โดย เบ๊นซ์ สุดตา
ในระบบทุนนิยมนั้น ทุนสื่อถือเป็นทุนที่มีลักษณะที่พิเศษกว่าทุนอื่นๆ เพราะนอกจากลักษณะทั่วๆไปของทุนที่มุ่งเน้นการทำกำไรสูงสุดตามแบบแผนของธุรกิจทั่วๆ ไปในระบบทุนนิยมแล้ว ทุนสื่อยังมีลักษณะของการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการครอบงำในเชิงสัญลักษณ์ การสร้างอัตลักษณ์ทางความคิดทั้งในทางวัฒนธรรมและการเมืองด้วย ทุนสื่อถือเป็นทุนที่มีบทบาทในทางความคิดไม่ต่างจากสถาบันทางสังคมอื่นๆอย่างระบบการศึกษาหรือแม้กระทั่งศาสนา
ด้วยอานุภาพที่มหาศาลของอำนาจสื่อนี่เองที่ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจต้องการที่จะมีอำนาจในวงการสื่อเพื่อครอบโลก โดยเฉพาะโลกทางความคิดของคน การที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯหรืออังกฤษเป็นเจ้าของสื่อครอบโลกได้นั้นส่งผลต่อการชี้นำเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ลักษณะการใช้ชีวิต และความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและอังกฤษเป็นเจ้าของสื่อครอบโลกได้ ก็ทำให้ปริมณฑลทางอำนาจทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองแผ่ขยายไปทั่วโลก และหยั่งรากลึกไปในความคิดจิตใจของทุกๆคน ทำหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นเครื่องมือในการยึดครองตลาดผ่านการยึดครองความคิดจิตใจผู้บริโภคให้จดจำ ศรัทธา หรือแม้แต่คลั่งและภักดีในตราสินค้าต่างๆ บทบาทในทางการเมืองของสื่อนั้นถือว่าเข้มข้นมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นแล้วที่สหรัฐฯและโซเวียตต่างใช้การโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม
การต่อสู้ทางสื่อดูจะเข้มข้นอย่างมากและบทบาทของสื่อครอบโลกก็ทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่งในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญต่อชัยชนะของกองทัพและนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ภายใต้การสร้างวาทกรรมผู้ก่อการร้ายและมีกระบวนการเชื่อมโยงผู้ก่อการร้าย อิสลาม และ คนตะวันออกกลาง/อาหรับ ให้เสมือนหนึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน จนกระทั่งเกิดกระแสหวาดกลัวและเกลียดชังคนมุสลิมและชาวอาหรับอย่างรุนแรงไปทั่วสหรัฐฯและในส่วนอื่นๆ ของโลก ขณะเดียวกันก็ได้ทำให้สหรัฐฯมีความชอบธรรมในการยกกำลังทหารนับแสนนายพร้อมแสนยานุภาพของกองทัพเรือและกองทัพอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยกพวกถล่มทั้งอัฟกานิสถานและอิรักแบบไม่มีใครกล้าขัดขืน ทั้งๆ ที่สหรัฐฯเคยสนับสนุนทั้งตาลีบันและซัดดัมมาก่อน แต่สื่อครอบโลกของสหรัฐฯก็ปิดหูปิดตาประชาคมโลกและบิดเบือนเรื่องนี้อย่างชัดเจน
แต่ 11 กันยายน 2001 ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามสื่อครอบโลกเช่นกัน ครั้งหนึ่งสื่อของสหรัฐฯและอังกฤษภายใต้เครืออภิมหาบริษัทสื่อโลกอย่าง News Corp, Walt Disney, Time Warner, New York Times, Viacom, Financial Times, Reuters ซึ่งครอบครองทุกปริมณฑลข่าวไปทั่วโลกก็มีคู่แข่งใหม่ที่พุ่งขึ้นมาตอบโต้กระแสข่าวที่โหมกระหน่ำมาจากศูนย์กลางอำนาจโลกนั่นก็คือ Al Jazeera สถานีโทรทัศน์ของกาตาร์ที่รายงานข่าวตอบโต้กับ CNN และ Fox News อย่างดุเดือดช่วง 11 กันยายน 2001 และสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานและอิรัก และทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักและหันมาสนใจการรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อกระแสทางเลือกจากคนตะวันออกมากขึ้น โดยความนิยมในตัว Al Jazeera สามารถวัดได้จากการค้นหาชื่อสถานีใน google ที่พุ่งพรวดเป็นหนึ่งในคำที่มีการค้นหาสูงที่สุดในโลกในช่วงสงครามอิรัก
