คาดการณ์สถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรบุกสถานที่ราชการ
August 26, 2008
สถานการณ์ด้านการเมือง ณ ปัจจุบัน สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ทาง SIU ได้ประเมินไว้ใน จดหมายข่าวคาดการณ์เรื่องการเมืองระยะยาว ฉบับที่ 3 ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2551 (หมายเหตุ: จดหมายข่าวฉบับนี้ได้ลงพิมพ์ในประชาไทด้วย)
เปรียบเทียบการประเมินในจดหมายข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน
- กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ไม่ส่งผลดีกับ พ.ต.ท. ทักษิณ และ พรรคพลังประชาชน :
มีการฟ้องยึดทรัพย์ - พ.ต.ท. ทักษิณเลือกลี้ภัย :
พ.ต.ท. ทักษิณ เลือกเดินทางไปยังอังกฤษหลังจากเดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศจีน และส่งแถลงการณ์ว่าจะไม่กลับเข้าประเทศ - สมัครจะยังไม่เลือกยุบสภา :
ยังไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น - ปราสาทพระวิหารจะลดความร้อนแรงลง :
สถานการณ์ลดความตึงเครียดลง มีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย - จะยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ :
ยังไม่มีการรณรงค์แก้ไขจากรัฐบาล หรือยื่นเป็นกระทู้ - กระทรวงการคลังจะขัดแย้งกับธนาคารแห่งประเทศไทย :
มีกระแสข่าวขัดแย้งกันเกิดขึ้นจริง แต่ภายหลังพระราชดำรัส ท่าทีของกระทรวงการคลังออกมาประนีประนอมมากขึ้น - มีความเสี่ยงแตกหัก การนัดหยุดงาน, ชุมนุมใหญ่, ระเบิด :
พันธมิตรฯประกาศอารยขัดขืนขั้นสูงสุด ยึด NBT, ยึดทำเนียบ และเข้าไปยึดพื้นที่หน้า ก.คลัง
บทวิเคราะห์คาดการณ์ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงล่วงหน้า สะท้อนถึงทฤษฎีและข่าวกรองที่ถูกต้อง
คาดการณ์สถานการณ์ระยะต่อไปดังนี้
ยุทธศาสตร์ของพันธมิตรฯ
- พยายามยั่วยุให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงตอบโต้ + สร้างภาพให้เกิดความวุ่นวายและรัฐบาลปฏิบัติงานไม่ได้
- หากยั่วยุไม่สำเร็จจะชุมนุมยืดเยื้ออย่างต่ำ 3 วัน แต่ปัญหาคือ แกนหลักเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งจะเช้าไปเย็นกลับและไม่ทนการชุมนุมนานๆ (คนที่ชุมนุมนานๆ จะเป็นพวกสันติอโศก)
ความเชื่อของพันธมิตร วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า หากรัฐบาลปฏิบัติภารกิจไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมกลไกราชการได้ ก็จะต้องลาออก หรือมีรัฐบาลชั่วคราว หากปราบ ก็จะพบกับการลุกฮือของฝูงชนซึ่งเหมือนกรณี 14 ตุลา, พฤษภาทมิฬ แต่ตอนนี้เชื่อว่ายังเป็นไปได้ยากเพราะจำนวนคนน้อยเกินไป (1-2 หมื่นคน ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรอง) การกดดันให้ได้ผลมากกว่านี้ต้องใช้คนอย่างต่ำ 100,000 คนขึ้นไปและโฟกัสเป็นจุด มากกว่าดาวกระจาย
ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล
- รัฐบาลจะไม่ใช้กระบวนการรุนแรงในการจัดการกับพธม. เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดการขยายผล
- หากการชุมนุมยืดเยื้อ และคนยังเยอะ รัฐบาลอาจจะต้องตอบโต้ด้วย รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
- รูปแบบแรง ประกาศ พรก. ฉุกเฉิน, จับกุมแกนนำ
- รูปแบบเบาสมัครลาออก หรืออาจจะยุบสภา
- แต่น่าจะเป็นยื้อไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอดทนไม่ได้มากกว่า รัฐบาลน่าจะใช้วิธีว่า ถ้าโดนยึดทางนี้ ก็ใช้ช่องทางอื่นปฏิบัติหน้าที่แทน ทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีผลกระทบ
ความเชื่อของรัฐบาลวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า พันธมิตรฯ หมดเงินทุนเคลื่อนไหว ซึ่งจะมีผลกระทบโดยเฉพาะ การออกอากาศของ ASTV ซึ่งเป็นอาวุธหลัก
ยุทธศาสตร์ของฝ่ายทหาร
- ทหารปีกอนุพงษ์จะไม่ออกมารัฐประหาร เนื่องจากไม่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล การรัฐประหารในช่วงนี้เสี่ยงเกินไป และไม่ได้รับผลประโยชน์ เทียบกับผลตอบแทนที่ได้งบจากทหาร เพิ่มขึ้น 11.9% และสมัครให้อิสระอนุพงษ์ในการจัดโผเต็มที่
ปฏิกิริยาของกลไกรัฐ
- การประปานครหลวง และการไฟฟ้านครหลวง เตรียมรับมือกรณีโดนตัดน้ำไฟ หากมีเหตุเกิดขึ้น จะแก้ไขภายใน 30 นาที
- NBT เตรียมแผนรับมือกันการเชื่อมสัญญาณจาก ASTV ซึ่งหาก ASTV ทำได้จะเป็นสัญลักษณ์ว่าการรัฐประหารโดย uprising มีผลในเชิงจิตวิทยา
ปฏิกิริยาชนชั้นกลางและสื่อ
- สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ประณาม 80 พันธมิตรฯ ที่ใช้อาวุธ + เข้ายึด NBT ควรใช้วิธีและกลไกตามกฎหมาย
- ชนชั้นกลางมีความเห็นว่าทำให้สังคมวุ่นวาย และตลาดหุ้นตก
สรุป: คาดการณ์ยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย
จะออกมาเป็นชุมนุมยืดเยื้อ ตามจุดต่างๆ จนกว่าพันธมิตรฯ จะเปลี่ยนเกมส์อื่น
Comments
50 Responses to “คาดการณ์สถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรบุกสถานที่ราชการ”
Got something to say?




ขอแบบตอนจบเลยได้ป่าว?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1219764862&grpid=01&catid=01
ต้องพิจารณาแฟคเตอร์ตัวแปรอีกตัว ที่อาจเป็นคีย์ในการเปลี่ยนเกมได้
ถ้าคิดว่าสมัครแอนด์เดอะแก๊งได้สถาปนาตนเอง และตีจากทักสินไปแล้ว สมการอำนาจตอนนี้ควรจะกลายเป็นอย่างน้อย 3 ฝ่าย(หรืออาจจะเรียกว่า 4 ก็ได้) และถ้าทักสินต้องการกลับประเทศโดยการแก้รัฐธรรมนูญ ช็อตนี้อาจถือเป็นโอกาสสำคัญ โดยการลงมือตัดสมัครออกจากสมการ (โกวิดที่มีทีท่าจะล้อมปราบนี่แหละที่อาจจะเป็นเบี้ยของทักสิน) ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีในระยะยาว
ผมไม่รู้ว่า “จดหมายข่าว 3″ ถูกต้องหรือผิดพลาด
คงต้องให้อนาคตตัดสิน
แต่ที่รู้แน่ๆ คือ คุณกานต์ทำงานหนักมาก
ปิดมือถือ ทิ้งทุกอย่าง เพื่อความนิ่งสงบและสมาธิในการทำนายอนาคต
Meditation
ทิ้งไว้ให้ประวัติศาสตร์ช่วยประเมินผลงาน
ประเทศยุคใหม่ต้องการระบบการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพสูง และหลายๆประเทศใช้เงินลงทุนเพื่อการนี้อย่างมหาศาล
ในสงครามโลกครั้งที่สอง games theory มีบทบาทในการตัดสินผลชี้ขาดสงครามที่ดูคู่คี่และยืดเยื้อหลายครั้งจนทำให้ในที่สุดมีผลเปลี่ยนทิศทางของสงคราม
ในสถานการณ์สงครามอุดมการณ์ในปัจจุบัน ข่าวสารถือเป็นอาวุธชิ้นหนึ่ง มีทั้งข่าวปล่อยเพื่อหวังผลเชิงจิตวิทยา แต่ในข่าวที่ท่วมท้นพื้นที่สารสนเทศก็มีข้อมูลที่ทุกๆฝ่ายสามารถหยิบมาใช้ประโยชน์ได้ แต่แน่นอนผู้ที่ติดตามข่าวการเมืองโดยไม่หาวิธีสอบข้อมูลเบื้องลึก และสอบกับข้อมูลภาคสนาม ย่อมตกเป็นเหยื่อของสงครามสารสนเทศ
ประสบการณ์ที่ผมเข้าไปร่วม “งานภาคสนาม” หลายครั้ง สอนผมให้เรียนรู้ว่าในปัจจุบันนี้ ข่าวที่ถูกเสนอออกมาตามสื่อมวลชน เป็นข่าวปล่อยหวังผลทำลายฝ่ายตรงข้ามก็มาก อย่าว่าแต่คนที่ตามข่าวทั่วไปเลย กระทั่งนักวิเคราะห์มืออาชีพในตลาดหลักทรัพย์ที่สอบผ่านวุฒิบัตร ยังวิเคราะห์การเมืองผิดพลาดไม่เป็นท่า เมื่อพื้นฐานการวิเคราะห์สถานการณ์เบี่ยงเบนแล้ว สำมะหาอะไรกับการชี้ชวนไปถึงระบบเศรษฐกิจที่อิงกับการเมืองอย่างมากในช่วงนี้ และไปจนถึงการลงทุน?
ส่วนตัวผมเชื่อว่า ความสามารถในการคาดการณ์และพยากรณ์อนาคตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ อยู่ภายใต้ความสามารถของมนุษย์ ขอเพียงแต่เลือกใช้ทฤษฎี และข่าวกรองที่ถูกต้อง เมื่อนั้นผลของการพยากรณ์ก็จะตัดสินโดยตัวของมันเอง
แต่ผมก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า สังคมไทย ไม่ได้ให้คุณค่ากับการคาดการณ์อนาคตเช่นนี้มากนัก คนไทยยังพึ่งดวงดาว โหราศาสตร์ หมอดูในการทำนายอนาคต คนไทยให้ความเชื่อถือนักวิเคราะห์รายวัน ที่คาดการณ์ผิดรายวัน แล้วก็คาดการณ์ใหม่โดยไร้ความรับผิดชอบ คนไทยยังคงเชื่อ “แหล่งข่าวซุบซิบ” โดยไร้แหล่งที่มา และเหมาเอาว่านั่นเป็นเรื่องจริง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงพัฒนาของคลื่นลูกที่สามในสังคมในยุคใหม่ ผมเชื่อว่า ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บงการตัดสินการเปลี่ยนแปลงโดยลำพังกลุ่มพวกตนได้อีกต่อไป และไม่มีฝ่ายใดที่สามารถกระทำการทุกอย่างโดยปราศจากขีดข้อจำกัดใดๆ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นผลลัพธ์ร่วมของกิจกรรมของทุกๆฝ่าย สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งส่งผลให้เห็นชัดขึ้นในอนาคตยิ่งขึ้นทุกที
ด้วยเหตุผลที่เล่ามานี้ บางครั้งผมจึงเคี่ยวกรำทีมงานทุกท่าน ให้ไตร่ตรองและถกเถียงอยู่บนพื้นฐานของ หลักทฤษฎี ข้อมูลข่าวกรอง (ไม่ใช่คิดเองเออเอง) และการถกเถียงที่ใช้ตรรกะอย่างเป็นเหตุเป็นผล อาจดูตึงเครียด และ realistic เกินไป แต่ก็เพื่อผลสุดท้าย ที่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นตัวตัดสินคุณภาพของมันเอง
เสียดายแต่ว่า สังคมไทย ยังขาดการประเมิน “คุณภาพของงานคาดการณ์ และงานวิเคราะห์” อยู่มาก เราไม่มีใครที่คอยตรวจสอบงานวิเคราะห์แต่ละชิ้น ว่าเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว และตรวจประเมินย้อนหลัง ถูกต้องเที่ยงตรงกับความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์
เรายังรื่นรมย์กับ ความคิดที่ว่า “เมืองไทยนี้ดี และร่มเย็นเป็นสุขมานาน” จนลืมไปว่า ในยุคหน้า ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองระดับโลก และการแข่งขันเชิงการค้าระหว่างประเทศ หาได้มีที่ว่างเหลือไว้ให้ ความคิดรื่นรมย์อันใดอีก
มิพักต้องพูดถึง ความฝันที่จะผลักดันประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา ให้มีความก้าวหน้าและยืนหยัดอยู่ได้เคียงข้างประเทศที่พัฒนาแล้วในสถาปัตยกรรมโลกยุคใหม่
จดหมายข่าวยังคงจะออกต่อไป ตามเท่าที่กำลังและข้อจำกัดของเรามี
แต่หากไม่ได้รับการตอบสนองจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม เราก็คงจะต้องพิจารณาตัวของเรา
และเลือกกำหนดทรัพยากรของเรา ทั้งส่วนตัวผม และทั้งทีมงาน ให้เป็นประโยชน์และตรงกับความต้องการของตลาดมากกว่านี้
นี่ก็เป็นความจริงอันหนึ่ง ที่แม้จะปวดร้าว เราก็ต้องยอมรับมันครับ
ด้วยความนับถือทุกท่าน.
