Practical Report จาก “ใจสู่ใจ” มอบให้ “พี่เสถียร จันทิมาธร”

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

1. คำนำ

ลือกันว่า “ผม” สนิทชิดเชื้อกับ “พี่เสถียร” จึงได้รับการตีพิมพ์บทความใน “มติชนสุดสัปดาห์” หลายครั้งหลายหน ผมอธิษฐานอยากให้เป็นเช่นนั้นเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะอยากตีพิมพ์ในวารสารรายสัปดาห์ที่ล้ำเลิศที่สุดในประเทศไทยนี้ หากทว่าเกิดจากความนิยมชื่นชมในภูมิรู้อันล้ำลึกของพี่เสถียรเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากจะสุนทรียะสนทนากันสักหลายๆ ยก และนับตั้งแต่ได้ดื่มด่ำกับ “สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย” ที่ทั้งเรียบง่ายและลุ่มลึก ซ่อนนัยความหมายระหว่างบรรทัดอย่างกลมกล่อมนั้น ผมก็ใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง จะขัดเกลาตนเองจนมีความสามารถในการรจนาร้อยเรียงหนังสือได้เฉียบคมเช่นนี้บ้าง

ทว่าความจริงที่แสนเศร้า คือ ผมไม่เคยได้สนทนาพูดคุยกับพี่เสถียรเลยแม้สักเพียงครึ่งคำ ไม่เคยได้รับสัญญาณตอบรับใดๆ นอกจากการนำบทความของผมลงตีพิมพ์

แต่สำหรับผมนั้น การตีพิมพ์บทความ ก็นับเป็นการสื่อสารแบบ “ใจถึงใจ” ประการหนึ่ง

แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อได้รับโทรศัพท์จาก “ข่าวสด” ถึง 3 ครั้ง 3 ครา หากแต่ผมยังอยู่ในนิทรารมณ์อันเปี่ยมสุขจึงได้พลาดโอกาสงามๆครั้งนี้ไป แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ “ใจ” ของผมสัมผัสได้ว่า “พี่เสถียร” อาจจะอยากสนทนากับผม

ไม่อยากประเมินค่าตนเองสูงส่งเกินไป แต่การได้ลงตีพิมพ์บทความในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2552 นี้ ได้ยังความปลาบปลื้มปิติให้ผมเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากที่จะมอบ “ของขวัญ” ชิ้นสำคัญ เพื่อแสดงความขอบคุณ

จาก “ใจถึงใจ”

2. “เรื่องเล่า”

“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ย่อมรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยเฉพาะในยุคสมัยแห่งความปั่นป่วนวุ่นวาย (Chaos)”

“เซี่ยงอวี่” คือ ยอดขุนพลแห่งรัฐใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งบางคนเชื่อว่า อาจเป็นบรรพบุรุษของคนไทยที่อพยพถอยร่นลงมาทางภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม “เซี่ยงอวี่” ได้ถือกำเนิดขึ้นมาช้าไปพอสมควร เนื่องจาก “อำนาจทางการเมือง” ได้ถูกเหมารวมผูกขาดโดย “จิ๋นซีฮ่องเต้” กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์แรกของจีน ที่รวบรวมแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

หากทว่า “มังกรย่อมเป็นมังกร” โอกาสของ “เซี่ยงอวี่” ได้เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความปั่นป่วนของบ้านเมืองที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากที่ “ผู้ท้าทาย” ฤทธิ์เดชของจิ๋นซีฮ่องเต้ หลายต่อหลายรุ่น ต่างต้องพ่ายแพ้ไปหมดนั้น ในที่สุดผู้พิชิตอันยิ่งใหญ่เยี่ยง “จิ๋นซี” ก็ต้องสยบยอมต่อ “ความตาย” ซึ่งฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี ทุกพระองค์ไม่อาจฝ่าด่านไปได้ ดังนั้น เหล่าชาวนาที่ทนการกดขี่ขูดรีดของการปกครองแบบทรราชย์นี้มานานหลายสิบปี ต่างได้ลุกฮือขึ้นก่อการปฏิวัติ โดยเริ่มต้นจาก “เฉินเซิ่งและอู๋กว่าง” หากทว่าปัจจัยที่นำมาซึ่งโอกาสใหญ่ของ “เซี่ยงอวี่” นั้น กลับเกิดขึ้นจาก “ความขัดแย้ง” ภายในราชสำนัก

