ฟอร์ปส์สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ บอกบังคับใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ยกสถาบันฯเหนือความขัดแย้ง และควรปฏิรูปกฎหมาย
February 15, 2009
นิตยสารฟอร์บส์ ฉบับ เอเชีย เอดิชั่น นำภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขึ้นปกฉบับล่าสุด พร้อมนำเสนอเนื้อหาจากการให้สัมภาษณ์เขียนโดยนายอีริค เอลลิส มีเนื้อหาหลายประเด็นน่าสนใจ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของ ไทยที่มีหลากหลายทั้งในประเทศและในสื่อต่างประเทศก็ตาม
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงข้อกังขาที่บรรดานักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเคลือบ แคลงว่า จะสามารถสร้างเอกภาพขึ้นในท่ามกลางความแตกแยกได้สำเร็จหรือไม่ว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมารัฐบาลประสบความสำเร็จในการทำให้หลายๆ อย่างสงบลง ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลกลับสู่ภาวะปกติได้ แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะสามารถทำให้หายไปใน 1 เดือนหรือ 6 เดือน การชุมนุมประท้วงยังคงอยู่แต่ลดจำนวนลง รัฐบาลเองก็ไม่พยายามขยายความแตกแยกให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าประชาชนเองรู้สึกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ที่มา – Forbes.com
นายกรัฐมนตรีกล่าวกับฟอร์บส์อย่างเชื่อมั่นว่า รัฐบาล มีความมั่นคง และไม่ได้กลัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่พยายามปลุกระดมจากภายนอกประเทศ และไม่ได้กลัวกลุ่มเสื้อแดง ทหาร หรือแม้แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยย้ำว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของใคร แต่เป็นตัวของตัวเองโดยมีพันธสัญญาที่แน่วแน่ในระบอบประชาธิปไตยและการปกครองด้วยกฎหมาย และจะไม่อดทนอดกลั้นใดๆ กับการคอร์รัปชั่น
“กลุ่มเสื้อแดงสามารถรวมตัวเป็นขบวนการได้ พูดเผยแพร่ความคิดตัวเองได้ แต่อย่าละเมิดกฎหมาย เส้นแบ่งอยู่ตรงนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมกันนั้นก็ปฏิเสธข้อครหาที่ว่ารัฐบาลเตะถ่วงคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพันธมิตร เพราะทุกคดีล้วนมีความคืบหน้า ทั้งยังกำชับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าให้เป็นกลางอีกด้วย
นายกรัฐมนตรีลำดับความเร่งด่วนในการดำเนินงานของรัฐบาลว่า ลำดับแรกเป็นการฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเสถียรภาพขึ้น ถัดมาจึงเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต่อด้วยการปลดชนวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดภาคใต้และสุดท้ายคือการ ปฏิรูปการศึกษาและระบบการบริหารงานของรัฐ
ฟอร์บส์ระบุว่า ได้รับคำบอกจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มเดินเครื่องใหม่เต็มตัวในครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.5-2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ชาร์ล เก็งชอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทย เตือนไว้ว่า ถ้าหากจีดีพีไทยในปีนี้ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ถือเป็น “หายนะในทางการเมือง”
สำหรับทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์แน่นอน เมื่อฟอร์บส์ถามว่า ยุคของการก่อรัฐประหารในไทยสิ้นสุดไปแล้วหรือยัง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยส่วนตัวแล้วอยากจะตอบว่าสิ้นสุดไปแล้ว แต่ตนก็ได้บทเรียนในเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง หลังจากปี 2535 ก็คิดกันว่า การรัฐประหารเมื่อปี 2534 จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว แต่น่าเศร้าที่ต้องบอกว่าระหว่างหลายปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปกครองประเทศ ได้ลากเอาทหารกลับเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารในทุกวันนี้ ทหารได้เรียนรู้อย่างลำบากมากขึ้นและแพงขึ้นทุกทีว่า พวกเขาอาจได้รับเสียงเชียร์เมื่อเข้ามาสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ที่สุดก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะปกครองประเทศได้เลย
