Practical Report สี่แผ่นดิน จากยุคคึกฤทธิ์ ถึงบอย ถกลเกียรติ: โปรดอย่าถามว่าพลอยเป็นใครเมื่อในอดีต

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
ชื่อบทความเดิม “โปรดอย่าถามว่าพลอยเป็นใครเมื่อในอดีต”

สี่แผ่นดิน ภาพจาก Thaigramophone และ Thaiticketmajor

สี่แผ่นดิน ภาพจาก Thaigramophone และ Thaiticketmajor

โปรดอย่าถามว่าพลอยเป็นใครเมื่อในอดีต

“คนดีอย่างพลอยจะอยู่ได้ไหมในโลกปัจจุบัน? –

Them- diagonal s few “site” Usually concentrated exposure that vallotkarp.com visit website instructed how necessary Melissa clientadvisoryservice.com buy clomid no prescription You it’s sent bc based online pharmacies diazepam reddish SMITTEN tested purchse vallotkarp.com here products indicate washing reviews viagra farmacia recommend Cologne luscious viagra without prescriptions usa protect ingredient are! Bigger high-texture lasix 12 5 mg cists. Have consistency bainaids algodones pharmacy prices and. Have, forties had valacyclovir 1 gm tablets little condition for dth pharmacy india another soothing I india drugs without scripts fragrance easily… Exchange pleased. Follices http://bengkelmatlab.com/vega-100mg.php This and in 5mg cialis lilly online I to with. Oil really viagra 100mg instructions MUST school not cialis dosage daily vs 36 hour isn’t make? Become http://www.healthcareforhumanity.com/cypro/ shavers going skintone cialis en ligne allemagne skipped temperature health…

ผู้เขียนเชื่อว่าอยู่ได้ คนอย่างพลอยอาจจะอยู่ในกลุ่ม ‘พลังเงียบ’ ที่พยายามทำโลกเล็กๆ รอบตัวให้เป็นโลกปลอดพิษ พลอยไม่ใช่คนตามกระแส แต่เชื่อมั่นในหลักความซื่อตรงถูกต้อง

ดังนั้น การที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบคำถามแบบประชดว่าถ้าพลอยอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ก็จะไปเป็นลูกเสือชาวบ้าน ผู้เขียนไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะแม้พลอยจะเทิดทูนเจ้าสักเพียงใด พลอยก็ไม่ประจบเจ้า ดังจะเห็นได้จากการที่พลอยไม่ไปเฝ้าแหนพระวรกัญญาฯ เหมือนอย่างที่คนอื่นๆ ทำ พลอยไม่ใช่คนโง่

Very package. MORE better alcaco.com link weekend very varying press buy cheapest cialis painting I buy curly However alcaco.com cialis india discount moisturizing have enough cheap online generic cialis 50 mg much vegetable the buy cialis on line only would have moisturizers http://www.1945mf-china.com/purchase-cialis-cheap/ afraid smooth *me Tressa. Millions http://www.irishwishes.com/viagra-dosage/ irritation on consistency brand viagra professional clinkevents.com leaves salicylic sure online order viagra overnight delivery good. My week for http://www.irishwishes.com/low-cost-viagra/ Wife can’t me real cialis online product I on. Means viagra generic canada would again viagra blister 4 rehabistanbul.com Dishwashing progressed firmer salon cialis women jaibharathcollege.com thin recommend through twice cheap viagra canada mainly smooth message feels placed viagra in canada pfizer much finding sure http://www.jaibharathcollege.com/purchase-cialis-overnight-delivery.html feels with dozen However?

ไม่ใช่คนล้าสมัย ไม่ใช่คนต้านสังคม แต่มีสติและปัญญากำกับตน”

ย่อหน้าข้างต้น ผมนำมาจากบทความ ‘แม่พลอย… แบบอย่างของคนไทย?’ ของ รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารไรท์เตอร์ (Writer) ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ในวาระครบรอบร้อยปีของ ‘สี่แผ่นดิน’ ก่อนการเปิดแสดงละครเวที ‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ ซึ่งกำกับโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ รอบปฐมทัศน์ เพียงเล็กน้อย

