โดย เบ๊นซ์ สุดตา
วิกฤตในยุโรปที่เริ่มที่กรีซและกำลังลุกลามไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆในเขตเงินยูโรได้ส่งผลให้เกิดการร่วงลงอย่างหนักของค่าเงินและราคาสินทรัพย์ทั้งยุโรป นักลงทุนต่างโยกเงินเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลด้วยความแตกต่างตื่นและหวาดกลัว ขณะเดียวกันนักลงทุนสถาบันทั้งภาคเอกชนและธนาคารกลางต่างๆได้โยกเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯเพื่อหลบภัย โดยรูปธรรมที่ชัดเจนคือการร่วงลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วของเงินยูโร ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯโดยเฉพาะพันธบัตรที่มีอายุยาวมากๆกลับให้ผลตอบแทนที่สูงนับแต่หลัง Lehman ล้มละลาย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์ในตอนนี้เป็นแค่ปรากฏการณ์ของการวิตกวิกฤตในยุโรป และเป็นแค่การปรับสมดุลในกลุ่มของประเทศที่เป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักทั้ง 4 อันได้แก่ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยน เงินยูโร และเงินปอนด์ โดยฐานของการปรับสมดุลที่หนักที่สุดก็คือเงินยูโรที่อ่อนค่าลงไปมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญๆอื่นๆนอกจากดอลลาร์ไม่ว่าจะเป็นเงินฟรังก์สวิส เงินเยน หรือแม้แต่เงินปอนด์ ซี่งอังกฤษเองก็มีปัญหาของการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้สาธารณะมหาศาลเช่นกัน
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าประเทศสหรัฐฯเองก็อยู่ในข่ายของประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงติดอันดับโลกไม่น้อยหน้าประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งหากมองภาพกันในอนาคตนั้นไม่นานเกินรอ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯจะแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2011 ได้ ด้วยเหตุที่ว่าสหรัฐฯเองยังมีแนวโน้มที่จะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปอีกนาน และการผ่านร่างกฎหมายยกเครื่องระบบประกันสุขภาพก็ยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังให้สูงขึ้นไปอีก โดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2011 หนี้ของรัฐบาลกลาง (Federal Government Debt) น่าจะทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 8 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน (26 พ.ค. 2010) แม้ว่าเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีทั้งหนี้รัฐบาลและหนี้สาธารณะจะน้อยกว่าญี่ปุ่นก็ตาม แต่ญี่ปุ่นเองก็ออกมาประกาศเพดานการออกพันธบัตรรัฐบาลแล้ว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯดูจะเป็นชาติเดียวที่ยังไม่ออกมาประกาศถึงแผนการลดการขาดดุลและควบคุมการก่อหนี้เลย
ระบบการเงินที่ขาดความสมดุลในแง่โครงสร้างของการกำกับและบริหาร (Governance Structure) ที่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 แห่งกลุ่ม G7 เดิมนั้นจะสร้างความผันผวนและความเสี่ยงของระบบการเงินให้สูงขึ้นไปอีกจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยของประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักจนส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์โดยรวมทั้งโลกด้วย