คำพูดของคุณกานต์ที่บอกว่า
“เรายังรื่นรมย์กับ ความคิดที่ว่า “เมืองไทยนี้ดี และร่มเย็นเป็นสุขมานาน” จนลืมไปว่า ในยุคหน้า ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองระดับโลก และการแข่งขันเชิงการค้าระหว่างประเทศ หาได้มีที่ว่างเหลือไว้ให้ ความคิดรื่นรมย์อันใดอีก”
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก หรือกล่าวให้ถูกคือตรงกับความรู้สึกที่ตนเชื่อมานานแล้วมากกว่า แต่ด้วยความที่อายุยังน้อย หรือประสบการณ์ยังน้อยครับ จึงไม่ทราบว่าเราควรที่จะเตรียมตัวอย่างไรครับ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าการเมืองภายในประเทศของเรา ใครจะเลือกฝั่งใดก็ตาม พันธมิตร ทักษิณ อำมาตยา แต่สุดท้ายเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระดับโลกก็ยังคงบีบเราเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่องอยู่ดี ประชาชนภายในประเทศต้่องเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดเพื่อต้านศึกภายนอกด้วย
คงต้องขอให้คุณกานต์ช่วยขยายความเพิ่มเติมด้วยครับ จะได้นำไปพิจารณาและปฏิบัติตาม
ซินแสประจำตัวผมตั้งข้อสังเกตุสถานการณ์เมื่อวานไว้ดังนี้
ดวงไทยเมื่อวาน ลัคนาอยู่ราศีเมษ ดาวอังคารอยู่ราศีกันย์ เป็นอริ แถมราหู เข้าราศีมังกร เป็นกัมมะ กลายเป็นอันธพาลรับกรรม การต่อสู่ ไม่สำเร็จผล ดาวอังคารอยู่ราศีกันย์เป็นธาตุดิน ดาวอังคารเป็นธาตุลม กลายเป็นฝุ่นกระจายไม่เกิดผล
และดันแถวโคราชไปปิดถนนอีก คิดได้ไง เดือนนี้ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโหงวอึ้งเกียลักสือ ทำไปก็เจ็บตัวปล่าวๆ และคิดดูทางชุมพร ประจวบยิ่งไม่ควรทำ เพราะไปทางใต้ ปีนี้ทิศใต้ติดตั้ง 3 ตัว ทิศแตกสลาย ทิศอสูร แถมมีดาวเบญจภูติอีก เลยต้องเข้าตัวเต็มๆ
คุณยศวัฒน์ แซวผมเรื่องที่ผมกล่าวหาว่าคนไทยเชื่อหมอดู 555
จริงๆ ผมไม่ถึงกับปิดกั้นหรอก บางทีคนโบราณอาจจะมีศาสตร์นี่น่าเชื่อถือก็ได้ ตัวอย่าง มวยไทยโบราณ กังฟู ไอคิโด ยิวยิตสู ก็เป็นศิลปะการป้องกัน หยิบยืมใช้แรงอย่างชาญฉลาด แต่จะบอกว่าถึงขั้นเหาะเหิรเดินอากาศ ปล่อยแสง ผมขอไม่เชื่อครับ
เพียงแต่ว่า เรามีการตรวจสอบความถูกต้องของ “องค์ความรู้นั้นๆ” อย่างเป็นระบบหรือไม่ครับ?
ไม่ว่าจะเป็นคำนายที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ หมอดู ซินแส หรืออะไร ต้องมีการประเมิน (และให้คะแนน) อย่างเป็นระบบ ว่าก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้น และหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น จริงไม่จริง ถูกไม่ถูก มากน้อยเพียงไร
เร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เอาคำทำนายของ “โสรัจจะ” มาลง แล้วอ้างใหญ่โตว่า เขาทำนายถูกเรื่องไทยขัดแย้งกับเขมร แต่ถ้าใครเคยไปสอบดูคำทำนายย้อนหลังเขาจริงๆ ไม่ว่าจะปีนี้ หรือปีไหน ดูเหมือนว่าเขาจะสุ่มเอา อุปัทวะเหตุเภทภัยต่างๆ ลงแต่ละเดือน เช่นเดือนนี้คนดังตาย เดือนนั้นน้ำท่วม แผ่นดินไหว เดือนโน้นสงคราม จราจล ฯลฯ เอาเข้าแบบนี้มันก็ต้องถูกเข้าสักวันแหละครับ แล้วก็แปลกที่หนังสือพิมพ์มักจะเอาช่วงที่ถูกมาลง แล้วหลงลืมช่วงที่ผิดพลาดไป
ผมยังเคยตามคำทำนายของหมอที่ “ฟันธง” ดูเหมือนแรกๆ เขาจะถูกต้อง แต่ตอนหลังเขาผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ซึ่งผมคิดว่านอกจากการให้คำนายแบบเชิงจิตวิทยา ยังมีการใช้ข่าวสารวงในมาคาดเดาอีกด้วย
มาตรงนี้ผมขอตอบคุณ vajira ว่าขอบคุณที่เข้าใจและเห็นด้วย
ช่วงแรกผมต้องขอบอกว่า ผมอาจจะมีทัศนคติที่เอนเอียงไปบ้าง แต่เมื่อลงภาคสนาม สัมผัสข้อมูลจริง ผมถึงพบกับข้อเท็จจริงบางอย่าง และมีความเห็นใจ “ตัวละคร” รวมทั้ง “มวลชน” ในคู่ขัดแย้งทั้งคู่ ณ เวลานี้มากขึ้น
ส่วนตัวผมเห็นว่า คนไทยทั้งหลาย สามารถร่วมมือกันผลักดันประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปกว่านี้ ร่วมมือกันแทนที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันเอง แต่ทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์และถูกต้อง ผมไม่แน่ใจว่าในเวลาเลือดเข้าตาแบบนี้ จะยังมีหนทางหักห้ามความขัดแย้งครั้งนี้โดยปราศจากความรุนแรงได้หรือไม่ (ผมหวังว่าได้ และส่วนตัวก็ทำอะไรไปหลายอย่างเท่าที่กำลังผมพอจะทำได้ เพื่อหวังว่ามันจะยุติความรุนแรง)
จบความขัดแย้งครั้งนี้ ผมหวังว่าเราคงไม่บาดเจ็บ เสียหายอะไรมากเกินไป และเอากำลังที่มีอยู่มาต่อสู้ในสมรภูมิระดับโลก
ซึ่งสำหรับปัจเจกบุคคล คงต้องเริ่มจากพยายามคิดเชิงตรรกะ และเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น แสวงหาความรู้ให้มากที่สุด ที่สำคัญหาวิธีวัดผลตัวเรา เทียบกับคู่แข่ง (ถ้าระดับประเทศก็ต้องวัดกับคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้าน) และหาวิธีปรับปรุงตนเองและพัฒนาอย่างจริงจัง
ผมคิดว่าข้อแนะนำใน “ส่วนสังเคราะห์เชิงกลยุทธ์” ของจดหมายข่าวทั้งสองฉบับ ซึ่งคุณเจริญชัยมีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างสรรค์ขึ้นมา เป็นข้อแนะนำที่ดีครับ
สวัสดีครับ มารายงานตัวช้า อย่าพึ่งน้อยใจนะคับ ไม่ใ่ช่ไม่สนใจจดหมายข่าวนะครับ แต่ว่ารูปแบบมันบริโภคยากกว่าวีดีโอหนะครับ วีดีโอเป็นเหมือนอาหารเด็ก ไม่ต้องเคี้ยว กลืนอย่างเดียว แต่จดหมายข่าวนี่เป็นเหมือนยา มีประโยชน์มาก แต่กลืนยากครับ
ขอบคุณทีมงานมากๆ นะครับ โดยเฉพาะคุณกานต์ที่ติดตามสถานการณ์ และมีบทวิเคราะห์ชั้นดีอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เวลามีไม่มาก ผมคิดเหมือนคุณกานต์และคุณ vajira ครับ ผมรู้สึกว่าระดับของประเทศเราในเวทีโลกลดต่ำลงเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ในต่างแดน มีเืพื่อนต่างชาติเยอะๆ ยิ่งเห็นชัด เราก็ไม่ได้ต่างไปจากแอฟริกานักหรอกครับ คนไทยก็น่าจะรู้ได้นะ วันนี้เราแพ้มาเลเซียไปแล้วด้านศก. บ.ใหญ่ๆ ไปลงทุนในมาเลย์มากกว่าบ้านเรา เพราะว่าเมเลย์เจริญกว่าในด้านเทคโนโลยี ตอนนี้เวียดนามก็กำลังพัฒนาตามเรามาห่างๆ แต่เราก็ไม่ควรพอใจ ส่วนเขมรนั้นก็มีบทบาท และอำนาจต่อรองในเวทีโลกขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าใครๆ ก็สนใจในบ่อน้ำมันเขมร และโอกาสในการเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ ส่วนไทยเรา นั้นได้แต่นิ่งนอนใจ และไม่เคยคิดเลยว่าเราจะปรับตัวอย่างไร ผมหวังว่าเราคงไม่ต้องไปแข่งกับพม่านะครับ
ซอแซวหน่อยนะครับ คุณกานต์บอกว่าอย่าเชื่อไสยศาสตร์ แต่คุณยศวัฒน์มาเปิดประเด็นเรื่องดวงต่อเลย
ล้อเล่นนะครับ ผมให้ความนับถือความคิดเห็นของคุณยศวัฒน์เหมือนกัน ผมไม่ดูถูกในสิ่งที่ไม่รู้ครับ ในโลกนี้มีสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมากมายครับ
เรื่องยึดทำเนียบนี่ ผมมีความคิดเห็นว่าพันธมิตรเปิดเกมส์ลุกหนักเลย เหมือนกับการบุกไปยึดทำเนียบขาวหนะครับ เรียกว่ากะจะบีบให้รัฐบาลจนมุม ต้องลาออก หรือไม่ก็ทำอะไรซักอย่าง ซึ่งอาจจะกลับมาเข้าทางพันธมิตร ส่วนที่ยึดที่ต่างๆ ได้ง่าย ผมคิดว่ารัฐบาลก็เปิดโอกาสให้พันธมิตรครับ เพราะจะให้พันธมิตรเข้ากับดักตัวเอง จะได้หาข้อกฏหมายเล่นงาน รัฐบาลก็ฉลาดนะครับที่ใช้วิธีการทางตุลาการ ทั้งขอหมายจับแกนนำ ขอให้ศาลแพ่งไต่สวนให้พันธมิตรออกจากทำเนียบ ถ้าพันธมิตรขัดขืน ก็ทำลายความน่าเชื่อถือของพันธมิตรเอง ที่เรียกร้องมาตลอดให้คุณทักษิณยอมรับคำตัดสินของตุลาการ รวมทั้งทำลายความน่าเชื่อถือของตุลาการด้วย
ในการเข้ายึดที่่ต่างๆ พันธมิตรก็ใช้พิชัยสงครามซุนวูได้ยอดเยี่ยมนะครับ พลตรีจำลองวางแผนซ้อนแผนได้เยี่ยม สมเป็นทหารเก่า ล่อหลอกไปโน่นไปนี่แล้วเข้ายึดทำเนียบ เรียกว่าเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์เลย มันคงไม่ได้ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้หรอกครับ แต่มันทำให้ทุกคนต้องมาสนใจ ตอนนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวแล้ว ไม่เหมือนตอนอยู่ที่มัฆวาน ผมไม่รู้ว่าทีวีเป็นไง เพราะว่าไม่มีให้ดูครับ แต่ผมไม่คิดว่ารัฐบาลฉลาดน้อยกว่าไม่ทันเกมส์หรอกนะครับ ผมว่าเค้าจงใจมากกว่า
สรุปคือต่างคนต่างจดๆ จ้องๆ ครับ ยังถือว่าเสมอกันอยู่ น่าจะยึดเยื้อ คราวนี้จะต้องตัดสินกันด้วย Tie breaker แล้วครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอะไร ผมยังไม่ฉลาดขนาดที่จะบอกได้ครับ ผมได้แต่เดาว่ามันจะตัดสินกันตรงที่พันธมิตรบอกว่าคนสนับสนุนตนทั่วประเทศเยอะนั้นจริงไหม ถ้านัดหยุดงานทั่วประเทศได้็ก็จบด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรคับ ถ้าไม่งั้นก็คงจะชนะยาก ในระยะยาวน่าจะแพ้
ส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่าปัญหาการเมืองเรามาจากนักการเมืองเลวนะคับ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันมาจากคนไทยเราเองต่างหาก ที่จำนวนมากไม่มีความรู้ และอีกจำนวนมากไม่มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ์ของตัวเอง ในประเทศที่เจริญแล้ว ไม่มีหรอกคับที่เค้าจะปล่อยให้นักการเมืองเลวลอยนวล พอคนมีคุณภาพ ระบบก็จะดีและทำงานได้จริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่แต่ในกระดาษ อย่างน้อยการชุมนุมของพันธมิตรคราวนี้ก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางทัศนคติเรื่องนี้บ้าง ประเทศเราจริงๆ แล้วมีปัญหาเรื่องการเมืองมานาน เราอาจจะต้องการยาแรงเพื่อมาแก้ แต่ผมไม่เชื่อว่าการนองเลือดเป็นยาชนิดนั้นนะครับ สรุปแล้วอย่า “นองเลือด” เลย
ในประเด็นอื่น ขอพักการแสดงความเห็น เพราะกลัวคนอื่นจะเบื่อหน่าย
แต่ประเด็นที่ขอเห็นต่างนิดนึงในจุดนี้ คงไม่ว่ากันนะคุณ vajara
“เรายังรื่นรมย์กับ ความคิดที่ว่า “เมืองไทยนี้ดี และร่มเย็นเป็นสุขมานาน” จนลืมไปว่า ในยุคหน้า ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองระดับโลก และการแข่งขันเชิงการค้าระหว่างประเทศ หาได้มีที่ว่างเหลือไว้ให้ ความคิดรื่นรมย์อันใดอีก”
โดยส่วนใหญ่ คนเรามักเชี่ยวชาญศาสตร์สาขาเพียงจำกัด
แต่สำหรับผมที่พอจะมีความรู้ด้านศิลปะอยู่บ้าง
ขอค้านเต็มประตู
การที่เราต้องแข่งขันบนเวทีโลก ต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจนั้น
ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความรื่นรมย์ไม่ได้
เรามองเวลาแบบแยกส่วน ว่าถ้าเอาเวลาไปต่อสู้แล้ว เราก็จะมีเวลาเหลือสำหรับความรื่นรมย์น้อย
จริงๆแล้ว มิติของความรื่นรมย์นั้นซ้อนทับกับมิติของการแข่งขันและมิติของชีวิตประจำวัน
การแข่งขันอาจกระตุ้นอะดรีนาลิน ทำให้คนเราตื่นเต้นมีชีวิตชีวา การได้รู้เรื่องราวความโหดร้ายของการต่อสู้ ก็อาจมีความงามซ่อนอยู่
สังเกตว่า “วรรณกรรมคลาสสิคระดับโลก” มักนำภาพความโหดร้ายของชีวิต ความตาย ความขัดแย้งหวาดกลัว มาทำให้เป็นศิลปะสูงส่ง
