Practical Report การลงทุนด้านอาหารของชาติอาหรับ ตอนจบ – ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

เป็นที่ชัดเจนว่าบรรดาชาติอาหรับมีแนวโน้มที่จะขยับยุทธศาสตร์ในการลงทุนด้านการเกษตรทั่วโลกจากเดิมที่มุ่งสู่ทวีปแอฟริกาเป็นหลักมาสู่การกระจายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆทั้งในแถบเอเชียและประเทศพัฒนาแล้ว และรูปแบบการลงทุนจะมุ่งสู่การควบคุมห่วงโซ่อุปทานในภาคการเกษตรแทนที่การซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูกเฉยๆภายใต้เครื่องมือการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นผ่านการลงทุนโดยตรงและโดยอ้อมของทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนั้นแล้วชาติอาหรับยังต้องเผชิญการแข่งขันกับประเทศอื่นๆไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นในการรุกเข้าสู่ภาคการเกษตรในต่างประเทศเช่นกัน การกำหนดกรอบกติกาและโครงสร้างสถาบันของชาติมหาอำนาจในอนาคตจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางการลงทุนในภาคเกษตรข้ามชาติมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการพยายามของชาติตะวันตกควบคุมกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

ประเทศซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ด้านภาคการเกษตรอยู่แล้วและยุทธศาสตร์ในระยะยาวของประเทศไทยก็เลี่ยงไม่พ้นการชูความสำคัญของภาคการเกษตรบนเวทีการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยซึ่งขาดแคลนความพร้อมทางด้านเงินทุนและเครือข่ายจะหาประโยชน์จากการดำเนินยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางอาหารของชาติอาหรับ แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การปรับทัศนคติในเรื่องนี้เสียใหม่เนื่องด้วยที่ผ่านมามีกระแสการต่อต้านการเข้ามาลงทุนในภาคเกษตรไทยของบรรดากลุ่มทุนจากตะวันออกกลางด้วยความกลัวที่ว่า คนแขกจะมาแย่งที่นาคนไทยและแย่งอาชีพการเกษตรซึ่งอยู่คู่กับเรามานานไปจากคนไทย รวมถึงการที่ความจริงปรากฏออกมาว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นนายหน้านำนายทุนอาหรับมาไล่ซื้อที่นาในประเทศจึงยิ่งทำให้กระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้วเป็นแรงต่อต้านการลงทุนของชาติอาหรับในครั้งนั้น

นั่นเป็นอดีตที่เราไม่ควรไปคำนึงถึง แต่เราควรถอยห่างออกมาจากภาพความกลัวในอดีตและเปิดใจให้กว้างอย่างผู้มีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการแสวงหาโอกาสให้กับประเทศ การต่อต้านในครั้งนั้นก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียวเพราถ้าหากว่ากลุ่มทุนอาหรับเข้ามาในลักษณะมาถือครองผืนดินโดยตรงนั่นย่อมทำให้ความมั่นคงทางอาชีพและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงในระยะยาวเช่นกันแต่ก็ไม่ควรปฏิเสธไปเลย ที่ผ่านมาประเทศไทยซึ่งภูมิใจนักหนาว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกหลายปีติด แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นความยากจนซ้ำซ้อนของเกษตรกรไทยและภาระทางงบประมาณที่สูงลิ่วในการแทรกแซงราคาพืชผลในแต่ละปี ทำให้ประเทศไทยขาดโอกาสนำเงินไปลงทุนในโครงการที่มีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์แก่ประเทศไทยในระยะยาว

ประเทศไทยควรตั้งเป้าระยะยาวไว้ว่า ไม่ว่าราคาสินค้าเกษตรจะเป็นเท่าไร ประเทศไทยต้องได้กำไรที่สูงในทุกๆวัฏจักรของราคา ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประมาทหลงคิดไปว่าราคาที่มีแนวโน้มสูงลิ่วในขณะนี้จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยแบบคนถูกล็อตเตอรี่ และนั่นก็เป็นความคิดที่ผิด จริงอยู่ปัจจัยหลายๆอย่างล้วนบ่งชี้ว่าโลกต้องเผชิญกับราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตทั้งประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา ที่ดินเพาะปลูกที่น้อยลง ข้อจำกัดทางธรรมชาติทั้งเรื่องน้ำและสภาวะโลกร้อน

แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้การพัฒนาเทคโนโลยีกำลังรุดไปข้างหน้าทั้งการพัฒนาพืช GMO การพยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ในประเทศอินเดียมีการเรียกร้องเพื่อให้เกิด การปฏิวัติเขียวครั้งที่ 2 ขณะที่จีนก็ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร การวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร และยังมีการพูดถึงกระบวนการที่เรียกว่า การทำเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรม หรือ Agricultural Industrialization ประเทศอย่างบราซิลเองก็มีการวิจัยด้านการเกษตรอย่างจริงจังเช่นกัน ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ควรดีใจจนเกินไปเพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ราคาผลิตผลทางเกษตรอยู่ในวงจรขาขึ้นทั่วโลก ก็อาจพลิกผันเข้าสู่วัฏจักรที่ราคาพืชผลต่างๆอาจตกลงอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพได้ในอนาคต

ดังนั้นประเทศไทยควรอาศัยความได้เปรียบในเวลานี้ซึ่งแนวโน้มในระยะ 10 ปีข้างหน้าราคาอาหารของโลกมีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนดึงการลงทุนจากอาหรับมาสู่ภาคการเกษตรไทยโดยไทยควรส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบการพัฒนาโซ่อุปทาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต โดยไทยควรรักษาพื้นที่ให้เป็นของคนไทยต่อไป แต่ควรให้อาหรับเข้ามาลงทุนในลักษณะของการตั้งบริษัทเทรดดิ้งที่มารับซื้อผลผลิตจากชาวนาและสหกรณ์โดยตรงเพื่อกลับไปป้อนตลาดในประเทศ นอกจากนั้นควรขยายความร่วมมือไปสู่การใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการบริหารโซ่อุปทานทางการเกษตรของภูมิภาคซึ่งไทยควรขยายความร่วมมือไปสู่การพัฒนาระบบลอจิสติกส์ การบริหารคลังสินค้าเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารโซ่อุปทานการเกษตรด้วย

นอกจากนั้นไทยก็ควรเสนอตัวเองเป็นผู้ร่วมลงทุนในการพัฒนาพื้นที่การเกษตรซึ่งอาหรับซื้อไว้แล้วในภูมิภาคอื่นๆเช่นในแอฟริกา เพื่อเป็นการกรุยทางไปสู่การทำตลาดและสร้างเครือข่ายภาคการเกษตรไทยในภูมิภาคอื่นๆด้วย ประเทศไทยเองควรใช้ประโยชน์จากเครือข่ายหรือความสามารถในการสร้างเครือข่ายของกองทุนความมั่งคั่งแหง่ชาติของตะวันออกกลางที่ลงไปทั่วโลกให้เป็นประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าในบรรดากลุ่มสินทรัพย์ที่ลงทุนเอาไว้หรือที่จะกำลังจะลงทุนจะมีบริษัทที่มีเทคโนโลยีด้านการเกษตรหรือชีววิทยาด้วย ไทยจึงควรใช้กองทุนนี้เป็นตัวเชื่อมโยงมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนางานวิจัยที่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นเราสามารถส่งเสริมให้มีการลงทุนในบริษัทคนไทยที่มีแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรด้วยการให้อาหรับมาลงทุนในลักษณะของกองทุน Private Equity ด้วยซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนควบคู่ไปกับภาคการเกษตรในระยะยาวอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปไทยควรเลือกยุทธศาสตร์ในการใช้อาหรับเป็นพันธมิตรในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยและกรุยทางไปสู่การสร้างเครือข่ายของโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและอาศัยเครือข่ายและเงินทุนที่หนาช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเองเพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและทำตลาดเองในอนาคตจากเครือข่ายที่สร้างไว้ในปัจจุบัน