Practical Report วิถีทรัมป์สลาย “ไอซีส” : ถล่มด้วยทหาร, คุมเข้มมุสลิม, คืนดีกับรัสเซีย

โดยสรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

ในที่สุด ทรัมป์ก็ได้โอกาสแถลงนโยบายต่างประเทศแบบเนื้อๆ เน้นๆ สักที หลังจากที่มีคนปรามาสกันต่างๆ นานาว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์นั้น ไร้ประสบการณ์และความชำนาญในเรื่องการต่างประเทศ โดยขณะนี้ในพรรครีพับลิกันเองก็แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งคือ ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศ ผู้แทนราษฏร และวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันซึ่งเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่เอาทรัมป์ และประกาศว่ายังไงๆ ก็โหวตให้ทรัมป์ไม่ได้ เพราะทรัมป์เป็นคนที่าขาดภาวะผู้นำ(ทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ) [1] และมีความไม่แน่นอน คาดการณ์ยากว่าเป็นคนอย่างไรกันแน่

โดนัลด์ ทรัมป์

ส่วนอีกฝ่ายคือนักการเมืองบางกลุ่มในพรรครีพับลิกัน และประชาชนทั่วไปที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของทรัมป์ ซึ่งคนเหล่านี้คิดว่าทรัมป์จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงนโยบายและแนวทางปฎิบัติในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งพวกเขาเห็นว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอดีตได้ทำงานล้มเหลว จนทำให้ปัจจุบันประเทศมาถึงจุดที่อ่อนแอ่ที่สุด จุดที่สหรัฐฯและประเทศตะวันตกถูกลอบโจมตีภายในประเทศอยู่เนืองๆ

ทั้งสองฝ่ายมองสถานการณ์ในอนาคตต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ กลุ่มแรกคิดว่าถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี จะเป็นอันตรายต่อประเทศและจะทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯและองค์กรนาโต ส่วนกลุ่มที่สองเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถเข้ามาเป็นผู้นำโลกที่เด็ดขาด โดยเฉพาะในการจัดการกับปัญหาผู้ก่อการร้ายไอซีส

จะจริงหรือไม่จริงตามที่แต่ละฝ่ายเชื่อ ผู้อ่านลองคิดเอาเองว่าอยากได้ผู้นำโลกแบบทรัมป์หรือไม่ (แม้จะไม่อยากได้ผู้นำโลกแบบทรัมป์หรือคลินตันเลยก็ตามที) ผู้เขียนขอแบ่งวิธีการต่อต้านผู้ก่อการร้ายของทรัมป์ออกเป็นสามข้อใหญ่ (ซึ่งในภายหลัง แคมเปญของทรัมป์อาจมีการลงรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการก็ได้)

credit image by The Guardian

credit image by The Guardian

  1. ถล่มด้วยทหาร

ทรัมป์กล่าวโจมตีประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตันว่าเป็น “ผู้ก่อตั้งไอซีส” หลายต่อหลายครั้งในงานปราศรัยหาเสียงในที่ต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเห็นว่าเป็นคำพูดที่ขาดการคิดไตร่ตรองและไม่เป็นความจริง เพราะกลุ่มไอซีสได้ก่อตั้งขึ้นก่อนที่โอบามาจะมารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี ซึ่งในวันต่อมาทรัมป์ก็ออกมาทวิตแก้เกี้ยวว่า เขาแค่พูดเชิงเสียดสีเท่านั้น สื่อกลับเอาแค่คำนี้ไปเล่นข่าวเสียใหญ่โต

 

อะไรคือความหมายหลังคำว่า “ผู้ก่อตั้งไอซีส” ที่ทรัมป์ใช้กล่าวหาโอบามาและคลินตัน ทรัมป์อธิบายในการแถลงนโยบายต่างประเทศของเขาว่าเพราะ รัฐบาลโอบามาและอดีต รมต.คลินตันไม่กล้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มไอซีส ถอนทหารออกจากอิรักก่อนเวลาอันควร (ในประเด็นนี้หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal โต้แย้งว่าสหรัฐฯกับอิรักมีการเจรจาถอนทหารและเซ็นต์ตกลงกันตั้งแต่รัฐบาลจอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช และโอบามาพยายามขอต่อรองให้คงทหารอเมริกาไว้ 10,000 นายในอิรัก แต่การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ)[2]

 

นอกจากนั้น ทรัมป์กล่าวว่า เขาเคยบอกหลายครั้งแล้วว่าให้ยึดบ่อน้ำมันในอิรัก ซึ่งทรัมป์พูดย้ำไปมา “Keep the oil. Keep the oil.” ในการแถลงครั้งนี้ โดยเขากล่าวว่าการยึดบ่อน้ำมันในอิรักมีข้อดีสองอย่างคือ หนึ่ง กลุ่มไอซีสจะไม่สามารถเข้าไปควบคุมบ่อน้ำมันและเอาไปขายเพื่อเป็นรายได้เอาไปใช้ในการก่อการร้าย และ สอง การยึดบ่อน้ำมันอิรักจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ โดยพูดเสริมว่าเงินรายได้จากการขายน้ำมันจะเอามาช่วยทหารผ่านศึกชาวอเมริกัน