หนังดีจำนวนมากก็มีเนื้อหาถึงความไม่น่าอภิรมย์ของชีวิต แต่กลับใช้เสน่ห์ศิลปะขั้นสุดยอดเพื่อให้ผู้ชมดื่มด่ำ
ส่วนไอ้เรื่อง “เมืองไทยนี้ดี และร่มเย็นเป็นสุดมานาน” นั้น มันเป็นเรื่องไม่จริงอยู่แล้ว เพราะคนยุคก่อนลำบากจะตาย ส่วนเรื่องการเมืองและแข่งขันนั้น ก็มีวิธีการรุนแรงอย่างในปัจจุบันมากมาย เช่น ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ฟันคอริบเรือน
แต่ท่ามกลางชีวิตแบบนั้น ก็ยังมีวรรณคดีและขีวิตที่รื่นรมย์
ลิลิตพระลอ คือ วรรณกรรมชิ้นเอก งดงามสุขสลดสดชื่น
เข่นเดียวกับในปัจจุบัน แม้ชีวิตจะสุขสบาย แต่ก็มีความเบื่อหน่ายเซื่องซึม ชีวิตซ้ำซาก แต่ในความหดหู่นั้น ก็มีคนมาแต่งนิยายให้รื่นรมย์
Norwegian Wood คือ นิยายประเภทนั้น
จริงๆแล้ว มิติของศิลปะซ้อนอยู่กับสังคม ดังนั้น ความโหดร้ายของชีวิต ก็อาจมีความงดงามรื่นรมย์ได้
ผมขอแซวคุณเจริญชัยหน่อยว่า ริบบาตรฟันเรือน ไม่ได้เป็นเรื่องที่ ชาวบ้านชาวช่องทั่วไปรู้กัน พวกเขารู้เพียงว่า “ผู้มีบุญถึงมีอำนาจ หมดบุญก็หมดอำนาจ”
ลิลิตพระลอ เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกจริง แต่ถูกขับกล่อมแสดงอยู่ในราชสำนัก
วรรณกรรมสำหรับชนชั้นกลางเพิ่งแพร่ออกมายัง “ชนชั้นกระฎุมพี” (ที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางด้วยซ้ำ) เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ ด้วยบทกลอนอย่างของ สุนทรภู่ ดังที่ได้บรรยายโดยหนังสือ “ปากไก่และใบเรือ” อันลือลั่นของ อาจารย์ นิธิ
อย่าว่าโน่นนี่เลย ผมว่าแม้แต่โคลง “หะหายกระต่ายเต้นชมแข” ของศรีปราชญ์ ก็แต่งขึ้นเพื่อการในเป็นส่วนมาก หาได้เป็นไปเพื่อประชาชนโดยทั่วไป
นางในแห่งเจ้านครศรีธรรมราช ดูแคลนศรีปราชญ์ว่า
ศรีปราชญ์ยินแล้วก็โต้ว่า
แต่นี่ก็ยังสำรองไว้เพื่อการใน อีกนานกว่าจะเผยแพร่เพื่อประชาชนทั่วไปครับ
แต่ในทางตรงกันข้าม
พวกศิลปินที่หมกมุ่นในศาสตร์ของตนเอง
ก็มักจะมองโลกที่เป็นจริงโดยปราศจากความเข้าใจ
ถึงกับมีอาจารย์ที่ผมนับถือท่านหนึ่งที่เป็นยอดปราชญ์ทางวรรณกรรม
เสนอแนวคิดเล่นๆว่า
โลกนี้จะสวยงามโชติช่วงไม่มีการเบียดเบียน
หาก “ศิลปิน” ได้เป็นผู้ปกครอง
เพราะศิลปินนั้น ไม่มีความโลกในทรัพย์สินเงินทองวัตถุ
ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง คือ ศิลปินไม่โลภ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ภายใต้การปกครองของเขาจะเกิดสิ่งดีงาม
นี่คือ ความเห็นของนักวรรณกรรม ที่ไม่เข้าใจโลกทางสังคมศาสตร์
เขาคิดเพียงว่า ความเลวร้ายของสังคมมาจากการฉ้อฉล แต่เขาไม่ได้มองว่า ทำไมจึงเกิดการฉ้อฉล ด้วยบริบทอะไร
ทำไมในอดีตผู้นำที่เป็นคนดี จึงไม่สามารถบริหารประเทศได้ บางทีก็ถูกโค่นล้มราชบัลลังก์
(ยิ่งกว่านั้น ศิลปินที่เป็นกษัตริย์ก็มีหลายองค์ แต่ล้วนทำให้ราชวงศ์ล่มสลาย แสดงว่าคนแสดงความคิดนี้ ยังศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ลึกซึ้งเพียงพอ)
พูดง่ายๆ คือ สังคมศาสตร์ ก็มีวิธีการมองโลกอีกชุดหนึ่ง ไม่เหมือนกับ ศิลปะ เช่นเดียวกับ วิทยาศาสตร์
การเอาความคิดที่ลึกซึ้งของศาสตร์แขนงหนึ่งมาตัดสิน จึงอาจสร้างความผิดพลาดได้มากมาย
แต่ที่ซับซ้อนกว่านั้น คือ ในบริบทหนึ่งๆ อาจมีทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ซ้อนทับกันอยู่ การที่เราจะแก้ปัญหาหรือวิเคราะห์ออกมาได้ จำเป็นต้องมีความรู้ทั้ง 3 สาขา และใช้ผสมผสานอย่างเหมาะเจาะลงตัว
แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
ปล. ในอดีต แม้พวกผมจะศึกษามาทางสังคมศาสตร์ แต่พวกเราก็ไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย มักสอนวิชาสังคมศาสตร์ ด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ ทำให้พวกเราเชื่อตามมา
มรดกอย่างหนึ่งที่ผมสงสัยมานาน แต่ไม่ได้รับคำตอบ คือ ทำไม “ของดี” จึงไม่ถูกเลือก แต่บัดนี้ผมรู้แล้ว มันต้องมีทั้งการตลาด ศิลปะการขาย รวมถึงการสั่งสมชื่อเสียงบารมี และ Connection ซึ่งพวกนี้ต้องอธิบายด้วย สังคมศาสตร์ Phronesis ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สังคม ที่นักวิชาการภูมิใจ ทั้งในทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
MBA ดูจะเป็นศาสตร์เดียวที่มีความเป็นสังคมศาสตร์ Phronesis มากกว่า เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ที่พยายามจะเป็น Social Science ทำให้นักเรียนหลงทิศผิดทาง
ผมไม่ได้บอกว่า MBA ดีกว่า เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ แต่ผมบอกว่า สองวิชาหลัง สอนผิดวิธี แต่มันก็มีประโยชน์บางประการ แต่เวลาประยุกต์ใช้จะต้องมีวิธีคิดแบบ Phronesis
คุณกานต์ ยังมองในมุมของการเมือง
จริงๆ ผมก็วิเคราะห์ในเชิงนี้ได้
และผมก็อ่านงานเชิงนี้มาเยอะแล้ว
แต่ผมอยากให้พิจารณางานของศรีปราชญ์ เจ้าฟ้ากุ้ง ฯลฯ
ด้วยความซาบซึ้งในศิลปะ
ปล่อยวางความคิดทางการเมืองลงบ้าง
นี่แหละคือ ความรื่นรมย์
เช่นเดียวกัน ผมก็ไม่เห็นด้วยกับพระมหากษัตริย์หรือฮ่องเต้บางองค์ ที่เชิดชูศิลปิน แบบให้มีตำแหน่งทางการเมือง มันเป็นการใช้งานผิดประเภท จริงๆ ให้มีตำแหน่งพอได้ แต่อย่าให้มีอำนาจบังคับบัญชา
หากเราสามารถมองดวงดาว จักรวาล และชีวิต ด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
สามารถพิจารณา สังคม มนุษย์ ด้วย Phronesis
และซาบซึ้งดื่มด่ำกับวรรณกรรมวรรณคดีด้วยความงามซาบซึ้งในจิตใจ Art
ผมว่าโลกจะรื่นรมย์กว่านี้
แต่เรามักจะมาไขว้ปนกัน จนสับสนไปหมด
จริงๆ เวลาผมพิจารณาอะไร ผมเอามาไขว้หมด เพียงแต่ว่า ผมมีความเข้าใจในวิธีคิดของทั้งสามศาสตร์ ผมจึงไม่สับสน
ที่พูดมา เพียงแค่แลกเปลี่ยน และอยากให้แฟนรายการมีความซาบซึ้งกับความยิ่งใหญ่ของทั้งสามศาสตร์อย่างแท้จริง ด้วยมุมมองและ Methodology ของวิชานั้น
Sublime 555
ผมขอแซวคุณเจริญชัยหน่อยว่า ริบบาตรฟันเรือน ไม่ได้เป็นเรื่องที่ ชาวบ้านชาวช่องทั่วไปรู้กัน พวกเขารู้เพียงว่า “ผู้มีบุญถึงมีอำนาจ หมดบุญก็หมดอำนาจ”
ผมอยากวิเคราะห์ประเด็นละเอียดอ่อนตรงนี้
ผมคิดว่า คนในยุคไหนๆ แม้แต่ชาวบ้านก็ evil เพียงแต่ว่า ฝ่ายซ้ายก็มาใช้โฆษณาให้คนลุกขึ้นต่อต้านผู้ปกครอง ด้วยการมองว่า ชาวบ้านถูกครอบงำทางอุดมการณ์หมดแล้ว เช่น “ผู้มีบุญถึงมีอำนาจ หมดบุญก็หมดอำนาจ”
ผมว่า จริงๆแล้ว ชาวบ้าน 20 % ก็รู้ว่า “เหนือหัว” ครองราชย์ได้เพราะอำนาจ ไม่ใช่เพราะบุญ เพียงแต่ว่า คนเหล่านี้แค่คิดในใจ ไม่ได้พูดผ่านสื่อ
สรุปก็คือ คนในสังคมก็ดำรงชีวิตตาม Phronesis มันมีบริบทความ Rational ของตนเอง ไม่ได้มีใครจงรักภักดีต่อใครจริงๆ การครอบงำทางอุดมการณ์นั้นทำได้ระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว แต่ละคนก็ปรับตัวตามประโยชน์ ที่ชาวบ้านยอมรับเรื่องบุญนั้น ก็เพราะสอดคล้องกับประโยชน์ของเขา ถึงแม้จะโดนกดขี่ ก็ยังดีกว่าตาย ดังนั้น จึงต้องแกล้งเออออเรื่องบุญไป (แน่นอนว่า มีคนที่เชื่อจริง แต่ถ้าเลียงการเสียภาษีได้ พวกนี้ก็เลี่ยง ไม่สนใจหรอกว่า กษัตริย์จะมีบุญหรือไม่)
20 % รู้ทัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พูดก็ไม่ได้
60 % อาจจะรู้ไม่ทัน แต่ก็ยัง Rational คือ ถ้าเลี่ยงภาษี การเกณฑ์แรงงานได้ ก็พร้อมจะทำ ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตาม
20 % อันนี้โง่สุด โดนครอบงำทั้งอุดมการณ์ และยังซื่อสัตย์ที่จะเสียภาษี โดนขูดรีดแรงงานอย่างหนัก ทั้งที่เลี่ยงได้
20 % สุดท้ายนี้ ในที่สุดก็จะโดนกฏวิวัฒนาการของ ดาร์วิน กวาดล้างไป
ประทับใจเรื่อง Phronesis มาก เจ้าพ่อจอมนิยามศัพท์ใหม่ๆ มาอีกแล้ว วานขอคำอธิบาย 555 ขอแซวต่ออีกหน่อย
ขอ proof หน่อยว่าตัวเลขเป็นอย่างนั้นจริง แล้วถ้าตัวเลขไม่เป็นไปตามนั้นการวิเคราะห์ทั้งหมดมันมีปัญหาเลยหรือเปล่า ผมกลับเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ 60 - 80% ตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ใหญ่ (แต่ก็พร้อมจะหลบเลี่ยง ถ้ามีช่องทางที่ไม่เสี่ยงไป) มี 10% ที่รู้ทันและจะเป็นผู้เปลี่ยนระบบ อีก 10% จะเป็นเหยื่อของระบบ (เช่นคนชั้นล่าง คนไร้บ้าน) แต่ในกลุ่มนี้ก็อาจจะมีบางคนผลักดันตนเองขึ้นมาได้
จะว่าไป หนังสือเรื่องพระเจ้าปราสาททอง การเมืองแบบแมคเคียเวลลี เริ่มพูดเรื่องการเมืองชนชั้นล่าง เป็นครั้งแรกในบริบททางประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของ ราชสกุลต่างๆ ปลายอยุธยา ต้น รัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องขุนนางที่มีบทบาทเหนือกษัตริย์ และ ร.5-7 เป็นเรื่องของระบบสมบูรณาญาสิทธิราช จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
อ้อเรื่องตัวเลขนั้น แค่แสดงแบบคร่าวๆ (เน้นทิศทาง มากกว่าความถูกต้องแม่นยำ)
ถ้าคุณกานต์บอกว่า ถูกครอบงำ โดยอุดมการณ์ แต่พร้อมจะหลบเลี่ยง
ดังนั้น อุดมการณ์ที่เคยมองว่าครอบงำได้ 100 % ก็อาจต้องปรับลงเหลือ 50 %
เวลาดูหนังประวัติศาสตร์ เราจึงเห็นว่า ราชวงศ์ มักจะล้มครืนได้ง่ายกว่าความเป็นจริง
ก็เพราะพวกที่ดูเหมือนโดนครอบงำตามอุดมการณ์ แต่พอถึงเวลาเหมาะสม หรือความเสี่ยงต่ำ ก็พร้อมหลบเลี่ยง หรือแอบปันใจไปเข้าฝ่ายอื่นเมื่อมีโอกาส
การที่อยุธยาระแวงบางระจันก็ไม่ใช่ไร้เหตุผล
การทรยศต่ออยุธยาของพ่อพระนเรศวรก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
Phronesis ผมไม่ได้คิดเอง เป็นศัพท์ของ Aristotle ที่หนังสือ “ฟื้นสังคมศาสตร์” ที่เคยแนะนำไปแล้ว เขาอ้างถึง ผมก็อ้างต่อมา แต่หนังสือเล่มนี้ ก็ยังติดในวิชาการ Phronesis 50 Science 50
หากให้นิยามง่ายๆ คือ การพลิกแพลงยืดหยุ่น หรือในเชิงรูปธรรมก็คือ กลยุทธ์ และการบริหารจัดการ ซึ่งทั้งสองต่างก็ต้องอิงบริบท ไม่มีสูตรตายตัว
เช่น
สร้างพันธมิตรกับศัตรู เพื่อถล่มศัตรูอีกคน
สร้างนโยบายที่ดีให้ประชาชนอย่างพอเหมาะ บางครั้งตามผลงาน แต่บางทีก็ตามจังหวะเวลา หรือบางทีก็ต้องให้นิสัยคนโดยมองข้ามผลงาน
ใครที่ตรงไปตรงมา แจกทุกคนเท่ากันหมด หรือให้ตามผลงาน หรืออ่านไม่ออกว่าใครภักดี ใครแกล้งภักดี ใครพร้อมแปรพักตร์
ย่อมไม่อาจปกครองได้
ความเห็นของผมต่อสถานการณ์ล่าสุดที่พัฒนาไป
ใครที่มองว่าพันธมิตรแพ้แล้ว มองง่ายไป
http://www.siamintelligence.com/smf/index.php?topic=6.msg13
เข้าไปตามดูแล้ว แต่โพสต์ตอบไม่ได้เลย
จึงอยากเรียนถามว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง
ผมลอง login เข้า SIU ก็เหมือนเดิม
พอเข้าในเวปบอร์ด ก็ไม่มีที่ให้ตอบ
ไม่ทราบว่า คนทั่วไปจะเข้ามาตอบได้อย่างไรครับ
สรุปคือ ต้องสมัครสมาชิกทั้ง SIU และเวปบอร์ด ใช่ไหมครับ
ตอบคุณบิ๊กครับ ใช่ครับ
ก่อนอื่นเห็นด้วยกับการวิเคราะห์นะครับ อ่านแล้วมันมาก ขอเปิดตำราพิชัยสงครามด้วยคนนะครับ
อั้นนี้ขอหัดวิเคราะห์เล่นๆ แบบมือใหม่หัดขับนะครับ
ถ้าผมเป็น…….
