กลายเป็นประเด็นข่าวขึ้นมาทันที หลัง กกต. มีมติ 4:1 ให้ปลดป้าย “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ส่งเสริมแคมเปญ “โหวตโน” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้เหตุผลว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
พันธมิตรฯ บอกเป็นป้ายของ “พรรคเพื่อฟ้าดิน”
ด้านปฏิกริยาของพันธมิตรฯ ก็คัดค้านมติของ กกต. อย่างเต็มที่ โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศบนเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานว่าป้ายเหล่านี้เป็นป้ายของพรรคเพื่อฟ้าดิน ซึ่งเป็นพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 18 ไม่ใช่ป้ายของพันธมิตรแต่อย่างใด
ขอยืนยันอีกครั้งว่าป้ายรณรงค์ทั้งหมดไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของพันธมิตรฯ แต่เป็นป้ายหาเสียงที่จัดทำขึ้นในนามพรรคเพื่อฟ้าดิน ที่ได้ส่งผู้สมัครลงทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่ออย่างถูกต้อง หากจะมาอ้างว่ามีการให้ร้ายบุคคลหรือนักการเมือง ก็ต้องชี้แจงว่าป้ายทั้งหมดมีเพียงรูปภาพของสัตว์ ไม่มีภาพของมนุษย์คนไหน ดังนั้น นักการเมืองไม่สามารถมาสมอ้างว่าเป็นตัวเองได้ โดยแนวทางการณรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อฟ้าดิน ที่มีนโยบายในการให้เลือกคนดีเข้าไปทำหน้าที่ ส.ส.เพียงปฏิรูปการเมือง หากไม่มีผู้เหมาะสมก็เชิญชวนให้ร่วมลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน กับภาคประชาชน ส่วนที่ กทม.อ้างว่าป้ายดังกล่าวไม่ใช่ป้ายหาเสียงนั้น ก็ขอถามว่า เมื่อครั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงติดป้ายเรียกร้องให้ยุบสภาในคณะที่มีการชุมนุมนั้น ไม่เห็น กทม.ออกมาทำหน้าที่เหมือนเช่นตอนนี้เลย จึงเห็นว่า กทม.พยายามเลือกปฏิบัติ
ที่มา – Manager Online
จากการตรวจสอบของ SIU ยืนยันได้ว่าป้าย “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” มีโลโก้ของ “พรรคเพื่อฟ้าดิน” อยู่ที่มุมขวาบนของป้าย โดยเป็นรูปขนาดเล็กที่ต้องสังเกตละเอียดจึงจะเห็นชัด

โลโก้พรรคเพื่อฟ้าดิน ในป้ายอย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา
ด้านพรรคเพื่อฟ้าดิน โดยร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน กล่าวว่า
ข่าวที่ปรากฏตามสื่อนั้นส่งผลให้สังคมมองว่า พรรคกระทำความผิด แต่ไม่ได้บอกว่าทำความผิดอย่างไร อย่างไรก็ตามจะมีการดำเนินการขออำนาจศาลในวันพรุ่งนี่ (10 มิ.ย.) เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าทางพรรคได้ทำผิดจริงหรือไม่ หลังจากที่ได้รับทราบความชัดเจนจากก กกต.แล้ว รวมทั้งการเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมจงใจกลั่นแกล้งทั้งทางแพ่งและทางอาญาด้วย โดยจะต่อสู้ถึงที่สุดเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับการเมืองไทย
การที่พรรคตัดสินใจเข้าร่วมแนวทางโหวตโนกับภาคประชาชนนั้น มีสาเหตุ 3 ประการ คือ 1.การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มีการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างมโหฬาร โดยที่ กกต.หรือประชาชนก็ทราบดี แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งจับกุมการทุจริตได้เลย 2.เมื่อนักการเมืองเข้าสู่อำนาจแล้ว ก็มีการใช้อำนาจโดยไม่สนใจประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนที่ข้อแนะนำจากประชาชนถึงหนทางการแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง จนทำให้ประเทศต้องถูกรุกล้ำอธิปไตย และ 3.ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของรนักการเมืองไม่สามารถ ทำได้ย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลให้คนผิดไม่ได้รับการลงโทษ ดังนั้น พรรคเพื่อฟ้าดินจึงเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศทั้งระบบโดยเสียงของคนไทยทั้งประเทศ
ที่มา – Manager Online
พันธมิตรปล่อยป้าย “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ชุดสอง
ระหว่างที่กรณีป้ายหาเสียงชุดแรกยังไม่ได้ข้อยุติ ทาง พันธมิตรฯ และพรรคเพื่อฟ้าดินก็ส่งป้ายชุดที่สองตามมาทันที (ข้อมูลจาก Manager Online)

โดยป้ายชุดนี้มี 4 แบบ ได้แก่
- แบบที่ 1 “หนีเสือปะจระเข้” ที่มีภาพ “เสือ” ใส่เสื้อฟ้า และ “จระเข้” ใส่เสื้อแดง สื่อความหมายว่า ไม่ว่าเลือกฝ่ายไหน ก็จะถูกนักการเมืองเข้ามาทำร้ายประเทศ
- แบบที่ 2 “เลือกลำบากเพราะฉลาดทั้งคู่” โดยมีรูป “กระบือ” สวมเสื้อฟ้า และเสื้อแดงอยู่ภายในป้าย บ่งบอกว่ากระบือทั้ง 2 ตัวฉลาดทั้งคู่ แต่ก็ต้องถูกลากจูงไปในทิศทางใดก็ได้ หมายถึงการที่นักการเมืองต้องออกเสียงหรือยกมือตามมติของพรรค ซึ่งไม่สามารถนำการเมืองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้
- แบบที่ 3 “ร่วมประท้วงนักการเมืองโดยไม่ต้องมีการชุมนุม” สำหรับประชาชนที่เบื่อการเมืองและเบื่อการชุมนุมก็สามารถร่วมโหวตโน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิประท้วงทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องชุมนุม
- แบบที่ 4 “3 ก.ค.วันตบโหลกนักการเมือง” ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นโดยเฉพาะ โดยสื่อภาพการ์ตูนนักการเมืองถูกตบจนหัวโน แต่ไม่ได้หมายถึงใครเป็นการเฉพาะ แม้ว่าอาจจะดูคล้ายนักการเมืองบางคน แต่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ก็ยืนยันว่าไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จากการตรวจสอบของ SIU ในวันที่ 9 มิ.ย. ก็พบป้ายหาเสียงชุดที่สองเริ่มวางตามท้องถนนใน กทม. แล้ว โดยพันธมิตรระบุว่าสั่งพิมพ์มา 5,000 ป้าย

ป้ายหาเสียงชุดที่สองของพันธมิตรฯ
บนเว็บไซต์ Manager Online ยังระบุว่าจะมีป้ายแบบที่สามตามมา ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง
รู้จักกับ “พรรคเพื่อฟ้าดิน”
จากกรณีของป้ายหาเสียง “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ทำให้สังคมเกิดคำถามว่า “พรรคเพื่อฟ้าดิน” คือใครกันแน่ และมีความสัมพันธ์อย่างไรกับพันธมิตรฯ
พรรคเพื่อฟ้าดิน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (FHAE) เป็นพรรคของมวลชนสายสันติอโศก ซึ่งเกี่ยวโยงกับ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ แต่ พล.ต.จำลอง ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในพรรค
เราอาจมองว่า “พรรคเพื่อฟ้าดิน” เป็นพรรคการเมืองอีกพรรคของพันธมิตร นอกเหนือไปจาก “พรรคการเมืองใหม่” ของมวลชนสายผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และสายของนายสมศักดิ์-สุริยะใส ซึ่งปัจจุบันแตกหักกับพันธมิตรแล้ว และดำเนินกิจกรรมโดยไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่เอาเข้าจริงแล้ว พรรคเพื่อฟ้าดินไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่ และได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมาเกือบสิบปีแล้ว

พรรคเพื่อฟ้าดินมีชื่อเดิมว่า “พรรคสหกรณ์” จดทะเบียนโดยนายนิติภูมิ นวรัตน์ คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อ พ.ศ. 2543 แต่นายนิติภูมิมีเหตุต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ทำให้นายนิติภูมิหาผู้มีเจตจำนงค์เดียวกันมารับช่วงต่อ ซึ่งภายหลังนายนิติภูมิได้ยกพรรคให้กับกลุ่มสันติอโศก และเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พรรคเพื่อฟ้าดิน” เนื่องจากกลัวสับสนกับกรมส่งเสริมสหกรณ์
เรือตรีแซมดิน เลิศบุตย์ เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ไว้ว่าช่วงแรกชาวสันติอโศกไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค แต่ภาพหลังก็สนับสนุนการตั้งพรรคด้วยเหตุผลว่าเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากชุมชนสันติอโศกด้วย
“ก่อนหน้านั้นเราไม่เห็นด้วย เพราะเราทำงานด้านศาสนาอยู่ แล้วอยู่ดีๆ จะให้พรรคการเมืองเข้ามา ตอนนั้นเรารู้สึกว่า นักการเมืองยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ของประชาชนนัก นักการเมืองค่อนข้างจะเป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์ ก็มีการถกกันไปถึงจุดหนึ่งที่ว่า ศาสนาก็คืองานที่ช่วยสังคม พรรคการเมือง ก็คืองานที่จะช่วยสังคม แล้วถามว่า เราพึ่งตนเองได้แล้วหรือยัง เราก็ตอบตัวเองว่า พึ่งตนเองได้แล้ว เพราะขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เราไม่เจอผลกระทบ ถามว่า ถ้าเราพึ่งตนเองได้แล้วเราจะไม่ช่วยผู้อื่นเลยหรือ”

แกนนำพรรคเพื่อฟ้าดิน จากซ้าย ขวัญดิน-แก่นฟ้า-แซมดิน
หัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดินคือนางสาวขวัญดิน สิงห์คำ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเพื่อฟ้าดิน นางสาวขวัญดินถือเป็นแกนนำคนสำคัญของสันติอโศก โดยอาชีพเดิมเป็นครูที่จังหวัดศีรษะเกษ ภายหลังเข้าร่วมกับสันติอโศกในปี 2534 จนมีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านศีรษะอโศก นิคมของชาวสันติอโศก และรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดินในเวลาต่อมา
แกนนำคนอื่นๆ ของพรรคเพื่อฟ้าดินได้แก่ นายแก่นฟ้า แสนเมือง อดีตวิศวกรที่หันมาสนใจด้านศาสนา ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของพรรคด้วย นอกจากนี้ยังมี เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ เลขาธิการพรรค ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ซึ่งปรากฏตัวบ่อยครั้งในข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีปราสาทพระวิหาร และเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมตัวพร้อมกับนายวีระ สมความคิด ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย (อ่านข่าวย้อนหลัง เผยคลิป “พนิช” ก่อนถูกจับที่พรมแดนกัมพูชา)
