เบ๊นซ์ สุดตา
กันยายน 2008
โลกเผชิญความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างหนักหลังจากวาณิชธนกิจและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของโลกนาม Lehman Brothers Holdings ประกาศล้มละลายเมื่อวันที่ 14 ในเดือนนั้น
การประกาศล้มละลายของ Lehman Brothers ส่งผลให้ระบบการเงินโลกเกิดอาการช็อกอย่างแรง มีการเทขายสินทรัพย์อย่างมหาศาลทั่วโลก สภาพคล่องเหือดแห้งในตลาดเงินจากความหวาดกลัวที่มีต่อสถาบันการเงินในโลกตะวันตกว่า ใครจะโดนเป็นรายต่อไป และผลจากวิกฤต Lehman นี้เองที่ส่งผลให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Merrill Lynch, AIG, Royal Bank of Scotland, Lloyds TSB Group หรือ UBS ต่างอยู่ในสภาวะใกล้ตายจนต้องเข้าคิวขอเงินจากรัฐบาลเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มตาม Lehman แล้วส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ได้เห็นรัฐบาลทั่วโลกทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายผนึกกำลังกันระดมทรัพยากรทั้งด้านการเงินและการคลังอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ และเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินล่มสลายไปแบบทันทีทันใด
กลับมายังในเดือนกันยายน 2011
โลกก็ดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ภาวะของ “Lehman Moment” อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นในทวีปยุโรป แต่เกิดกับภาครัฐบาลแทน จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดที่ประเทศกรีซก่อน จากนั้นก็ลุกลามไปยังประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มเงินยูโรไม่ว่าจะเป็นไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน อิตาลี และมีทีท่าว่าอาจจะลุกลามเข้าไปยังฝรั่งเศสได้ หากเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลกรีซหรือประเทศชายขอบอื่นๆ ของยุโรป
ขณะเดียวกันในช่วงเดือนสิงหาคม โลกก็เผชิญ Lehman Moment นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากสหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดที่ AAA จากเอสแอนด์พีไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และในเดือนเดียวกันนี้เอง ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งคือ ญี่ปุ่น ก็โดนมูดี้ส์ลดอันดับความน่าเชื่อถือมาเหลือ Aa3 ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้แสดงให้เห็นถึงภาพกว้างของการเกิดภาวะ Lehman Moment ที่มีต้นเหตุ “วิกฤตหนี้สาธารณะ” หรือ “Sovereign Debt Crisis” ที่ขยายวงไปทั่วโลกในปี 2011
หากมองเผินๆ วิกฤตในรอบช่วง Lehman ล้ม วิกฤตของกรีซที่ลุกลามไปทั่วยุโรป และวิกฤตที่รอปะทุขึ้นในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเช่นเดียวกับวิกฤตการเงินทั่วไปในประวัติศาสตร์การเงินในช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการร่วงลงของราคาสินทรัพย์ในตลาดทุน ตลาดโภคภัณฑ์, อาการเหือดแห้งของสภาพคล่องในตลาดเงินและตลาดระหว่างธนาคาร, ภาวะชะลอตัว/ถดถอยทางเศรษฐกิจ และวิกฤตของสถาบันการเงิน

ภาพประกอบจาก Wikimedia Commons
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรีซ ประเทศเขตเงินยูโร หรือแม้แต่ในประเทศสหรัฐฯและญี่ปุ่นเองนั้นมีความหมายที่กว้างกว่าการเป็นเพียง วิกฤตการเงิน (Financial Crisis) ทั่วไปแบบที่เข้าใจกันในหน้าสื่อ แต่วิกฤตครั้งนี้กินลึกไปถึงโครงสร้างที่ควบคุมและสนับสนุนการไหลเวียนของกระแสเงินในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมีต้นตอมาจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลก่อน จากนั้นลุกลามไปสู่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารกลาง นโยบายการเงิน และระบบทุนสำรองของโลก โดยวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ถือเป็นการพัฒนาการอีกขั้นต่อจากวิกฤตการเงินในช่วง 2007-2008 แต่เป็นวิกฤตขั้นใหม่ที่เรียกว่า วิกฤตเงินตราโลก (Global Monetary System)
