี้อย่างเช่นไทย เวียดนามก็เป็นเป้าหมายที่ประเทศอาหรับต่างสนใจเข้ามาลงทุนด้วย

อีกเป้าหมายที่กำลังเป็นที่จับตามองและเริ่มมีความแน่นอนจากบรรดาชาติอาหรับแล้วนั่นคือ การลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งลักษณะนี้ดูจะคล้ายกับกลนุทธ์ของจีนในการลงทุนด้านพลังงานและทรัพยากรทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเริ่มจากประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาที่มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีผลประโยชน์ร่วมกันมาสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ และเครือข่าย แนวโน้มเริ่มเห็นชัดจากการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ณ กรุงมัสกัส ประเทศโอมานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคมที่ผ่านมาโดยดร.เอ็คการ์ต โวตส์เรียกร้องให้กลุ่มอาหรับควรมีการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วที่มีความพร้อมด้านการเกษตรมากขึ้นเช่น ยุโรป และละตินอเมริกา ซึ่งการเกษตรที่นี่มีผลิตภาพสูงกว่า ขณะที่ยังเรียกร้องให้มีการลงทุนในบริษัทที่ทำการค้าผลผลิตทางการเกษตรหรือ Agricultural Trading Firm อีกด้วยโดยเหตุผลนั้นน่าวนใจมากคือ จะทำให้เข้าถึงโอกาสในการไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารได้ด้วย

นั่นหมายความว่าในอนาคต บรรดาชาติอาหรับกำลังก้าวสู่รูปแบบการลงทุนที่ซับซ้อนและกว้างขวางมากขึ้น การลงทุนในอนาคตจะมีการกระจายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลกมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญความเสี่ยง ณ จุดใดจุดหนึ่ง ขณะที่การลงทุนจะเป็นไปในลักษณะเพื่อควบคุมวงจรของห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตรทั้งระบบมากกว่าการมุ่งไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจมีการขยับไปสู่การลงทุนในส่วนของการได้มาซึ่งเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่มีฐานด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรเช่น GMO ได้ในอนาคตและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าขณะนี้อาหรับโดยเฉพาะ UAE มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างท่าเรือไว้แล้วทั่วโลก การลงทุนไล่ซื้อโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างท่าเรือ เครือข่ายการจัดจำหน่าย หรือคลังสินค้าจึงน่าจะมีมากขึ้นในอนาคตเพื่อให้สามารถควบคุมภาคการเกษตรได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับภูมิภาคหรือแม้แต่ระดับโลก

Comments

Got something to say?