นั่นถือเป็นครั้งแรกของสหรัฐฯที่พ่ายแพ้เกมสื่ออย่างยับเยินในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งน่าจะยิ่งสร้างอำนาจในการใช้สื่อครอบโลกให้กับสหรัฐฯและพรรคพวกได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันปัจจัยโลกาภิวัตน์นั้นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกสามารถมองหาและสัมผัสเนื้อหาสื่อทางเลือกอื่นๆนอกเหนือจากสื่อกระแสหลักได้ นี่เองจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ Al Jazeera ฉวยโอกาสและลุกขึ้นมาพลิกกระแสต่อต้านสงครามและสามารถทำให้ประชาคมโลกรับฟังและทำความเข้าใจโลกมุสลิมมากขึ้น
หลังจากสหรัฐฯพังยับในเชิงของภาพลักษณ์จากการที่รัฐบาลบุชตัดสินใจถล่มอิรักในปี 2003 สหรัฐฯก็กลับมาเปิดเกมสื่อใหม่อีกครั้งหลังจากระบบเศรษฐกิจโลกเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่จากการพุ่งทะยานของจีนและประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจทั้งกลุ่ม BRIC เอเชีย และทุนอาหรับ หากดูหน้าข่าวในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า สหรัฐฯและตะวันตกใช้สงครามโฆษณาชวนเชื่อไม่ต่างจากยุคสงครามเย็นในการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของจีนในแง่ของประเทศที่พยายามครอบงำและกำจัดคู่แข่งในระบบเศรษฐกิจโลก แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่จากอินเตอร์เน็ตหรือสื่อพวก Social Networking ทำให้สหรัฐฯเปิดฉากโจมตีในวงกว้างกว่าเดิม สหรัฐฯพยายามปัดภาระของปัญหาในระบบเศรษฐกิจของตัวเองโดยการอ้างว่าจีนมีการบริโภคต่ำเกินไปและตรึงค่าเงินอ่อนเกินจริง ขณะเดียวกันในทางการเมืองสหรัฐฯใช้การโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองผ่านการระดมผู้เชี่ยวชาญและการออกมาให้ความเห็นของนักการเมืองมาพูดในทำนองว่า จีนพยายามจะกลืนทรัพยากรทั้งโลก จีนเป็นต้นเหตุของราคาน้ำมันที่แพง มีการสร้างภาพหลอนของการแผ่ขยายอำนาจทางทหารของจีนที่พยายามจะครอบงำภูมิภาคเอเชียและเป็นภัยความมั่นคง ทั้งๆที่สหรัฐฯคือ ประเทศที่มีงบประมาณทหารและกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในทุกๆภูมิภาคของโลกรวมถึงเอเชีย
ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐฯยังโหมกระแสถล่มจีนในการเข้าไปลงทุนในแหล่งทรัพยากรในแอฟริกา ว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมผู้นำเผด็จการและการคอรัปชั่น การโจมตีจีนในช่วงก่อนโอลิมปิกทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าและทิเบต แต่ด้วยอินเตอร์เน็ตนี่เองที่คนจีนและสื่ออย่าง China Daily ออกมาแฉว่าสถานี CNN จงใจตัดต่อภาพในทิเบตว่าประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนทำร้าย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงคนในทิเบตกำลังก่อจลาจลอย่างหนักและรัฐต้องเข้าไปปรามตามหน้าที่ สร้างกระแสความโกรธแค้นและไม่พอใจต่อชาวจีนกว่าพันล้านคนอย่างรุนแรง
ปัจจุบันแนวรบสงครามสื่อของสหรัฐฯและตะวันตกได้ผันเกมเข้าสู่ส่วนหนึ่งของสงครามเศรษฐกิจและการเงินอย่างเต็มตัวหลังเกิดวิกฤตการเงินตั้งแต่ปี 2007 โดยสื่อของสหรัฐฯและตะวันตกได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีการเข้ามาไล่ซื้อกิจการสถาบันการเงิน บริการ ธุรกิจโทรคมนาคมและทรัพยากรของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีนและอาหรับว่า กองทุนเหล่านี้คิดจะเข้ามายึดระบบเศรษฐกิจและเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” จนเกิดกระแสต่อต้านกองทุนรัฐบาลเหล่านี้ไปทั่ว ต่อมาสหรัฐฯใช้สงครามข่าวสารเล่นงานจีนอย่างหนักอีกครั้งในเรื่องเงินหยวน และคราวนี้เล่นแรงถึงขั้นที่ว่า จีนคิดจะทุ่มเงินดอลลาร์ทิ้ง