ฝ่ายพันธมิตร
1. ตอนนี้คะแนนเป็นลบครับ คนมองว่าประเทศเสียมากกว่าได้ การยึดทำเนียบและใช้ความรุนแรงเป็นลบในระยะยาว ต้องรัีบประกาศชัยชนะ สลายกลุ่มคน และลงใต้ดิน สร้างแกนนำเป็นเครือข่ายไว้ แล้วเข้าตีฉาบฉวยตอนรัฐบาลทำงานพลาด ตอนนี้รัฐบาลยังแข็งแกร่ง ครับ เวลายังไม่เหมาะสม ต้่องเขย่าเป็นระยะ รอจังหวะพลาดแรงแล้วเข้สตีใหม่
2. สร้างพันธมิตรกับกลุ่มอื่นแล้วพลัดกันเข้าตี ไม่ต้องทำในนามพันธมิตร อันนี้จะแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรที่จำกัดได้ด้วยโดยกระจายการใช้ทรัพยากรออก
ฝ่ายรัฐบาล
1. นิ่ง สงบสยบเคลื่อนไหว รอให้คนที่มาร่วมจากกลุ่มคนทำงานถอนตัวกลับ เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลมีทรัพยากรสูง ตามหลักไม่ต้องปะทะตรง ล้อมให้ขาดเสบียง
3. เมื่อการชุมนุมจบ ต้องจับผู้ก่อการหรือล่อให้หนีออกนอกประเทศเป็นการตัดพลังและทิศทางจากแกนนำ
3. หาทางตัด supply line ดูว่าใครส่งความช่วยเหลือ หามาตรการทางกฎหมายกดไม่ให้ส่งเสบียงได้
4. งานนี้เป็นศึกชิงมวลชนและมติสังคม รัฐบาลอาจต้องสร้างความชอบธรรมเบื้องหลังและดึงเรื่องความเสียหายทางเศรษฐกิจมาบั่นทอนความชอบธรรมของฝ่ายพันธมิตร
หากยืดเยื้อรัฐบาลยังได้่เปรียบครับ ต้องดูต่อ ศึกนี้ไม่ง่าย พลิกได้ทุกเมื่อ
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อาจารย์ของคุณกานต์และInk มาแสดงความคิดเห็นครับ
ผมถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งและใช้ได้จริงเลยครับ
แต่ปัญหาคือ ถ้าทั้งสองฝ่ายเล่นได้ดีทั้งคู่แล้ว ใครจะแพ้ชนะ
คำตอบคือ ฝ่ายรัฐบาล
เพราะโดยระบบแล้ว
ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากกว่า และเป็น Trend แห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่า คนที่ก้าวหน้ากว่าก็อาจพ่ายแพ้ได้หากประมาท
“แน่นอนว่า ในระยะยาว ผู้เล่นตาม Trend คือ ผู้ชนะ แต่ในระยะสั้นต้องรักษาชีวิตและความอยู่รอดไว้ จนกว่าพลังของ Trend ใหม่จะสะสมพลังจนเอาชนะ Trend เก่าได้ ไม่เช่นนั้น ตาอยู่จะเข้ามาช่วยสานต่อ และยึดครองชัยชนะของการเปลี่ยน Trend ไปได้ทั้งหมด โดยออกแรงเพียงบางส่วน เพราะมีหินก้อน 1 2 3…มาช่วยสร้างรากฐานให้ แต่เนื่องจากหินเหล่านั้นไม่สามารถอยู่รอดจนถึงจุดพลิกผัน คนที่มาทีหลังจึงเสพสุขมั่งคั่งไป
ปัญหาคือ จังหวะเวลาที่จะเข้าร่วมกับ Trend คือ เมื่อไร เพราะหากเข้าช้าไป โอกาสก็จะหายไป หรือได้เพียงกำไรปกติ
สมมติว่า Trend ใหม่มีทั้งหมด 10 ขั้น
หินก้อนที่ 7 ซึ่งแม้จะเข้าเร็วไปบ้าง แต่ด้วยบทเรียนจากหินก้อนที่ 1-6 ทำให้ปรับปรุงตนเอง สามารถยืดหยัดมาจนถึงช่วงท้าย จนถึงจุดเปลี่ยน Trend อาจได้ผลประโยชน์ไปเกือบทั้งหมด โดยที่หินก้อนที่ 8 9 อาจได้ส่วนแบ่งบ้างตามสมควร แต่หินก้อนที่ 10 และก้อนต่อไป อาจได้เพียงกำไรปกติ
“ผู้ยิ่งใหญ่หรือคนธรรมดา วัดกันที่การอ่านสถานการณ์และจังหวะเวลา”
ผมขอเป็นคนธรรมดา แบบมาช้าไป (หินก้อนที่ 8 9 10) ยังดีกว่าเป็น คนธรรมดา แบบผู้เสียสละ(หินก้อนที่ 1-6)
ผมว่าจะเหตุการณ์รุนแรงครับ แล้วอาจจะคล้ายพฤษภาทมิฟ แต่อาจจะรุนแรงน้อยก่า เพราะหัวหน้ารัฐบาลอย่างสมัครเป็นพวกแก่แล้วหัวรุนแรง บ้าอำนาจ ถือว่าตัวเองเป็นลูกพระยา อะไรของแก ผมก็ไม่เข้าใจ แต่เชื่อว่าสุดท้ายทหารอย่างอนุพงษ์ จะเอาทหารออกมาช่วยประชาชน แล้วรัฐประหาร และเกิดการเมืองใหม่ ชัดเจนไหมครับเห็นภาพเลย : )
อิอิ
จังหวะนี้ทำรัฐประหารยากครับ เนื่องจาก
1.การทำรัฐประหารคราวก่อนไม่ประสบความสำเร็จและทำให้เศรษฐกิจกระทบกระเทือนมาก กลุ่มผลประโยชน์และประชาชนยังไม่เอาด้วยและจะออกมาต้าน
2. สถานะการณ์ยังไม่สุกงอม เนื่องจากรัฐบาลไม่เข้าปะทะ ทำให้ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนและความชอบธรรมพอในการทำรัฐประหาร
3. กองทัพเองก็แบ่งเป็นหลายฝ่าย และขึ้นกับการจัดผลประโยชน์ ตอนนี้ รัฐบาลสามารถให้ประโยชน์ได้ดีกว่า และไม่ต้องเสี่ยงกับการที่สถานะการณ์บานปลาย
ตอนนี้รัฐบาล เล่นได้ดีครับ ใช้แผนขุดหลุมพรางให้พันธมิตรทำผิดกฏหมายโดยตรงซึ่งสามารถใช้อำนาจตุลาการจัดการอย่างถูกกฏหมาย โดยไม่สามารถยกเว้นหรือป้องกันได้เลย
แผนถัดไป คือ ยันกันไว้ ให้ประชาชนสลายตัวใช้ความได้เปรียบเชิงเวลาและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ จากนั้นสามารถจับกุมทุกคนที่ต้องการได้เลย
ถ้าถามผมหลังจากนี้มีแนวโน้มจะทำอย่างไร……
รัฐบาลน่าจะลดแรงต้านจากสังคมและฝ่ายพันธมิตรโดย
1. มีการจัดสรรประโยชน์ให้กลุ่มที่หนุนหลังพันธมิตร เพื่อลดแรงต้านและตัดการส่งเสบียง
2. จัดการเน้นเรื่องเศรษฐกิจให้อยู่ตัว ประชาชนที่เป็นกลางจะไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะห่วงเรื่องปากท้องทำให้การเคลื่อนไหวยากขึ้น
3. หนุนโครงการรากหญ้าเพื่อเสริมแรงสนับสนุนให้แรงขึ้นนอกกรุงเทพ
4. ในเวลาที่เหมาะสมจัดให้เลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาลหนึ่งหรือสองพรรค เพื่อทำให้การควบคุมสมบูรณ์แบบและกระชับขึ้น
ลองดูกันต่อครับ แต่ผมว่าจะสงบลงและไม่มีการปฏิวัติ ทั้งหมดนี่ทายเล่นๆนะครับ อาจไม่ตรงก็ได้
เห็นด้วยครับว่า ทำรัฐประหารยาก
ส่วนเรื่องลดแรงต้านนั้น ผมคิดว่าคงทำได้ไม่ง่ายนัก
อาจเนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ไม่ดีเท่าไร
แถมโครงการที่เรียกคะแนนเสียง
ก็อาจโดนพันธมิตรเปิดโปง
คือ ต้องเป็นโครงการที่ดีต่อประชาชนจริงๆ จึงสามารถทำได้
ซึ่งเป็นโครงการที่ทำยากกว่าโครงการประชานิยมทั่วไป
ที่สำคัญ นักการเมืองของรัฐบาลก็ต้องการผลประโยชน์ส่วนตนค่อนข้างมาก
แต่เงินอัดฉีดจากนายใหญ่อาจจะมีไม่มากนัก
ดังนั้น จึงอาจเกิดความขัดแย้ง ในเชิงบริหาร และนโยบาย
ผมคิดว่า รัฐบาลจะทำได้ระดับหนึ่ง แต่อาจไม่มากพอที่จะเรียกคะแนนเสียงได้เหมือนเก่า
ชอบข้อ 1 มาก ตัดเสบียงบำรุง
เหมือนกับทำสงครามในสนามรบโบราณเลย
“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า จุดเปลี่ยนหนึ่งของเกมส์คือ การยึดทำเนียบ
พันธมิตรได้เปลี่ยนจากความได้เปรียบเป็นเสียเปรียบ
แต่เรื่องนี้คุณกานต์อาจมีความเห็นต่างออกไป อยากให้ช่วยแสดงด้วยครับ
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณกานต์กลับเห็นว่า ประชาชนเข้าร่วมกับพันธมิตรมากขึ้น
หลังการบุกยึดทำเนียบ
ปล. ความเห็นอาจารย์ภุชงค์ อ่านแล้วคุ้นๆ เหมือนฟังคุณกานต์วิเคราะห์รอบสองอย่างไรไม่รู้ เรียกว่า “วีรบุรุษย่อมรู้ใจกัน” 555 ขอบคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาชี้แนะ ถือเป็นวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมมากครับ
คารวะๆ
“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า จุดเปลี่ยนหนึ่งของเกมส์คือ การยึดทำเนียบ
พันธมิตรได้เปลี่ยนจากความได้เปรียบเป็นเสียเปรียบ”
ถ้ามองว่า ยอมเสียเปรียบ เพื่อเรียกร้องความเห็นใจหละ ?? ผมว่านี่อาจจะเป็นหมากที่ดีสำหรับพันธมิตรก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้พันธมิตรไม่สามารถดึงมวลชนให้อยู่กับม๊อบได้ตลอด 24 ชม. การทำอย่างนี้ทำให้ผู้ชุมนุมเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าผู้นำของเขาเอาไว้ …. อีกอย่าง ในแง่เสบียงแล้ว เกมยืดเยื้อยิ่งไม่เป็นผลดีกับพันธมิตร การระดมทุนยากกว่าฝ่ายรัฐมาก ฉะนั้น หมากนี้อาจจะเป็นหมากตาดี (ไม่นับตาเสียที่ไปบุก NBT … แต่นั่นก็อาจจะเป็นหมากที่ทิ้งเพื่อจะได้เปิดเกมรุกด้านทำเนียบ)
ทีนี้ … เกมกลับไปอยู่ที่รัฐบาลละ ว่าจะเลือกเล่นอย่างไร … ผมกำลังมองว่าถ้าทักสินเกิดหักกับสมัครขึ้นมา … แอบอ้างชื่อสมัคร สลายการชุมนุม เรื่องจะเป้นอย่างไร?? … เพราะมีหลายสัญญาณที่บ่งบอกว่าสมัครไม่ใช่หุ่นของทักสินแล้ว และทักสินก็กำลังมองหาหุ่นตัวใหม่ ??
ก่อนอื่นสวัสดีครับอ. ภุชงค์ ไม่นึกว่าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอ.ในที่นี้ครับ
ผมคิดว่าพันธมิตรชนะแล้วครับ เกมส์นี้จบแล้วครับ รัฐบาลหมดสิ้นหนทางไปแล้ว อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า เกมส์นี้ตัดสินกันที่ว่าการนัดหยุดงานทั่วประเทศจะเกิดขึ้นได้ไหม สถานการณ์ล่าสุด อ่าวไทยถูกปิด สนามบินหลักสองแห่งภาคใต้ถูุกปิด รถไฟหยุดวิ่ง โรงพยาบาลบางแห่งในภาคอิสานหยุดงาน การบินไทยอน ผู้คนไปรวมตัวประท้วงที่ศาลากลาง และรวมตัวเข้ากรุง นี่เป็นการรุกขึ้นทั่วประเทศพร้อมกัน (เอเอสทีวีมีปัจจัยสำคัญสุด) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแม้แต่ 14 ตุลา ที่รวมตัวกันเฉพาะในกทม.