สิ่งที่เกิดขึ้นในเขตเงินยูโร และการที่สหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ต่างเสียอันดับความน่าเชื่อถือกันแบบเรียงหน้ากระดาน มีผลกระทบกว้างไกลมากกว่าแค่วิกฤตในระบบการเงินแบบที่เคยเข้าใจอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมักจะส่งผลต่อตลาดการเงินและระบบสถาบันการเงิน หรือคล้ายๆ กับวิกฤตหนี้สาธารณะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจทั้งหลายที่สุดท้ายแล้วจบลงที่การผิดนัดชำระหนี้ (default), การปรับโครงสร้างหนี้, การกู้เงินและขอความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้ว และการขายทรัพย์สินของรัฐบาลมากมาย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้นั้นแสดงให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่มาจากการทำงานของระบบเงินตราโลกในปัจจุบัน ครอบคลุมถึงเงินตราสกุลหลัก 4 สกุลคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ, ยูโร, เยนญี่ปุ่น, ปอนด์สเตอร์ลิง และชุดของกติกาต่างๆ และสถาบันโลกบาลที่รับผิดชอบและกำกับดูแลระบบการเงินโลกทั้งหลาย (เช่น IMF, BIS) ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นโครงสร้างและกติกาที่กำหนดและควบคุมโดยประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักนั่นเอง
วิกฤตในโครงสร้างสกุลเงินสำรอง (Crisis in International Reserve Currency Structure)
วิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศเขตเงินยูโรหรือในสหรัฐฯ นั้น หากจำแนกสาเหตุออกมาจะพบว่ามีสาเหตุอยู่ 2 ประการคือ สาเหตุในประเทศ และ สาเหตุนอกประเทศ
สาเหตุในประเทศ สืบมาจากประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศเขตเงินยูโรทั้งหลายมีปัญหาเศรษฐกิจภายในที่ซบเซามานาน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ และการว่างงานที่สูงช่วงหลังวิกฤตการเงิน 2007-2008 และปัญหานี้ก็หนักเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศเขตเงินยูโร (Eurozone) ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาก ขณะที่อัตราการว่างงานก็สูงเรื้อรังมานานแล้ว ซึ่งนั่นย่อมไม่เพียงพอที่จะรักษาความสามารถในการชำระหนี้ให้ยั่งยืนไปได้
ในส่วนของสาเหตุจากภายนอกประเทศนั้นเป็นผลมาจากโครงสร้างของสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve Currency) ที่ผูกขาดกันแค่ 4 สกุลใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินยูโร ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินสองสกุลนี้ ครองส่วนแบ่งในระบบทุนสำรองทั่วโลกเฉลี่ยกว่า 90% มาโดยตลอด ทำให้ประเทศสหรัฐฯ และประเทศเขตเงินยูโรมีความสามารถในการก่อหนี้ได้แทบไม่จำกัด
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยโดยรวมมีแนวโน้มต่ำลงเพราะแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกทั้งสินค้าและโภคภัณฑ์ ที่ต้องเอาเงินตราต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในทุนสำรองผ่านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและบัญชีทุน กลับไปลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในสกุลเงินดอลลาร์และยูโร
ในช่วงที่ผ่านมาทั้งสหรัฐฯ และประเทศในเขตเงินยูโรยังคงมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA หรือใกล้ AAA เป็นส่วนมาก ทำให้เงินทุนไหลเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดพันธบัตรรัฐบาลลดลง และมีผลต่อเนื่องไปถึงโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในภาคธนาคารและภาคเอกชนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ มีผลกระตุ้นการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศพัฒนาแล้ว และก่อตัวเป็นฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ ตลาดหุ้น
ตารางที่ 1
|
Proportion of US Dollar and Euro in |