แต่ในปี 2010 นี้มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ไม่ธรรมดาและน่าสนใจอย่างมากก็คือ การพุ่งขึ้นของราคาทองคำและโลหะมีค่าอีกประเภทอย่างเงิน ซึ่งสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าในปีนี้ ทั้งๆที่ทองคำและเงินซื้อขายกันในรูปของเงินดอลลาร์ การเพิ่มค่าขึ้นของเงินดอลลาร์น่าจะทำให้ค่าดอลลาร์เทียบกับโภคภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิดนี้เพิ่มขึ้นซึ่งจะสะสท้อนมาในรูปของราคาทองคำและเงินที่ร่วงลงมาเช่นเดียวกับโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆด้วย แต่ราคากลับวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำสถิติใหม่ในปีนี้ ขณะเดียวกันหากวัดราคาของโลหะมีค่าทั้ง 2 ชนิดในรูปของเงินสกุลอื่นๆแล้วก็พบว่า ราคาทองคำและเงินมีการพุ่งขึ้นทำสถิติต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน
หากมองราคาของโลหะมีค่าทั้ง 2 ในตอนนี้ที่ไต่สู่ระดับสูงอย่างต่อเนื่องจะพบว่ามีการความแตกต่างกับช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยก่อนหน้านี้ราคาของโลหะมีค่าทั้ง 2 ไต่ระดับสูงขึ้นในช่วงก่อนวิกฤตพร้อมๆกับสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆและสินทรัพย์ทั่วโลกอันเป็นผลมาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และบรรดาโภคภัณฑ์ต่างๆซึ่งคิดราคาเป็นดอลลาร์ก็เป็นเสมือนประกันความเสี่ยงชั้นเลิศจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา และในช่วงที่เกิดวิกฤตในปี 2008 หลังจาก Lehman ล้มละลาย ราคาทองคำและเงินก็ร่วงลงมาอย่างหนักพร้อมๆกับสินทรัพย์ตัวอื่นๆเช่นกัน
แต่ในปี 2010 เป็นต้นมาราคาของโลหะมีค่าทั้ง 2 ยังคงรักษาแรงวิ่งอย่างต่างเนื่องจากปี 2009 ที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว พร้อมๆกับการวิ่งขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล และดูเหมือนว่าผลตอบแทนในการลงทุนในโลหะมีค่าทั้ง 2 จะสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นผลสืบเนื่องมจากวิกฤตการเงินช่วง 2007-2008 ที่รัฐบาลทั่วโลกได้ระดมทรัพยากรทางการเงินครั้งใหญ่ในการโอบอุ้มระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจโลกเอาไว้ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในข่ายที่น่ากังวลมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาเพราะมีหนี้สินอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว และเป็นจุดกำเนิดของความเสียหาย อีกทั้งมีแนวโน้มว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจะไล่ไม่ทันการเติบโตของหนี้สาธารณะในแต่ละปีด้วย
ดังนั้นแนวโน้มในอนาคตคือ การที่รัฐบาลต่างๆต้องทำการลดหนี้ขนานใหญ่ผ่านการก่อเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของหนี้สินที่แท้จริงลดลง ซึ่งภาระ ณ จุดนี้จะตกไปอยู่ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศในทันที หากมองไปที่วิกฤตการเงินที่ผ่านมาเราจะพบว่าธนาคารกลางเริ่มมีบทบาทในการบริหารต้นทุนทางการเงินโดยตรงมากขึ้นผ่านการสนับสนุนสภาพคล่องโดยตรงในรูปของการทำ “โครงการซื้อตราสารหนี้” หรือ Bond Purchase Program โดยที่ผ่านมาเป็นการซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนเพื่อช่วยโละสินทรัพย์เสี่ยงออกจากงบดุลของสถาบันการเงินมาไว้ในงบดุลของธนาคารกลาง ขณะเดียวกันการรับซื้อพันธบัตรโดยตรงนอกเหนือจากพันธบัตรพวก Subprime แล้วยังช่วยลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินโดยรวมด้วย