ขอวิเคราะห์ตัวละคร สองก๊ก เล่นๆนะครับ
คุณจำลอง ถือทิฐิ จะเอาชนะท่าเดียว แม้แกมีมวลชนที่มีพลัง แต่วิธีคิดแกแบบถอยไม่เป็นนี่ ระยะยาวไม่น่าจะดี แต่ผลงานแกก็ดูถูกไม่ได้ คล้ายผลงานลิเวอร์พูล คือเล่นไม่ค่อยดีแต่จังหวะสำคัญๆมักเอาตัวรอดได้(แฟนหงษ์นะครับอิอิ)
คุณสนธิ กล้าได้กล้าเสีย astv ถือเป็นอาวุธอันตรายของฝ่ายนี้ มวลชนของastv มีทั้งคุณภาพทั้งเงินและความจงรักภักดี รัฐบาลใช้การตัดเสบียงของastvด้วยการกดดันผู้สนับสนุน และใช้เวลาลากยาวให้เงินหมด แต่คุณสนธิพยายามผลักดันมวลชนให้เป็นพลังเศรษฐกิจด้วย เช่นผลิตของมาขายเอง ผมว่ายุทธศาสตร์เรื่องนี้แกมาถูกทาง แต่ต้องใช้เวลา คงไม่เห็นผลในระยะสั้น จริงๆคุณสนธิผมมองว่ารู้จักถอย แต่ด้วยนิสัยช่วงนี้บ้าระห่ำและเงินเหลือน้อย เลยไปทางเดียวกับคุณจำลองคือไม่ถอย สู้ทุกช่อง
คุณพิภพและคุณสมศักดิ์ มวลชนแกจัดตั้งได้ทำให้มีminของมวลชน และจะไม่สลายโดยง่าย แถมมีอาวุธที่สหภาพรัฐวิสาหกิจ แกสามารถตัดน้ำตัดไฟราชการได้แน่ หยุดรถหยุดเรือก็น่าจะได้ แม้ยังไม่เอามาใช้เพราะมีข้อเสียเยอะ แต่ก็ทำให้อาวุธของพันธมิตรยังเหลืออยู่อีกหลาอย่าง
คุณสมเกียรติ(นอมินี ปชป)และเหล่าสว สรรหา ก็ยังแบ๊คเหล่าพันธมิตรอยู่ อันนี้แหละดาวกระจายตัวจริงในเกมหลังจากนี้
แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือ nbt จะเข้าไปยึดไปยุ่งเค้าทำไม อันนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย มีแต่ผลเสีย สื่ออย่างคุณสนธิไม่น่าพลาดตรงนี้
ก๊กรัฐบาล
คุณสมัคร แกใจร้อนเรื่องปาก แต่สมองคิดเรื่องswotเก่ง อะไรไม่ได้เปรียบแกก็ไม่ทำ ตอนนี้แกเริ่มหยุดปากได้บ้างแล้ว เรื่องผลประโยชน์ก็แบ่งกันได้ แต่การมีคุณสมัครทำให้สื่อส่วนใหญ่ยังคงยืนอยู่ข้าง พันธมิตร คุณสมัครเล่นเกมรุกเก่งและเล่นเกมรับห่วย และแม้ชอบเล่นเกมรุกแต่ใจไม่ถึงเท่าคุณจำลองและคุณสนธิ แถมอำนาจก็ไม่ได้เบ็ตเสร็จ ตรงจุดนี้เองทำให้คุณจำลองและคุณสนธิ เล่นเกมรุกใส่คุณสมัครเป็นส่วนใหญ่ ถ้าคุณสมัครสติแตกหรือปล่อยเกมให้คนอื่นในรัฐบาล ผมมองว่า พธม จะได้เปรียบทันที
คุณทักษิณ เก่งและมองจุดสำคัญๆเร็วถอยก็เป็น แต่เนื่องจากจุดอ่อนของคุณทักษิณคือสร้างศัตรูเก่งและใจไม่เด็ด คุณหญิงพจมานอาจจะใจเด็ดพอๆกับคุณสนธิ แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงแถม ตอนนี้ต้องบริหารหลายอย่าง ระยะยาวน่าจะกลับมาได้ถ้าไม่ถอดใจซะก่อน แต่ตอนนี้ยังไงต้องบริหารทุนก่อน อนาคตพรรคที่จะแตกค่อยรวมของแก อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพราะทำพรรคอยู่ที่ทุน ถ้าทุนแกกลับมาพรรคก็แข็งแรง ถ้าจะบริหารทุนโดนการเปิดโครงการมากๆอาจจะเสี่ยงเจอใบเสร็จโดยฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นผมว่า บทของคุณทักษิณต้องรอทุนกลับมาอย่างเดียว ถึงจะตาแกออกโรง
โกวิท ผมว่าแกซื่อๆ ถ้าให้ใช้กำลังแกก็คงไม่ทำ แต่ผมว่าคุณโกวิทเป็นคนจริงนะ พธม เลือกจะไม่แหย่คุณโกวิทมากเพราะรู้ว่า ถ้าโกวิทเอาจริงอาจจะเสียเปรียบ
หมอเลี๊ยบ ส่วนตัวผมว่าหมอเลี๊ยบ เก่ง eq ดี ไม่เพ้อเจ้อ มองสาระสำคัญในขณะนี้ออก พยายามทำในสิ่งที่จะเกิดชัยชนะในระยะยาว ผมว่าถ้าหมอเลี๊ยบทำอะไรได้ถนัดๆ รัฐบาลอาจจะชนะได้เด็ดขาด แต่ติดตรงที่เผอิญแกขาดบารมีเพราะเพิ่งมาจับงานไม่นาน ความรู้ความสามารถบางอย่างอาจจะต้องรอขัดเกลา แผนสกัดแกจากหวยบนดินก็พลาดไปแล้ว ผมว่า พธม ก็เกรงๆแกอยู่ไม่น้อย
เนวิน คนนี้เดายาก อาจจะรับใช้นายเก่ง แต่นิสัยจริงๆเป็นไงไม่รู้ ทำได้ทุกอย่างไม่มองอะไรยาวมากแต่ก็อยู่ในโลกความเป็นจริง อาจจะหักหลังคุณทักษิณก็ได้ แต่เค้าก็รู้ตัวว่าอยู่หน้าฉากไม่ได้ ระยะยาวถ้ากลุ่มคุณทักษิณกลับมาก็คงมายอมสยบอยู่ดี ระยะนี้ก็คงสะสมคนและเงินไปเรื่อยๆ ไม่ออกหน้า และส่วนตัวคิดว่า เกมคุณเนวินถ้าเอาแผนเพ้อเจ้อๆออกมาใช้ รังแต่จะทำให้รัฐบาลเสียคะแนนเปล่าๆ อยู่นิ่งๆดีแล้ว
สถาณการณ์
ยึดทำเนียบ ทำให้คนเป็นกลางเริ่มเข้ามาทางรัฐบาล แต่ก็ก่อผลเสียให้รัฐบาลยิ่งทำอะไรได้ยากขึ้นอีก การเก็บทุนก็ลำบาก ช่วยนายใหญ่ก็ลำบาก และเสียหายในเชิงสัญลักษณ์ แถมทำให้ฝ่ายพธม มีเกมเล่น และรัฐบาลก็รับอย่างเดียว ในทฤษฎีเกม คนที่เล่นเกมรับนานๆจะทำให้ประสิทธิภาพเกมรุกอ่อนลง การเดินเกมครั้งนี้ ผมมองว่าทำให้ทั้งสองฝ่ายตกที่นั่งลำบากทั้งคู่ คนเป็นกลางมีปริมาณเยอะก็จริง แต่คนเป็นกลางก็คือคนที่จะเข้าร่วมกับผู้ชนะเท่านั้น ดังนั้น แม้พันธมิตรจะเสียคนเป็นกลางไปมาก แต่ถ้ารัฐบาลเก็บทุนและช่วยนายไม่ได้ ผมมองว่าก็เสียหายพอๆกัน เพราะการช่วยนายไม่ได้ ก็ทำให้เอกภาพและการดำรงค์อยู่ของคุณสมัครก็ยิ่งลำบากมากขึ้น
การยึดทำเนียบ ระยะแรกเหมือนรัฐบาลจะได้เปรียบ แต่ถ้ายาวออกไป รัฐบาลจะเสียเปรียบขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าแกนนำยอมให้ถูกจับ อันนี้ไม่แน่ใจว่าม๊อปจะมีพลังเหมือนเดิมไหม แต่ที่แน่ๆอาจจะปลุกแฟนพันธ์แท้astvที่เอาแต่ดูเฉยๆได้ก็เป็นได้
ผมยังคงคิดว่า พธม เป็นต่อในยกสอง4:3
แต่พอเริ่มยกสาม ดันไปยุ่งกับNBTซะงั้น
คะแนนจึงกลับมาเสมอกันที่4:4 ครับ
แต่ก่อนผมไม่เคยคิดเลยว่าคุณทักษิณเป็นคนฉลาด คุณทักษิณหรอกใช้คุณสมัคร โยนเผือกร้อนไปให้แก้ปัญหาให้ตัวเอง แรกกับตำแหน่งนายก ถ้าไ่ม่ทำอะไรคุณทักษิณก็ติดคุก โดนยึดทรัพย์ อย่างน้อยทำอย่างนี้ก็ยังมีโอกาส และคุณสมัครก็ไปหรอกใช้คุณโกวิตต่อ คุณโกวิทก็ฉลาดน้อย ดันรับตำแหน่ง อยู่เฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว
ถ้าผมเป็นคุณสมัครนะครับ ผมจะไม่โกงกิน จะไม่ปากเสีย และไม่รับตำแหน่งครับ ผมจะทำรายการชิมไปบ่นไปต่อ แล้วทำตัวสงบเสงี่ยม
ผมเดาไว้ก่อนแล้ว ว่าตำรวจต้องลุยแน่ๆ เห็นได้จากการที่ไปยืมมือศาล และการนำอาวุธไปซ่อนในทำเนียบ คุณสมัครมีไฟรนก้นอยู่ ต้องรีบอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็ค กับแก้รัฐธรรมนูณ ให้ได้ก่อนปิดสภาเพื่อเอางบมาใช้โกงเลือกตั้งต่อ จนในหลวงท่านต้องเบรค และปลายเดือนกันยา คุณสมัครต้องไปนอนในคุกแน่นอน คดีหมิ่นประมาทนี่ศาลชั้นต้นท่านตัดสินไปแล้ว (จริงๆ แล้วคุณสมัครไม่ควรจะได้เป็นนายกด้วยซ้ำ แต่ดันหน้าด้าน) คดีนี้ฏีกาไม่ไ้ด้ด้วยครับ ตัดสินเลย หมายกนี้คุณสมัครจำเป็นต้องเดินครับ จะได้รีบๆ ผมต้องขอโทษรุ่นน้องที่ผมรู้จักคนหนึ่ง ที่ผมต้องพูดตรงๆ ว่าคุณพ่อของน้องรับใช้คุณทักษิณโกงชาติจริงๆ ครับ สังเกตได้จากการที่ใช้ตำแหน่งรมต. ว่าการกระทรวงการคลังไปเอาเงินทุนสำรองของประเทศมาใช้โครงการประชานิยม
การต่อสู้ครั้งนี้พธม. ทำได้ดีกว่าอย่างมากครับ
1. ในทางยุทธศาสตร์ การยึดทำเนียบนี่คือการยกระดับการต่อสู้ พารัฐบาลเข้าสู่ตาจน โดยมีเดิมพันที่สูงยิ่ง คือแกนนำจะโดนจับ จริงๆ แล้วแกนนำพธม. ก็รู้อยู่แล้วว่าทางเดียวที่จะชนะได้ต้องให้ตำรวจใช้ความรุนแรงครับ นี่คือ tie-breaker อย่างหนึ่ง เพื่อดึงมวลชน และนำความชอบทำมาเป็นฝ่ายตัว ตำรวจก็ฉลาดครับ ยืมมือศาล เพื่อดึงความชอบทำเป็นฝ่ายตัว แต่ว่าไม่่น่าไปฟ้องศาลแพ่งให้พธม.ออกนอกพื้นที่คับ คดีนี้อยู่นอกอำนาจศาลแพ่งครับ แล้้วก็ไม่น่าจะแจ้งข้อหากบฏ เพราะยังไงขึ้นศาล แกนนำก็หลุดแน่ๆ ครับ เพราะองค์ประกอบการเป็นกบฏมันไม่ครบ น่าจะเอาที่ผิดจะๆ เช่นบุกรุกสถานที่ราชการ มันเปิดช่องให้พธม. อุทรธ์คำสั่งศาลไ้ด้ แต่ถึงยังไงแกนนำก็ไม่สนอยู่แล้วครับ
2. ในทางยุทธวิธี พธม. บีบตำรวจออกจาำกทำเนียบเมื่อคืนนี่คือพิชัยสงครามชั้นดีเลยครับ รอเวลาสุกงอม ใกล้ๆ ตีห้าที่คนอ่อนเพลียสุด นำกำลังเข้าล้อมบีบให้ออกไป โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง
3. ไม่ทราบว่ามีใครดูสามก๊กตอนผาแดงมาบ้าง คงได้เห็นกลยุทธกระดองเต่านะครับ หลักการก็คือใช้วิธีการจัดกำลังของตัวเพื่อย่อยสลายกำลังฝ่ายตรงข้ามให้ไม่สามารถรวมกันได้ ดังนั้นเวลารบกันจริงๆ แล้ว ถึงกำลังฝ่ายตนจะน้อยกว่า ก็จะทำให้เป็นฝ่ายที่ใช้กำลังที่รวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ รบกับกำลังฝ่ายตรงข้ามที่แตกเป็นกองเล็กๆ ได้ครับ กลยุทธนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยฮัลนิบาล จอมทัพแห่งคาเท็จ ใช้กำลังที่น้อยกว่า รุมฆ่าทหารโรมันที่คานาเอมาแล้ว หลักการของมันคือการจัดกำลังครับ
ถ้าตำรวจล้อมทำเนียบ หรือสลายการชุมนุมจริงๆ ก็จะโดนล้อมสองด้าน หน้าและหลัง เพราะพันธมิตรคงมาเสริมเรื่อยๆ ผมไม่เคยเห็นสงครามครั้งไหนในประวัิติศาสตร์ที่ กองทัพหนึ่งถูกล้อมจากสองด้านแล้วชนะเลยครับ ผมสงสารตำรวจชั้นผู้น้อย ที่เป็นแค่เบี้ยในเกมส์การชิงอำนาจ ของบิ๊กที่ทำสงครามบนกระดาษ แล้วกำลังตำรวจ กับมวลชนใครมีมากกว่ากันลองคิดดูนะครับ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วครับ ถ้าผมเป็นแกนนำตอนนี้ สถานที่ๆ ผมจะยึดคือ บชน. กับสตช. ครับ กำลังพธม. มีมากพอแน่ๆ ถ้าทำได้ก็จบเกมส์ครับ
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความนับถืออ.ภุชงค์นะครับ ถึงอาจารย์จะสอนด้านคอมพิวเตอร์ แต่ก็จะแทรกความรู้รอบตัวเ้ข้ามาด้วยเสมอ อาจารย์เป็นผู้ที่จุดประกายให้ผมสนใจเรื่องยุทธวิธีอย่างจริงจัง โดยแนะนำให้ผมรู้จักกับฮัลนิบาน และมักนำวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ให้ฟังเสมอ
แต่ในที่นี้ผมมีความเห็นแตกต่างจากอ.เล็กน้อยนะครับ เกมส์ที่ฝ่ายรัฐบาลควรเล่นนั้นคงทำไม่ได้ (นิ่ง ล้อมจับกุม/หนีออกนอกประเทศ ตัด supply ชิงมวลชนรากหญ้า)
1. ที่นิ่งไม่ได้ เพราะว่าการถูกยึดทำเนียบเหมือนกับการที่อเมริกาโดนยึดทำเนียบขาวหนะครับ หรือประเทศหนึ่งถูกยึดเมืองหลวง มันยอมกันไม่ได้ และยิ่งมีคำสั่งศาลมาแล้วไม่ทำอะไรนี่ ก็เป็นแรงกดดันตัวเองนะครับ เพราะเหมือนกับว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังมี Deadline อีกนะคับ ต้องทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนปิดสมัยประชุมสภา แก้รัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีคุณทักษิณ เรื่องที่ดินรัชดา คดีนี้ตัดสินเลย และไม่มีพลิกแน่ๆ ครับ
2. ล้อมตัด supply ก็ทำไม่ได้ครับ อย่างที่ผมพูดไปแล้วหนะคับ ว่าพันธมิตรสามารถล้อมตำรวจได้จากสองทาง คือในทำเนียบ และนอกวงล้อมของตำรวจ ขณะที่ตำรวจต้องรวมตัวกันเพื่อให้เป็นกลุ่มก้อน ถ้าแยกกำลังเป็นกลุ่มย่อยๆ ก็จะไม่มีพลัง (เหมือนกับกลยุทธกระดองเต่าที่ผมพูดไปแล้ว) ในทีุ่สุดแล้วตำรวจหนะจะเป็นผู้ถูกปิดล้อมแล้วถูกตัดเสบียงเสียเอง
3. ชิงมวลชน หรือดึงรากหญ้า ก็ไม่สำเร็จหรอกคับ คุณเจริญชัยเคยพูดไปแล้วว่า ถึงแม้พธม.จะมีกำลังน้อยกว่าฝ่ายรบ. แต่ถ้ารวมกันได้ติดก็มีพลังมากกว่าครับ รบ.ไม่สามารถที่จะไปปลุกระดมมวลชนรากหญ้าจากชนบทมาสู้ได้แบบที่พธม.ทำได้ เพราะมันผิดกม.