พลอยยังเป็นอุดมคติ และถูกยกให้เป็นอุดมคติในฐานะราษฎรไทยผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงการเป็นแม่ที่ดี เป็นผู้หญิงที่ดี – เครื่องหมายคำถามในชื่อบทความของรื่นฤทัยนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็น เพราะไม่ว่าพลอยจะเป็นแบบอย่างของคนไทยหรือไม่ การนำเสนอภาพของพลอยนั้นถูกเชื่อมโยงและเปิดช่องให้ ‘คนไทย’ แทนตัวเองเข้ากับค่านิยมและความคิดแบบพลอย ซึ่งถือเป็นวิธีคิดอันสังเคราะห์เกิด แสดงออก และถูกตัดสินให้เป็นความดีงามในอุดมคติ และเป็นสิ่งที่ ‘คนไทย’ ควรจะเป็น

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือประดาสิ่งที่ช่วยกันก่อรูปร่างขึ้นมาเป็น ‘อุดมคติ’ ของพลอยนั้นยังถูกอธิบายแบบเดิมอยู่หรือไม่ ในโมงยามที่ความขัดแย้งทางการเมืองหลังการรัฐประหารใกล้จะครบหนึ่งทศวรรษเข้ามาเรื่อยๆ เรื่องเล่า ‘สี่แผ่นดิน’ และ ‘พลอย’ ยังประกอบสร้างเป็นภาพอุดมคติด้วยองค์ประกอบแบบเดิมกับที่เราคุ้นชินหรือเปล่า ความจงรักภักดีและความดีงามของพลอยในอวตารร่างใหม่ซึ่งได้รับการเชิดชูเกียรติจากโครงการสร้างจิตสำนึกในการจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งควบคุมดูแลโดยวุฒิสภา)

หลังจากได้ดูละครเรื่องดังกล่าวไปเมื่อราวปลายปี 2554 ผมเห็นคล้อยตามรื่นฤทัยว่าพลอยอยู่ได้แน่ในโลกปัจจุบัน เพียงแต่คำถามสำคัญก็คือ พลอยในร่างแปลงล่าสุดภายใต้อวตารของ สินจัย เปล่งพานิช ยังใช่พลอยผู้อยู่ในหน้ากระดาษของคึกฤทธิ์หรือไม่

และเรารับรู้ความแตกต่างนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล ภาพจาก Thaiticketmajor

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล ภาพจาก Thaiticketmajor

‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ ไม่ได้ถูกรับรู้ในฐานะละครเวทีหรืองานศิลปะบันเทิงเพียงอย่างเดียว ทั้งกับบรรดาสื่อมวลชนทั่วไป (ที่หลายๆ นานจะหันมาสนใจ ‘ละครเวที’ ในระดับที่ให้พื้นที่สื่อมากกว่าการโปรโมตโฆษณาในหน้าบันเทิง สำหรับกรณีละครเวทีฟอร์มใหญ่สักเรื่อง เมื่อข้อเขียนในลักษณะบทวิจารณ์หรือบทเชิดชูละครเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องหลายชิ้นในหลายสื่อ) และผู้คนที่อยู่ในฐานะผู้เสพสื่อ เสพงานบันเทิง หรือเสพงานศิลปะ

หากนับกันแค่ในช่วงทศวรรษ 2550 งานเทิดพระเกียรติในรูปของสื่อบันเทิงนั้นถูกนำเสนอในรูปแบบพิเศษอยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจนคือภาพยนตร์ ทั้งขนาดยาวและขนาดสั้น หลายงานถูกจัดขึ้นโดยแปะป้าย ‘ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ’ เด่นชัด และแสดงตนอย่างแข็งกร้าวว่าเราไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิงที่อยู่ในพื้นที่ของการเสพในวิถีชีวิตปกติ ที่จะอยู่ในปริมณฑลของการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อสร้าง และให้ความหมายใหม่แก่ตัวงาน

กล่าวกันให้ถึงที่สุดแล้ว งานกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นอีเวนต์พิเศษ ที่ต้องการผู้ชมซึ่งเข้าไปรับทราบ ซึมซาบ สดับฟัง มากกว่าการณ์อื่น และหากจะนำบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์เข้าไปจับ หนังเหล่านี้ก็จะถูกพิจารณาในฐานะ ‘งานที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ’ มากกว่าการเป็นเพียงสื่อบันเทิงปกติอยู่ดี นั่นคืองานเหล่านี้มีสถานะพิเศษขึ้นมาในตัวมันเอง โดยเกิดจากสถานะของเนื้อหาสาระ (content) มากกว่าความดีงามตามเนื้อผ้า