เมื่อจีนและประเทศอื่นๆที่สหรัฐฯมองว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองและเศรษฐกิจถูกถล่มอย่างหนักในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาหลังสหรัฐฯพ่ายแพ้เกมสื่อยับเยินหลังสงครามอิรัก ประเทศเหล่านี้จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการหาช่องทางในการคานอำนาจสื่อตะวันตกในการสื่อสารกับคนทั้งโลก ซึ่งปรากฏการณ์ของ Al Jazeera ได้จุดประกายเรื่องนี้ และจีนเองก็ดูจะมุ่งมั่นในการทำสงครามสื่อกับสหรัฐฯอย่างมาก ปัจจุบันจีนมีกระบอกเสียงหลักใน 4 กลุ่มธุรกิจสื่อที่รัฐเป็นเจ้าของโดยศูนย์กลางของแนวรบสื่อจีนก็คือ สำนักข่าวซินหัว นอกจากนั้นยังมีพันธมิตรอย่างหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ China Daily และ People’s Daily และสถานีโทรทัศน์ CCTV ในการผลิตรายการและความเห็นของจีนที่มีต่อจีนเองและต่อสถานการณ์ทั่วโลกในปัจจุบันด้วย
จีนแสดงความชัดเจนในการตอบโต้การโหมกระแสของสื่อครอบโลกตะวันตกด้วยการอนุมัติเงิน 45,000 ล้านหยวนให้กับ CCTV ซินหัว และ People’s Daily คนละ 15,000 ล้านหยวนเมื่อช่วงมกราคม 2009 ในการเสนอโครงการสื่อเพื่อแผ่อิทธิพลในเวทีโลก ขณะเดียวกันในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2009 จีนได้สร้างความฮือฮาจากการที่รองหัวหน้าบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ China Daily ไปสั่นระฆังในตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ และประกาศวางจำหน่ายหนังสือพิมพ์ China Daily ฉบับสำหรับคนสหรัฐฯโดยเฉพาะ โดยเริ่มที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจในนิวยอร์กเพื่อให้คนสหรัฐฯรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจในจีน ซึ่งจุดนี้จีนได้ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่คนยุคนี้ต่างต้องมาลงทุนในจีนในการขยายอิทธิพลของสื่อจีน โดยพ่วงไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2010 จีนได้ทำการเปิดสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ของโลกใต้ร่มเงาของซินหัวภายใต้ชื่อ CNC World โดยออกอากาศเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อนำเสนอข่าวในมุมมองของจีนทั้งข่าวจีนและข่าวต่างประเทศ โดย CNC World มีโครงการจะออกอากาศเป็นภาษาฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส รัสเซีย อาหรับ และญี่ปุ่นในอนาคตด้วย ทั้งนี้ซินหัวซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ CNC จะมีการปรับธุรกิจการนำเสนอข่าวของ ช่อง CNC และซินหัวอย่างครบวงจรทั้งโทรทัศน์ เคเบิ้ล อินเตอร์เน็ต และในมือถือด้วย รวมถึงบริการข้อมูลทางการเงินซึ่งในทุกวันนี้ Bloomberg และ Reuters กำลังครอบครองตลาดโลกในด้านนี้
ปัจจัยทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนแนวรบสื่อครอบโลกในปัจจุบัน ตอนนี้หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างจีน รัสเซีย และอาหรับ กำลังตอบโต้สหรัฐฯและตะวันตกด้วยการโจมตีระบบทุนนิยมเสรีและความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมีแนวโน้มว่ามหาอำนาจเศรษฐกิจอื่นๆในอนาคตเช่น บราซิล อินเดีย จะพยายามหาพื้นทีของตัวเองในสงครามสื่อโลกมากขึ้น โดยในปัจจุบันนอกจากจีนและอาหรับจะเป็นสื่อโลกตะวันออกที่โดดเด่นแล้ว สื่อจากรัฐบาลรัสเซียก็ถือว่ากำลังมาแรงเช่นกัน โดยขณะนี้หัวหอกของสื่อรัสเซียที่เป็นกระบอกเสียงของประเทศและโจมตีสหรัฐฯทุกด้านก็คือ สถานีโทรทัศน์ Russia Today หรือ ช่อง RT ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชมทั่วโลก
และเมื่อโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นและสื่อตะวันตกกำลังมีปัญหาในการสื่อสารมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทในสงครามสื่อมากขึ้น แนวโน้มอีกอย่างจึงเกิดขึ้นนั่นคือ สื่อตะวันตกพยายามเสนอข่าวเป็นภาษาท้องถิ่นโดยเฉพาะภาษาจีนมากขึ้น เพื่อช่วงชิงพื้นที่ข่าวสาร ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดใหญ่โตที่น่าสนใจด้วย ดังนั้นในอนาคตสงครามสื่อคงยกระดับความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นจากพลวัตทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีความผันแปรอย่างรวดเร็ว