ความจริงเรื่องนี้ได้เริ่มขึ้นในสหรัฐฯแล้วก่อนหน้านี้ช่วงวิกฤตการเงินโดยธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากพันธบัตรเอกชน ขณะเดียวกันในญี่ปุ่นเองได้มีการต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนักระหว่างธนาคารกลางและรัฐบาลของนายฮาโตยาม่าที่เสนอให้มีการนำทุนสำรองมาช่วยอุดหนุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปเองก็มีแนวโน้มที่จะต้านเรื่องนี้ไม่อยู่เช่นกัน ซึ่งท้ายที่สุดก็ถูกบังคับให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาอย่างกรีซ และอาจรวมถึงประเทศสมาชิกกลุ่มเงินยูโรอื่นๆด้วย งานนี้ไม่ต้องพูดถึงอังกฤษซึ่งธนาคารกลางอังกฤษให้ความร่วมมือในการอัดฉีดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นงบดุลของธนาคารกลางก็กลายเป็นว่าด้านหนึ่งจะเต็มไปด้วยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่มีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆในฝั่งของสินทรัพย์ ในขณะที่ฝั่งของหนี้สินก็คือ เงินตราที่ออกตามกฎหมาย (Fiat Currency) ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเงินก้อนนี้จะออกผ่านทางงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในแต่ละปีนั่นเอง แม้ว่าในระยะสั้นนี้จะยังมีความเสี่ยงของเงินฝืดอยู่ก็ตาม
แต่ภาพรวมในระยะยาวคงเลี่ยงไม่พ้นภาวะเงินเฟ้อที่จะสูงอย่างต่อเนื่องหลายปีในบรรดาประเทศที่เป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักต่างๆ ขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลมีการกู้เงินที่สูงขึ้นย่อมส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นไปด้วย ส่งผลให้ราคาตลาดของพันธบัตรรัฐบาลตกลงอย่างต่อเนื่อง และนั่นย่อมส่งผลกระทบต่องบดุลของธนาคารกลางต่างๆด้วย
แต่การที่ช่วงที่ผ่านมาการซื้อตราสารหนี้ด้อยคุณภาพจากภาคเอกชนไม่ก่อปัญหาต่อธนาคารกลางโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯนั้นก็เนื่องมาจากความสำเร็จในการฟื้นเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์โดยรวม ทำให้มีกำไรจากการแทรกแซงระบบการเงิน ข่าวล่าสุดระบุว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯเองก็ได้กำไรกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ในการเข้าไปอุ้มธนาคารพาณิชย์ต่างๆเช่นกัน เนื่องจากหุ้นของธนาคารก็มีการปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีแนวโน้มที่ต้องกู้เงินแพงขึ้นซึ่งอาจแพงกว่าภาคเอกชนดังกรณีที่เกิดกับสหรัฐฯมาแล้วจนทำให้ธนาคารกลางต้องเป็นฝ่ายมารับภาระและแบกความเสี่ยงที่งบดุลธนาคารกลางจะเสียหายได้ นั่นย่อมหมายถึงความไม่ปลอดภัยและค่าที่ลดลงของสิ่งที่เรียกว่า ” Fiat Currency” ในระยะยาว เราจึงเห็นการสะท้อนในจุดนี้ออกมาในราคาทองคำที่วิ่งนำหน้าพันธบัตรรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของปี 2010 ซึ่งในครั้งนี้ปรากฏว่ามีการไล่ซื้อทองคำอย่างหนักของกองทุนต่างๆ ธนาคารกลาง รวมถึงประชาชนรายย่อยทั่วๆไปด้วย เป็นการยืนยันความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ยุโรปเองต้องการค่าเงินที่อ่อนเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในบรรดาประเทศชายขอบ ขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกและการจ้างงานโดยรวมเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ แต่ประเทศสหรัฐฯและญี่ปุ่นก็ต้องการค่าเงินที่อ่อนเพื่อกระตุ้นและรักษาฐานการส่งออกเช่นกัน ภาวะที่การปรับสมดุลยังจำกัดอยู่แค่ในประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักทั้ง 4 จะก่อให้เกิดการบิดเบือนทางการเงินและเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น การอ่อนค่าของเงินสกุลต่างๆในยุโรปจะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวได้ในระยะสั้นถึงปานกลาง แต่จะทำให้เกิดการทับถมของหนิ้สินสูงกว่าเดิมในสหรัฐฯซึ่งจะได้อานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเนื่องจากอุปสงค์ต่อสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมาก ขณะที่จะไปสร้างภาวะเงินฝืดซ้ำเติมญี่ปุ่นเข้าไปอีกจากการที่ราคาโภคภัณฑ์ลดลงและเงินเยนแข็งค่าขึ้น