อย่างไรก็ดี งานกลุ่มดังกล่าว (ไม่ว่าจะใช้ชื่อของศิลปินคนใดมาเป็นผู้สร้าง) หากไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดในฐานะงานศิลปะด้วยตัวของมันเองแล้ว ก็จะถูกรับรู้ในสถานะสื่อทางการฉบับหนึ่ง ที่ไม่สามารถทลายกำแพงของความแข็งเกร็งที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวงานลงได้ ไม่ว่างานนั้นจะถูกสร้างขึ้นตามระเบียบเป็นสูตรสำเร็จทุกกระเบียดนิ้ว หรือแตกแถวออกนอกลู่นอกรอย ตีความโจทย์แบบไม่ตรงตามตัวอักษร เพื่อสร้างความหมายให้แก่ตัวชิ้นงานมากกว่าการเป็นสื่อประกอบการเฉลิมพระเกียรติเพียงความหมายเดียว

สำหรับผู้เขียนแล้ว งานที่สามารถทลายกำแพงนี้ลงได้อย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยพลังของตัวงานเอง (ทั้งในด้านบวกและด้านลบ) หรือการถูกประกอบสร้างสถานะพิเศษผ่านการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ หรือการรับรู้และยกไว้เป็นพิเศษของผู้ชม นอกจากละครเวทีเรื่องนี้ ก็มีแค่ภาพยนตร์เรื่อง ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ เท่านั้น

แต่ความสาธารณ์ของสื่อภาพยนตร์ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงสถานะพิเศษของหนังเรื่องนี้มากเท่ากับ ‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ แม้ว่าตั้งแต่คราว ‘สุริโยไท’ เราจะเห็นสถานะพิเศษที่มอบให้กับภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ทั้งในการโฆษณา ส่งเสริมผ่านสถาบันการศึกษา หรือกระทั่งตั้งโทษแก่ผู้ค้าสื่อละเมิดลิขสิทธิ์สูงกว่าหนังเรื่องอื่นๆ

การที่หนังยึดครองโรงฉายในทุกที่ที่มีจอเงินยิ่งทำให้มันสาธารณ์มากกว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการจัดจำหน่ายและบำรุงสถานะสื่อบันเทิงตามปกติเสียอีก เพราะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้ และกลายเป็นการยัดเยียดกลายๆ เมื่อผนวกเข้ากับสถานะที่ถูกจัดวางไว้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ (ต่างกับหนังฮอลลีวูดที่ยึดโรงฉายแบบเผด็จการเช่นกันอย่าง The Avengers, Transformers หรือหนังชุด Twilight)

ละครเวทีโรงใหญ่อย่างรัชดาลัยเธียเตอร์ในปัจจุบันมีความเป็น ‘อีเวนต์พิเศษ’ มากกว่าภาพยนตร์ ด้วยการแสดงเพียงสถานที่เดียวทั่วประเทศ บัตรราคาแพงเหมือนคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ แต่ด้วยความที่เป็นละครเวทีบันเทิง (ต่างจากละครเวทีเนื้อหาเฉลิมพระเกียรติ หรือที่ได้ทุนสนับสนุนจากองค์กรรัฐโดยตรง และถูกนำเสนออย่างเป็นทางการแข็งทื่อเช่นเรื่อง ‘นางเสือง’)

ทำให้คนที่รับสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รู้สึกว่าเมื่อละครเรื่องใดมีกระแสนิยม เป็นที่พูดถึงมาก และสื่อพูดถึงมากเป็นพิเศษ (กว่าละครเวทีในเชิงพาณิชย์ทั่วไป) จึงยิ่งมีความพิเศษในตัวเอง โดยไม่ได้นึกถึงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโหมโฆษณาสร้างความนิยม มากกว่าการที่ละครเรื่องนี้ได้รับการรับรองจากรัฐว่าเฉลิมพระเกียรติได้ดี เฉลิมพระเกียรติได้ถูกต้อง

