ตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้(2มิ.ย.)ปรับตัวขึ้นหลังจากในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาติดลบเกือบทุกวัน โดยวันนี้ตลาดช่วงบ่ายปิดที่ระดับ749.68 จุดเพิ่มขึ้น 8.76จุด (1.18 %) มูลค่าการซื้อขาย 13,935.99 ล้านบาท โดยต่างชาติวันนี้ยังคงขายสุทธิที่ 1,052.53 ล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อรายย่อยและสถาบัน วันนี้เป็นผู้ซื้อหลักที่ช่วยดันให้ตลาดวันนี้อยู่ในแดนบวกได้
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนประเทศไทย บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวมยังให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่เป็นเรื่องเสียดายแม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกโตถึง 12% และตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตในระดับที่ดียังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่จะ Underweight หรือ การลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้ว่าจะมีสัดส่วนประมาณ 1.0% ในดัชนีMSCI Asia
(ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)
การซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติในช่วง กุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม 53
โดยในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์10เมษาเลือด ต่างชาติยังคงเป็นผู้ซื้อสะสมสุทธิอยู่ถึง 27,508ล้านบาท (ตัวเลขเมื่อวันที่ 15 มีนาคม) แม้จะมีการตัดสินยึดทรัพย์จาก พตท.ทักษิณ ชินวัตรไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ก็ตาม
การ ซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติในช่วง เมษายนถึง พฤษภาคม 53
หลังจากเกิดเหตุการณ์10เมษายนเป็นต้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ทำให้ต่างชาติทยอยขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคมยอดขายสุทธิอยู่ที่ 62,884 ล้านบาท โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม ต่างชาติขายออกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะวันเปิดทำการของตลาดหลักทรัพย์วันแรกหลังเหตุการณ์ยอดขายสุทธิสูงถึง7,757 ล้านบาท และยังเทขายอย่างต่อเนื่อง
แสดงถึงความกังวลของนักลงทุนต่างชาติต่อสถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้ว่ายังคงไม่มีเสถียรภาพที่มั่นคงมากพอจะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่จะเข้ามาในตลาดทุนในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ ภาวะตลาดทุนไทยที่เติบโตขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมาแรงผลักดันตลาดที่สำคัญมากคือทุนจากต่างชาติที่เข้ามาซื้อสะสมมาตลอดก่อนเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และเมื่อภาวะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นเรื่องช็อคต่อนักลงทุนจากต่างชาติเป็นอย่างมาก แม้ว่าเหตุการณืในเวลานี้จะสงบลงไปพอสมควรแต่คลื่นใต้น้ำยังคงมีอยู่และอาจก่อตัวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติที่กำลังจับตาสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดยืดเวลาการเข้ามาลงทุนในไทยออกไปอีกระยะหนึ่ง