“หลี่ซือ” อัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิฉิน กลับต้องมาหลงกล “จ้าวเกา” ขันทีคนสนิทของ “จิ๋นซีฮ่องเต้” โดยทั้งสองได้รวมมือกัน “ปลอมแปลงราชโองการ” แต่งตั้ง “หูไฮ่” ราชโอรสองค์รอง ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ฮ่องเต้” สืบบัลลังก์แทน และให้รัชทาทาท “ฝูซู” ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น “จ้าวเกา” ได้เริ่มเข้ายึดกุมอำนาจบริหารบ้านเมือง โดยจัดการเก็บ “หลี่ซือ” และศัตรูการเมืองคนอื่นจนหมดสิ้น เพื่อหวังครอบครองความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่เกมชิงอำนาจในราชสำนักดำเนินไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมันนั้น “กบฏชาวนาและลูกหลานเจ้าผู้ครองแคว้นเดิม” ได้ลุกขึ้นปฏิวัติกันทั่วแผ่นดิน ร้อนถึงแม่ทัพใหญ่ “จางหัน” ต้องกรีฑารี้พล 2 แสนคนเข้าปราบปรามกองกำลังกบฏทั้งหลาย และด้วยความไม่พร้อมนานัปการของเหล่ากบฏ จึงได้ถูกปราบปรามลงอย่างง่ายดาย เหลือแต่เพียง “กองกำลัง” ที่เข้มแข็งเพียงไม่กี่กลุ่ม

การเผชิญหน้าของ “เซี่ยงอวี่” กับทหารจากเมืองหลวง จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในยกแรกนั้น “จางหัน” มีชัย เพราะสามารถประหาร “เซี่ยงเหลียง” ผู้เป็นอาของเซี่ยงอวี่ได้สำเร็จ หลังจากนั้น “เซี่ยงอวี่” ได้ใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าวจมเรือ” เพื่อปลุกเร้าให้ทหารทั้งหลายยอมสู้ตาย แม้จะรู้ว่ากำลังน้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้ แต่กองทัพของเซี่ยงอวี่กลับแสดงออกถึงความกล้าหาญชาญชัย มิหวั่นเกรงกลัวต่อพญามัจจุราช จนทัพใหญ่ของจางหันต้องย่นระยอ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ทางราชสำนักเริ่มไม่ไว้ใจ “จางหัน” เพราะหากปล่อยไว้นาน แม่ทัพผู้เรืองนามนี้อาจมีอำนาจมากเกินไป และทำการคิดคดทรยศได้ โดยเฉพาะเมื่อสงครามปราบกบฏครั้งนี้ ทางราชสำนักได้สูญเสียเงินทองและไพร่พลไปมากมาย ในที่สุด เมื่อการปราบปรามครั้งนี้ใกล้จะสำเร็จลง แผ่นดินดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขได้อีกวาระหนึ่ง จึงทำให้ “ขุนนางผู้กุมอำนาจ” คิดจะจัดการ “แม่ทัพใหญ่” ที่หากปล่อยไว้นานวัน อาจหันกลับมาแว้งกัดภายหลังได้

“จางหัน” จึงได้รู้ซึ้งเป็นครั้งแรกว่า การงานที่ตนทุ่มเทอย่างถวายชีวิต เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวินาทีนั้น ทางราชสำนักกลับมิได้มองเห็นคุณค่าอันใดเลย ดังนั้น จึงเริ่มคิดจะเอาใจออกห่าง แต่ติดขัดอยู่เพียงว่า ตนเองมี “ความแค้น” ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับ “เซี่ยงอวี่” เนื่องจากได้ทำลายไพร่พล ทรัพย์สิน และคุณอาที่เคารพรักของ “เซี่ยงอวี่” จนเพาะสร้างเป็นความแค้นอันล้ำลึกที่ยากจะคลี่คลาย