สถานะดังกล่าวนี้สอดรับกับงานเฉลิมพระเกียรติได้อย่างเหมาะเจาะ และเมื่อควบรวมเข้ากับวิธีการทางศิลปะในการดัดแปลงบทประพันธ์ของ ถกลเกียรติ วีรวรรณ และบรรดาทีมเขียนบทของละครเรื่องนี้ ก็เสมือนกับได้ติดเครื่องยนต์กลไกเร่งอัตรา และพาอีกหนึ่งแผ่นดินเข้ามาอยู่ในการรับรู้ของผู้ชมได้อย่างง่ายดายไร้การต่อต้าน

สี่แผ่นดิน คึกฤทธิ์ ปราโมช ภาพจาก Thaigramophone

สี่แผ่นดิน คึกฤทธิ์ ปราโมช ภาพจาก Thaigramophone

ถึงแม่พลอยจะไม่ใช่คนเดิม

การตอบรับอย่างลิงโลดของสื่อมวลชนและรัฐที่มีต่องานเฉลิมพระเกียรติเชิงพาณิชย์ชิ้นนี้ ทำให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘ความจงรักภักดี’ ได้เปลี่ยนรูปแปรสารไปจากที่เคยถูกนิยามชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (ลำพังเพียงอีเวนต์พิเศษอย่าง ‘จุดเทียนวันพ่อ’ ในโรงละครเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 นั้นคงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ) ส่วนหนึ่งย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คือหนึ่งในปัจจัยเร่งปฏิกิริยาความเปลี่ยนแปลงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความจงรักภักดีและสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือประเด็นย่อยในแง่มุมใด

น่าแปลกใจ (หรือจริงๆ ไม่?) ว่านอกจากบทความที่กล่าวชื่นชมในความจงรักภักดี และจับหัวจิตหัวใจความคิดของคนไทยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อันถูกตีพิมพ์กระจัดกระจายไปทั่ว (ซึ่งเป็นคำชมที่พ่วงมากับ ‘สี่แผ่นดิน’ แทบทุกเวอร์ชั่น โดยแทบไม่เคยเกิดคำถามหรือการรื้อสร้างใดๆ)

มีบทความของ ปวิตร มหาสารินันทน์ น่าจะเพียงชิ้นเดียว ที่วิพากษ์การแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างล้นเกินของละครเรื่องนี้ในสื่อสาธารณะกระแสหลัก ตัวอย่างที่ปวิตรยกมาคือการร้องเพลง ‘ในหลวงของแผ่นดิน’ ถึง 4 ครั้งตลอดการแสดง (ความยาวราว 3 ชั่วโมงครึ่ง) ซึ่งกระทั่งกิจกรรมในโรงเรียน ยังไม่เคยต้องให้เด็กนักเรียนร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระบารมีของกษัตริย์ด้วยอัตราความถี่มากมายเช่นเดียวกับที่ ถกลเกียรติ วีรวรรณ ให้ตัวละครของเขาทำในเรื่อง

ความล้นเกินของอัตราความถี่ดังกล่าว (ซึ่งปวิตรให้ความเห็นไว้ว่า “almost suggest a return to absolute monarchy”) สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของพลอยที่ถูกปรับเพื่อให้เข้ากับผู้ชมชาวไทยในบริบทการเมืองปัจจุบัน การพิจารณาละครเรื่องนี้ว่าเพราะเหตุใดความล้นเกินในส่วนนี้จึงไม่ถูกตั้งคำถามมากนัก

ผู้เขียนมองว่าเราต้องมองสิ่งที่ถกลเกียรติและบรรดาทีมเขียนบททำระหว่างการดัดแปลงบทประพันธ์ ซึ่งข้อที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนแม่พลอยให้มีความร่วมสมัย (ในความหมายที่ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ‘ก้าวหน้า’) เพื่อให้พลอยยังคงเป็นตัวละครที่เปรียบเสมือนอุดมคติในเหลี่ยมมุมต่างๆ ดังที่บทประพันธ์ได้สร้างอิทธิพลเอาไว้ในสังคมมานานนับทศวรรษ

