Practical Report จากถนนพิษณุโลก : มติครม. 3/5/3009 มาตรการรับจำนำพืชผล, แผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมภาพยนตร์

เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

จากนั้น นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุม

SIU สรุปมติครม. ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้



ด้านกฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. เพิ่มเติมวัตถุประสงค์การให้กู้ยืมแก่นิสิตหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
2. เพิ่มอำนาจของกองทุน ในการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน และระดมเงินทุนโดยการกู้ยืมเงิน การออกตราสารหนี้ และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พร้อมทั้งจัดระบบบัญชีเพื่อรองรับกิจกรรมทางการเงินเพิ่มขึ้นด้วย
3. แก้ไของค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุน
4. แก้ไขอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน และกำหนดให้เป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก
5. แก้ไของค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่หนึ่ง และคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่สอง
6. แก้ไขอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม โดยตัดเรื่องการดำเนินคดีไปกำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จัดการ
7. เพิ่มเติมเงื่อนไขการระงับหนี้เงินกู้ยืม

ร่างข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
กระทรวงกลาโหมเสนอว่า ด้วยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) มีเงินกองทุนเพียงพอที่จะสามารถช่วยเหลือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ปฏิบัติงานฯ เพื่อจัดเป็นสวัสดิการให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้กู้ยืมเงินไปใช้ในการปลูกสร้างอาคารพักอาศัยซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคาร สร้างอาคารเพิ่มเติม ซ่อมแซมอาคารที่ชำรุดทรุดโทรม หรือกู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นสวัสดิการแก้ไขปัญหาความจำเป็นเดือดร้อนแก่ผู้ปฏิบัติงาน ประกอบกับข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2539 และ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2545 ได้ใช้บังคับมานานแล้ว ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน สมควรปรับเพิ่มวงเงินให้กู้ยืมฯ ให้สูงขึ้น และขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระนานขึ้น เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยสภาทหารผ่านศึกได้มีมติให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว จึงได้เสนอร่างข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกฯ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้มีคณะกรรมการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ องค์ประชุมของคณะกรรมการ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 4-ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 9)
2. กำหนดให้สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 11)
3. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยกองทุนส่วนหนึ่งประกอบด้วยเงินทุนประเดิมและเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินที่ได้รับการจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยรายได้และผลประโยชน์ของกองทุนไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง (ร่างมาตรา 12-ร่างมาตรา 14)
4. กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประกอบด้วยผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ และผู้แทนส่วนราชการเป็นกรรมการ และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 18)

ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ พ.ศ. ….
กระทรวงแรงงานเสนอว่า

1. โดยที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันอยู่ในช่วงวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของนายจ้างและรายได้ของผู้ประกันตน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระของนายจ้างและผู้ประกันตนในการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะดังกล่าว จึงสมควรลดอัตราเงินสมทบตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2545 ที่นายจ้างและผู้ประกันตนจะต้องออกเพื่อสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552

2. ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไปให้ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการจ่ายเงินสมทบลดลงในช่วงเวลาที่มีการลดเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จึงเห็นควรให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ของค่าจ้าง

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวรวม 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553
คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และให้นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 ตามปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้ในวันพุธที่ 17 และวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2552

ร่างกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า ตามที่ได้มีกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำมาในประเทศไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 เพื่อขยายระยะเวลาการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณีเป็นระยะเวลา 5 ปี นั้น เนื่องจากการขยายระยะเวลาการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทยของคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายของพระราชบัญญัติฯ โดยสนธิสัญญาหรือพันธกรณีตามกฎกระทรวงดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 สิงหาคม 2552 ประกอบกับประเทศไทยยังคงต้องปฏิบัติตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) ที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณีต่อไป จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงเพื่อขยายระยะเวลาการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำออกไปอีก 10 ปี

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าที่มีมาตรการจัดระเบียบใน การนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างประกาศ

1.ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
2.ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดมาตรการจัดระเบียบในการนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 127) พ.ศ. 2541 (ร่างข้อ 3)
3.กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงตามที่กำหนดในประกาศนี้เป็นสินค้าที่มีมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างข้อ 5)
4.กำหนดคุณสมบัติของผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง (ร่างข้อ 6 – ร่างข้อ 8)

ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถ้าได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญรวมกันทุกประเภทเมื่อรวมกับ ช.ค.บ. แล้ว ต่ำกว่าเดือนละหกพันบาท ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มอีกในอัตราเดือนละเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงินหกพันบาทหักด้วยจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญทุกประเภท และ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ

ด้านเศรษฐกิจ

ขออนุมัติโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท
คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้กรมทางหลวงชนบทดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 ภายในวงเงิน 3,796 ล้านบาท โดยให้กรมทางหลวงชนบทใช้เงินกู้ต่างประเทศเพื่อสมทบกับเงินงบประมาณในอัตราส่วนเงินกู้ : เงินงบประมาณ เป็น 70 : 30 เพื่อเป็นค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

1. คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกในการประชุม ครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 มีมติเห็นชอบโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมการคมนาคมระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชน และปรับปรุงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้สามารถรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของชุมชน

2. กรมทางหลวงชนบทได้ศึกษาความเหมาะสม สำรวจออกแบบรายละเอียดและสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีความพร้อมในการดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้ทันที เนื่องจากได้ดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

2.1 แนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้นทางโครงการอยู่ที่ถนนนนทบุรี 1 ทางด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในตำแหน่งบริเวณทางโค้งใกล้กับโรงเรียนศรีบุญยานนท์ แนวเส้นทางในช่วงต้นอยู่ในพื้นที่ด้านใต้ของท่าน้ำพิบูลย์สงคราม 4 และชุมชนตลาดขวัญ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขึ้นฝั่งด้านตะวันตกบริเวณพื้นที่ฝั่งใต้ของคลองอ้อมนนท์ รวมระยะทางประมาณ 4.3 กิโลเมตร

2.2 รูปแบบสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา โครงสร้างสะพานคานขึงมีความยาวรวม 440 เมตร แบ่งเป็นความยาวช่วงกลาง 200 เมตร และความยาวช่วงข้างข้างละ 120 เมตร และมีช่องลอดเพื่อการสัญจรทางน้ำกว้าง 150 เมตร สูง 5.6 เมตร สะพานมีการขึงเคเบิลจากคานสะพานไปยังเสาสูงที่ตั้งอยู่บนตอม่อ โดยมีเสาตอม่อหลักจำนวน 2 ตอม่อ ซึ่งตั้งอยู่ในแม่น้ำและบนฝั่งอย่างละ 1 ตอม่อ

2.3 รูปแบบทางเชื่อมขึ้น – ลงด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแบบเป็นทางแยกต่างระดับเชื่อมกับโครงข่ายถนนปัจจุบัน ประกอบด้วย ถนนนนทบุรี 1 และถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี มีทางขึ้นสะพาน 3 จุด และทางลงสะพาน 3 จุด

2.4 ค่าใช้จ่ายโครงการ ประกอบด้วย ค่าก่อสร้าง 3,796 ล้านบาท และค่าควบคุมงาน 140 ล้านบาท

ขอต่ออายุเงินกู้ในรูป Euro Commercial Paper (ECP)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการขยายระยะเวลาสิ้นสุดการกู้เงินภายใต้ Euro Commercial Paper หรือ ECP Programme จากปี 2552 ต่อไปอีก 10 ปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

เงื่อนไขการกู้ (บางส่วน)

  • การกู้เงินในรูป ECP Programme เป็นการกู้เงินโดยการออกตราสาร ซึ่งมีระยะเวลาการกู้เงินในระหว่าง 7-365 วัน
  • ผู้กู้ (ผู้ออกตราสาร ECP) : กระทรวงการคลังในนามราชอาณาจักรไทย
    คณะผู้จัดจำหน่าย : จำนวน 8 ราย คือ ABN AMRO Bank N.V., Barclays Bank plc, Citibank International plc, Daiwa Securities SMBC Co.Ltd.,Deutsche Bank AG London,Nomura International plc, Standard Chartered Bank และ The Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ,Ltd.
    ระยะเวลาการทำหน้าที่ Dealer : 10 ปี แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถขอยกเลิกได้ โดยมีหนังสือแจ้ง
    ล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน
    วงเงิน : 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    ระยะเงินกู้ : อย่างน้อย 7 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน

กระทรวงการคลังรายงานว่า
1. การจัดตั้ง ECP Programme เป็นการกู้เงินภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ 1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ 4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ และ 5) พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งนี้ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะให้กระทำได้เฉพาะเพื่อเป็นการประหยัด ลดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระจายภาระการชำระหนี้

2. ตั้งแต่กระทรวงการคลังได้จัดตั้ง ECP Programme เมื่อกลางปี 2532 เป็นต้นมา ได้มีการเบิกจ่ายเงินกู้เป็นเงินรวมเทียบเท่า 16,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถ้านับตั้งแต่ที่ได้ต่ออายุโปรแกรมเมื่อปี 2542 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2552) ได้มีการเบิกจ่ายเงินกู้เป็นเงิน 14,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการนี้กระทรวงการคลังได้ใช้เงินกู้ ECP ส่วนหนึ่งเพื่อ Refinance เงินกู้เดิมของกระทรวงการคลัง และอีกส่วนหนึ่งให้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ กู้ต่อตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น