|||
|
Foreign Exchange Reserves Holdings (%) |
|||
|
Year |
US Dollar |
Euro |
Total |
|
1999 |
71.01 |
17.90 |
88.91 |
|
2000 |
71.13 |
18.29 |
89.42 |
|
2001 |
71.51 |
19.18 |
90.69 |
|
2002 |
67.08 |
23.80 |
90.88 |
|
2003 |
65.93 |
25.16 |
91.09 |
|
2004 |
65.95 |
24.81 |
90.76 |
|
2005 |
66.91 |
24.05 |
90.96 |
|
2006 |
65.48 |
25.09 |
90.57 |
|
2007 |
64.13 |
26.28 |
90.41 |
|
2008 |
64.09 |
26.42 |
90.51 |
|
2009 |
62.09 |
27.56 |
89.65 |
|
2010 |
61.41 |
26.33 |
87.74 |
|
Q2-2011 |
60.23 |
26.73 |
86.96 |
ตารางที่ 2
|
Foreign Exchange Reserves : World Total VS |
|||
|
Emerging and Developing Economies |
|||
|
World Total |
Emerging and |
||
|
Reserves |
Developing Economies |
||
| Year |
(in millions USD) |
(in millions USD) |
in % |
|
1999 |
1,781,947 |
660,161 |
37.05 |
|
2000 |
1,936,282 |
719,048 |
37.14 |
|
2001 |
2,049,665 |
803,099 |
39.18 |
|
2002 |
2,408,000 |
964,641 |
40.06 |
|
2003 |
3,025,091 |
1,258,145 |
41.59 |
|
2004 |
3,748,382 |
1,677,621 |
44.76 |
|
2005 |
4,320,173 |
2,241,465 |
51.88 |
|
2006 |
5,251,722 |
2,998,979 |
57.10 |
|
2007 |
6,700,008 |
4,267,589 |
63.70 |
|
2008 |
7,338,339 |
4,846,934 |
66.05 |
|
2009 |
8,163,194 |
5,384,357 |
65.96 |
|
2010 |
9,258,780 |
6,166,328 |
66.60 |
|
Q2-2011 |
10,080,371 |
6,844,073 |
67.90 |
ดังนั้นภาพที่เห็นชัดก็คือ การที่เมื่อเกิดวิกฤตการเงินหรือปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในสหรัฐฯหรือประเทศเขตเงินยูโร เงินทุนก็จะมีการไหลสลับไปมากันระหว่างสองที่นี้ และสะท้อนออกมายังอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯกับเงินยูโร รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์และยูโรกับเงินสกุลสำคัญอื่นๆ เช่น เยนญี่ปุ่น หยวนจีน ฟรังก์สวิส
จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นชัดว่า หลังจากสหรัฐฯ ประสบปัญหาฟองสบู่แตกช่วงวิกฤตหุ้นกลุ่มไฮเทคในปี 2001 สัดส่วนของทุนสำรองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมาพอกที่ยูโรเป็นหลัก แต่ในปี 2010 ที่สัดส่วนในเงินยูโรลดลงก็ตรงกับช่วงที่วิกฤตหนี้สาธารณะในกรีซปะทุขึ้นทันที แต่สัดส่วนของเงินดอลลาร์ก็มีการลดลงมาบ้าง แต่เมื่อดูโดยภาพรวมแล้วก็สรุปได้ว่า แม้ว่าจะมีแนวโน้มกะรจายทุนสำรองไปยังเงินสกุลอื่นๆ และทองคำจนส่งผลให้สัดส่วนรวมของดอลลาร์กับยูโรลดลง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องถือว่า เงินทั้ง 2 สกุลยังคงครองสัดส่วนในทุนสำรองโลกอยู่สูงมากคือเกือบ 90%
ขณะเดียวกันการที่ทุนสำรองยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอัตราเร่งในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ก็แสดงให้เห็นว่า ปัญหาความยุ่งยากและความเสี่ยงของวิกฤตหนี้ในอนาคตที่จะลุกลามเข้าสู่ระบบการเงินและกินลึกไปสู่โครงสร้างระบบเงินตราโลกจะยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักจะมีการก่อหนี้สะสมต่อไปเรื่อยๆ และนั่นก็จะทำให้ประเทศที่ถือเงินสกุลสำรองหลักทั้ง 2 สกุลมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นทอดๆ หากไม่มีการปรับโครงสร้างเงินสกุลสำรองอย่างจริงจัง ให้มีความสมดุลกับความเป็นจริงของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกมากขึ้นเพื่อลดสภาวะ “ความไม่สมดุลในการบริหารเศรษฐกิจโลก” (Global Economic Governance Imbalance) จากภาวะที่เกิด “ภาวะผูกขาดในระบบเงินตรา” (Monetary Oligopoly) โดยเฉพาะระบบเงินสกุลสำรอง
วิกฤตในระบบอัตราแลกเปลี่ยน (Crisis in Exchange Rate Regime)