ผมคิดต่างไปจากคุณเจริญชัยในการที่ว่าการยึดทำเนียบเป็นการทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบนะครับ ผมว่ามันเป็นการดึงตัวเองเข้าสถานการณ์วิกฤตเพื่อดึงฝ่ายตรงข้ามเข้ามารบประชิดตัวแตกหัก เหมือนกับตอนที่หานซิ่นสั่งให้ทัพของตนตั้งทัพติดแม่น้ำรับมือข้าศึก (ซึ่งผิดหลักพิชัยสงคราม) หรือตอนที่พระเจ้าตากทุกหม้อข้าวตีเมืองจันทร์ แกนนำรู้อยู่แล้วครับว่ารบยืดเยื้อไม่ได้ อย่างที่คุณเจริญชัยพูด ดังนั้นจึงต้องรบแตกหักอย่างรวดเร็ว การสงครามยิ่งรบยืดเยื้อจะเสียเปรียบคับ ยิ่งเสบียงน้อยกว่า พลตรีจำลองทหารเก่ารู้ีดีครับ ดังนั้นเราได้เห็นการเผด็จศึกภายใน weekend นี้แน่นอนครับ
เช้านี้ไม่ค่อยว่าง ขอเขียนสั้นๆ ก่อนนะครับ
1. ผมชอบเวลาคนมองไม่ไหมือนกันนะครับ เพราะเราจะได้เห็นมุมมองที่ต่างออกไป แนวที่ผมดูนะครับ งานนี้เป็นสงคราม อาจจะยากที่จะดูว่าใครผิดถูก ต้องเอาอารมย์และความรักชอบส่วนตัวของเราออกก่อนในการวิเคราะห์ ผมดูเรื่องตอนนี้เหมือนดูแข่งหมากรุก มองแค่ว่าเป็นเราจะเล่นอย่างไร
2. ตอนนี้ทางพันธมิตรเป็นต่อครับ รัฐบาลเล่นใจร้อนไปนิด เลยเข้าเกมส์ทางพันธมิตรครับ
ตอนนี้เป็นศึกชิงประชาชนโดยแต่ละฝ่ายต้องรักษาธงแห่งความชอบธรรมของตน
ความชอบธรรมของพันธมิตรคือ ประเด็นทางคุณธรรมและประเด็นที่ว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรง
ความชอบธรรมของรัฐบาล คือ การทำตามกฏหมาย และการผลักดันให้ไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคนที่อยู่ดีกินดี
ถ้ารัฐบาลทำร้ายและใช้กำลังกับฝูงชนเมื่อไหร่ ธงจะไปอยู่กับพันธมิตร
ถ้าพันธมิตรทำศึกยืดเยื้อทำให้เศรษฐกิจเสียหายเมื่อไหร่ ธงก็จะไปอยู่กับรัฐบาล
3. ผมเองยังเห็นด้วยกับอาจารย์เจริญชัยครับ ในเมืองไทยทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่สัญญลักษณ์แห่งอำนาจที่รุนแรง เหมือนที่ไวท์เฮ้าส์เป็น การที่รัฐบาลยอมให้ยึดทำเนียบทำให้เกิดประเด็นนี้ครับ
3.1 รัฐบาลเล่นบทโศกของคนถูกรังแกที่มีคนมายึดที่ทำงานไป และใช้ตรงนี้และ NBT เป็นหลุมพรางให้แกนนำทำผิดกฏหมาย เมื่อการประชุมสลายเมื่อไหร่ก็จับทุกคนที่เกี่ยวข้องได้
และยังใช้สื่อเจตจำนงในการหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่เมื่อว่าก็หลุดไปแล้ว เสียความได้เปรียบข้อนี้ไป
3.2 รัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้กับกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ว่า รัฐบาลมีประสิทธิภาพพอที่จะสั้่งบริหารประเทศจากที่ใดก็ได้ในยามวิกฤติครับ อันนี้ผมให้คะแนนบวกนะครับ ทำให้พันธมิตรไม่สามารถหยุดรัฐบาลจากการยึดสถานที่ได้ครับ
ปัญหาของพันธมิตรที่ผมอยากชี้ คือ ปักธงไล่รัฐบาลให้ออกอย่างเดียว เป็นการเล่นกับอารมณ์ไม่ใช่หลักการ สมมุติว่าพรุ่งนี้ทำได้จะทำอะไรกันต่อครับ พันธมิตรต้องแสดงทิศทางนี้ออกมาด้วยจึงจะเสริมความได้เปรียบ คำถาม คือ
เราจะเลือกรัฐบาลใหม่อย่างไร เมื่อปฏิเสธการเลือกตั้ง เอาใครมาเป็นสภา เอาใครมาเป็นนายก เราจะตัดสินได้อย่้างไรว่าใครเป็นคนดีและมีความสามารถ ถ้าใช้การแต่งตั้งเราก็จะย้อนระบบกลับไปกว่า 50 ปีครับ แถมประเทศมีความเสี่ยงว่าเอาอำนาจไปให้คนที่แต่งตั้งรวบไป อาจจะกลายเป็นระบบเผด็จการที่แย่ลงก็ได้ครับ ถ้าประเด็นนี้ไม่ชัดเจนความเสี่ยงจะสูงมากสำหรับประเทศไทย คนจำนวนมากอาจจะไม่ยอมรับครับ ดังนั้นตรงนี้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่พันธมิตรต้องตอบให้ได้
ขอให้ดูการปฏิวัติฝรั่งเศสในราว ปี คศ. 1789-1799 สภาพนี้เลย คือ ตั้งใจไล่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อย่างเดียว พอขั้วอำนาจเก่าถูกทำลาย คนก็เข้ามาฉวยอำนาจไป คือ โรแบสปิอแร์ (Maximilien Robespierre) และพวก ขอให้ดูที่นี่ http://en.wikipedia.org/wiki/French_Revolution ในหัวข้อ Reign of Terror ว่าถ้าไม่คิดให้ดีจะเกิดอะไรขึ้น….
ต้องตามกันต่อครับ ผมหยุดดูหนังจีนชุดไปเลย ดูข่าวมันกว่าอีก …….
ผมเห็นด้วยกับอ.ในประเด็นที่ว่าหลังจากคุณสมัครลาออกไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผมถามตัวเองเหมือนกันครับ แล้วก็ไม่มีคำตอบ ตอนนี้พันธมิตรคงสนใจแค่เรื่องเฉพาะหน้าหนะครับ ส่วนตอนนั้นก็คงตกเป็นภาระของใครก็ไม่รู้
ผมไม่อยากออกความคิดเห็นเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนในสังคมไทย คนไทยไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับสถาบันของไทยแน่ๆ รวมทั้งผมด้วย ดังนั้นผมขอจำกัดความคิดเห็นของผมไว้แค่การปฏิวัตฝรั่งเศสเท่านั้น ไม่มีเจตนาที่จะเอาเปรียบเทียบกับสังคมไทยแต่อย่างใด การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโลก คือเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบใหม่ ประเทศฝรั่งเศสตอนนั้นเปรียบเสมือนคนเป็นโรคร้าย ซึ่งยาธรรมดาแก้ไม่ได้แล้ว การปกครองของราชวงศ์บรูบองนี่ทำให้สังคมแบ่งแยกเป็นสามชนชั้น ชนชั้นล่างสุดถูกกดขี่ มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ท่ามกลางความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นต้นมา การปฏิวัติฝรั่งเศสจึงเป็นเหมือนยาแรงที่มารักษาหนะครับ กว่าจะรักษาโรคร้ายได้คนไข้ก็งอมครับ แต่ถึงวันนี้เราก็ได้เห็นผลของยาัตัวนี้แล้วนะครับ
ผมมีความเห็นว่ารัฐบาลเอาเหตุผลมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้พธม. ยากครับ เพราะชงักติดหลังมันเยอะครับ พอยกประเด็นเรื่องความชอบทำ กับความเสียหายทางเศรษฐกิจขึ้นมาอ้าง ก็จะโดนโ้ต้กลับหนะครับ ทั้งเขาพระวิหาร ทั้งการที่จะไปเอาเงินแบงค์ชาิติมาทำเมกะโปรเจ็ค เรียกว่าพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ
แกนนำพันธมิตรหนะรู้อยู่แล้วครับว่า ถ้ารบยืดเยื้อ เอาชนะรัฐบาลยาก ต้องยกระดับการต่อสู้ บีบรัฐบาลให้จนมุม เผด็จศึกรวบเร็ว และดึงให้คนมามีอารมณ์ร่วมเยอะๆ ถึงตัดสินใจบุกยึดทำเนียบ ยังไงรัฐบาลก็อยู่เฉยไม่ได้หรอกครับ ขืนรัฐบาลปล่อยให้ทำเนียบถูกยึดนานๆ ก็เสียหน้าหนะครับ
รัฐบาลพลาดในจังหวะที่ไปยืมมือศาลครับ ดันไปฟ้องผิดศาลนี่สิครับ คิดไม่ถึงจริงๆ (ตอนที่ราชวินิตฟ้องหนะทำได้ เพราะว่าฟ้องในนามผู้ปกครองนักเรียน ศาลแพ่งถึงมีอำนาจ แต่นี่ดันฟ้องในนามตัวแทนรัฐบาล ซึ่งอยู่นอกอำนาจศาลแพ่ง) แล้วยังบังคับคดีผิดกม.อีก (ศาลท่านบังคับแค่แกนนำ ไม่ใช่ผู้ชุมนุม และไม่ใ่ช่มัฆวานด้วย แค่ทำเีนียบ) บวกกลับศาลท่านเห็นแล้วว่าคำสั่งศาลทำให้เกิดความวุ่นวาย ดังนั้นศาลท่านจึงขอถอนหมายจับ จากความชอบทำ จึงกลายเป็นความไม่ชอบทำทันที
ผมเห็นด้วยกับเม้นท์ของ อ.ภุชงค์ และคุณ Ink ครับ ว่าหลังจากสมัครถ้าเกิดลาออกไปแล้วจะเป็นอย่างไร
ผมมองว่าตอนนี้พันธมิตรได้เปรียบเป็นอย่างมาก และกำลังฮึกเหิม เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมสนับสนุนเป็นจำนวนมาก (มองในมุมเฉพาะคน PAD) ถึงแม้ไม่มากถ้าต้องเทียบกับทั้งประเทศแต่คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้กับ PAD เองนั้นก็เป็นประชาชนจำพวกอยู่เฉย ๆ ได้แต่ฟังอยู่ทางทีวี คนที่จะเป็นจะตายก็ไม่ทำอะไรได้แ่ต่ด่าและขากถุยอยู่ทางโทรทัศน์เช่นกัน ในทางกลับกันเสบียงต่าง ๆ ที่ส่งให้พันธมิตรนั้นก็ยากที่จะหยุดยั้งในการตัดเสบียงได้ เพราะทัพ PAD เป็นเหมือนกองทัพมดมิใช่นายทุนใหญ่เพียงเจ้าเดียว ที่ฝั่งรัฐบาลจะสามารถไปเจรจาบลัฟลับ ๆ ข้างหลังกันได้
ยิ่งพันธมิตรได้ชาวใต้ที่บุกปิดสนามบินยิ่งเป็นการเร่งเกมส์เร็วให้กับสมัครมากยิ่งขึ้น บวกกับยิ่งเจอกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่สามารถคุมกลไกการทำงานในประเทศได้ เช่น สายการบิน การรรถไฟ ไฟฟ้า ประปา กลายเป็นว่ารัฐบาลกับมือกับการจู่โจมที่มาอย่างรวดเร็วแทบไม่ทัน แถมสุดท้ายซึ่งเป็นผมพวงมาจากเวรกรรมที่สมัครเคยก่อไว้จึงทำให้สมัครแทบจะต้องรับมืออย่างหัวเดียวกระเทียบลีบ
โอกาสที่ PAD จะชนะผมคิดว่ามีสูงครับ แต่่ว่าศัตรูที่มองเห็น ย่อมน่ากลัวน้อยกว่าศัตรูที่มองไม่เห็น
สมัครลาออกแล้วไง จะทำอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องน่าคิดและ่น่าปวดหัวเป็นอย่างมาก อุดมการณ์ของพันธมิตรนั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่องก็จริง ต้องการสร้างการเมืองใหม่ เพื่อที่จะไม่ต้องมาสู้กับนักการเมืองชั่วกันอีก
แต่ผมคิดว่าในทางปฏิบัติยังเป็นไปได้ยาก เพราะหมากกระดานที่ 2 หลังจากจบเรื่องสมัครพันธมิตรเปรียบเสมือนต้องรับมือจากคู่ต่อสู้หลายทิศทางด้วยกัน ได้แก่
1). นักการเมืองชั่ว เพราะยังไงไม่มีทางที่นักการเมืองเหล่านี้ยอมง่าย ๆ และแน่นอนนักการเมืองพวกนี้มักเป็นพวกนายทุนสายป่านยาวกว่าพันธมิตรที่เป็นชาวบ้านธรรมดาเห็น ๆ
2). คนที่ไม่ได้เข้าข้างพันธมิตรในประเทศก็ยังนับว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก
3). ข้อนี้ร้ายกาจที่สุด คือ หากหลังจากสมัครลาออกไปแล้ว สภาพของความคิดคนไทยยังคงมองเรื่องการเมืองว่าผู้ที่มาดำรงตำแหน่งเป็นแบบขาว-ดำ่ คือ ไม่มาจากการเลือกตั้งก็มาจากการแต่งตั้ง ไอ้เรื่องการเมืองใหม่ แนวคิดประยุกต์อะไรแบบนั้นคนไทยไม่เอาด้วย (เพราะตามไม่ทันแน่นอน) สุดท้ายหากการเมืองไปไม่ได้ก็กลับมาสู่วังวนเดิม ประชาชนชาวไทยที่มีนิสัยชอบโยนขี้ให้คนอื่นอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดเสียสละทำอะไร ก็ต้องกลับมาเล่นงานพันธมิตร
ต่อให้พันธมิตรชนะรัฐบาลชั่วอย่างสมัคร หรือจัดการกับทักษิณลงได้ แต่พันธมิตรอาจไม่สามารถชนะสันดานคนไทยหลาย ๆ คนที่ฝังอยู่ในสายเลือดก็เป็นได้