3. การกู้เงินในรูป ECP โดยปกติจะมีต้นทุนการกู้เงินต่ำกว่าการกู้เงินในรูป Syndication และตราสารหนี้รูปแบบอื่น เนื่องจากเป็นการกู้ระยะสั้นโดยตรงจากนักลงทุน และมีระยะเงินกู้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน ในขณะเดียวกันผู้ออกตราสารก็สามารถเลือกระยะเงินกู้ให้สอดคล้องกับความต้องการระยะสั้นของตนเองได้ นอกจากนั้น ภายใต้ ECP Programme ที่จัดตั้ง กระทรวงการคลังสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ ชำระคืนและเบิกจ่ายเงินกู้ใหม่ได้ตลอดเวลา แต่ ณ ขณะหนึ่ง ๆ วงเงินกู้รวมกันจะต้องไม่เกินวงเงินที่กำหนด คือ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การจัดตั้ง ECP Programme จึงมีประโยชน์ในแง่ความคล่องตัวในการเข้าตลาด ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินการบริหารหนี้ต่างประเทศของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายที่กำหนด

4. เนื่องจากการกู้เงินภายใต้ ECP Programme จะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 มิถุนายน 2552 เพื่อให้รองรับการทำ Refinance เงินกู้ต่างประเทศของภาครัฐบาล และ/หรือใช้เป็น Bridge Financing สำหรับการลงทุนในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะใช้เงินกู้ ECP เป็น Facility ตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดมาโดยตลอด และกระทรวงการคลังมีแผนบริหารหนี้ต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ให้ภาระหนี้ตกหนักอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ซึ่งการดำเนินการจะใช้เงิน ECP เป็น Bridge Financing เพื่อชำระคืนเงินกู้ก่อนครบกำหนดก่อนที่จะดำเนินการกู้เงินใหม่มาทดแทน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมี Facility เพื่อการนี้ต่อไป ประกอบกับประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องระดมเงินกู้จากตลาดเงินต่างประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเห็นสมควรขยายระยะเวลาสิ้นสุดเงินกู้ ECP Programme จากปี 2552 ต่อไปอีก 10 ปี

5. ทั้งนี้ การกู้เงินจาก ECP Programme ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากการกู้เงินดังกล่าวเป็นกรณีการทำหนังสือสัญญาเงินกู้ระหว่างรัฐบาลไทยกับสถาบันการเงินเอกชนระหว่างประเทศ ไม่ใช่เป็นการทำหนังสือสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การระหว่างประเทศหรือรัฐบาลต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่ต้องนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2552
คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2552 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ประธานกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ เสนอแล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552

2. อนุมัติในหลักการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินการตามที่ กนร.เสนอเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินรอง รฟท. ดังนี้

2.1 ให้ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของ รฟท. โดยการจัดตั้งบริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สินแยกจาก รฟท. โดยให้ รฟท. ดำเนินการ ดังนี้

(1) จัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ บริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สินที่ รฟท. ถือหุ้นร้อยละ 100 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณากำหนดทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่เหมาะสม

(2) พิจารณาแบ่งแยกภารกิจ สินทรัพย์ และหนี้สินระหว่าง รฟท. และบริษัทลูกทั้ง 2 บริษัท รวมทั้งกำหนดกิจกรรมระหว่างกันและราคาให้เหมาะสม และเสนอให้ กนร.หรือคณะรัฐมนตรีเห็นชอบอีกครั้งภายใน 150 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

(3) ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สินทรัพย์และหนี้สิน เพื่อให้บริษัทลูก 2 บริษัท เริ่มดำเนินการได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

2.2 ให้ภาครัฐรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตของ รฟท. โดยให้กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ร่วมพิจารณาการรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท.

2.3 ให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ร่วมพิจารณาในการแก้ไขภาระหนี้สินของ รฟท. โดยใช้รายได้ของ รฟท. และบริษัทลูกจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังช่วยเหลือ

2.4 ให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณาเสนอกรอบอัตรากำลังที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนงานของ รฟท. ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่กำหนดให้ รฟท. งดรับพนักงานใหม่ ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวกับการเดินรถและตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิพิเศษ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุ

2.5 ให้ รฟท. เร่งรัดเสนอแผนการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของ รฟท. และบริษัทลูกภายใน 180 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

2.6 นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้

(1) เห็นควรให้บริษัทบริหารทรัพย์สินทำหน้าที่จัดหาเอกชนเพื่อพัฒนาและบริหารที่ดินของ รฟท. โดยบริษัทฯ จะทำหน้าที่บริหารสัญญาเช่า (Management Agency) เท่านั้นและขอให้บริษัทฯ ระงับการพัฒนาไปสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Developer) อย่างเต็มรูปแบบ ในระยะที่ 2

(2) เห็นควรให้ รฟท. นำเสนอประมาณการทางการเงินที่ รฟท. จะใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการฯ ของ รฟท.พร้อมกับโครงสร้างองค์กรของบริษัทลูกทั้ง 2 แห่งเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