สิ่งที่เห็นชัดมากอีกอย่างจากวิกฤตหนี้สาธารณะเขตเงินยูโรและสหรัฐฯ คือ ความผันผวนอย่างรุนแรงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ลุกลามหนักจนกระทบเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ราคาโภคภัณฑ์ การดำเนินนโยบายการเงิน และความเสี่ยงในภาคเศรษฐกิจจริง ในกรณีที่ประเทศนั้นๆ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในปัจจุบันที่รองรับการไหลเวียนเสรีของเงินทุนกำลังสร้างปัญหาให้กับหลายประเทศทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่ต้องพึ่งพาภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะภาคการส่งออกสูง
วาทกรรม “สงครามสกุลเงินระหว่างประเทศ” (International Currency War) จากปากรัฐมนตรีคลังของมหาอำนาจใหม่อย่างบราซิลหลังการประกาศมาตรการ QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงปัญหาของระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่กระทบประเทศกำลังพัฒนาเช่นบราซิล และจากตารางที่ 2 ก็ยิ่งชี้ชัดว่า ธนาคารกลางและหน่วยงานทางการเงินในประเทศกำลังพัฒนาระดม “กระสุน” ขนาดไหนในการต่อสู้กับสงครามค่าเงินในครั้งนี้ ดังจะเห็นได้จากทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นมหาศาล และดูเหมือนว่าสถานการณ์ในปี 2011 ที่ปัญหาจากทั้งสหรัฐฯและยุโรปรุมเร้าเข้ามาจะหนักเป็นพิเศษ โดยเพียงแค่ครึ่งแรกของปี 2011 ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็เกือบเท่ากับปี 2010 ทั้งปีแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศพัฒนาแล้วก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยหลังมาตรการ QE ของเฟดออกมา ธนาคารกลางและรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีปฏิบัติการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนหลายต่อหลายครั้ง นับแต่เดือนกันยายน 2010 แต่ความพยายามเหล่านั้นยังคงล้มเหลวมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์และเงินยูโรในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
แต่ที่เป็นสัญญาณชัดถึงความบกพร่องและวิกฤตเชิงโครงสร้างของระบบอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันก็คือ การหันกลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่แบบครึ่งหนึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้ตัดสินใจประกาศให้เงินฟรังก์วิ่งได้ไม่เกิน 1.2 ฟรังก์ต่อยูโร (หรือมีเพดานค่าเงินนั่นเอง)เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2011 ที่ผ่านมาทางการสวิสได้มีการออกมาแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเต็มที่ในช่วงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตในยุโรป ส่งผลให้ทุนสำรองพุ่งมหาศาลในช่วงสั้นๆ

ที่มา : Swiss National Bank
จากรูปจะเห็นได้ชัดว่าทุนสำรองของสวิสคงตัวมาตลอด ทั้งในรูปเงินดอลลาร์และเงินฟรังก์สวิส (CHF) แต่เพิ่งมาพุ่งทะยานหนักๆ ในช่วงหลังวิกฤต Lehman ในปี 2009 นี่เอง และหากนับเฉพาะช่วงนับแต่วิกฤตสนยุโรปปะทุขึ้นในปี 2010 ทุนสำรองของสวิสก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 180% ในรูปเงินดอลลาร์ และ 120% ในรูปของฟรังก์ อันเป็นการแสดงความผิดปกติขั้นรุนแรงของระบบอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเงินสกุลสำรองด้วย โดยทั้งดอลลาร์และยูโรต่างก็มีปัญหา ทำให้เงินไหลออกจากยุโรปและสหรัฐ ฯทะลักเข้าไปยังสวิสและญี่ปุ่น ส่งผลให้สงครามค่าเงินขยายวงกว้างไปถึงประเทศพัฒนาแล้วด้วย และท้ายที่สุดประเทศศูนย์กลางการเงินอย่างสวิตเซอร์แลนด์เองซึ่งหากินกับภาคการเงินมาตลอดได้ตัดสินใจแบบช็อกตลาดในการตั้งเพดานค่าเงิน ซึ่งนั่นเท่ากับว่าฐานะของสวิตเซอร์แลนด์ในตลาดเงินโลกนั้นมีฐานะใกล้เคียงกลายๆ กับประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ 5 ประเทศในภูมิภาคอ่าว ที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือมีการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด เป็นการตอกย้ำถึงความผิดปกติและบกพร่องของโครงสร้างระบบเงินตรา
เมื่อวิกฤตลามเข้าสู่ธนาคารกลาง!!