 

หลายคนคงสงสัยเหมือนผู้เขียนว่า แล้วประธานาธิบดีทรัมป์มีสิทธิ์อันใดที่จะเข้าไปยึดบ่อน้ำมันของอิรัก เอาน้ำมันของคนอิรักไปขาย แถมบอกว่าจะเอาเงินรายได้ที่ขายน้ำมันมาให้กับทหารผ่านศึกที่เคยปฎิบัติการในประเทศอิรัก ฟังแล้วก็ไม่ทราบว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้าไปถล่มไอซีสในประเทศอิรักได้อย่างไร ถ้าไม่พยายามเป็นมิตรกับรัฐบาลอิรัก แต่กลับพูดเหมือนจะเข้าไปยึดประเทศเขาอีกครั้ง

 

จากการแถลงข้างต้น ดูเหมือนประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องการส่งทหารอเมริกันออกรบและประจำการในตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น ทรัมป์ยังประกาศว่าจะสร้างกลุ่มภาคีที่มีจุดหมายเดียวกันเพื่อต่อต้านไอซีส โดยเฉพาะต้องการกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีเอล ซี ซี ของอิยิปต์ (ผู้เคยทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งที่ถูกบอยคอตจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม) กษัตริย์ของจอร์แดน และนายกฯของอิสราเอล โดยทรัมป์เน้นว่าการปฎิบัตการถล่มไอซีสจะต้องทำอย่าง “รวดเร็วและเด็ดขาด”

 

  1. คุมเข้มชาวมุสลิม

ปีที่แล้วทรัมป์เคยบอกว่าจะห้ามคนมุสลิมอพยพเข้ามาในประเทศสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากซีเรีย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับชุมชนชาวมุสลิมและคนอเมริกันมากมาย การถกเถียงอยู่ที่ว่านโยบายห้ามคนอพยพชาวมุสลิมเข้าประเทศจะเป็นการขัดกับหลักรัฐธรรมนูญอเมริกันหรือไม่ และจะเป็นผลดีกับประเทศจริงหรือ

 

ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์เพิ่มมาตราการใหม่เข้ามาในการคัดกรองผู้อพยพที่มาจากประเทศที่เสี่ยงต่อการซ่องซุ่มกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยกล่าวว่าจะทำการทดสอบที่เรียกว่า Ideological Screening Test หรือการทดสอบอุดมการณ์ความเชื่อของผู้อพยพว่ามีความสอดคล้องเข้ากับสังคมอเมริกันได้หรือไม่ ผู้อพยพต้องได้รับการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกซอกทุกมุม (Extreme Vetting) ก่อนรับเข้าประเทศ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีระบบการทดสอบอุดมการณ์ความเชื่อที่กล่าวข้างต้น เขาก็จะใช้นโยบายห้ามเข้าประเทศของคนมุสลิมแบบชั่วคราวไปก่อน

 

ทรัมป์ยังบอกอีกว่าถ้าจะอพยพมาอยู่ในสังคมอเมริกันได้นั้น จะต้องมีความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของสตรี และกลุ่ม LGBTQ  (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, and Queer) ซึ่งประเด็นนี้ทรัมป์ก็โจมตีไปที่วัฒนธรรมของประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ที่จริงแล้ว ถ้ามองกลับมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังมีคนอเมริกันหัวอนุรักษ์นิยมอีกมากมายโดยเฉพาะในพรรครีพับลิกันเองที่ยังไม่ยอมรับและให้สิทธิเท่าเทียมกับกลุ่มคนหลากสี ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น ไมค์ เพนส์ (Mike Pence) ผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่ทรัมป์เลือกมา ก็เป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกันในรัฐอินเดียนา

 

นโนบายคุมเข้มชาวมุสลิมของทรัมป์ถูกยกขึ้นมาพูดถึงกันมากมายเช่น ประเทศใดควรถูกจัดให้อยู่ในประเภทเสี่ยงที่ทรัมป์พูดถึง แบบทดสอบอุดมการณ์ความเชื่อจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะถามโต่งๆ เลยหรือเปล่าว่า รักประเทศอเมริกาไหม หรือเคยเข้าประเทศซีเรียหรือไม่ หรือเคยเข้าร่วมกับกลุ่มไอซีสไหม ถ้าใครที่อยากเข้าประเทศอเมริกา ไม่ต้องบอกก็คงรู้อยู่แล้วว่าควรจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร หรือต้องเข้าเครื่องจับเท็จกันเลยทีเดียว ตรงนี้ทรัมป์ยังไม่มีรายละเอียด ซึ่งประเด็นเหล่านี้คงถูกคลินตันนำมาใช้โจมตีในการดีเบตประธานาธิบดีอย่างแน่นอน

 

