โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
1. คำนำ
ลือกันว่า “ผม” สนิทชิดเชื้อกับ “พี่เสถียร” จึงได้รับการตีพิมพ์บทความใน “มติชนสุดสัปดาห์” หลายครั้งหลายหน ผมอธิษฐานอยากให้เป็นเช่นนั้นเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะอยากตีพิมพ์ในวารสารรายสัปดาห์ที่ล้ำเลิศที่สุดในประเทศไทยนี้ หากทว่าเกิดจากความนิยมชื่นชมในภูมิรู้อันล้ำลึกของพี่เสถียรเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากจะสุนทรียะสนทนากันสักหลายๆ ยก และนับตั้งแต่ได้ดื่มด่ำกับ “สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย” ที่ทั้งเรียบง่ายและลุ่มลึก ซ่อนนัยความหมายระหว่างบรรทัดอย่างกลมกล่อมนั้น ผมก็ใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง จะขัดเกลาตนเองจนมีความสามารถในการรจนาร้อยเรียงหนังสือได้เฉียบคมเช่นนี้บ้าง
ทว่าความจริงที่แสนเศร้า คือ ผมไม่เคยได้สนทนาพูดคุยกับพี่เสถียรเลยแม้สักเพียงครึ่งคำ ไม่เคยได้รับสัญญาณตอบรับใดๆ นอกจากการนำบทความของผมลงตีพิมพ์
แต่สำหรับผมนั้น การตีพิมพ์บทความ ก็นับเป็นการสื่อสารแบบ “ใจถึงใจ” ประการหนึ่ง
แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อได้รับโทรศัพท์จาก “ข่าวสด” ถึง 3 ครั้ง 3 ครา หากแต่ผมยังอยู่ในนิทรารมณ์อันเปี่ยมสุขจึงได้พลาดโอกาสงามๆครั้งนี้ไป แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ “ใจ” ของผมสัมผัสได้ว่า “พี่เสถียร” อาจจะอยากสนทนากับผม
ไม่อยากประเมินค่าตนเองสูงส่งเกินไป แต่การได้ลงตีพิมพ์บทความในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2552 นี้ ได้ยังความปลาบปลื้มปิติให้ผมเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากที่จะมอบ “ของขวัญ” ชิ้นสำคัญ เพื่อแสดงความขอบคุณ
จาก “ใจถึงใจ”
2. “เรื่องเล่า”
“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ย่อมรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยเฉพาะในยุคสมัยแห่งความปั่นป่วนวุ่นวาย (Chaos)”
“เซี่ยงอวี่” คือ ยอดขุนพลแห่งรัฐใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งบางคนเชื่อว่า อาจเป็นบรรพบุรุษของคนไทยที่อพยพถอยร่นลงมาทางภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม “เซี่ยงอวี่” ได้ถือกำเนิดขึ้นมาช้าไปพอสมควร เนื่องจาก “อำนาจทางการเมือง” ได้ถูกเหมารวมผูกขาดโดย “จิ๋นซีฮ่องเต้” กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์แรกของจีน ที่รวบรวมแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ
หากทว่า “มังกรย่อมเป็นมังกร” โอกาสของ “เซี่ยงอวี่” ได้เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความปั่นป่วนของบ้านเมืองที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง
ภายหลังจากที่ “ผู้ท้าทาย” ฤทธิ์เดชของจิ๋นซีฮ่องเต้ หลายต่อหลายรุ่น ต่างต้องพ่ายแพ้ไปหมดนั้น ในที่สุดผู้พิชิตอันยิ่งใหญ่เยี่ยง “จิ๋นซี” ก็ต้องสยบยอมต่อ “ความตาย” ซึ่งฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี ทุกพระองค์ไม่อาจฝ่าด่านไปได้ ดังนั้น เหล่าชาวนาที่ทนการกดขี่ขูดรีดของการปกครองแบบทรราชย์นี้มานานหลายสิบปี ต่างได้ลุกฮือขึ้นก่อการปฏิวัติ โดยเริ่มต้นจาก “เฉินเซิ่งและอู๋กว่าง” หากทว่าปัจจัยที่นำมาซึ่งโอกาสใหญ่ของ “เซี่ยงอวี่” นั้น กลับเกิดขึ้นจาก “ความขัดแย้ง” ภายในราชสำนัก
“หลี่ซือ” อัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิฉิน กลับต้องมาหลงกล “จ้าวเกา” ขันทีคนสนิทของ “จิ๋นซีฮ่องเต้” โดยทั้งสองได้รวมมือกัน “ปลอมแปลงราชโองการ” แต่งตั้ง “หูไฮ่” ราชโอรสองค์รอง ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ฮ่องเต้” สืบบัลลังก์แทน และให้รัชทาทาท “ฝูซู” ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หลังจากนั้น “จ้าวเกา” ได้เริ่มเข้ายึดกุมอำนาจบริหารบ้านเมือง โดยจัดการเก็บ “หลี่ซือ” และศัตรูการเมืองคนอื่นจนหมดสิ้น เพื่อหวังครอบครองความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