ขอคารวะคุณ vajira ครับ
วันนี้ผมมีความสุขมากครับ
ไปงาน Barcamp Bangkok ที่จุฬา และขอช่วงเวลาพูดได้ เลยได้พูดเรื่องการประยุกต์หลักวิทยายุทธจีนกับการออกแบบคอมพิวเตอร์ให้คนประมาณ 40 คนฟัง สนุกมาก (หวังว่าคนฟังคงสนุกด้วย)
ไม่น่าเชื่อว่าพบคุณกานต์ กับ คุณเจริญชัย เลยได้นั่งคุยกันเป็นชั่วโมง เรื่องของเมืองไทยเราและกระแสโลกหลายประการ ได้ความรู้มากเลยครับ ต้องขอบคุณท่านทั้งสองไว้ด้วย
สำหรับตอนนี้พันธมิตรกำลังได้เปรียบจริงครับ ในสายตาผมต้องทำสองเรื่องสำคัญ
1. วางกลยุทธปิดงานให้ได้ กำลังพันธมิตรเปรียบเหมือนกองทัพเล็ก ความได้เปรียบคือ ความรวดเร็วในการรุกถอยและการใช้กลยุทธพิสดารแบบนอกกรอบครับ กองทัพเล็กจะชนะได้ต้องเผด็จศึกเร็วและถอนกำลัง ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาเรื่องการส่งกำลังบำรุง เรื่องง่ายๆ เช่น ห้องน้ำไม่พอ เป็นสัญญาณเตื่อนครับ
2. เตรียมยื่นข้อเสนอที่ยอมรับได้จากหลายฝ่าย ตอนนี้มีข้อเสนอออกมาหลายเรื่องแล้ว แต่ไม่รับสักเรื่อง แถมไม่มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องการอะไรแค่ไหน เป็นจุดอ่อน คนที่เป็นกลางหลายกลุ่มเริ่มมีปฏิกริยาตรงนี้ ดังนั้นต้องประกาศแนวทางว่าประเทศควรจะเป็นอย่างไร และอะไร คือข้อเสนอในการทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติที่พันธมิตรจะรับได้ หากไม่มีตรงนี้สถานะการณ์จะยืดเยื้อเพราะการเจรจาหาข้อยุติระหว่างทุกฝ่ายจะเริ่มต้นไม่ได้ ทางพันธมิตรเองจะเสียเปรียบ
สำหรับรัฐบาลนั้น
1. จะเห็นว่าใช้หมากถ่วงเวลา การประชุมสภาไม่น่าข้อสรุปที่ชัดเจน แต่รัฐบาลได้ภาพของการแก้ปัญหาจากระบบโดยยึดระบบ ตุลาการและ รัฐสภา จะได้คะแนนจากต่างประเทศและหลายๆกลุ่ม นอกจากนั้นยังเป็นการยืดเวลาออกไปด้วย รัฐบาลมีจุดแข็งที่ทรัพยากรมาก เหมือนกับการสงคราม ฝ่ายพันธมิตรเหมือนกองทัพที่เร็วและแกร่งแต่จำนวนน้อย รัฐบาลเหมือนกองทัพที่ช้าแต่คนมาก ตอนนี้ก็ใช้วิธีตุนอาหารและปิดค่ายไม่ออกสู้ ให้อีกฝ่ายอ่อนล้า ลงเรื่อยๆ ใช้ความได้เปรียบเชืงเวลาและทรัพยากร แบบจีนต้องเรียกว่า สงบสยบเคลื่อนไหว ใช้ทื่อด้านเอาชัยพลิกแพลง
การสงครามแบบนี้มักขึ้นกับว่าฝ่ายไหนปรับเปลี่ยนลักษณะการทำสงครามให้เหมาะกับธรรมชาติตนเองได้มากก็จะได้เปรียบครับ
ขอให้ดูสารคดีเรื่อง Hannibal ของ BBC นะครับมีขายตามร้านตอนนี้ มีความคล้ายคลึงกัน
ทางฮานนิบาล จะยั่วโรมันให้ออกมารบกลางแปลง เพราะทัพของฮานนิบาลแม้จะเล็กแต่ชำนาญศึกกว่า ในขณะที่ โรมันเอง ในช่วงหนึ่งมีคนเข้าใจกลไกนี้ และทำให้โรมใช้วิธีไม่ปะทะเพื่อให้ฮานนิบาลอ่อนแรงเอง จากการเข้ามาทำสงครามในถิ่นของโรมัน ปัญหา คือจุดหนึ่งคนจะไม่เข้าในและอยากให้สงครามจบเร็ว ก็ไล่คนใจเย็นออกและผลักให้ัเข้าทัพปะทะเนื่องจากย่ามใจในกำลังที่เหนือกว่า โรมันส่งกองทหารที่ใหญ่ที่สุดในประวัติของโรมจำนวน 8,5000 คนเข้าปะทะกับฮานนิบาลที่ Cannae ผล คือ ด้วยทหารที่มีไม่ถึงครึ่งของโรมัน
ฮานนิบาลสามารถพลิกแพลงเอาชนะและฆ่าทหารโรมันตายเกือบหมด
http://www.roman-empire.net/army/cannae.html
ตอนนี้ฝั่งรัฐบาลใจไม่เย็นส่งตำรวจสลายฝูงชนก็เป็นในลักษณะคล้ายกับที่เล่ามาข้างบน
2. สำหรับการที่กลุ่มสหภาพเข้าด้วยสร้างความกดดันจริงแต่ไม่ถึงแตกหัก เพราะการขนส่งต่างๆยังเดินอยู่แม้จะติดขัดบ้าง ประเทศไม่ชะงักจริง ปัจจัยที่ีเข้าร่วมเนื่องจากไม่ต้องการการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่น่าจะมาจากอุดมการณ์สนับสนุนอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเกิด คือ หากพันธมิตรมีทีท่าเพลี่ยงพล้ำลง พวกกลุ่มที่มาทีหลังเหล่านี้จะถอนตัวออกเร็วมากเพราะไม่อยากขัดขวางกลุ่มที่ชนะ นอกจากนั้นการกระทำอย่างนี้กลับเป็นการผลักให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบนับหมื่นนับแสนไม่ชอบพันธมิตรและเห็นใจรัฐบาลยิ่งขึ้น น่าจะเป็นเกมส์ได้ผลดีระยะสั้นแต่เสียระยะยาวครับ
ต้องถามคำถามหนึ่ง จุดตายของฝ่ายของพันธมิตรคือเวลาและทรัพยากรที่จำกัด แต่จุดตายของรัฐบาลอยู่ที่ไหนผมยังมองไม่ค่อยออกครับ
ก็ดูกันต่อพรุ่งนี้ครับ ผมว่ายังมองจุดจบไม่ออก เลย งง…….
สวัสดีครับ อ. ภุชงค์ ยินดีที่ได้สนทนากันครับ ได้รับความรู้มากเช่นกัน หวังว่าคงจะได้มีโอกาสขยายวงสนทนานี้ไปกว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคตนะครับ
เรื่องที่ อ. พูดถึงโรมดึงคนใจเย็นออกแล้วเอาคนใจร้อนเร่งเผด็จศึกฮันนิบาลแล้วทำให้ผลพลิกเป็นเกือบแพ้ อันนี้ผมว่าเทียบเคียงกับสถานการณ์ขณะนี้ได้เลย คือตำรวจสายใจเย็นน่าจะเป็น อัศวิน ขวัญเมือง ถูกเรียกตัวกลับมารับผิดชอบหน้าที่กำกับตำรวจที่กำลังคุม พธม. อยู่ น่าจะเข้าได้
ผมยังยืนยันจุดเดิม เหมือนที่ยืนยันในจดหมายข่าวฯ และหลายๆ โอกาสว่า รัฐบาลไม่สามารถถูกทำลายได้จากวิธีอื่น นอกจากวิธีนอกแบบ (เช่นรปห, หรือจราจล) ดังนั้นหากรัฐบาลระมัดระวังสถานการณ์ให้ดี ไม่ใจร้อนเหมือนที่ผ่านมา ก็น่าจะยังยื้อสถานการณ์ไปได้
ส่วนพธม. มีจุดเด่นตรงกำลังมวลชน กุนซือที่ดูท่าทางจะเชี่ยวชาญเกมส์การเมือง และงานจัดตั้งมวลชน แถมยังมีนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนคอยตอบโต้ และป้องกันแกนนำและการเคลื่อนไหวเป็นระยะ ที่สำคัญยังมีแนวร่วมอย่าง สื่อ, ฝ่ายค้าน หรือ สว. อีกด้วย ส่วนตัวผมไม่คิดว่าเอาเข้าจริงแล้ว พธม. มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร (ผมไม่สามารถพูดให้ชัดเจนในพื้นที่สาธารณะแบบนี้ได้)
ผมไม่อยากให้ท่านที่ตามสถานการณ์การเมือง เวลาพิจารณาการเมืองแล้วเอาอคติใส่เข้ามา มันจะทำให้เราเอนเอียง แกว่งไปมาตามสถานการณ์รายวัน (เชียร์ใครก็เชียร์ไป ผมไม่ว่ากัน แต่เวลาวิเคราะห์ต้องเอาความชอบความเกลียดออกไปกองไว้ก่อน)
ส่วนตัวแล้วผมยังพิจารณาว่า กำลังของทั้งสองฝ่ายยังดุลย์กันอยู่ เป็นไปได้ว่ามันไม่จบในระยะเวลาสั้นๆ
ทำ text size ใหญ่ ๆ ได้ มั๊ย อ่านไม่ค่อย เห็นเลย ตัวเล็กมาก แต่ละคน post ซะ ย้าว ยาว
จะอ่านที ก็ปวดตา ตอนนี้ใส่แว่น 175 แล้วไม่อยากเพิ่มอีก รู้ป่าว ว่าตอนนี้ ต้องก๊อปไปไว้ใน word แล้วทำ ให้เป็นตัวใหญ่
ถ้าทำการ post แบบตัวหนังสือ มาเปลี่ยนเป็น post แบบเสียงได้ ก็คงจะดีไม่น้อย
practical utopia นาน น้านนนนนน ก้อ จะได้ ฟังสักที เลยไม่ค่อยทันกับเหตุการณ์สักเท่าไหร่ เริ่มเบื่อ ๆ แล้วเหมือนกัน แต่ทำได้แค่นี้ ก้อนับว่าสุดยอดแล้ว แหละ ของฟรี ก็ย่อมมีข้อจำกัด
ขอบคุณนะค่ะ สำหรับ ความงดงามของความรู้
ขอตอบคุณ Ink นะครับว่า เรื่องปฏิวัติฝรั่งเศส คนส่วนใหญ่มักพูดกันเฉพาะตอนโค่นหลุยส์ที่ 16 แต่มักข้ามช่วงนโปเลียนทั้งสองคน ที่เปลี่ยนประเทศกลับมาเป็นจักรวรรดิไป คือเอาจริงแล้ว โค่นลงแต่ก็กลับไปกลับมาหลายรอบ แถมเจอเยอรมันยึด เจอวิกฤตทางการเมืองที่ต้องไปเชิญ ชาร์ลเดอโกล กลับมาอีกรอบ กว่าจะลงตัวมาได้แบบนี้
ตอบคุณ Suwannee ว่า ถ้าใช้ Firefox สามารถขยายตัวหนังสือได้ โดยกด Ctrl ตามด้วยเครื่องหมายบวกครับ หรือในเมนู View, Zoom ก็ได้
ใครมีเวลาอยากให้ฟังการอภิปรายในสภาตอนนี้ ไม่น่าเชื่ออภิปรายและโต้แย้งทางความคิดได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้ ส่วนอัศวิน ขวัญเมือง ดูเหมือนจะถูกย้ายออกไปอีกที
ปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับคนที่ชอบคิดอะไรแบบง่ายๆ
ชอบพูดว่า ผ่านมา 75 ปี ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น
ประชาธิปไตยต้องต่อสู้ อดทน แก้ไข ฉลาดล้ำ
ผมว่ายังไงเมืองไทยน่าจะเดินแนวอังกฤษมากกว่า เพราะคนไทยชอบประนีประนอม
สำหรับการเมืองนั้น ขอวิเคราะห์สั้นๆว่า
ในเชิงของตัวบุคคลนั้น ผมว่า “พันธมิตร” พร้อมกว่า
แต่รัฐบาลได้เปรียบในเชิงระบบ
พูดง่ายๆ คือ รัฐบาล แม้จะทำผิดพลาดหลายครั้ง นับตั้งแต่ขายหุ้น จนถึงใช้ตำรวจปราบปราม
จึงโดนพันธมิตร ซึ่งมีคนเก่งมากมาย สามารถพลิกสถานการณ์จนได้เปรียบ
แต่เนื่องจาก Trend อยู่ฝ่ายรัฐบาล พวกเขาจึงกลับมาได้เสมอ
ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว Trend ของรัฐบาลชนะ
แต่คนที่ชนะ อาจกลายเป็นคนของพันธมิตร 20 % คนของรัฐบาล 20 %
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะได้เปรียบในเชิงระบบแต่ก็อ่อนด้อยในหลายๆเรื่อง (ไม่งั้นชนะไปนานแล้ว)
ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะมีคนห่วยๆในนั้น และระบบที่ดีกว่า Trend ใหม่ ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย
เมื่อเวลาผ่านไป
คนเหล่านี้จะค่อยๆมีบทบาทลดลง ตามหลักการดาร์วิน ซึ่งใช้ได้ดีในช่วงสงคราม
เหลือเพียง 20 % ที่จะนำพาประเทศจนชนะ
โดยอาจมีคนกลุ่มอื่นแทรกเข้ามาในตอนท้ายๆ และกลายเป็นผู้ชนะไปด้วย
เช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตร จะได้เปรียบในช่วงสั้น เสียเปรียบในระยะยาว
แต่ก็ไม่เป็นไร “คนเก่ง” ยังไงก็อยู่รอด
คนเหล่านี้ 20 % อาจสู้จนถึงระดับหนึ่ง และก็ปรับตัวไปเข้ากับ Trend ใหม่
ในยามที่ใกล้ชนะ หรือบ้านเมืองพัฒนาจนหวนกลับไปไม่ได้
นี่จึงอาจเป็นเคล็ดลับที่ทำให้คนเก่ง เข้าร่วมกับพันธมิตรก่อน เพราะเห็นว่าระยะสั้นได้เปรียบ หรืออาจมีผลประโยชน์อื่น และด้วยความสามารถของตนเองจึงค่อยกลับไปเข้ากับ Trend รัฐบาล ในตอนที่ Trend เริ่มแสดงอำนาจ
สุดท้าย คนไม่เก่ง อยู่ฝ่ายไหนก็แพ้อยู่ดี
โลกนี้ช่างโหดร้าย
แต่ถ้าคิดในแง่ดี การที่คนเก่งๆชนะ ก็จะสืบทอดลูกหลานเก่งๆต่อไป จนทำให้โลกพัฒนายิ่งๆขึ้น