ประมวลโดยภาพรวมแล้ว การยังคงสภาพที่ไร้สมดุลอันเนื่องมาจากความไม่สมดุลของการบริหารเศรษฐกิจโลก (Global Economic Governance Imbalance) จะก่อให้เกิดการบิดเบือนและมายาภาพอย่างต่อเนื่องในระบบการเงินโดยเฉพาะภาพของค่าเงินของประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักทั้ง 4 ที่สมควรจะต้องอ่อนค่าลงโดยพร้อมเพรียงกันตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจปัจจุบันเทียบกับประเทศในอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยกลุ่ม BRIC การยังคงพึ่งพิงและอิงกับเงินตราสกุลทั้ง 4 และระบบการเงินของประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงสร้างการบิดเบือนในการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวในระหว่างกลุ่มประเทศทั้ง 4 และเป้าหมายหลักๆของเงินทุนทั่วโลกยังคงเป็นทั้ง 4 ประเทศ แม้ว่าเงินทุนที่ไหลมาสู่ประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายนำโดยกลุ่ม BRIC จะมีมากขึ้นและเริ่มมีสัญญาณของการไหลเวียนของเงินทุนระหว่างในกลุ่มประเทศเกิดใหม่เองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนแล้วจะพบว่า กว่า 80-90% เงินทุนยังคงหมุนเวียนอยู่ในประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักทั้ง 4 อยู่ และการที่ธนาคารกลางต่างๆยังคงไล่ซื้อเงินตราสกุลหลักทั้ง 4 เพื่อแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเองอยู่ก็ย่อมหมายถึงการให้น้ำหนักและสร้างอุปสงค์ที่มีต่อสินทรัพย์ของประเทศเจ้าของสกุลเงินทั้ง 4 อยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักปัจจุบันก็จะยังคงมีกำลังในการก่อหนิ้สินได้แทบไม่จำกัด และต้นทุนทางการเงินก็จะยังคงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ การพุ่งขึ้นของหนี้สินโดยรวมของประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลัก และความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนจากหนี้สิน (Debt-feuled Inflation) ในอนาคต ซึ่งย่อมทำให้ราคาของโภคภัณฑ์ต่างๆแพงขึ้นไปด้วยนอกเหนือจากโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงิน และเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นการฉายหนังซ้ำของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นพร้อมๆกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่มีการว่างงานสูงหรือ Stagflation นั่นเอง และแน่นอนวิกฤตในยุโรปครั้งนี้ได้วางระเบิดเวลาลูกใหม่กลับไปที่เงินดอลลาร์นั่นเอง
ด้วยเหตุที่ว่าภาวะของวิกฤตในยุโรปเองได้ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุดราวๆ 1.5 ดอลลาร์ต่อยูโรเมื่อปีที่แล้ว มาใกล้ๆ 1.2 ดอลลาร์ต่อยูโร ย่อมทำให้เกิดอาการช็อคอย่างรุนแรงต่อภาคการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก และไม่เฉพาะเงินยูโรเท่านั้น แต่เงินสำคัญๆสกุลอื่นอย่างปอนด์อังกฤษ ฟรังก์สวิส เงินโครนสวีเดน ก็อ่อนค่าลงไปด้วย เมื่อตลาดเงินเป็นเช่นนี้ ความเสียหายหนักที่สุดในภาคการค้าจะตกมาอยู่ที่เอเชียทันที รองลงมาคือ สหรัฐฯ
วิกฤตในยุโรปจะเร่งให้เกิดความไม่สมดุลขั้นพื้นฐานที่สิงสถิตอยู่ในโครงสร้างการควบคุมและกำกับระบบเศรษฐกิจโลก (Global Economic Governance Imbalance) ให้หนักเข้าไปอีก โดยวิกฤตในยุโรปได้ส่งผลอย่างสำคัญต่อท่าทีของจีนในการปรับนโยบายอัตราแกลเปลี่ยน ซึ่งคงจะชะลอปีอีกหลายเดือนกว่าจะมีการกลับมาทบทวนนโยบายนี้กันอีกรอบ และเมื่อปัญหาในยุโรปบานปลาย ภาระของการเป็นเสาหลักในระบบการค้าระหว่างประเทศจะตกมาอยู่ที่สหรัฐฯทันที ในฐานะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีแรงวิ่งอยู่พอสมควร