ขณะที่เกมชิงอำนาจในราชสำนักดำเนินไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมันนั้น “กบฏชาวนาและลูกหลานเจ้าผู้ครองแคว้นเดิม” ได้ลุกขึ้นปฏิวัติกันทั่วแผ่นดิน ร้อนถึงแม่ทัพใหญ่ “จางหัน” ต้องกรีฑารี้พล 2 แสนคนเข้าปราบปรามกองกำลังกบฏทั้งหลาย และด้วยความไม่พร้อมนานัปการของเหล่ากบฏ จึงได้ถูกปราบปรามลงอย่างง่ายดาย เหลือแต่เพียง “กองกำลัง” ที่เข้มแข็งเพียงไม่กี่กลุ่ม
การเผชิญหน้าของ “เซี่ยงอวี่” กับทหารจากเมืองหลวง จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในยกแรกนั้น “จางหัน” มีชัย เพราะสามารถประหาร “เซี่ยงเหลียง” ผู้เป็นอาของเซี่ยงอวี่ได้สำเร็จ หลังจากนั้น “เซี่ยงอวี่” ได้ใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าวจมเรือ” เพื่อปลุกเร้าให้ทหารทั้งหลายยอมสู้ตาย แม้จะรู้ว่ากำลังน้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้ แต่กองทัพของเซี่ยงอวี่กลับแสดงออกถึงความกล้าหาญชาญชัย มิหวั่นเกรงกลัวต่อพญามัจจุราช จนทัพใหญ่ของจางหันต้องย่นระยอ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ทางราชสำนักเริ่มไม่ไว้ใจ “จางหัน” เพราะหากปล่อยไว้นาน แม่ทัพผู้เรืองนามนี้อาจมีอำนาจมากเกินไป และทำการคิดคดทรยศได้ โดยเฉพาะเมื่อสงครามปราบกบฏครั้งนี้ ทางราชสำนักได้สูญเสียเงินทองและไพร่พลไปมากมาย ในที่สุด เมื่อการปราบปรามครั้งนี้ใกล้จะสำเร็จลง แผ่นดินดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขได้อีกวาระหนึ่ง จึงทำให้ “ขุนนางผู้กุมอำนาจ” คิดจะจัดการ “แม่ทัพใหญ่” ที่หากปล่อยไว้นานวัน อาจหันกลับมาแว้งกัดภายหลังได้
“จางหัน” จึงได้รู้ซึ้งเป็นครั้งแรกว่า การงานที่ตนทุ่มเทอย่างถวายชีวิต เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกวินาทีนั้น ทางราชสำนักกลับมิได้มองเห็นคุณค่าอันใดเลย ดังนั้น จึงเริ่มคิดจะเอาใจออกห่าง แต่ติดขัดอยู่เพียงว่า ตนเองมี “ความแค้น” ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับ “เซี่ยงอวี่” เนื่องจากได้ทำลายไพร่พล ทรัพย์สิน และคุณอาที่เคารพรักของ “เซี่ยงอวี่” จนเพาะสร้างเป็นความแค้นอันล้ำลึกที่ยากจะคลี่คลาย
แต่ด้วย “บุญบารมี” ของเซี่ยงอวี่ที่จะได้เป็นใหญ่ จึงทำให้ “ที่ปรึกษา” ซึ่งเฉียบคม สามารถเจรจาเกลี้ยกล่อมให้เซี่ยงอวี่เปิดใจกว้าง “ละทิ้ง” อคติและบุญคุณความแค้นได้ ยินยอมรับการสวามิภักดิ์ของ “จางหัน” ขุนพลเอกแห่งราชสำนัก เพื่อให้สามารถพลิกเกมกลับมาชนะได้
การร่วมมือระหว่าง “แม่ทัพใหญ่” ของราชสำนักกับกองกำลังกบฏนั้น ย่อมส่งผลคุกคามราชวงศ์ฉินที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่โดยตรง หากทว่า “โชคร้าย” ที่ทางฝ่ายเซี่ยงอวี่นั้นยังไม่ละความโมโหร้าย จึงได้สั่งประหารทหารนับแสนที่ยอมจำนนทิ้งอย่างเลือดเย็น
หากเซี่ยงอวี่ใจเย็นและรอบคอบกว่านี้ “ชะตาชีวิต” ของเขาในอนาคต อาจไม่ต้องพบจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ผันผวน (Chaos) ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพลิกผันได้เสมอ แม้เซี่ยงอวี่จะตัดสินใจผิดพลาด แต่การที่ยินยอมละวางความแค้นเพื่อยอมรับการสวามิภักดิ์ของ “จางหัน” ขุนพลเอกแห่งกองทัพฉิน ย่อมลดทอนเขี้ยวเล็บของราชสำนักไปมากมาย จึงทำให้ “หลิวปัง” สามารถเดินทัพได้อย่างสบาย จนกระทั่งไปประชิดเมืองหลวง “เสียนหยาง” มหานครอันยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ราชสำนักซึ่งแม้ภายนอกจะดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับเน่าเฟะนั้น จึงได้เปิดประตูเมือง “ยอมจำนน” อย่างมิมีทางเลือก
ผู้ที่เจนจบประวัติศาสตร์คงรู้ได้ทันทีว่า หลังจากราชวงศ์ฉินจบสิ้นลงแล้ว ได้เกิดความวุ่นวายตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะศึกชิงแผ่นดินระหว่าง “เซี่ยงอวี่” กับ “หลิวปัง” และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ “เซี่ยงอวี่”