คุณสมัครนี่แกอึดจริงๆ ครับ ยังอยู่ถึงเวลานี้ได้ แถมส่งไม้ตายอีกอย่างออกมาคือนปก. คุณกานต์วิเคราะห์ได้แม่นยำกว่าผมมากครับ ที่ว่ารบ.ไม่ตายง่ายๆ ผมคิดว่า อย่างน้อยการต่อสู้ของพันธมิตรมีประโยชน์อย่างนึงนะครับ คือได้ปลุกให้คนส่วนนึงตื่นขึ้นมา และอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในทางความคิดของสังคมไทย ไม่ว่าในที่สุดแล้วพันธมิตรจะแพ้หรือชนะ สังคมไทยไม่น่าจะกลับไปยังจุดเดิมก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าสมัยนี้เราได้พัฒนามาจากสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ มากแล้ว แต่ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ เพราะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพลังประชาชนก็ชนะถล่มทลาย หรือนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกก็ได้ครับ ก็ต้องรอดูกันไปครับ
ผมเห็นด้วยกับคุณเจริญชัยครับ ที่ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยต้องใช้เวลา ปัญหาของประเทศไทยเราไม่ใช่นักการเมืองเลวนะครับ แต่อยู่ที่คนไทยที่เลือกนักการเมืองเหล่านี้เข้ามา ถึงเราจะ้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตาม เช่นการมีรัฐธรรมนูญที่ทันสมัย (ใช้ยาแรงแก้ปัญหา) แต่ว่าถ้าความคิดของประชาชนยังไม่พัฒนา เราก็จะยังมีความขัดแย้งรุนแรงอยู่ดี อย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน มีคนมากมายไม่เข้าใจเรื่องกฏหมาย สิทธิตามรัฐธรรมนูญ สภาพสังคมมันจึงมั่วไปหมดคับ คำตอบของสังคมไทยจริงๆ แล้วจึงน่าจะอยู่ที่การพัฒนาประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ ซึ่งไม่มี shortcut
แต่จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอังกฤษก็ใช้เวลายาวนานหลายร้อยปีนะครับ เพียงแต่รูปแบบมันไม่ชัดเจนและฉับพลันอย่างฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีความรุนแรงนะครับ การต่อสู้ทางการเมืองในอังกฤษก็นองเลือดไม่น้อย มีพระมหากษัตริย์คือพระเจ้าชาร์ลที่สอง ถูกประหารชีวิตจากความขัดแย้งกับรัฐสภาเหมือนกับฝรั่งเศสครับ
ใช่ อังกฤษก็ตัดหัวเหมือนกัน แต่คนมักอ้างถึงฝรั่งเศสมากกว่า อาจเพราะรุนแรงกว่า
การที่พวกเราจัดตั้ง SIU และอาจจะมี Wisdom House ในอนาคต
ก็เพื่อให้การศึกษา ปลุกประชาชนให้ตื่นขึ้นมา
เพราะเราเชื่อว่า “ความรู้ลึกซึ้ง” คือ รากฐานของระบบประชาธิปไตย
ขอเสริมประเด็นที่อ.ภุชงค์เปิดเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสนิดนึงนะครับ การปฏิวัิติก็เกิดมาจากความขัดแย้งในความคิดที่รุนแรง (ความอดอยากเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกทางความคิด) ประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบันหรือ The Fifth Republic เป็นผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่จบสิ้นแล้ว ประเทศก็เข้ารูปเข้ารอยดีแล้ว เจริญแล้ว อังกฤษก็เช่นกันครับ แต่กว่าจะมาถึงขึ้นนี้ได้นี่็ก็ผ่านเวลาที่เจ็บปวดยาวนานนะครับ ไม่ว่าจะเป็น The Reign of Terror ยุคนโปเรียน สงครามอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าการปฏิวัติที่เกิดจากความแตกแยกทางความคิดจะนำไปสู่ระบบที่ทุกคน Happy นะครับ ดูประเทศอิหร่านเป็นต้น ในยุคที่ประชาชนนำโดยอะยาโตเลาะห์ โคไมนี่ล้มล้างพระเจ้าซาร์ คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโคไมนี่ เพราะคิดว่าใครมาก็ดีกว่าพระเจ้าซาร์ แต่วันนี้คนอิหร่านจำนวนมากกำลังทนทุกข์กับระบบการปกครองที่จำกัดสิทธิเสรีภาพมาก หรือว่าการปฏิวัติของอิหร่านอาจจะยังไม่จบก็ไม่รู้นะครับ ไม่มีใครตอบได้ ต้องรอดูกันต่อไป
ทั้งอ.ภุชงค์ คุณเจริญชัย คุณกานต์ได้ให้ข้อคิดที่ดีนะครับ ว่าไม่ควรคิดง่ายๆ ว่าล้มคุณสมัครให้ได้อย่างเดียว ควรจะคิดไปอีกขั้นว่าจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากนั้น ไม่งั้นก็จะเจอสภาวะสูญญากาศ ผมยอมรับว่าผมได้ละเลยประเด็นนี้ไปเหมือนกันครับ ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยตกอยู่ในยุควุ่นวายเรื้อรังยาวนานหนะครับ
แด่ความจริง…อันถูกฆ่าก่อนหน้านี้
เมื่อพูดไป…เธอไม่เชื่อ ฉันก็เหลือ…จะจำนรรจ์
จะพร่ำ…จะรำพัน ก็คงเปล่า…ประโยชน์ไป
ฉันจน…เป็นคนต่ำ จะเหยียบย่ำ…ก็เข้าใจ
จะดูแคลน…ประการใด ก็ไม่เกิน…จะคำนึง
แต่ฉัน…ก็อยากกล่าว ถึงเรื่องราว…ที่รัดรึง
ความจริง…อันลึกซึ้ง อยู่ในห้วง…แห่งหทัย
ความจริง…จากใจฉัน ไม่ว่ามัน…จะอย่างไร
ก็จริง…จากจิตใจ มิว่าใคร…ว่าไม่จริง
ไม่จริง…ตรงกับใคร แต่กับใจ…นี้ตรงยิ่ง
ฉันอยาก…จะอ้างอิง เพื่อให้เธอ…ได้รับฟัง
แต่เมื่อเธอ…ปฏิเสธ และอ้างเหตุ…มาหยุดยั้ง
สร้างเกราะ…มากำบัง ฉันก็เหลือ…จะทานทน
จึงเอาเลือด…แทนหมึกวาด เพื่อประกาศ…ประจานตน
เอาชีพ…อันยากจน สละเพื่อ…จะยืนยัน
ยืนยัน…ซึ่งความสัตย์ อันตระบัด…และบิดผัน
ให้คน…ได้รู้กัน ว่าเท็จจริง…คือสิ่งใด
ให้เธอ…ได้เห็นแจ้ง จากสีแดง…แห่งเลือดไท
หากยัง…ไม่เข้าใจ ก็จะหลั่ง…ให้ยิ่งแดง
จะหลั่ง…ทุกหยาดหยด จนกว่าหมด…จนกว่าแห้ง
กว่าชีพ…อันล้าแล้ง จะแตกดับ…ทลายลง
หรือกว่าเธอ…จะรู้ซึ้ง ถึงชีพหนึ่ง…ซึ่งยังคง
เป็นชีพ…อันยืนยง เพื่อยืนยัน…ความเป็นคน
กว่าเธอ…จะยอมรับ ให้สำหรับ…สามัญชน
คือคน…นะคนจน แม้แตกต่าง…ไม่อย่างเรา
กว่าเธอ…จะเรียนรู้ ที่จะอยู่…เพื่อขัดเกลา
ไม่แบ่ง…เป็นเรา-เขา แต่กูลเกื้อ…เอื้อเฟื้อกันฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๒ ก.ย. ๕๑ ๑๐-๑๑ น.
555 ไม่ทราบว่า คุณจักร แต่งเอง หรือเป็นบทกวีของ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ จริงๆ
พอฟัง คุณ ink แล้วรู้สึกกระจ่างวาบ
เคยอ่านหนังสือ “กะลาภิวัตน์” ซึ่งรีวิวหนังสือดีๆ
เขาบอกว่า ประเทศละตินอเมริกา ปัญญาชนอ่านหนังสือดีๆมากมาย
และถ้าจำไม่ผิด ประชาชนก็รักการอ่านด้วย
แต่ปัญหาของกลุ่มประเทศนี้คือ อ่านหนังสือไม่แตก
ขาดความคิดวิพากษ์
ทำให้ หนังสือที่อ่าน แนวคิดที่ได้ มันสับสนปนเป ซับซ้อนไปหมด
เมื่อ Methodology ผิดพลาด ก็จะนำไปสู่การกระทำที่ผิดพลาด
สรุป ก็คือ เมืองไทย คนอ่านหนังสือน้อย แค่ปีละ 6 บรรทัด
แต่ก็อาจพัฒนาได้เหนือกว่า ประเทศที่อ่านหนังสือได้มากกว่า
ถ้าประชาชนของเรา มีวิธีคิด ทฤษฏี ที่ถูกต้อง
SIU ถือเป็นหน้าที่หนึ่ง ที่จะช่วยสนับสนุนในส่วนนี้
แต่ภารกิจเช่นนี้ มันเหนื่อยหนัก เพราะความคิดเป็นเรื่องนามธรรม
และยังอิงความเชื่อ ศรัทธา ภูมิหลัง บริบท
จึงยากที่จะฝึกฝนให้ แต่ละคน มีวิธีคิดที่แหลมคม
ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือยึดว่าทฤษฏีใดถูกต้องกว่า
โจทย์สำคัญคือ สร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้ประชาชน มีคุณภาพทางความคิด
มีการตรวจสอบกลั่นกรอง มีความเป็นตัวของตัวเองที่มีเหตุผล
พร้อมจะปรับเปลี่ยนมุมมองตามความจริงใหม่ ไม่ยึดติดตายตัวโดยไม่มีหลักฐาน
เพียงเท่านี้ ประเทศก็จะพัฒนาก้าวไกล
วันนี้คงไม่วิจารณ์อะไรมาก นอกจากว่า สถานะการณ์ค่อนข้างจะพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง ทางฝ่ายของรัฐบาลเริ่มกระบวนการ “End Game” เพื่อปิดเรื่องแล้ว สถานะการณ์น่าจะเปลี่ยนเร็วถึงจุดสูงสุดในสองสามวันนี้
1. การโอนอำนาจให้ทหารแสดงว่ามีการตกลงที่ชัดเจนว่าทหารจะอยู่กับรัฐบาล เพราะรัฐบาลกล้าเสี่ยงอย่างไม่กลัวปฏิวัติซ้อน การถ่่ายความรับผิดชอบให้ทหารเป็นเกมส์ที่รัฐบาลลอยลำแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงในสถานการณ์ที่อ่อนไหว
2.การเจรจาตอนนี้น่าจะทำเพื่อแสดงเจตจำนงค์แต่ไม่หวังผลให้สำเร็จมากนัก เพียงสร้างภาพว่าพันธมิตรไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ อันจะเป็นเงื่อนไขให้ลงมือ และถ่วงเวลาให้ฝูงชนอ่อนแรงลง ผมห่วงว่าจะมีการใช้กำลังสลายฝูงชนหลังการเจรจาล้ม (ภาวนาว่าอย่าคิดกันอย่างนั้นเลย คนไทยด้วยกันทั้งนั้น)
ต่างจังหวัดไม่ใช่จุดสำคัญ หัวใจอยู่ในกรุงเทพ ถ้าสลายได้การต่อต้านก็จะหมดแรง
3. ตอนนี้รถไฟเริ่มเดินแล้วและในกรุงเทพการตัดน้ำไฟน่าจะทำได้ยากเนื่องจากทหารเข้าคุมได้ ผมไม่แน่ใจว่าการดึงสหภาพมาช่วยจะได้ผลมากนัก
4. กลยุทธหนึ่งที่อาจถูกใช้ คือการยั่วยุให้พันธมิตรทำลายสมบัติของราชการ หรือทำชาวต่างประเทศบาดเจ็บ ซึ่งจะเป็นผลทางลบกับพันธมิตรไปทั่วโลก
ถ้าขอได้อยากให้พันธมิตร อดใจไว้และสลายตัวไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง แล้วไปสู้กันใหม่ ถ้าทำดังนั้นจะได้ใจประชาชนว่าไม่อยากให้เกิดความรุนแรง แต่คงเกิดยากครับ ทั้งสองฝ่ายกำลังถูกเล่นเกมส์บังคับที่ถอยไม่ได้
รัฐบาลถอยไม่ได้ เพราะหากคุมสถานะการณ์ไม่ได้ก็จะหมดความชอบธรรม ต้องออกไป
พันธมิตรถอยไม่ได้เพราะ การจัดตั้งฝูงชนในลักษณะนี้จะถูกตรึงไม่ให้เกิดอีก และ แกนนำเองจะถูกจับทันทีที่แนวกำแพงมนุษย์ที่ป้องกันสลายไป
ผมเองแอบคิดไว้ว่าจะเกิดอะไร ตอนนี้ขอให้ตัวเองทายผิดอย่างเดียว อยากให้ทุกคนมีสติ และมีความเมตตาซึ่งกันและกัน
มาเอาใจช่วยให้บ้านเมืองเราผ่านวิกฤติอย่างสงบนะครับ
อ.วิเคราะห์ได้ลึกซึ้งมากครับ ผมขอเอาใจช่วยให้อ.ทายผิดนะครับ นักการเมืองมาแล้วก็ไป ช้าหรือเร็ว แต่คนตายแล้วตายเลย
ขอบคุณ SIU ที่พยายามทำรายการดีๆ มาให้รับชม จะเป็นกำลังใจให้ต่อไปครับ
ผมแสดงความเห็นต่างว่า “ทหารลอยตัวเหนือปัญหา” มากกว่าเข้าข้างรัฐบาล
เพราะทหารก็เป็น Economics Agent ต้องคิดอ่านเพื่อตนเอง
Rational สุด คือ อยู่เฉยๆ
ผมว่าต้องขอบคุณ SIU ในแง่ดึงคนที่แสดงความเห็นที่สุภาพและมีคุณภาพ อันแสดงถึงระดับการศึกษาและวัฒนธรรมที่ดีของชาวไทยครับ อ่านมาหลายวันประเทืองปัญญาดีแท้ …..
อ่านสนุกดีครับ บ้านเมืองยุคนี้