แต่ด้วย “บุญบารมี” ของเซี่ยงอวี่ที่จะได้เป็นใหญ่ จึงทำให้ “ที่ปรึกษา” ซึ่งเฉียบคม สามารถเจรจาเกลี้ยกล่อมให้เซี่ยงอวี่เปิดใจกว้าง “ละทิ้ง” อคติและบุญคุณความแค้นได้ ยินยอมรับการสวามิภักดิ์ของ “จางหัน” ขุนพลเอกแห่งราชสำนัก เพื่อให้สามารถพลิกเกมกลับมาชนะได้

การร่วมมือระหว่าง “แม่ทัพใหญ่” ของราชสำนักกับกองกำลังกบฏนั้น ย่อมส่งผลคุกคามราชวงศ์ฉินที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่โดยตรง หากทว่า “โชคร้าย” ที่ทางฝ่ายเซี่ยงอวี่นั้นยังไม่ละความโมโหร้าย จึงได้สั่งประหารทหารนับแสนที่ยอมจำนนทิ้งอย่างเลือดเย็น
หากเซี่ยงอวี่ใจเย็นและรอบคอบกว่านี้ “ชะตาชีวิต” ของเขาในอนาคต อาจไม่ต้องพบจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ผันผวน (Chaos) ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพลิกผันได้เสมอ แม้เซี่ยงอวี่จะตัดสินใจผิดพลาด แต่การที่ยินยอมละวางความแค้นเพื่อยอมรับการสวามิภักดิ์ของ “จางหัน” ขุนพลเอกแห่งกองทัพฉิน ย่อมลดทอนเขี้ยวเล็บของราชสำนักไปมากมาย จึงทำให้ “หลิวปัง” สามารถเดินทัพได้อย่างสบาย จนกระทั่งไปประชิดเมืองหลวง “เสียนหยาง” มหานครอันยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ราชสำนักซึ่งแม้ภายนอกจะดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับเน่าเฟะนั้น จึงได้เปิดประตูเมือง “ยอมจำนน” อย่างมิมีทางเลือก

ผู้ที่เจนจบประวัติศาสตร์คงรู้ได้ทันทีว่า หลังจากราชวงศ์ฉินจบสิ้นลงแล้ว ได้เกิดความวุ่นวายตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะศึกชิงแผ่นดินระหว่าง “เซี่ยงอวี่” กับ “หลิวปัง” และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ “เซี่ยงอวี่”

แต่คนจำนวนมาก กลับละเลยคุณความดีของ “เซี่ยงอวี่” ที่ได้ใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าวจมเรือ” ในการต้านทัพใหญ่ของฉิน และความใจกว้างละเลยความแค้นยิ่งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้ “จางหัน” สวามิภักดิ์ อันเป็นการพุ่งปลายหอกไปที่ราชสำนักโดยตรง สุดท้าย ถึงแม้จะวู่วามใจร้อนจนเสียการใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ได้ลดทอนการคุกคามจากทัพฉิน ซึ่งส่งผลให้หลิวปังสามารถโค่นล้มราชวงศ์ฉินได้สำเร็จ

คนส่วนใหญ่มักจะจดจำเรื่องราวของ “เซี่ยงอวี่” ได้ เฉพาะ “ฉากอำลาหยูจี” ที่ถูกนำมาสร้างเป็นงิ้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เพราะมีเนื้อหาอันสะท้ายสะเทือนใจ โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Farewell to my concubine จึงยิ่งทำให้ผู้คนจดจำ “เซี่ยงอวี่” แต่ในมุมมองของ “ความรัก”

แท้จริงแล้ว หากไม่มี “การพลิกสถานการณ์” ของเซี่ยงอวี่ ที่ทำให้กองทัพซึ่งกำลังระส่ำระสายและดูเหมือนจะพ่ายแพ้ยับเยินนั้น ได้มีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งหนึ่ง โดยฉวยโอกาสจากความขัดแย้งระหว่าง “แม่ทัพหน้า” ในสมรภูมิ กับ “ขุมอำนาจการเมือง” ในราชสำนัก หากไม่มีการพลิกแพลง “กลยุทธ์” ในจังหวะที่เหมาะสมนี้แล้ว แผ่นดินจีนคงต้องเปลี่ยนแปลงการบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่

เมื่อวิเคราะห์มาถึงตรงนี้แล้ว คนที่รังเกียจและไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเกมชิงอำนาจเช่นผม จึงต้องขอพักผ่อน โดยการรีบไปเสพสุขอย่างตราตรึงกับ Farewell to my concubime ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ล้ำเลิศ ละเมียดละไมด้วยศิลปะ

ด้วยใจระทึกพลัน !!!