แต่คนจำนวนมาก กลับละเลยคุณความดีของ “เซี่ยงอวี่” ที่ได้ใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าวจมเรือ” ในการต้านทัพใหญ่ของฉิน และความใจกว้างละเลยความแค้นยิ่งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้ “จางหัน” สวามิภักดิ์ อันเป็นการพุ่งปลายหอกไปที่ราชสำนักโดยตรง สุดท้าย ถึงแม้จะวู่วามใจร้อนจนเสียการใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ได้ลดทอนการคุกคามจากทัพฉิน ซึ่งส่งผลให้หลิวปังสามารถโค่นล้มราชวงศ์ฉินได้สำเร็จ
คนส่วนใหญ่มักจะจดจำเรื่องราวของ “เซี่ยงอวี่” ได้ เฉพาะ “ฉากอำลาหยูจี” ที่ถูกนำมาสร้างเป็นงิ้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เพราะมีเนื้อหาอันสะท้ายสะเทือนใจ โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Farewell to my concubine จึงยิ่งทำให้ผู้คนจดจำ “เซี่ยงอวี่” แต่ในมุมมองของ “ความรัก”
แท้จริงแล้ว หากไม่มี “การพลิกสถานการณ์” ของเซี่ยงอวี่ ที่ทำให้กองทัพซึ่งกำลังระส่ำระสายและดูเหมือนจะพ่ายแพ้ยับเยินนั้น ได้มีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งหนึ่ง โดยฉวยโอกาสจากความขัดแย้งระหว่าง “แม่ทัพหน้า” ในสมรภูมิ กับ “ขุมอำนาจการเมือง” ในราชสำนัก หากไม่มีการพลิกแพลง “กลยุทธ์” ในจังหวะที่เหมาะสมนี้แล้ว แผ่นดินจีนคงต้องเปลี่ยนแปลงการบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่
เมื่อวิเคราะห์มาถึงตรงนี้แล้ว คนที่รังเกียจและไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเกมชิงอำนาจเช่นผม จึงต้องขอพักผ่อน โดยการรีบไปเสพสุขอย่างตราตรึงกับ Farewell to my concubime ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ล้ำเลิศ ละเมียดละไมด้วยศิลปะ
ด้วยใจระทึกพลัน !!!
3. เชิงอรรถอ้างอิง
เนื่องจากความรอบรู้ของผมมีอย่างจำกัด การเรียบเรียงครั้งนี้ จึงต้องพึ่งพาหนังสือหลายเล่มประกอบ และหนึ่งในนั้นคือ “มหาอาณาจักรฮั่น” ที่เขียนโดยผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่ง ซึ่งได้สอนผมอย่างมากมายถึง “การวางหมากล้อม” ที่ไม่อาจคิดเพียงแค่ชั้นเดียว และเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น แต่ต้องตีความเหตุการณ์อันสลับซับซ้อนด้วยสายตาสดใหม่แจ่มใส เพื่อจะได้คิดอ่านวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ พลิกจาก “ความพ่ายแพ้” มาเป็น “ชัยชนะ”
บทเรียนจากเรื่องนี้ คือ ภายใต้สถานการณ์ทาง 2 แพร่ง (bifurcation) ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้น “ความล้มเหลวครั้งใหญ่” อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ความพ่ายแพ้” และต้องกลับไปเริ่มต้นสะสมขุมกำลังอย่างยาวนานหลายสิบปี หากยังหมายถึงการ “ซุ่มเงียบ” เพื่อรอคอยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอในภาวะ Chaos ที่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้ใช้โอกาส “ชั่วพริบตา” นี้ แสวงหาประโยชน์จากเหตุการณ์เล็กๆ (Butterfly effect) ได้
อย่างไรก็ตาม ในการสร้างระเบียบใหม่ หรือแสวงหาพันธมิตรใหม่ (Self – Organization) เพื่อช่วงชิงชัยชนะนี้ จะต้องกระทำการอย่างสุขุมและละเอียดรอบคอบ จึงอาจจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ (strategy) เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ระดับ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ได้
คำสารภาพ
ผมรักในวิชาศิลปะและประวัติศาสตร์มาก แต่เนื่องจากคนไทยสนใจน้อย ดังนั้น ผมจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ผลิตงานเช่นนี้อีก
แต่ผมก็รู้ใจ “พี่เสถียร” ว่าเป็นคนสนใจทางด้านนี้ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จีน ผมจึงได้กลับมา “ถักทอร้อยเรียงบรรจง” ผลงานซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดนี้อีกครั้ง
เพื่อเป็น “ของขวัญสุดพิเศษ (Luxury Gift)” กำนัลแด่พี่ชายที่ผมเคารพรัก โดยเฉพาะ