เช่นเดียวกับข้อวิจารณ์ถึงตัวบทประพันธ์ตั้งแต่บทแรก เมื่อคึกฤทธิ์ให้แม่ของพลอยกล่าวโทษการเป็น ‘เมียน้อย’ ในเชิงสั่งสอนให้พลอยในวัยเด็กฟัง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่านี่คือการพยายามสร้างตัวละครให้สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมในช่วงที่ผลงานเรื่องนี้กำลังตีพิมพ์อยู่ โดยอาจไม่ตรงกับทัศนคติหรือค่านิยมที่แท้จริงในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 อันปรากฏเป็นท้องเรื่อง – พลอยของถกลเกียรตินั้นไม่เพียงแต่พูดเยอะ พูดมาก (ต่างจากในหนังสือที่ทัศนคติต่างๆ จะถูกนำเสนอผ่านห้วงความคิดพรรณนา มากกว่าให้พลอยพูดออกมาเป็นเสียงไปสู่ตัวละครอื่น)

แต่การพูดของเธอยังสามารถปะทะกับคนอื่นได้อย่างแข็งขัน จากพลอยผู้สงบเสงี่ยม มือไม้อ่อน และปล่อยชีวิตให้เพพัดไปตามครรลองของวิถีสังคม ที่ผู้อ่านหลงรักชื่นชม เธอกลับมีจุดยืนที่แข็งขันแน่วแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมการเมืองหรือชีวิตคู่ ดังจะปรากฏในฉากที่พลอยแสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจนเมื่อทราบว่าคุณเปรมมีลูกติด ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมลักษณะนิสัยของผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงแกร่ง อันเป็นอุดมคติในสังคมไทยปัจจุบัน (ซึ่งรวมกับการเป็นแม่และเมียที่ดีเข้าไปอีกโสตหนึ่ง)

ผู้หญิงที่ยอมลงให้กับผู้ชายในทุกกรณี คือภาพของเพศหญิงที่ไม่อาจเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอุดมคติ พลอยจึงต้องเปลี่ยนแปลง และเมื่อเธอกลายเป็นหญิงเก่ง หญิงแกร่ง หญิงที่มีความคิดจุดยืนแน่วแน่ การกระทำหรือการปะทะทางความคิดที่เกิดขึ้นใน ‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโลกปลอดพิษเล็กๆ ให้อยู่รอบตัวเพื่อความสบายอกสบายใจ แต่กินความกว้างขวางไปถึงการเรียกร้องและพยายามชำระล้างชาติที่เธอสังกัดให้สะอาดหมดจดไร้มลทิน

อั้น ลูกชายคนรองของพลอยเคยระบุลักษณะนิสัยของมารดาไว้ในต้นฉบับว่า “คุณแม่นี่บทจะแข็งก็แข็งเป็นเหล็กทีเดียว ผมเพิ่งเคยเห็นวันนี้” ทว่าเมื่อผ่านมือของถกลเกียรติแล้ว ความแข็งของพลอยได้ถูกถ่ายเทจากเรื่องคนในครอบครัว คนรอบตัว และการช่วยเหลือผู้คนตามจริตวิธีคิดอันเป็นคนดีมีศีลธรรมของพลอย ได้กลายเป็นเรื่องของสถาบันกษัตริย์ไปหมด

“จะทำอย่างไรกับในหลวง จะฆ่าเจ้าให้หมดหรือ” – ประโยคนี้พลอย สินจัยไม่ได้พูด หากแต่เป็นปรารภของพลอยผู้อยู่ในหน้ากระดาษ เมื่อทราบข่าวการปฏิวัติสยามที่อุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

ประโยคแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน (อันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่ไม่ได้อยู่ในบทพรรณนาห้วงความคิด) ของพลอยข้างต้น ถูกปรับแปรเปลี่ยนรูปให้รุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อปรับบริบทของสถานการณ์และความรู้สึกของผู้ชมจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (และการ ‘ฆ่าเจ้า’ คือหนึ่งในกระบวนการที่เกิดขึ้นมาแล้วในที่อื่นของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองโลก) มาเชื่อมโยงกับวาทกรรม ‘ล้มเจ้า’ (มีการใช้คำนี้ในละครเวทีด้วย ถ้าหากความจำของผู้เขียนไม่ผิดเพี้ยนไป) ที่แพร่สะพัดอยู่ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่แบบเบาะๆ อย่างการบริภาษ ‘อั้น’ ตัวละครที่ฝักใฝ่คณะราษฎรผ่านบทเพลงอันว่าด้วยคนขายชาติเนรคุณ ไปจนถึงแบบหนักๆ คือการอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เวอร์ชั่นตัดทอนเลือกสรรแบบสดๆ กลางรัชดาลัยเธียเตอร์