3. เชิงอรรถอ้างอิง

เนื่องจากความรอบรู้ของผมมีอย่างจำกัด การเรียบเรียงครั้งนี้ จึงต้องพึ่งพาหนังสือหลายเล่มประกอบ และหนึ่งในนั้นคือ “มหาอาณาจักรฮั่น” ที่เขียนโดยผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่ง ซึ่งได้สอนผมอย่างมากมายถึง “การวางหมากล้อม” ที่ไม่อาจคิดเพียงแค่ชั้นเดียว และเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น แต่ต้องตีความเหตุการณ์อันสลับซับซ้อนด้วยสายตาสดใหม่แจ่มใส เพื่อจะได้คิดอ่านวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ พลิกจาก “ความพ่ายแพ้” มาเป็น “ชัยชนะ”

บทเรียนจากเรื่องนี้ คือ ภายใต้สถานการณ์ทาง 2 แพร่ง (bifurcation) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น “ความล้มเหลวครั้งใหญ่” อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ความพ่ายแพ้” และต้องกลับไปเริ่มต้นสะสมขุมกำลังอย่างยาวนานหลายสิบปี หากยังหมายถึงการ “ซุ่มเงียบ” เพื่อรอคอยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอในภาวะ Chaos ที่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้ใช้โอกาส “ชั่วพริบตา” นี้ แสวงหาประโยชน์จากเหตุการณ์เล็กๆ (Butterfly effect) ได้

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างระเบียบใหม่ หรือแสวงหาพันธมิตรใหม่ (Self – Organization) เพื่อช่วงชิงชัยชนะนี้ จะต้องกระทำการอย่างสุขุมและละเอียดรอบคอบ จึงอาจจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ (strategy) เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ระดับ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ได้

คำสารภาพ

ผมรักในวิชาศิลปะและประวัติศาสตร์มาก แต่เนื่องจากคนไทยสนใจน้อย ดังนั้น ผมจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ผลิตงานเช่นนี้อีก

แต่ผมก็รู้ใจ “พี่เสถียร” ว่าเป็นคนสนใจทางด้านนี้ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จีน ผมจึงได้กลับมา “ถักทอร้อยเรียงบรรจง” ผลงานซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดนี้อีกครั้ง

เพื่อเป็น “ของขวัญสุดพิเศษ (Luxury Gift)” กำนัลแด่พี่ชายที่ผมเคารพรัก โดยเฉพาะ

  • สุรศักดิ์ SIU

    ผมอ่านเรื่องเล่าของคุณเจริญชัยในด้านบนแล้ว ผมพลันได้คิดเรื่องอื่นๆอีกมากมาย

    โดยเฉพาะในบริบทตอนที่จักรพรรดิ์จิ๋นซีกำลังจะสวรรคต แม้แต่อัครมหาเสนาบดีหลี่ซือผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศยังต้องพ่ายเกมส์การเมืองแก่ขันที สะท้อนว่าบริบทการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองนั้นมิใช่เอาชนะกันในเรื่องปัญญาในการบริหารจัดการประเทศเพียงอย่างเดียวหากแต่ต้องคำนึงการวางอุบายทางการเมืองที่ต่ำช้าในนามของราชโองการจักรพรรดิ์อีกด้วย

    แผ่นดินจีนหลังสิ้นจักรพรรดิ์จิ๋นซีแม้ปั่นป่วนแต่ราชสำนักก็มีโอกาสปราบกบฎได้ไม่ยากนักเพราะแสนยานุภาพของราชสำนักที่แต่เดิมคือแสนยานุภาพของรัฐฉินยังเกรียงไกร ระบบการปกครองที่เข้มงวดและเน้นการรวบอำนาจของ “หลี่ซือ”ก็มีส่วนให้การปกครองบริหารประเทศที่แต่เดิมแตกเป็นอาณาจักรเล็กน้อยนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผนวกกับนโยบายของราชสำนักในการขจัดบัณฑิตและปัญญาชนจำนวนมากที่ความคิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการใฝ่หายุคจีนมีหลายอาณาจักรในอดีตและการดำเนินมาตรฐานชั่งตวงวัดและการรวบรวมเอาคหบดีเศรษฐีมาพำนักยังเมืองหลวง ยิ่งทำให้ศูนย์กลางการทหารและเศรษฐกิจนั้นกระชับอยู่มือราชสำนักยิ่งขึ้น