วิกฤตในยุโรปที่คุกรุ่น ยังได้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและความล้มเหลวของสถาบันในโครงสร้างของระบบเงินตราที่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้ ทั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามาตรการแบบเดิม ๆ ที่เคยใช้อย่าง Quantitative Easing นั้นไม่สามารถใช้ได้ในกรณีของยุโรป ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกลางยุโรปได้เข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาในเขตเงินยูโร แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าตัวธนาคารกลางยุโรปเองได้มีสภาพ “ติดเชื้อ” ทางการเงิน ตามรอยธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในยุโรปที่ถือพันธบัตรของกรีซและประเทศชายขอบอื่นๆ โดยมีการคาดการณ์กันว่า เฉพาะพันธบัตรกรีซเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ธนาคารกลางยุโรปขาดทุนถึง 75,000 ล้านยูโร หากราคาพันธบัตรยังตกต่อเนื่อง และผลขาดทุนนี้อาจเพิ่มสูงขึ้นหากการเข้าไปอุ้มพันธบัตรสเปนและอิตาลีในขนาดที่ใหญ่ไม่สามารถแก้วิกฤตได้

การขาดทุนมหาศาลในสถาบันที่เป็นต้นทางของระบบเงินตราอย่างธนาคารกลาง ย่อมมีผลสะเทือนมหาศาลต่อการดำเนินนโยบายการเงินและสกุลเงินนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางที่เป็นผู้ออกเงินสกุลหลักของโลกอย่างธนาคารกลางยุโรป และอาจรวมถึงเฟดด้วยในอนาคต หากว่าราคาอสังหาริมทรัพย์และ/หรือราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯร่วงลงมาก ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกที่ถือทุนสำรองเป็นยูโรและดอลลาร์
เห็นได้ชัดว่าวิกฤตในยุโรปครั้งนี้เป็นวิกฤตที่กินลึกไปถึงโครงสร้างระบบเงินตราโลกอย่างแท้จริง ทั้งความไร้สเถียรภาพที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลสำรองหลักของโลก วิกฤตของระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และวิกฤตในด้านของสถาบันทั้งธนาคารกลาง นโยบาย และรวมถึงสถาบันระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น EU IMF หรือ BIS ที่ไม่สามารถยับยั้งวิกฤตและควบคุมความเสี่ยงในระบบการเงินได้ จนวิกฤตการเงินลุกลามไปยังภาครัฐและเข้ากัดกินระบบเงินตราโลกจนวิกฤตตามไปด้วย
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เผยให้เห็นถึงสภาพของปัญหาและข้อจำกัดของโครงสร้างต่างๆ ที่วางเอาไว้ในระบบการเงินของประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักเท่านั้น วิกฤตในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของมหาอำนาจกลุ่มใหม่อย่าง BRICS ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทรัพยากรของกลุ่ม BRICS ไม่ได้มีมากพอที่จะไปช่วยกู้วิกฤตยุโรปได้ แม้ว่าจะมีทุนสำรองรวมกันมากกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดนั้นเป็นทุนสำรองที่ถูกจัดสรรลงในสินทรัพย์ต่างๆ ไปหมดแล้ว ไม่ใช่เงินสดล้วนๆ ที่เอามาใช้ได้ทันที

ผู้นำประเทศกลุ่ม BRIC ในการประชุมปี 2010