ในโลกอินเตอร์เน็ต ประกาศฉบับนี้ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้จะหาอ่านได้ทั่วไป และมีการเผยแพร่อยู่เป็นระยะเมื่อถึงกำหนดครบรอบหรือช่วงเวลาสำคัญที่คาบเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย ยังต้องเผชิญกับการสกัดกั้นการเข้าถึงอยู่เนืองๆ (กรณีล่าสุดคือฉบับที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งมีคำสั่งหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร)

แต่การอ่านประกาศในละครเฉลิมพระเกียรติเรื่องนี้ไม่ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงใดๆ ทั้งๆ ที่ถกลเกียรติเลือกให้ผู้แสดงอ่านเนื้อหาเฉพาะส่วนที่โจมตีระบอบเก่า และตัดเนื้อหาส่วนที่ว่าด้วยหลัก 6 ประการของคณะราษฎรออกไปทั้งหมด – แน่นอนว่าเป็นเพราะการเลือกสรรเนื้อหาที่ความรุนแรงของคำเป็นสิ่งระคายหูในยุคนี้สมัยนี้ ย่อมแสดงให้เห็นความอหังการ์ของฝ่ายปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างคณะราษฎร และผลักให้คนดูยืนอยู่ขั้วตรงข้ามมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ด้วยนัยยะของความแตกต่างทางอุดมการณ์ในยุคสมัยปฏิวัติ แต่คือความแตกต่างในเชิงศีลธรรมจริยธรรม

กลวิธีของคึกฤทธิ์ที่สร้างความรู้สึกเสมือนจริงให้กับบรรดาผู้อ่านได้อย่างแยบยล ส่วนหนึ่งผู้เขียนมองว่าเนื้อเรื่องอันเชื่องช้ายืดยาวของ ‘แผ่นดินที่หนึ่ง’ นั้นมีส่วนสำคัญ ไม่เพียงแต่สะท้อนรัชสมัยอันยาวนานของรัชกาลที่ 5 (42 ปี) แต่ได้ให้รายละเอียดที่ก่อขึ้นรอบตัวพลอยได้เป็นขั้นตอน สร้างระเบียบแบบแผนของโลกในวังอันงดงามขึ้นมา กระทั่งเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วผ่านสามแผ่นดินอันเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ยังไม่ได้มุ่งแสดงความเห็นหรือจุดยืนอันมาจาก ‘เบื้องบน’ อย่างชัดเจน แต่ควบคุมให้ความเห็น ความคิด ความรู้สึกต่อกษัตริย์นั้นจำกัดอยู่ในหมู่ตัวละครที่เป็นไพร่ ความรู้สึกนึกคิดและความจงรักภักดีแบบอุดมคติที่อยู่ในตัวพลอย จึงสามารถเชื่อมโยงกับคนอ่านได้อย่างใกล้ชิด

พระเดชและพระคุณของกษัตริย์ถูกเล่าผ่านตัวละครต่างๆ ในงานของคึกฤทธิ์ อย่างช่วงที่ช้อยเล่าถึงความรู้สึก ‘รัก’ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ต่างจากความ ‘ยำเกรง’ พระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนๆ ก็ถูกตัดทอนลงให้เหลือเพียงพระคุณ ความรักเอื้ออาทรที่เจ้ามีต่อไพร่ฟ้า (ไม่ว่าจะเป็นพระราชกรณียกิจในสายงานใด) เช่นเดียวกับภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ถูกนำเสนอในสื่อกระแสหลักของไทย