    ดังนั้นแม้ราชสำนักจะแตกแยกกันและช่วงชิงอำนาจแต่จุดเป็นตายความพ่ายแพ้ของราชสำนักอยู่ที่ใด

    คำตอบคือ การที่ราชสำนักเน้นการกำจัดคนที่ภักดีและทำงานให้อย่างเลือดเย็น ดังเช่นการวางแผนกำจัด “จางหัน” ของราชสำนักเป็นต้น

    ซึ่งอันที่จริง ราชสำนักก็ยังไม่สามารถปราบกบฎได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมดเพียงแต่ปราบกบฏโดยส่วนใหญ่จนเหล่ากบฏทั้งหลายแตกพ่ายและอ่อนกำลังลงอย่างมากขอเพียงราชสำนักมุ่งมั่นใช้ “จางหัน” ดำเนินการปราบปรามต่อ ประวัติศาสตร์จีนอาจจะไม่มีราชวงศ์ฮั่น

    แต่เมื่อราชสำนักระแวงจางหันและมุ่งหมายเอาชีวิตส่งผลให้จางหันจำต้องเปลี่ยนฝ่ายและนำไปสู่การล่มสลายของราชสำนักในที่สุด

    ซึ่งอันที่จริงไม่ว่าจะเป็นราชสำนักฉิน ฮั่น จิ้น ถัง ซ่ง หมิง และชิง นั้นล้วนมีบทเรียนที่น่าสนใจประการหนึ่งคือราชสำนักมักเห็นขุนนางเป็นเบี้ยหมาก เมื่อขุนนางทำงานสนองแล้วเสร็จแล้วถ้าเห็นว่าต่อไปขุนนางผู้นี้จะกล้าแข็งเกินไปต้องขจัดทิ้ง

    แต่ในปลายราชวงศ์ฉินก็เห็นแล้วว่าเมื่อขุนนางกลับไปร่วมมือกับกบฎส่งผลให้ราชสำนักพังครืนลงมาทันทีเพียงแค่หลังสิ้นจักรพรรดิ์จิ๋นซี จักรพรรดิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนไปเพียงไม่กี่ปี

  • http://g41act.multiply.com Ink

    เอ Farewell To My Concubine ที่คุณเจริญชัยพูดถึงนี่คือที่ เลสลี่ จาง แสดงกับกงลี่หรือเปล่าครับ

  • Mutant

    ฤา จางหาน คือ พี่ลิ้มนี่เอง 555

    ไซฮั่นนี้ เป็นตอนที่ผมชอบมากที่สุดตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ฉากบู๊ของเซี่ยงหยวี่ “จมเรือหักขวานเข้าผลาญศึก” นับว่าเป็นฉากบู๊ล้างผลาญที่ดุเดือดเร้าใจที่สุดคราวหนึ่งในประวัติศาสตร์ และหลายคนคิดว่าเป็นแรงบันดาลใจให้พระเจ้าตากทุบหม้อข้าวตีเมืองจันทร์

  • เจริญชัย

    คุณสุรศักดิ์วิเคราะห์ต่อยอดได้เยี่ยมยอดมากครับ

    เลสลี่ จาง กับ กงลี่ เล่นร่วมกันครับ เป็นหนังที่น่าดูมาก

    ผมได้ดูแว๊บๆ ร่วมกันพี่สาวเมื่ออาทิตย์ก่อน

    กะว่าวันนี้จะดูสักหน่อย แต่ยุ่งๆ เตรียมเก็บข้อมูลเขียนบทความใหม่ จึงไม่ได้ดู

    Mutant ครับ “เซี่ยงอวี่” น่าสงสารมาก แต่ถามใจผมชอบหลิวปังมากที่สุด

    เก่งไม่ต้องมาก แต่สามารถครองแผ่นดินได้

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ผมดู Farewell To My Concubine แล้วผมไม่ได้นึกถืงเซี่ยงหยี่เลยครับ ผมนึกถึงความโหดร้ายของยุคปฏิวัติวัฒนธรรมมากกว่าครับ