และหากวัดกันจริงๆ ในกลุ่ม BRICS เองนั้นก็มีแค่จีนกับรัสเซียเท่านั้นที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เฉพาะประเทศจีนเองก็มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับเพียงแค่ 200,000-300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงด้วยจากการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก ขณะที่ดุลการชำระเงินโดยรวมนั้นอยู่ที่ราว 400,000-500,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต้องไม่ลืมอีกว่า จีนและประเทศอื่นๆ ในโลกที่มีทุนสำรองนั้นไม่สามารถผันทรัพยากรทั้งหมดไปกอบกู้ยุโรปได้ เพราะเงินที่เข้าประเทศและทุนสำรองเป็นดอลลาร์เสียส่วนมาก ทุกประเทศจึงมีภารกิจหลักในการ “อุ้ม” สหรัฐฯ เป็นอันดับแรก จากนั้นเงินที่เหลือจึงค่อยปันส่วนไปยังยุโรป
หากจีนต้องมีการปันส่วนทุนสำรองราว 25-30% ของเงินที่เข้าประเทศในแต่ละปี จีนจะมีเงินไปช่วยยุโรปจริงๆ เพียงแค่ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น และนั่นก็เป็นเงินที่จีนมีการบริหารจัดการเพื่อการกระจายโครงสร้างทุนสำรองตามปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เงินก้อนใหม่อะไร เทียบกับหนี้กรีซที่ 353,000 ล้านยูโรหรือเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์ และอิตาลีที่ 1.9 ล้านล้านยูโร หรือกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งประเทศอย่างจีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะช่วยได้ และนั่นเป็นการเสี่ยงเกินไปด้วยหากต้องเข้าไปซื้อพันธบัตรเหล่านี้มากเกินไป อีกทั้งทุกประเทศก็ไม่ต้องการให้อเมริกาล้มหากเกิดการ default ขึ้นมา เพราะนั่นจะเป็นหายนะที่ร้ายแรงกว่าหากเอนไปช่วยยุโรปซึ่งก็ไม่ได้สามารถช่วยอะไรมาก แต่ปล่อยให้อเมริกาซึ่งเป็นแกนหลักของระบบการเงินโลกตัวจริงพังลงไป
ภาวะสุญญากาศระบบเงินตราโลก (Global Monetary Vacuum)
การเกิดขึ้นของเงินยูโรนั้นก็เพื่อเป็นคำตอบหนึ่งในการปรับสมดุลระบบการเงินและการบริหารเศรษฐกิจโลกที่ถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯ เงินดอลลาร์ และสถาบันโลกบาลทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่รวมศูนย์หรือควบคุมโดยวอชิงตัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ แม้แต่เงินยูโรเองก็ไปไม่รอดจากปัญหาในโครงสร้างสถาบันที่รองรับเงินยูโรเอง และเศรษฐกิจในยุโรปโดยรวมที่ตกต่ำมานานและมีภาวะหนี้ที่สูงขึ้นทั้งภาคเอกชนและภาครัฐไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการก่อหนี้ของภาคเอกชนและภาครัฐเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา
และในช่วงที่ระบบการเงินและระบบเงินตราโลกวิกฤตเช่นนี้ กลายเป็นโอกาสให้ประเทศจีนผลักดันเงินหยวนสู่เวทีโลก เพื่อเข้ามาแข่งขันกับเงินดอลลาร์และยูโร ผ่านมาตรการจำนวนมากที่ทะยอยออกมานับแต่กลางปี 2010 และการที่จีนยกเลิกการตรึงค่าเงินคงที่กับดอลลาร์นับแต่กลางปี 2008 ทั้งนี้จีนมีการเปิดให้มีการค้าขายเป็นเงินหยวนได้ การพัฒนาตลาด Offshore ของเงินหยวนในฮ่องกงและเล็งที่จะขยายไปยังสิงคโปร์ ไต้หวัน และลอนดอนในอนาคต การเปิดให้ธนาคารกลางสามารถซื้อเงินหยวนได้ผ่านระบบโควต้า การใช้เงินหยวนในรูปของ FDI กลับมายังจีน ฯลฯ