(3) ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาความชัดเจนของผู้รับผิดชอบในส่วนของการลงทุนระบบอาณัติสัญญาณว่าเป็นหน้าที่ของ รฟท. ที่ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระหรือบริษัทเดินรถเป็นผู้รับภาระเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

3. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ จำนวน 560 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจการเดินรถโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะสามารถเปิดให้บริการเดินรถภายในปลายปี 2552 และการดำเนินงานของบริษัทบริหารทรัพย์สิน โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 140 ล้านบาท ภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2552 และงบประมาณประจำปี 2553 จำนวน 420 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวด ๆ ละ 140 ล้านบาท ภายในต้นเดือนตุลาคม 2552 ต้นเดือนมกราคมและต้นเดือนเมษายน 2553

4. เห็นชอบให้บริษัทลูกทั้ง 2 บริษัท ได้รับการยกเว้นกฎระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล และโครงสร้างอัตรากำลังตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดตั้งและร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 1/2552
ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ประธานกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ เสนอแล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552

2. อนุมัติในหลักการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินการตามที่ กนร.เสนอเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินรอง รฟท. ดังนี้

2.1 ให้ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของ รฟท. โดยการจัดตั้งบริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สินแยกจาก รฟท. โดยให้ รฟท. ดำเนินการ ดังนี้

(1) จัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ บริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สินที่ รฟท. ถือหุ้นร้อยละ 100 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณากำหนดทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่เหมาะสม

(2) พิจารณาแบ่งแยกภารกิจ สินทรัพย์ และหนี้สินระหว่าง รฟท. และบริษัทลูกทั้ง 2 บริษัท รวมทั้งกำหนดกิจกรรมระหว่างกันและราคาให้เหมาะสม และเสนอให้ กนร.หรือคณะรัฐมนตรีเห็นชอบอีกครั้งภายใน 150 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

(3) ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สินทรัพย์และหนี้สิน เพื่อให้บริษัทลูก 2 บริษัท เริ่มดำเนินการได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

2.2 ให้ภาครัฐรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตของ รฟท. โดยให้กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ร่วมพิจารณาการรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท.

2.3 ให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ร่วมพิจารณาในการแก้ไขภาระหนี้สินของ รฟท. โดยใช้รายได้ของ รฟท. และบริษัทลูกจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังช่วยเหลือ

2.4 ให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณาเสนอกรอบอัตรากำลังที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนงานของ รฟท. ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่กำหนดให้ รฟท. งดรับพนักงานใหม่ ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวกับการเดินรถและตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิพิเศษ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุ

2.5 ให้ รฟท. เร่งรัดเสนอแผนการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของ รฟท. และบริษัทลูกภายใน 180 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ

2.6 นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้
(1) เห็นควรให้บริษัทบริหารทรัพย์สินทำหน้าที่จัดหาเอกชนเพื่อพัฒนาและบริหารที่ดินของ รฟท. โดยบริษัทฯ จะทำหน้าที่บริหารสัญญาเช่า (Management Agency) เท่านั้นและขอให้บริษัทฯ ระงับการพัฒนาไปสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Developer) อย่างเต็มรูปแบบ ในระยะที่ 2

(2) เห็นควรให้ รฟท. นำเสนอประมาณการทางการเงินที่ รฟท. จะใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการฯ ของ รฟท.พร้อมกับโครงสร้างองค์กรของบริษัทลูกทั้ง 2 แห่งเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

(3) ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาความชัดเจนของผู้รับผิดชอบในส่วนของการลงทุนระบบอาณัติสัญญาณว่าเป็นหน้าที่ของ รฟท. ที่ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระหรือบริษัทเดินรถเป็นผู้รับภาระเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

3. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ จำนวน 560 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจการเดินรถโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะสามารถเปิดให้บริการเดินรถภายในปลายปี 2552 และการดำเนินงานของบริษัทบริหารทรัพย์สิน โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 140 ล้านบาท ภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2552 และงบประมาณประจำปี 2553 จำนวน 420 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวด ๆ ละ 140 ล้านบาท ภายในต้นเดือนตุลาคม 2552 ต้นเดือนมกราคมและต้นเดือนเมษายน 2553

4. เห็นชอบให้บริษัทลูกทั้ง 2 บริษัท ได้รับการยกเว้นกฎระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล และโครงสร้างอัตรากำลังตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดตั้งและร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ้

ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 2/2552

(เฉพาะส่วน ทศท และ กสท)
2.2 วาระเพื่อพิจารณาที่ 3 เรื่อง แผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะทางการเงินของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (บมจ.ทีโอที) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (บมจ.กสท)

รับทราบแผนธุรกิจเพื่อพลิกฟื้นฐานะทางการเงินและแนวทางการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท และมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