    ช่วงนี้ของประวัิติศาสตร์จีนเป็นช่วงที่ผมสนใจที่สุดตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมก็ชอบหลิวปังครับ คำพูดนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับหลิวปังก็คือ “สั่งคนได้ ใช้คนเป็น ก็เป็นฮ่องเต้ได้ครับ” ในมุมมองของผมถึงเซี่ยงหยี่จะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่ก็เป็นคนที่ทำลายตัวเอง เพราะความเก่งนี่แหละครับ ทำให้ไม่ฟังใคร ไม่รู้จักสร้างพันธมิตร คนดีๆ หนีหมด เช่นหานสิ้น ส่วนหลิวปังเพราะไม่เก่ง ก็เลยต้องหาพันธมิตร และคนเก่งๆ มาช่วยงาน สุดท้ายก็เลยเข้มแข็ง เล่าปังบอกว่า เรื่องรบเค้าสู้หันสิ้นไม่ได้ เรื่องการจัดการเค้าก็สู้เซียวเหอไม่ได้ แต่เค้าเป็นจักรพรรดินะครับ ผมว่าคุณสมบัิติที่สำคัญของหลิวปังนอกจากการใช้คนแล้วก็คือ ความอดทนครับ

  • Mutant

    ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนต้องการผูก ลุงลิ้มกับจางหาน (โดนระแวง) ทักษิณกับเซี่ยงอวี่ (ทำลายพันธมิตรตัวเอง) อภิสิทธิ์กับหลิวปัง (ชุบมือเปิบ) และ … กับ … หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ทักษะที่เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในสงครามไซฮั่นนี้ กลับเป็นความหน้าด้านครับ หรือที่คุณ ink พูดอย่างเพราะๆว่าความอดทนนี้เอง (หลิวปี้ ลูกไม้ในอีก 400 กว่าปีต่อมา กลับหล่นไม่ไกลต้นเลย)

    ในขณะที่พี่เซี่ยงอาบเลือดต่างน้ำ รบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หลิวปังคนหน้าด้านกลับเดินสบายๆเข้าประตูเมืองหลวง (คล้ายๆพี่หล่อมาเป็นนายกเลย) และเมื่อพี่เซี่ยงมาถึง หลิวปังวิเคราะห์สถานการณ์แล้วว่าสู้ไม่ได้ ก็หน้าด้านบอกว่าไม่เคยคิดเป็นนายก .. เอ๊ย .. ฮ่องเต้เลย

    เมื่อคราวมารบกัน หลิวปังรบแพ้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังหน้าด้านสู้ต่อ อ้างเรื่องเซี่ยงอวี่ละเมิดซานซีฮ่องเต้มาโจมตีเป็นระยะๆ (คล้ายๆเมืองไทยเลยวุ้ย) คราวที่หน้าด้านที่สุดคงที่ครั้งที่ทำทียอมสงบศึกให้ตายใจแล้วหวังตีตลบหลัง แต่กลับพลาดท่าเมื่อเซี่ยงอวี่โมโหเลือดเข้าตา ทำให้แพ้ไม่เป็นท่า และที่หน้าด้านสุดๆก็คือที่ให้ลูกน้องไปตายแทน โดยปลอมตัวเป็นตัวเองทำทีไปยอมแพ้ ตัวเองจะได้มีเวลาถอยหนี ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวคือเซี่ยงอวี่ ที่เพียงแพ้ศึกแค่คราวเดียวก็ละอาย เชื่อดคอยอมแพ้ทั้งสงคราม เพราะไม่มีหน้ากลับไปพบญาติพี่น้องทหารที่พามาเสียชีวิต

    หากหลิวปังหน้าบางกว่านี้เพียงนิด หรือเซี่ยงอวี่หน้าหนากว่านี้หน่อย ก็คงไม่มีราชวงศ์ฮั่นอันเกรียงไกรที่ยืนยาวกว่า 400 ปี

