กิตติคุณ โสระธิวา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่ เป็นประธานาธิบดีที่มาจากพรรคสังคมนิยมคนแรกในรอบ 17 ปี จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พ.ค. นี้ หลังจากเอาชนะนิโกลาส์ ซาร์โกซี ด้วยคะแนน 51.9% ต่อ 48.1% ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา
ในระหว่างการหาเสียงนั้นนายฟรองซัวส์ ออลลองด์ได้เสนอนโยบายหลายอย่างที่น่าจะเป็นทิศทางใหม่ในเรื่องการต่างประเทศของฝรั่งเศสซึ่งแทบจะตรงกันข้ามกับนโยบายที่นิโกลาส์ ซาร์โกซีเคยปฏิบัติมาเลยทีเดียว
มิติด้านการทหาร
ปี 1966 นายพลชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ประธานาธิบดีในขณะนั้น ได้ประกาศว่าฝรั่งเศสจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขความร่วมมือต่างๆกับนาโต ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสถอนตัวออกจากการบัญชาการทางทหารของนาโต (NATO) การถอนทหารแคนาดาและสหรัฐฯ ออกจากฝรั่งเศส รวมทั้งการย้ายสำนักงานใหญ่รวมถึงฐานทัพอากาศของนาโตออกจากฝรั่งเศส นับว่าเป็นวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของนาโตได้เลย
เป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของนายพลชาร์ลส์ เดอ โกลล์คือต้องการให้ฝรั่งเศสมีบทบาทสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง หากยังอยู่ใต้ร่มเงานาโต ก็หนีไม่พ้นอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จึงได้ถอนตัวออกมาจากนาโตเสีย เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่างๆสามารถเป็นไปได้อย่างอิสระ
อีกเป้าหมายหนึ่งคือต้องการเปลี่ยนขั้วอำนาจของโลก ซึ่งในขณะนั้นเป็นระบบสองขั้วอำนาจ (Bipolar World) ได้แก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ไปสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) โดยฝรั่งเศสจะเป็นทางเลือกของชาติต่างๆที่ไม่ต้องการเข้าข้างทั้งฝ่ายสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
หลังจากปี 1966 เป็นต้นมา ผ่านไปกว่า 40 ปีแล้ว ฝรั่งเศสก็ยังคงดำเนินนโยบายนั้นมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนิโกลาส์ ซาร์โกซี ฝรั่งเศสตัดสินใจกลับเข้านาโตในฐานะสมาชิกเต็มตัว และเข้าสู่การภายใต้การบัญชาการทางทหารของนาโตอีกครั้ง
หลังจากนั้น ฝรั่งเศสก็ได้ร่วมปฏิบัติการทางทหารในนามของนาโต สนับสนุนการโค่นล้มมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียด้วยปฏิบัติการกำหนดเขตห้ามบิน (No-fly Zone) เหล่านี้เป็นประเด็นที่ออลลองด์ตั้งคำถามต่อซาร์โกซีว่าการกลับเข้านาโตนั้นก่อประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีคนใหม่นี้ คาดว่าจะเป็นประธานาธิบดีในแบบคลาสสิคของฝรั่งเศส ที่หันกลับไปดำเนินนโยบายต่างประเทศที่นายพลชาร์ลส์ เดอ โกลล์ได้วางไว้เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาใหม่โดยจะไม่สนับสนุนท่าทีการเป็นเจ้าโลกของสหรัฐอเมริกา แต่ยังคงเป็นพันธมิตรกันอยู่เช่นเดิม
ล่าสุด โฆษกของนายฟรองซัวส์ ออลลองด์แถลงว่าฝรั่งเศสจะถอนทหารทั้งหมดกว่า 3,000 คน ออกจากอัฟกานิสถานภายในสิ้นปี 2012 ซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึง 2 ปี
ทั้งนี้นายฟรองซัวส์ ออลลองด์มีคิวจะพบกับโอบามาอย่างเป็นทางการในการประชุม G8 ที่แคมป์เดวิด สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 18-19 พ.ค. ที่จะถึงนี้ และจะประชุมสุดยอดผู้นำนาโตต่อ ในวันที่ 20-21 พ.ค. ซึ่งทั้งสองฝ่ายคงจะมีโอกาสได้พูดคุยกันในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานของฝรั่งเศส และความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศสและนาโต หลังจากนั้นแล้ว เราคงจะได้เห็นทิศทางต่างๆที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
มิติเศรษฐกิจท่ามกลางหล่มปรักของวิกฤตทางการเงิน
เดิม นิโกลาส์ ซาร์โกซีและนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอร ยังเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยุโรป และได้ผลักดันความร่วมมือทางการคลังที่มีลักษณะเป็นกฎเข้มงวด หรือมาตรการรัดเข็มขัด (Fiscal Compact) ออกมา โดยได้ลงนามเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2012 จากชาติสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้ง 25 ประเทศ ยกเว้นสาธารณรัฐเช็กและสหราชอาณาจักรที่ปฏิเสธ
กฎเข้มงวดทางการคลัง (Fiscal Compact) มุ่งรัดเข็มขัดการใช้จ่ายภาครัฐ โดยกำหนดว่าในแต่ละปีนั้น งบประมาณของภาครัฐจะต้องไม่มีการขาดดุลเกินร้อยละ 0.5 ของ GDP แต่ถ้าหากขาดดุลเกินร้อยละ 3 ของ GDP จะถูกลงโทษโดยศาลสูงสุดของยุโรป และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีหนี้สาธารณะเกินร้อยละ 60 ของ GDP จะต้องลดหนี้สินเหล่านั้นลงให้ได้อย่างน้อย 0.05% ต่อปี
สำหรับมาตรการดังกล่าว ในมุมมองของนายฟรองซัวส์ ออลลองด์ เขาวิจารณ์ว่าเหมือนกับการฆ่าตัวตาย เขากล่าวว่าจะขอร้องให้เยอรมันกลับมาทบทวนมาตรการนี้อีกครั้งและเสนอให้เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปด้วย ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายฟรองซัวส์ ออลลองด์จะขอการสนับสนุนจากชาติอื่นๆในสหภาพยุโรป เช่น กรีซ อิตาลี สเปน โปรตุเกส เพื่อช่วยเขาโน้มน้าวให้เยอรมันทบทวนมาตรการดังกล่าว
ด้านเยอรมันเอง นางอังเกลา แมร์เคิล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอยังคิดว่ากฎเข้มงวดทางการคลังนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะไม่มีการเจรจาใดๆเพื่อแก้ไขมาตรการดังกล่าวทั้งสิ้น นอกจากนี้เธอยังได้กล่าวในรัฐสภาเยอรมันว่า การเติบโตด้วยหนี้สินจะทำให้เรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของวิกฤติอีกครั้ง เราต้องไม่ทำเช่นนั้น
ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศส นางอังเกลา แมร์เคิล ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายฟรองซัวส์ ออลลองด์และเชิญเขามาหารือร่วมกันที่เบอร์ลินถึงทิศทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเขาก็ตอบตกลง และวางแผนว่าจะเดินทางไปเบอร์ลินทันที หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ในวันที่ 15 พ.ค. นี้