ด้านนโยบายพรรค ในเอกสารบนเว็บไซต์ของพรรคเพื่อฟ้าดิน (ซึ่งถอดความมาจากเนชั่นสุดสัปดาห์) ระบุว่า สมณะโพธิรักษ์ ผู้นำด้านจิตวิญญาณของสันติอโศกก็มีส่วนร่วมกับนโยบายของพรรคด้วย
สำหรับนโยบายพรรคเพื่อฟ้าดินนั้น สมณะโพธิรักษ์กล่าวว่า เป็นผู้กำหนดเอง แม้ว่าโดยทางนิตินัย จะห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่โดยพฤตินัยปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านมีบทบาทในการเป็นผู้นำชาวอโศก หาหนทางเดินออกจากโลกียะ มุ่งสู่โลกุตระอย่างชัดเจน ในแนวทางของท่าน เช่นเดียวกับแนวทาง ของพรรคเพื่อฟ้าดิน ที่ท่านเป็นผู้นำทางอีกเช่นกัน
“คนนอกยังไม่เข้าใจสองคำคือ อริยะ กับ สร้างสรร คำใหม่ที่อาตมากำหนด อาริยะ ก็มาจากอริยะ หมายถึงผู้บรรลุธรรม หรือผู้พ้นไปจากทุกข์ ที่ปัจจุบัน มีความหมายเพี้ยนไปแล้ว สร้างสรรค์ เดิมก็ไม่มี ‘ค์’ หมายถึงเลือกเฟ้น ไม่ใช่สร้างดะ แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรสร้างขึ้นมาเลย หลายอย่างที่ทำให้โลกฉิบหาย”
สมณะโพธิรักษ์เล่าย้อนว่า พรรคเพื่อฟ้าดิน เป็นพรรคเล็กๆ โนเนมก็จริง แต่สองปีที่ผ่านมาก็ได้รับคำชื่นชม จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ทำงานจริง เอกสารทุกชิ้น ทุกเรื่องก็รายงานส่งตามที่ กกต.กำหนด ตรงเวลา ตรงกับความเป็นจริง
“ไม่ยกเมฆเหมือนพรรคอื่นๆ พิสูจน์ได้ตลอดเวลา ไม่มีแบบผักชีโรยหน้า ไม่แย่งผลงาน แต่ช่วยกันอย่างกลมเกลียวสามัคคี นักการเมืองพรรคเพื่อฟ้าดินไม่รับเงินเดือน ถ้าจำเป็นต้องเซ็นชื่อรับเงิน ก็รับแล้วบริจาคเข้ากองกลาง จะไม่เอาเป็นส่วนตัว ตอนที่ผู้อำนวยการทุกพรรค มาประชุมสัมมนากันที่สันติอโศก ปรากฏว่าผู้มาเข้าร่วมประชุม จำนวนมากกว่าไปประชุม ใช้สถานที่ของพรรคอื่น มาสัมผัสเข้าก็ทึ่งในความเป็นไปได้ และเป็นดีไม่มีใครเหมือน ไม่มีพรรคใดในโลกเหมือนพรรคเพื่อฟ้าดิน” สมณะโพธิรักษ์กล่าว
เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน อธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับการที่สมณะโพธิรักษ์ มาเป็นที่ปรึกษาพรรคนั้น เป็นไปในลักษณะของที่ปรึกษามากกว่า เพราะการทำงานอะไร ก็ตามต้องมีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นที่ปรึกษา คอยท้วงติงถ้าทำ
ไม่ถูก และแนะแนวทางที่นำไปสู่สันติ และสำหรับคุณสมบัติ ของผู้ที่มาทำงานในพรรคนั้นต้องเป็นผู้พ้นมิจฉาชีพ 5 ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์ ค้ามนุษย์แม้เรือตรีแซมดิน จะอธิบายว่า สมณะโพธิรักษ์เป็นเพียง ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ก็ปฏิเสธอีกไม่ได้ว่า ท่านเป็นผู้กำหนดนโยบายเอง ดังที่ท่านกล่าวกับชาวอโศกว่า นโยบายอาตมาต่างจากคุณทักษิณ นายกฯ จะช่วยทำให้คนรวย ส่วนอาตมาพาคนมาจน จน อย่างเสียสละ ช่วยคนจนด้วย คุณทักษิณไม่เข้าใจอาตมาเรื่องนี้ แต่อาตมาเข้าใจ คุณทักษิณ และเห็นด้วยหลายเรื่อง
ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 พรรคเพื่อฟ้าดินได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. แต่หาเสียงโดยให้ “โหวตโน” ตามมติของพันธมิตรแทน ซึ่งเป็นที่มาของป้ายหาเสียงชุดที่เป็นปัญหานั่นเอง
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก เว็บไซต์พรรคเพื่อฟ้าดิน และ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