ด้วยท่าทีของจริงและความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะส่งผลให้บรรดาธนาคารกลางต่างๆทั้งในเอเชียและแม้แต่ละตินอเมริกาพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกซึ่งเหลือตลาดน้อยลงทุกที ผลก็คือ เงินทุนจะยังคงเข้าสหรัฐฯอยู่เหมือนเดิมและจะมากขึ้นจากการระดมแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งจะดันให้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯต่ำลง ขณะที่เงินดอลลาร์จะแข็งต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดระหว่างสหรัฐฯและทั่วโลกที่เพิ่งคลายตัวลงหลังวิกฤตการเงินกลับมารุนแรงได้อีก เพราะสหรัฐฯอาจมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสูงขึ้นอีกครั้ง และนั่นย่อมหมายความว่าในอนาคตเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งภายใต้ภาวะที่รัฐบาลสหรัฐฯมีหนี้ท่วมหัวมากกว่าเดิม
ปัญหาของความไม่สมดุลที่สกุลเงินหลักของโลกทั้ง 4 สกุลล้วนกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีหนี้สินท่วมหัวมหาศาลจะถูกเร่งให้แรงขึ้นหรือไม่นั้นยังต้องดูท่าทีของประเทศสำคัญอย่างจีนด้วย ซึ่งขณะนี้คาดว่าจีนมีการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯในระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้วในทางปฏิบัติ และที่น่าสนใจก็คือ ความแตกต่างของโครงสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน (Portfolio) ของทุนสำรองจีนในสหรัฐฯมีการเปลี่ยนจากการถือครองตั๋วเงินคลังระยะสั้นมาเป็นพันธบัตรระยะกลางและยาวมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนักของรัฐบาลจีนด้วย และนั่นหมายความว่านโยบายเงินหยวนของจีนมีผลโดยตรงต่อค่าเงินสกุลหลักทั้งหลายไม่เฉพาะดอลลาร์เท่านั้น
ปัญหาที่น่าคิดก็คือ จีนจะยังคงรักษาระดับการซื้อเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯได้นานและมากขนาดไหน เพราะแม้ว่าจีนจะเผชิญปัญหาในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆในการแย่งตลาดส่งออกซึ่งมีแนวโน้มจะหายากขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเงินในยุโรป แต่พื้นฐานโดยรวมทางเศรษฐกิจที่ยังดีอยู่มากในระยะยาว และปัญหาของวิกฤตในยุโรป ย่อมทำให้จีนเป็นเป้าหมายของเงินร้อนต่างๆอย่างแน่นอน เพราะเงินหยวนจีนผูกติดกับดอลลาร์อย่างชัดเจน เมื่อดอลลาร์แข็งค่า เงินหยวนก็จะมีค่าสูงตามดอลลาร์ไปโดยปริยาย และแม้จะเกิดวิกฤตในยุโรปจนส่งผลให้จีนชะลอการตัดสินใจปรับค่าเงินออกไปอีกระยะ แต่ความเป็นไปได้ในอนาคตที่จีนจะต้องปรับค่าเงินนั้นยังคงมีอยู่
การที่จีนจะปลดพันธนาการตัวเองออกจากเงินตราสกุลหลักที่ลงทุนเอาไว้มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์นั้นคงไม่สามารถปฏิเสธผลขาดทุนที่จะตามมาได้อย่างแน่นอน คำถามก็คือว่า เท่าไรที่จีนยอมรับได้ หรือ จีนจะมีวิธีการอื่นหรือไม่ในการลดความเสียหายในการเรียกคืนสมดุลทางเศรษฐกิจกลับมา การที่ระบบการเงินโลกจะหลุดพ้นความไม่สมดุลที่เงินตราสกุลหลักของประเทศมหาอำนาจจาก G7 ย่อมไม่สามารถปฏิเสธการปรับตัวจากฝั่งจีนได้ ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเป็นผู้นำในซีกของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย การที่จีนสะสมทุนสำรองในรูปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และ พันธบัตรของบริษัทที่รัฐบาลให้การสนับสนุน (Agency Bond) อีกมากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ล้วนเป็นผลมาจากนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา
และการที่จีนต้องปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตข้างหน้าเพื่อเอาตัวเองออกจากกับดักดอลลาร์ และเพื่อส่งเสริมบทบาทของเงินหยวนย่อมทำให้จีนต้องคิดหนักมากขึ้นสำหรับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ถัดไปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่จะออกมาเพิ่มอีกมหาศาลท่ามกลางความเสี่ยงของเงินเฟ้อจากกองหนี้ จนถึงปัจจุบันแม้จีนจะมีความพยายามในการบอกกล่าวและกดดันต่างนานาต่อสหรัฐฯในเรื่องนโยบายการคลัง แต่สหรัฐฯยังคงไม่มีแผนชัดเจนในการปรับสมดุลด้านการคลัง ด้วยความกังวลต่างๆและทิศทางในอนาคตย่อมทำให้จีนเริ่มชะลอการซื้อหรือแม้แต่คิดเรื่องการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯได้ ซึ่งย่อมทำให้ค่าดอลลาร์มีแนวโน้มร่วงหนักมากในอนาคต
วิธีการหนึ่งที่จีนสามารถลดผลกระทบจากการขาดทุนของทุนสำรองหากมีการเปลี่ยนนโยบายอัตราแกลเปลี่ยนและทบทวนการถือครองเงินดอลลาร์และเงินตราสกุลหลักอื่นๆก็คือ จีนต้องชดเชยผลขาดทุนจากกำไรในการลงทุนจากส่วนอื่นแทน ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการขยายตัวของการลงทุนของสถาบันการเงินและการลงทุนอื่นๆของรัฐไม่ว่าจะเป็นกองทุน CIC, กองทุนประกันสังคมแห่งชาติ, ธนาคารพาณิชย์, บริษัทประกัน หรือธุรกิจในภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งจะนำเอาเงินตราต่างประเทศหรือแม้แต่เงินหยวนไปลงทุนทั่วโลกเพื่อต้านทานแรงกดดันจากตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดพันธบัตร โดยในระยะใกล้ในช่วงที่จีนยังไม่มีความพร้อมในการหนุนให้เงินหยวนเป็นเงินตราสกุลทางเลือกใหม่ จีนเองและนักลงทุนทั่วโลกจะเลือกเข้าตลาดโภคภัณฑ์ และโภคภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ทางการเงินด้วยก็คือ ทองคำ ซึ่งหากนำเอาประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ปั่นป่วนมากจะพบว่า ราคาทองคำมีการไต่ระดับอย่างรวดเร็วมากกว่า 10 เท่าในเวลา 10 ปี จากความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ แต่ด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มรุนแรงมากจะทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆมีราคาวิ่งตามทองคำด้วยและจะมีราคาพุ่งสูงขึ้นในทุกๆสกลุเงินซึ่งย่อมสะท้อนภาพของการก่อหนี้สาธารณะขึ้นทั่วโลกทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา แต่ราคาในรูปของสกุลเงินประเทศพัฒนาแล้วจะพุ่งขึ้นมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา
การดิ้นออกจากมายาภาพดอลลาร์ของประเทศไทย
ประเทศไทยเองจะได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนจากวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการที่ประเทศไทยมีปฏิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมากในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเงิน ปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้มาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การลงทุนจากต่างประเทศ และการแทรกแซงของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง แต่ภายใต้สภาพที่เป็นอยู่นับว่าประเทศไทยได้รับโอกาสที่หาไม่ง่ายนักจากวิกฤต การแทรกแซงค่าเงินบาทของธปท.นับว่ามีกำไรมากมายในช่วงที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยประสบวิกฤตการเมือง
วิเคราะห์สถานการณ์ในขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วเงินดอลลาร์ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเพราะปัจจัยภายในที่ดีขึ้นของสหรัฐฯเอง แต่มาจากปัญหาในยุโรปที่แย่กว่าในสหรัฐฯและทิศทางนโยบายของธนาคารกลางต่างๆที่มีแนวโน้มจะแทรกแซงค่าเงินเพิ่ม พิจารณาในขณะนี้โภคภัณฑ์ที่มีราคาถูกที่สุดและยังไม่มีการขยับขึ้นของราคามากมายเลยคือ สินค้าเกษตรซึ่งจะกลายเป็น Strategic Commodity ในอนาคตเช่นเดียวกับพลังงานและโลหะพื้นฐาน ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาการจัด Reserve Portfolio โดยมีสินค้าเกษตรร่วมอยู่ด้วย