แต่เงินหยวนก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้ และเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่ประโยชน์การใช้งาน การค้าในรูปเงินหยวนแม้ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เงินหยวนนั้นมีขอบเขตจำกัดในการใช้งานได้เฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในที่อื่นๆ ได้เพราะประเทศต่างๆ ยังคงค้าขายกันในรูปดอลลาร์อยู่ แถมทางการจีนก็มีการคุมเข้มการใช้เงินหยวนอย่างใกล้ชิด
ไม่ใช้เฉพาะการที่เงินหยวนไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้เสรีเพราะการคุมเข้มอย่างหนักเท่านั้น แต่การที่จีนมีตลาดการเงินที่ยังไม่พัฒนามากและมีขนาดของตลาดพันธบัตรรัฐบาลในประเทศที่ไม่ใหญ่พอที่จะรองรับแรงซื้อเงินหยวนมหาศาลได้ ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ มีข้อจำกัดในการถือสินทรพัย์ในรูปเงินหยวนด้วย ทั้งนี้หากเทียบกับประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีทั้งขนาดเศรษฐกิจและตลาดสินทรัพย์ที่ใหญ่โตกว่าหลายเท่าตัวแล้ว โอกาสที่เงินหยวนจะมาเป็นคู่แข่งกับเงินดอลลาร์หรือเงินยูโรนั้นย่อมไม่ง่ายนัก โดยหลายสำนักนั้นให้ตัวเลขเงินหยวนในโครงสร้างทุนสำรองโลกในอนาคตไว้ที่ 5-10% เท่านั้น และเงินหยวนเองก็ต้องรอเวลาถึงราว 2015-2020 ถึงจะสามารถเป็นเงินสกุลสำรองที่เป็นที่ยอมรับได้
ฉะนั้นแล้วนั่นย่อมหมายความว่า โลกจะเผชิญกับภาวะไร้เสถียรภาพที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตในโครงสร้างระบบเงินตราที่แกนหลักอย่างดอลลาร์และยูโรมีความผันผวนสูงมากและมีปัญหาจากหนี้สินที่ล้นพ้นตัว ขณะที่ก็ยังไม่มีตัวเลือกใดที่ดีไปกว่า 2 สกุลนี้ ซึ่งภาวะที่โลกมี “สุญญากาศในระบบเงินตรา” (Global Monetary Vacuum) นี้จะเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเป็นลบย้อนกลับไปจากการที่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักกลับสามารถก่อหนี้ได้มากกว่าเดิม ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงแบบต่อเนื่อง และปัญหาหนี้สินที่พอกพูนขึ้นก็จะทับถมความเสี่ยงในระบบการเงินให้สูงขึ้น จนอาจนำมาสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือแบบซ้ำซากในอนาคตและความตื่นตระหนกและวิกฤตการเงินรอบใหม่ที่รุนแรงขึ้น
สัญญาณเตือนระบบตะวันตกล้มและการรับมือเบื้องต้นของไทย
หากพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้วจะพบว่า สัญญาณในตลาดทองคำนั้นไม่ใช่เพียงบ่งบอกถึงความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อเงินดอลลาร์และยูโร แต่มันบ่งบอกถึงความไม่เชื่อมั่นในค่าของเงินกระดาษ (Fiat Currency) ในทุกสกุลด้วย เพราะราคาทองคำนั้นทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ในทุกสกุล และมีการซื้อทองคำรวมถึงโลหะมีค่าอื่นๆ เช่น เงิน (silver) ตุนอย่างมโหฬารทั่วโลกในหมู่ประชาชนทั่วไป นักลงทุน และธนาคารกลางทั้งหลายโดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนา โดยปี 2009 เป็นปีแรกที่ธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำที่ 87 ตัน ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2011 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อสุทธิไปถึง 192.3 ตัน จากข้อมูลของ World Gold Council