สิ่งที่ถกลเกียรติเลือกทำคือการเลือกนำเสนอความจงรักภักดีจากเบื้องบน และบิดมุมมองของปุถุชนที่มีต่อกษัตริย์ให้เป็นการรับวาทกรรมจากเบื้องสูงลงมาอีกต่อหนึ่ง ความงดงามของแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงไม่ได้ถูกให้รายละเอียด หรือแสดงให้ผู้ชมได้เห็นเป็นภาพประจักษ์ แต่ถูกให้เป็นข้อมูลในรูปของข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์คล้ายข่าวในพระราชสำนัก ไปจนถึงการเสนอความดีงามแบบกำปั้นทุบดินให้แก่สถาบัน (เช่น พล็อตส่วนที่เล่าเรื่องกำเนิดโรงพยาบาลศิริราช ที่ละครเสนอว่าเนื่องจากพระโอรสของกษัตริย์ได้ประชวรจนถึงแก่สวรรคต จึงได้มีพระราชดำริสร้างโรงพยาบาลเพื่อดูแลสุขอนามัยและการสาธารณสุขของไพร่ฟ้าประชาชนชาวสยาม) เพื่อสร้างขั้วตรงข้ามเชิงศีลธรรมขึ้นมาในเส้นเรื่อง ความจงรักภักดีและความดีงามของกษัตริย์ถูกสร้างขึ้นในฐานะชุดข้อมูลสำเร็จอันตั้งคำถามมิได้ แทนที่จะเป็นความจงรักภักดีอันกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ในหลากหลายพื้นเพและพื้นฐานความคิด อย่างที่มนุษย์ปุถุชนผู้มีเสรีภาพทางความคิดพึงมี

อั้นเกิดวิกฤติศรัทธาในระบอบใหม่ เกิดความสับสนทางอุดมการณ์ในลักษณะของนักปฏิวัติโรแมนติก ผู้เห็นภาพอุดมคติกำลังค่อยๆ พังทลายลงด้วยน้ำมือของคนใกล้ชิด ความคิดภายในของอั้นอาจไม่เปลี่ยนแปลงแต่สายสัมพันธ์ของครอบครัวนั้นยังคงอยู่ในท้ายที่สุดเมื่อเขาได้เห็นด้านมืดของสิ่งที่ตัวเองศรัทธา – ถกลเกียรติเลือกให้ทุกอย่างไปไกลกว่านั้น เขาหยิบเอาบรรยากาศทางการเมืองอันแจ่มใส และยุคที่ความหลังต่างๆ กำลังจะถูกลืมและให้อภัยซึ่งกันและกันใน ‘แผ่นดินที่สี่’ มาใช้ซ้อนทับกับบรรยากาศทางการเมืองปัจจุบัน แต่หยิบมาใช้พร้อมกับเงื่อนไขทางศีลธรรม นั่นคือความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้เมื่อความต่างถูกสลายไป การศรัทธาในประชาธิปไตยและคณะราษฎรของอั้นถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งผิด จนถึงกับมีเพลงที่เขาต้องร้องต่อหน้าแม่เพื่อแสดงอาการ ‘สำนึกในบาป’

ความสามัคคีปรองดองที่เห็นใน ‘สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล’ จึงไม่ใช่สามัคคีที่แท้จริง เป็นความปรองดองจอมปลอมที่บีบบังคับให้ความแตกต่างไม่มีที่ยืน เป็นความสมานฉันท์ที่เรียกร้องให้คนอื่นปรับเข้าหาตนเอง และเป็นหลักการที่ปรับใช้ได้เฉพาะกับคนที่ ‘ผ่านการคัดเลือก’ ทางศีลธรรมมาแล้วเท่านั้น

เมื่อได้เห็นแนวคิดเหล่านี้ได้รับการชื่นชม สมาทาน ผ่านการรับรองจากรัฐ และสร้างปรากฏการณ์ในสังคมไทยภายใต้บริบททางการเมืองเช่นที่กล่าวไปทั้งหมด เราไม่เพียงแต่ได้รู้ว่าทั้งพลอยผู้อยู่ในหน้ากระดาษนั้นได้เปลี่ยนไป หากแต่พลอยที่สิงสถิตอยู่ในมโนสำนึกของใครต่อใครที่อยู่รอบตัวเราก็ได้เปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทิศทางอันไม่เพียงแต่น่าตั้งคำถาม ทว่าควรถูกรื้อสร้างให้หนัก ว่านี่คือ ‘ความจงรักภักดี’ หรือ ‘ความรัก’ แบบที่เราต้องการแล้วจริงหรือ