ในภาวะที่เงินหยวนยังไม่มีบทบาทเต็มที่ในระบบการเงินระหว่างประเทศ บรรดานักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลกย่อมต้องการหาสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อสูงและเป็นเครื่องมือในการกักเก็บมูลค่าได้ วิกฤตยุโรปที่ผ่านมาแสดงความเชื่อถือที่มีต่อทองคำและเงินที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วอาตจหันหาทองคำด้วยนอกจากธนาคารกลางในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยข่าวล่าสุดระบุว่าธนาคารกลางเยอรมันอาจเข้าร่วมวงในการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นด้วย
ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงเงินตราสกุลหลักที่ใช้เป็นทุนสำรอง ประเทศไทยซึ่งมีทุนสำรองมากมายจึงควรพิจารณาการเพิ่มการถือครองทองคำด้วย ดดยทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การลงทุนในหน่วยลงทุนที่หนุนด้วยทองคำในรูปของ Gold ETF ที่กำลังได้รับความนิยมซึ่งมีสภาพคล่องสูงมากและสามารถถอนคืนเป็นทองคำจริงๆได้
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ ที่มา : Reuters
นอกจากการเตรียมระบายเงินดอลลาร์ที่มีค่าสูงมากในตอนนี้ไปอยู่ในรูปของทองคำจริงและหน่วยลงทุนที่เชื่อมโยงกับทองคำแล้ว ประเทศไทยควรใช้ดอลลาร์ที่แข็งค่านี้ในการเพิ่มความแข็งแกร่งและขยายขอบเขตของภาคเกษตรไทยในระยะยาว โดยประเทศอาจเลือกทางเลือกในการนำทุนสำรองเข้าไปลงทุนซื้อที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในต่างประเทศ
เพื่อขยับตัวเองจากผู้ส่งออกภาคการเกษตร (Agricultural Exporter) ไปเป็นผู้ลงทุนภาคเกษตร (Agricultural Exporter) แทนเพื่อขยาย Value Chain ของเกษตรไทยในเวทีโลก และเพื่อรองรับกับขาขึ้นครั้งใหญ่ของราคาโภคภัณฑ์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยมีแหล่งรายได้จากต่างประเทศมากขึ้นนอกเหนือจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยอาจจะเริ่มจากการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนก่อน จากนั้นจึงขยายไปลงทุนในภูมิภาคอื่นๆที่มีศักยภาพแต่ยังขาดการลงทุนที่จะช่วยยกระดับผลิตภาพมากขึ้น
ซึ่งการขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อควบคุมการไหลเวียนของสินค้าเกษตรในที่ต่างๆด้วยตัวเองมากขึ้นจะช่วยให้ไทยมีอำนาจในการควบคุมกลไกการค้าและราคาในตลาดโลกได้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไปไม่ถึงขั้นนั้น
รัฐบาลสามารถเป็นผู้นำด้านนี้ผ่านการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือการจัดตั้งบริษัทที่จะมาลงทุนเป็นการเฉพาะเช่น บรรษัทเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Corporation: NAC) โดยทำการระดมทุนจากรัฐบาลและจากสหกรณ์ทั่วประเทศไทยเพื่อไปซื้อทุนสำรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้บริษัทที่ตั้งขึ้นมามีส่วนในการช่วยเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง สามารถกระจายประโยชน์จากความมั่งคั่งที่มีอยู่ในรูปของเงินปันผลและการบริหารเครือข่ายให้กับเกษตรกรในประเทศ และการให้เกษตรกรในประเทศมีส่วนในการเข้าไปร่วมพัฒนาและบริหารการลงทุนภาคเกษตรของไทยในต่างประเทศได้ด้วย และข้อดีอีกอย่างของบริษัทนี้ที่จะมีคนไทยและรัฐบาลถือหุ้นร่วมกันคือ ต้นทุนทางการเงินในการระบายเอาเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาซึ่งเท่ากับศูนย์
จุดนี้จะต่างจากกองทุนของรัฐบาลประเทศอื่นๆเช่น จีน ซึ่งต้องออกตราสารหนี้มาซื้อทุนสำรองออกไปอีกที ก่อให้เกิดข้อจำกัดต่อกองทุนของรัฐบาลจากต้นทุนทางการเงิน