ปรากฎการณ์ที่น่าสนใจอีกประการที่เชื่อมโยงกับวิกฤตในระบบเงินตราโลกก็คือ การที่เวเนซูเอล่าถอนเอาทุนสำรองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทองคำและเงินตราต่างประเทศที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินตะวันตกกลับประเทศตามนโยบายของประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ ซึ่งแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเงินที่น้อยเพียง 17,300 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่นั่นเป็นสัญญาณถึงความไม่มั่นใจที่มีต่อระบบและอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในประเทศอื่นตามมา
ขณะเดียวกันวิกฤตที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นชัดว่ามีการลุกลามไปในวงกว้างตั้งแต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาล เข้าสู่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นที่ทำธุรกรรมด้วย ไปยังธนาคารกลาง ดังนั้นแล้วย่อมเกิดความเสี่ยงสูงที่ธนาคารใหญ่ๆ อาจมีปัญหาล้มละลายหรือ Bank Run ได้หากเกิดการ Default ในยุโรปหรือแม้แต่ในสหรัฐฯเอง ซึ่งนั่นย่อมกระทบฐานะการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ที่ฝากทุนสำรองเอาไว้กับสถาบันการเงินตะวันตกไม่กี่แห่งที่อาจถอนออกมาไม่ได้หรือถอนได้ช้าและอาจได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนด้วย
ดังนั้นเพื่อป้องกันวิกฤตที่มีแนวโน้มลุกลามใหญ่โตขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ถูกสั่นคลอนในระบบการเงินปัจจุบัน และภาวะสุญญากาศในโครงสร้างเงินตราโลก ประเทศไทยที่มีเศรษฐกิจเปิดควรมีการรับมือเบื้องต้นโดยการกระจายสถานที่เก็บเงินทุนสำรองด้วย นอกเหนือจากการกระจายทุนสำรองเพื่อหลีกเลี่ยง Insolvency Risk จากสถาบันการเงินในตะวันตก ด้วยโครงสร้างของการค้าไทยที่เน้นในแถบเอเชียมากขึ้นโดยเฉพาะจีน ไทยควรพิจารณาทะยอยย้ายทุนสำรอง 20-25% มาฝากไว้ในฮ่องกงซึ่งมีระบบธนาคารทัดเทียมลอนดอน อีกทั้งมีความมั่นคงมากกว่าเพราะทั้งฮ่องกงและจีนมีทรัพยากรมหาศาลในการค้ำยันระบบการเงินฮ่องกงไม่ให้ล้มตามตะวันตกได้ โดยแบ่ง 75% ของเงินก้อนที่โยกมานี้ไว้กับธนาคารของตะวันตกที่มีสาขาในฮ่องกง และที่เหลือฝากไว้กับ Bank of China ซึ่งในปัจจุบันเป็น Yuan Settlement Center ที่ธนาคารทั่วโลกต้องมาชำระบัญชีการค้าหยวนด้วย และนั่นจะทำให้ไทยอยู่ในฐานะที่สะดวกในการเข้าถึงตลาดเงินหยวนเพิ่มเติมในอนาคตด้วย
นอกจากฮ่องกงแล้ว ไทยควรมีการพิจารณาฝากทุนสำรองบางส่วนไว้ที่ตะวันออกกลางด้วยเพื่อความสะดวกในการค่าน้ำมันในยามฉุกเฉิน ซึ่งหากเกิดวิกฤตรุนแรงในระบบธนาคารตะวันตกขึ้นมานั่นจะช่วยเป็นหลักประกันได้ว่า ไทยจะยังมีสภาพคล่องเพื่อซื้อน้ำมันในยามที่วิกฤตการเงินโลกรุนแรงหนัก โดยดูไบถือเป็นศูนย์กลางการเงินที่มีความพร้อมที่สุด โดยควรมี MOU หรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องธปท. ปตท. กระทรวงการคลัง กับธนาคารในตะวันออกกลางและ Supplier ของ ปตท. เพื่อตั้งระบบชำระเงินขึ้น