“ความผิดพลาดส่วนหนึ่งอยู่ที่ช่วงเวลา การปกครองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้ทหารเพื่อเป็นเครื่องมือในทางการเมือง สร้างเหตุผลหรือข้ออ้างในการรัฐประหาร ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากแง่มุมไหน ถ้าหากเรามองกลับไปในประวัติศาสตร์ของการรัฐประหาร คุณเรียงลำดับเหตุผลของผู้ก่อรัฐประหารได้เลยว่า คอร์รัปชั่นจะมาเป็นลำดับแรก, ความแตกแยก, การล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ มันเป็นอย่างนี้มาตลอด ถ้าเราขจัดเงื่อนไขเหล่านี้ออกไป ก็ไม่มีเหตุผลที่จะก่อรัฐประหารครั้งต่อไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ฟอร์บส์ระบุว่า เมื่อพูดถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และถามถึงภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นายอภิสิทธิ์ดูมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ให้ความเห็นว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ถูกตีความผิดพลาดและนำมาใช้อย่างบิดเบือน โดยเห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็น
ที่มา – มติชน, ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก Forbes
ความเห็น SIU:
เราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีความเป็นตัวของตัวเองในระดับหนึ่ง บทสัมภาษณ์นี้ในหลายๆเรื่องพูดได้ชัดเจนและส่งสัญญาณที่ดี ที่เหลือก็เพียงแต่การปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งหากทำได้จริง นั่นจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่เคยถูกกล่าวหาว่า “ดีแต่พูด” ปัญหาที่ตามมาคือแรงกดดันจากทุกฝ่ายที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นครองอำนาจ (แม้จะเป็นไป โดยมีสาเหตุหลักจากการมีศัตรูร่วมกัน) และในความเป็นจริงทุกฝ่ายที่ว่าต่างก็มีที่ทางอยู่ในรัฐบาลชุดนี้และต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสิ้น หากแต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเริ่มร้อนแรงขึ้น อีกทั้งผลประโยชน์ที่อาจมีความขัดแย้งกันในอนาคต นายอภิสิทธิ์จะเลี้ยงสมดุลต่างๆเหล่านี้อยู่ได้อย่างไร
ด้านปัญหาเศรษฐกิจ ในประเด็นการขยายตัวของ GDP ที่นายกรณ์คาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5 – 2% นั้น มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มีการอัดฉีดการใช้จ่ายจากภาครัฐลงไปราว 1.3 – 1.5% ของ GDP แต่อย่างไรก็ตามนั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า การส่งออกจะไม่เสียหายไปมากกว่านี้ และการหมุนรอบของเงิน (multiplier effect) จะต้องทำได้มีประสิทธิภาพกว่า การอัดงบประมาณมิยาซาว่าในสมัยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ซึ่งในสมัยนั้นนายธารินทร์มองว่า การอัดเงินกู้มิยาซาว่า ที่ 1% ของ GDP จะทำให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% ด้วย แต่ในความเป็นจริงการกระตุ้นทำไม่ได้ดังที่คาดเอาไว้ เพราะกลไกการอัดฉีดเงินทำผ่านหน่วยงานรัฐในสมัยนั้น ได้เกิด การรั่วไหล (leakage) ออกไปต่างประเทศหมด (ไม่ได้มีการอัดฉีดเงินลงไปยังชาวบ้านโดยตรง แต่เป็นการสร้างโครงการผ่านหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีการคอรัปชั่นสูงมาก)
Comments
One Response to “ฟอร์ปส์สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ บอกบังคับใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ยกสถาบันฯเหนือความขัดแย้ง และควรปฏิรูปกฎหมาย”
Got something to say?






1 หน้าปก เป็นหน้ามาร์ค และข้อความที่ว่า ประเทศไทย กำลังจม?
2 บทความนี้ จวกมาร์ค เต็มๆ สื่อ ต่างประเทศ รู้ภาพรวมเป็นอย่างดี
3 เตะถ่วง สมชื่อ ประชาธิปัต นายชวน ยังไง นายมาร์ค ยังงั้น
4 ตั้งแต่เอา เนวิน มาเป็นแนวร่วม ผมก็หมดศรัธาแล้ว
5 เศรฐกิจ ชาติมีปัญหา ให้งบทหารก่อน บริหาร ยังไง
6 วิธีการแก้ตัว บอกไม่อ้างสถาบัน แล้วในการให้สัมภาษณื พูดถึงบ่อยมาก
7 ปฏิวัติง่าย แต่การปกครองประเทศเป็นเรื่องยาก แล้วนโยบายที่ลอกเขามาแบบข้างๆคูๆ จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ยังไง เจ้าของกิจการเล็กใหญ่ เขาก็ดูออกหมด ว่าไม่น่าเชื่อถือ
มาร์ค ถ้าต้องการทำตัวให้สมกับคำนำหน้า ทีี่เรียกว่า นายก นาย ต้อง มีจิตใจที่เป็นธรรม กว่านี้ และพยายาม สร้างงาน มากกว่า แจกเงิน คิดถึงประชาชน ทุกระดับชั้น แน่วแน่ และนึกให้ออกถึงอุดมการณ์ ที่เคย หลงลืมไป