  1. คืนดีกับรัสเซีย

ทรัมป์ประกาศอยากเป็นเพื่อนกับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียอยู่หลายครั้ง และดูเหมือนว่ารัสเซียก็อยากทำความรู้จักกับทรัมป์ และอยากให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าให้เลือกระหว่างคลินตันที่รู้จักกันดีแล้ว แต่ก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน กับทรัมป์ที่เป็นนักธุรกิจ เคยไปจัดงานประกวด Miss Universe ที่รัสเซีย และปัจจุบันได้จ้างที่ปรึกษาแคมเปญที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มทุนรัสเซีย รัสเซียก็น่าจะอยากได้ทรัมป์มากกว่าคลินตัน

 

ในงานรับตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกัน ทรัมป์ยังเชิญชวนแบบติดตลกให้รัสเซียช่วยแฮกข้อมูลอีเมลล์ของคลินตันตอนเป็นรมต.ต่างประเทศออกมาเปิดเผย ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นคำพูดที่ไร้สาระและยังกลายเป็นการเชิญชวนให้รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งภายในของสหรัฐฯเสียอีก

 

ในรายการสัมภาษณ์ของช่อง ABC ทรัมป์ปฎิเสธว่าเขาไม่มีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับปูติน แต่ที่อยากเป็นเพื่อนกับรัสเซียเพราะเห็นว่าการที่สหรัฐฯเป็นอริศัตรูกับรัสเซีย กลับเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลโอบามาและกลุ่มประเทศตะวันตก ตั้งแต่การบอยคอยทางการค้ากับรัสเซีย ซึ่งทรัมป์ก็ถูกถามกลับไปว่า ถ้าไม่บอยคอตรัสเซียก็แปลว่า สหรัฐฯนั้นยอมรับการผนวกดินแดนไครเมียเข้าไปอยู่ในรัสเซียใช่หรือไม่ ซึ่งทรัมป์ก็ตอบว่าไครเมียมีการทำประชามติ และผลคือ 90% ของประชาชนอยากไปอยู่กับรัสเซีย ทำเอาผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศต้องส่ายหน้ากันเลยทีเดียว

 

เพราะนั้นหมายความว่า ประเทศอะไรก็ได้จะเข้ามาเปิดทำประชามติในเขตประเทศอื่นแบบข้ามหัวรัฐบาลประเทศนั้นได้อย่างไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แถมยังสามารถผนวกพื้นที่ของประเทศอื่นได้โดยอัตโนมัติจากผลประชามติที่ทำกันเอง ลองคิดดูถ้าเกิดขึ้นในกรณีไทย เช่นสมมติรัฐบาลมาเลเซียส่งทหารเข้ามายึดพื้นที่บางจังหวัดในภาคใต้และเปิดทำประชามติกันเอง แล้วผลประชามติคือ 90% ของคนในพื้นที่อยากรวมไปอยู่กับมาเลเซีย มาเลเซียจะสามารถยึดพื้นที่เหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติอย่างนั้นหรือ ในตรรกะข้างต้นของทรัมป์คือ ทำได้

 

การร่วมมือกับรัสเซียมีข้อดีอย่างไรกับอเมริกา ทรัมป์บอกว่าจะทำให้การโจมตีถล่มกลุ่มก่อการร้ายไอซีสในซีเรียมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะแยกกันถล่มโดยไม่ร่วมมือกันอย่างในปัจจุบัน ปัญหาคือ ทรัมป์จะทำอย่างไรกับอิหร่าน ประเทศที่ทรัมป์ไม่อยากคบค้าด้วย แต่อิหร่านดันเป็นเพื่อนคนสนิทของรัสเซียในตะวันออกกลางและก็เข้าร่วมเป็นฐานส่งเครื่องบินไปถล่มไอซีสในซีเรียเสียด้วย[3]

 

credit image by The New York Times

credit image by The New York Times

 

ทรัมป์เคยบอกว่าโอบามาไร้เดียงสา ยกเลิกคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านจะทำให้อิหร่านผลิตพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้เร็วขึ้นง่ายดายขึ้น ฉะนั้น ทรัมป์จะลดตัวเข้าร่วมภาคีกับอิหร่านในการถล่มไอซีสอย่างนั้นหรือ แถมกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรของอเมริกาก็เป็นมุสลิมนิกายสุนนี ที่ไม่นิยมอิหร่านที่เป็นนิกายชิอะห์ ทรัมป์จะจัดการความไม่ลงรอยในกลุ่มประเทศภาคีต่อต้านไอซีสอย่างไร

 

สุดท้าย ในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ประเด็นเศรษฐกิจตกต่ำถูกนำมาใช้ในการหาเสียงและดีเบตกันมากกว่านโยบายต่างประเทศ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้นโยบายต่างประเทศและบุคลิกคุณสมบัติของผู้นำ(ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศแต่ในระดับโลก) ถูกนำมาพิจารณาอย่างสำคัญ ซึ่งสะท้อนอยู่ในผลโพลต์ของทุกสำนักว่าขณะนี้ความนิยมในตัวทรัมป์เสื่อมถอยลงอย่างน่าตกใจ แถมยังมีการคาดการณ์เสร็จสรรพแล้วว่าคลินตันน่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้แบบถล่มทลาย

[1] TrumpLetter

[2] Donald Trump Calls for a New War on Terror

[3] Russia Sends Bombers to Syria Using Base in Iran