  • สุรศักดิ์ SIU

    คุณ Mutant

    การศึกษาประวัติศาสตร์โดยตัวมันเองยังอรรถประโยชน์ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การที่ไม่ให้มนุษย์กระทำซ้ำรอยเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด หรือในทางตรงกันข้ามคือรู้ว่าควรกระทำการอย่างใดจึงจะนำไปสู่ความสำเร็จ

    ประวัติศาสตร์ส่วนตัว เราเรียกมันว่า “ประสบการณ์” ทุกคนมีประสบการณ์และประสบการณ์ก็เป็นเครื่องนำทางชีวิตของคนทุกคนในระดับมากน้อยต่างกัน

    ประวัติศาสตร์ของสังคม ประวัติศาสตร์ของประเทศ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเช่นกัน ล้วนเป็นเครื่องบอกเล่าความเป็นมาของคน ของสังคม ของประเทศชาติและนำไปสู่การวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าภายใต้เงื่อนไขคล้ายๆกันนั้นจากรากเง่าหรือบริบทในประวัติศาสตร์ย่อมนำไปสู่ผลเช่นใด

    แน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมไม่ซ้ำรอยเดิม และประวัติศาสตร์แต่ละช่วงนั้นก็ล้วนมีจุดตั้งต้นที่เหนือกว่าจุดตั้งต้นในอดีต เพียงแต่ว่าในจุดตั้งต้นหนึ่งๆของแต่ละยุคสมัยอาจจะมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆ มักจะให้ผลไม่ต่างจากอดีตมาก

    แต่แน่นอน บางทีประวัติศาสตร์ก็ไม่มีความหมาย ถ้าเหตุการณ์ที่เผชิญนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีบันทึกหรือเคยเกิดขึ้นมารก่อนในอดีต ซึ่งในแง่นี้ คุณ Mutant สามารถนึกถึงบริบทเรื่อง “Black Swan” ของ นาซิม ทาเลป มาเทียบเคียงได้ เพราะในความรับรู้ของตะวันตกนั้นไม่เคยพบหงส์ดำ แต่หงส์ดำก็มีอยู่จริงที่ออสเตรเลีย

    ดังนั้นการตีความประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่การตีความและการประยุกต์ไปปรับใช้ของผู้อ่านเอง ผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

    สุดท้าย ผมขอคารวะในการแสดงความเห็นตลอดจนการตีความของคุณ Mutant

  • big

    จริงๆ มีเรื่องที่ผมควรจะตอบข้างไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว

    การที่คุณ Mutant บอกว่า แปลกใจที่ทำไมชนชั้นกลางและล่าง จึงให้ชนชั้นสูงกดหัวนั้น
    เป็นเพราะว่า พวกเขาไม่กล้า หรือตกอยู่ใต้อุดมการณ์บางอย่าง

    ผมอยากบอกว่า ชนชั้นกลางและล่าง ที่ยอมอยู่นั้น มาจากหลายปัจจัย
    แต่ส่วนสำคัญ เพราะยังไม่มีประเด็นที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหว
    จึงคำนวนแล้ว Benefit ไม่คุ้มกับ Cost

    แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อโครงสร้างสังคมมีการปรับเปลี่ยน เมื่อโอกาสชนะมีเพิ่มขึ้น พวกนี้ก็จะเข้าร่วมเอง

    ที่สำคัญ ชนชั้นกลางและล่างบางคนก็ยังมีผลประโยชน์ ดังนั้น จึงแอบอิงอำนาจนั้น และใช้เครือข่ายของตน กดทับคนอื่นในชนชั้นเดียวกันไม่ให้ทำการเปลี่ยนแปลง

    บางครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องกล้าหรือไม่ แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆเลย

    อย่างไรก็ตาม เกมการเมืองซับซ้อนกว่านั้น
    เพราะมีคนส่วนน้อยที่นิยมเลื่อมใสในการเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ว่าจะเสียต้นทุนเท่าไร
    พวกนี้เรียกว่า พวกอุดมการณ์

    พวกอุดมการณ์นั้น ในยามปกติ จะเป็นพวกที่ไร้เสียง พูดไปก็ไม่มีใครสนใจ เพราะคนส่วนใหญ่มุ่งแต่ทำมาหากิน

    แต่พอบ้านเมืองถึงจุดเปลี่ยน พวกนี้จะเริ่มมีเสียง เพราะพวกผลประโยชน์ก็จะลด cost โดยขอความช่วยเหลือจากพวกอุดมการณ์ ขณะที่พวกอุดมการณ์ก็ดีใจที่มีคนเห็นคุณค่า

    ผมไม่อยากระบุว่าใครคือพวกอุดมการณ์ แต่พวกนี้น่ากลัวมาก เป็นนักรบที่ทรงพลัง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    เพราะกลุ่มคนที่ค้ำจุนอำนาจเก่านั้น จะเริ่มไม่แน่ใจในชัยชนะของอำนาจเก่า และเนื่องจากส่วนใหญ่ต้องการรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ดังนั้น จึงใช้แผนที่เรียกว่า

    “เกียร์ว่าง”

    อย่างที่ผมบอกไป “การเมือง” คือ ศิลปะในการควบคุมจัดการคน
    การควบคุมคนตามล้ำดับชั้น ที่เคยใช้ได้ดีในช่วงเวลาปกติ
    เริ่มไม่ค่อยได้ผลในช่วงเวลาคับขัน

    ทว่า พวกอุดมการณ์ ซึ่งมีความกล้ามากกว่าคนปกติ เพราะไม่คำนึงถึงส่วนได้เสียส่วนตัว
    ย่อมจะไม่ “เกียร์ว่าง” แต่จะระดมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

    ดังนั้น แม้เสื้อแดงจะถูกปราบแพ้ แต่พวกอุดมการณ์จะยังเคลื่อนไหวต่อไป ดังนั้น เสื้อแดงก็จะมีกำลังใจค่อยๆรวมตัวกันใหม่ อย่างช้าๆ ไม่แตกกระสานซ่านเซ็น ยิ่งถ้ากำลังคนในอำนาจ ปล่อยเกียร์ว่าง พวกนี้ก็ยิ่งได้ใจ

    พูดตรงๆ ผมรู้สึกเป็นปลื้มมากที่ได้นักวิเคราะห์อย่างคุณ Mutant มาช่วยขยายประเด็นให้กว้างไกลออกไป

    ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอันไหน คนอ่านก็ได้ประโยชน์ เพราะได้ขยายต่อยอดมุมมอง

    และอย่างทีี่ผมบอกว่า จะทำธุรกิจสำเร็จ ต้องรู้เรื่องการเมือง สังคม วัฒนธรรม

    ดังนั้น จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนในวงกว้าง

    เพียงแต่ว่า คนอ่านก็ต้องมีความรู้ ในการนำไปประยุกต์ใช้กับงานของตน

    ไม่ใช่อ่านเอาแต่เนื้อหาและผลลัพธ์ ซึ่งจะไม่ได้ประโยชน์เท่าไร

  • Mutant

    ขอบคุณครับ :)

  • ajintai

    ผมต้องขอแสดงความเสียใจกับสื่อ มติชนด้วยกับการที่ถูกท…กดดันให้พี่เสถียรออกจากกองบกของมติชน

  • เจริญชัย

    ลึกๆ เราก็ยากจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

    เอาเป็นว่าในฐานะ “ใจสู่ใจ” โดยไม่เจือปนเรื่องการเมือง
    ผมอยากมอบกำลังใจให้พี่เสถียร

    ฝ่าฟันวันเวลาทีี่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

    ผมโตพอที่จะเข้าใจถึง “ความจำเป็นทางการเมือง”
    แต่บางครั้งผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลด
    ทำไมมิตรภาพหรืออะไรหลายๆอย่าง จึงต้องถูก “พิษการเมือง” เล่นงาน

    นึกไปถึงเรื่อง “เดชคัมภีร์เทวดา” จริงๆ

    ปล. มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกเครียดมากๆ ที่ต้องโดนทั้งเพื่อนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงกรอกหู โชคดีที่ไอ้สองกลุ่มนี้มันไม่รู้จักกัน ไม่เช่นนั้น ผมคงแย่แน่ๆเลย 555