2.2.1 พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง บมจ.ทีโอที บมจ. กสท และเอกชน รวมทั้งจัดทำแผนรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท แพ้คดี

2.2.2 ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการให้สัญญาร่วมการงานระหว่าง บมจ.ทีโอที กับเอกชนและสัญญาร่วมการงานระหว่าง บมจ. กสท กับเอกชนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการให้กิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

2.2.3 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและกรมสรรพากรพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องภาระภาษีของ บมจ.ทีโอที จากรายได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge)

2.2.4 พิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนในโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) ของ บมจ.ทีโอที โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA ของ บมจ.กสท รวมทั้งการยกระดับระบบ GSM 900 MHz และ GSM 800 MHz ให้เป็น 3G ทั้งนี้ จะต้องสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ด้วย โดย บมจ.ทีโอทีควรพิจารณาโครงการลงทุนขยายบริการ Internet Broadband ที่ บมจ.ทีโอที มีความชำนาญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.2.5 พิจารณาวางกรอบการลงทุนในอนาคตของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท ให้ชัดเจนและไม่ดำเนินการที่ซ้ำซ้อนกัน โดยร่วมกันจัดทำแผนธุรกิจในลักษณะพันธมิตรภายใต้กฎระเบียบ การแข่งขันที่เป็นธรรมตามที่ กทช.กำหนด

การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2551/2552
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2551/2552 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ดังนี้

1. การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2551/2552 ในอัตรา 830 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. โดยกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 49.80 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

2. กำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2551/2552 เท่ากับ 355.71 บาทต่อตันอ้อย

มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดอัตราค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในกรณีดังต่อไปนี้

1. กรณีลูกหนี้ของสถาบันการเงินโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงิน หรือลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น โอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่น

2. กรณีสถาบันการเงิน หรือเจ้าหนี้อื่นโอนอสังหาริมทรัพย์ที่รับโอนตามข้อ 1 ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน หรือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน หรือลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น

3. กรณีการจำนองอสังหาริมทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ของสถาบันการเงินกับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน หรือระหว่างลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่นกับเจ้าหนี้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหลักประกันอยู่เดิมหรืออสังหาริมทรัพย์ซึ่งนำมาเป็นหลักประกันใหม่

4. กรณีลูกหนี้ของสถาบันการเงินโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินนำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 0.01 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เฉพาะสำหรับจำนวนเงินที่นำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และให้เรียกเก็บตามอัตราปกติสำหรับราคาประเมินทุนทรัพย์ส่วนที่เกินกว่าจำนวนเงินที่นำไปชำระหนี้ดังกล่าว


ผลการประชุมปรึกษาหารือร่วม ตามที่ได้รับมอบหมาย
คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อสรุปจากการประชุมปรึกษาหารือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 (เรื่อง แนวทางการระบายสินค้าเกษตรตามโครงการรับจำนำ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยแก้ไขปรับปรุงในข้อ 3 และข้อ 4 ดังนี้

1. ให้กระทรวงพาณิชย์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะทำงานระบายสินค้าเกษตร โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อดำเนินการระบายสินค้าเกษตรตามแนวทางและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะการดูแลจัดเก็บสินค้าเกษตรที่รับจำนำให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน

3. จากเดิมที่ให้กระทรวงพาณิชย์สำรวจปริมาณและรับรองคุณภาพของสินค้าเกษตรจากโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่ดูแลจัดเก็บในคลังสินค้ากลางของ อคส. และ อ.ต.ก. จากผู้ตรวจสอบเป็นรายคลังสินค้า เป็น “ให้กระทรวงพาณิชย์สำรวจปริมาณและรับรองคุณภาพของสินค้าเกษตรจากโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรจากผู้ตรวจสอบ (surveyor) เป็นรายคลังสินค้า”

4. จากเดิมที่ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการประมูลสินค้าเกษตรที่หน้าคลังสินค้าเป็นรายคลังตามมาตรฐานคุณภาพของสินค้าที่ได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบ ตามข้อ 3 ก่อนทำการประมูล เป็น “ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการประมูลสินค้าเกษตรเป็นรายคลังสินค้า ตามมาตรฐานคุณภาพของสินค้าที่ได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบตามข้อ 3 ก่อนทำการประมูล”

5. ให้คณะทำงานการระบายสินค้าเกษตรตามข้อ 1 เสนอกรอบยุทธศาสตร์การระบายสินค้าเกษตรจากโครงการรับจำนำของรัฐบาลแต่ละชนิดต่อคณะอนุกรรมการตลาดของสินค้าเกษตรกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง และเสนอต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสารกรณีข้าวสาร ประกอบไปด้วย ระดับราคา ปริมาณที่จะดำเนินการช่วงระยะเวลาที่จะดำเนินการ พิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรนั้น ๆ เห็นชอบยกเว้นกรณีข้าว ให้นำเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบก่อนดำเนินการระบายสินค้า และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบตามลำดับ


แผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติมอบหมายให้คณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาในประเด็นเรื่องของความเหมาะสม ความคุ้มค่า และเป็นทางเลือกระหว่างการซื้อและการเช่ารถโดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 4,000 คัน ของ ขสมก. ภายในกรอบระยะเวลา 1 เดือน แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 4/2552
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 4/2552 และเห็นชอบมติคณะกรรมการ กรอ. และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นและมติของคณะกรรมการ กรอ. ไปพิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. ปัญหาการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Auction)

ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอที่ประชุมพิจารณาใน 3 ประเด็นได้แก่ (1) แก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 (2) ยกเลิกการใช้ระเบียบ e-Auction กับงานการประมูลก่อสร้างซึ่งเป็นเอกสารบัญชีแสดงรายการวัสดุและปริมาณสินค้า (Bill of Quantity: BOQ) ที่มีหลากหลายรายการในโครงการเดียวกัน รวมทั้งงานประมูลจัดซื้อประเภทสินค้าและบริการสินค้าเทคโนโลยี และงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง เป็นต้น และ (3) หากจะใช้ระเบียบ e-Auction ควรใช้กับการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทั่วไปที่เป็นของประเภทครุภัณฑ์มาตรฐาน (Common Goods) เช่น โต๊ะ เก้าอี้ กระดาษ ซึ่งไม่มีความซ้ำซ้อนและไม่มีวงเงินสูง

มติคณะกรรมการ กรอ.

มอบหมายกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) รับข้อเสนอของ กกร. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการประเมินผลการบังคับใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการปรับปรุง/แก้ไขระเบียบฯ ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำไปหารือกับผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานปฏิบัติระดับกระทรวง หน่วยงานกลาง (เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ) และภาคเอกชน โดยให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และรายงานต่อคณะกรรมการ กรอ. ต่อไป

2. แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา

สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย เสนอต่อคณะกรรมการ กรอ. พิจารณา 2 ประเด็น ได้แก่ (1) ขอให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ในหน่วยงานเดิม (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม) ในการรับทราบปัญหาและแนวทางแก้ไขจากสมาคมตัวแทนธุรกิจสาขาต่าง ๆ เพื่อให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะสมาคมต่าง ๆ สะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไขเป็นรายอุตสาหกรรม และ (2) แนวทางในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเงินกู้ฉุกเฉินผ่านระบบธนาคารพาณิชย์สำหรับผู้ส่งออก ขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ สำหรับการกู้เงินของผู้ประกอบการที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการสามารถนำสัญญาหรือเอกสารคำสั่งซื้อมาเป็นเอกสารค้ำประกันได้ และขอให้มีการกำหนดใช้มาตรการดังกล่าวจนถึงเดือนธันวาคม 2552

มติคณะกรรมการ กรอ.

1) มอบหมายสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รับไปพิจารณาเพื่อจัดทำข้อเสนอที่ชัดเจน และครบถ้วนตลอดห่วงโซ่การผลิต และในกรณีที่มีข้อเสนอเกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายยางฯ ก่อนที่จะนำเสนอคณะกรรมการ กรอ. ต่อไป

2) มอบหมาย สศช. ประสานกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการผลิตถุงมือยาง

3. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน อันเนื่องมาจากความไม่ชัดเจนในแนวปฏิบัติของภาครัฐ กรณีการประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่อง ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน อันเนื่องมาจากความไม่ชัดเจนในแนวปฏิบัติของภาครัฐ กรณีการประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด โดยมีผลกระทบต่อโครงการที่ได้รับอนุมัติ EIA แล้วได้ชะลอการดำเนินการ ซึ่งประมาณ 60 โครงการที่ชะลอการดำเนินการส่วนใหญ่เป็นการขยายโครงการต่อเนื่องและการลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมทั้งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 40 โครงการ เงินลงทุนรวม 400,000 ล้านบาท และเสนอขอให้ภาครัฐพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยอาจใช้ช่องทางของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา

มติคณะกรรมการ กรอ.

มอบหมาย สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นเพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับประเด็นความไม่ชัดเจนในแนวทางปฏิบัติของภาครัฐจากการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกโดยเร็วต่อไป

4. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องโรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เสนอประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 เรื่อง โรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก่อนการพิจารณาคำขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ต้องมีการจัดทำการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน (HIA) แต่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางปฏิบัติตามประกาศที่ชัดเจน

มติคณะกรรมการ กรอ.

มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาข้อยุติในแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใน 1 เดือน และให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

5. ความคืบหน้าโครงการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

5.1 ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาพรวมภาวะสินเชื่อ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2552 ชะลอตัวลงมาก และหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 2 การอนุมัติสินเชื่อเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น

5.2 กระทรวงการคลัง รายงานภาพรวมการปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกันแก่ SMEs ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไตรมาส 1 ปี 2552 มีการอนุมัติสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจโดยรวมร้อยละ 17.96 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ (เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปี 2552 จำนวน 101,000 ล้านบาท) ต่ำกว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2551 ร้อยละ 10.79 สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs มีดังนี้ (1) มาตรการสินเชื่อเพื่อชำระภาษีเงินได้ นิติบุคคลของ SMEs วงเงิน 10,000 ล้านบาท ได้มีการประสานงานระหว่างกรมสรรพากร ธนาคาร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แล้ว คาดว่าจะดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2552 (2) โครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ SMEs ที่ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ ขณะนี้ได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 29 ราย วงเงิน 84.5 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอกู้อีก 429 ราย วงเงิน 930.6 ล้านบาท และยังมี คำขอกู้เพิ่มเติมอีกประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท และ (3) โครงการขยายบริการรับประกันการส่งออกโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) วงเงิน 5,000 ล้านบาท ได้อนุมัติประกันการส่งออกระยะสั้น วงเงินรวม 11,246 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่อนุมัติในช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2552 จำนวน 1,127 ล้านบาท และประกันการส่งออกระยะกลางและยาว วงเงินรวม 95 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่อนุมัติช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2552 จำนวน 16 ล้านบาท

5.3 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) รายงานว่า โครงการมาตรการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างงาน วงเงิน 6,000 ล้านบาท ได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เมษายน 2552 จำนวน 53 ราย วงเงิน 493.05 ล้านบาท

5.4 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รายงานเพิ่มเติมว่า การค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs ผ่าน บสย. แบบ Portfolio Guarantee Scheme วงเงิน 30,000 ล้านบาท ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 อนุมัติ ค้ำประกันแล้ว 37 ราย วงเงิน 126.37 ล้านบาท

มติคณะกรรมการ กรอ.

รับทราบและมอบหมายธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ติดตามความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงและผ่อนปรนหลักเกณฑ์การปล่อยเงินกู้เพื่อสร้างโอกาสให้ SMEs ที่มีศักยภาพมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจหดตัวในปัจจุบัน โดยให้นำความเห็นและประเด็นอภิปรายไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ และรายงานต่อคณะกรรมการ รศก. ต่อไป

6. ความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการภาษีเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

6.1 กรรมการและเลขานุการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการภาษีเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 มกราคม 2552 และตามมติคณะกรรมการ กรอ. วันที่ 8 เมษายน 2552 ดังนี้

6.1.1 ขณะนี้พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว โดยสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของภาคเอกชน โดยยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ที่เกิดจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของภาคเอกชน สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินและเจ้าหนี้อื่นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2552 โดยกรมสรรพากรจะได้ออกประกาศกรมสรรพากรเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

6.1.2 สำหรับมาตรการให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน และเจ้าหนี้อื่น สามารถจำหน่ายหนี้สูญจากการปลดหนี้ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปกตินั้น กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 270 (พ.ศ. 2552) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ เพื่อให้สอดคล้องพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว

6.1.3 สำหรับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ของกรมที่ดิน ขณะนี้กรมสรรพากรได้ส่งเรื่องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครอบคลุมถึงการจดทะเบียนจำนองสิทธิและนิติกรรม

มติคณะกรรมการ กรอ.

1) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการภาษีเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ

2) มอบหมาย สศช. ประสานสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำเรื่องการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ของกรมที่ดิน เพื่อบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพุธที่ 3 มิถุนายนศกนี้

7. ความคืบหน้าการดำเนินงานตามมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว

7.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวโดยภาพรวมว่ามีแนวโน้มที่ดี สะท้อนถึงผลสำเร็จของมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวของภาครัฐ ส่งผลให้หลายประเทศประกาศยกเลิกการเตือนภัยประเทศไทย ล่าสุดได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ และในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิเฉลี่ย 17,000-23,000 คนต่อวัน ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2551 และปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์กู้วิกฤตและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว พ.ศ. 2552-2555 ภายใต้วาระแห่งชาติว่าด้วยการท่องเที่ยว เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

7.2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานเพิ่มเติมว่า มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่สำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ มาตรการฟื้นฟูภาพลักษณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว มาตรการยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยว (การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยว 3 เดือน ลดหย่อนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ลดหย่อนค่าธรรมเนียม Landing and Parking Fee ลดค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานแห่งชาติ 3 เดือน) มาตรการกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศในระยะเร่งด่วน และมาตรการความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว

มติคณะกรรมการ กรอ.

1) รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ตามที่กระทรวงการ
ท่องเที่ยวและกีฬานำเสนอ

2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราออกไปอีก หลังพ้นกำหนด 3 เดือน ในวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 โดยขอให้พิจารณาแบบองค์รวมทั้งระบบ รวมไปถึงระยะเวลาที่อนุญาตให้พำนักในประเทศไทย ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น ผู้เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ นักศึกษาต่างชาติในไทย และนักธุรกิจ เป็นต้น

3) มอบหมาย สศช. สำรวจศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมทั้งทบทวนโครงการพัฒนาตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ให้รองรับกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ

แนวทางการประกันราคาและประกันภัยข้าวเปลือก
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 ซึ่งเห็นชอบหลักการและกลไกการดำเนินงานโครงการประกันราคาข้าวเปลือกและการประกันภัยข้าวเปลือกตามผลการพิจารณาคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและประกันภัยข้าวเปลือกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้ยกเว้นค่าเบี้ยประกันตามโครงการประกันราคาข้าวเปลือกและการประกันภัยข้าวเปลือกในปีแรก

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ในการประชุม กขช. ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 ได้มีการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและประกันภัยข้าวเปลือกที่คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและประกันภัยข้าวเปลือกได้นำเสนอโดยสรุป ดังนี้

1. การประกันราคาข้าวเปลือก

1.1 หลักการ เป็นมาตรการแทรกแซงราคาข้าวเปลือกที่เป็นไปตามกลไกตลาดและช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล โดยในระยะแรกจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรนอกจากการรับจำนำข้าวเปลือก และในระยะยาวจะเป็นระบบที่แทนที่การรับจำนำ

1.2 วัตถุประสงค์
1.2.1 เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น
1.2.2 เพื่อเป็นการใช้กลไกตลาดในการสร้างเสถียรภาพราคาในระยะยาวและมีความยั่งยืน
1.2.3 เพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่เหมาะสม

1.3 รูปแบบโครงการ
1.3.1 ประกันราคาเฉพาะข้าวเปลือกหอมมะลิ
1.3.2 จำนวน 200,000 ตันต่อรายไม่เกิน 500,000 บาท
1.3.3 รับประกันเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ปลูกใน 8 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร ร้อยเอ็ด อุดรธานี และนครราชสีมา
1.3.4 หน่วยงานรับผิดชอบ : ธ.ก.ส.
1.3.5 ราคาประกันในกรณีที่ยังมีการดำเนินโครงการรับจำนำ ราคารับจำนำต้องต่ำกว่าราคารับประกันไม่เกิน 1,000 บาทต่อตัน
1.3.6 ค่าเบี้ยประกัน ในระยะแรกอาจกำหนดไว้เป็นอัตราที่ต่ำ เช่น ร้อยละ 0.01 ของวงเงินเอาประกัน แต่อาจจะยกเว้นในปีแรก
1.3.7 ระยะเวลาดำเนินการ ประชาสัมพันธ์ เดือนเมษายน 2552 เกษตรกรซื้อประกันกับ ธ.ก.ส. ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2552 และเกษตรกรขอใช้สิทธิประกันกับ ธ.ก.ส. ในเดือนธันวาคม 2552

1.4 ค่าใช้จ่ายของ ธ.ก.ส. ไม่เกิน 195.56 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.4.1 ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการของ ธ.ก.ส. ร้อยละ 4 ของมูลค่าโครงการ จำนวนไม่เกิน 136 ล้านบาท
1.4.2 ค่าประชาสัมพันธ์ไม่เกิน 9.56 ล้านบาท
1.4.3 ค่าใช้จ่ายในการระบายข้าว ตันละ 250 บาท จำนวนไม่เกิน 50 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะไม่มีหากเกษตรกรเป็นผู้รับภาระในการขาย

1.5 ประมาณการการชดเชยส่วนต่างกรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคารับประกัน จะแปรตามราคารับประกันและราคาตลาดในวันใช้สิทธิ

2. การประกันภัยข้าวเปลือก

ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำการศึกษา โดยเริ่มโครงการนำร่องที่จังหวัดขอนแก่นเป็นโครงการเสมือนจริงแต่ไม่มีการจ่ายเงินจริง ซึ่งโครงการนี้ ธ.ก.ส.เป็นผู้เอาประกัน โดย ธ.ก.ส.จะผลักภาระค่าเบี้ยประกันให้กับเกษตรกรในรูปของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งในเบื้องต้นคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า โครงการนำร่องนี้ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม จึงได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางประกันภัยข้าว โดยใช้ดัชนีสภาพอากาศและจะรายงานให้ กขช. พิจารณาในโอกาสแรก

ทั้งนี้ กขช. มีข้อสังเกต ดังนี้
1. การกำหนดราคาประกันข้าวเปลือกหอมมะลิควรจะนำมาทบทวนใน กขช. อีกครั้งหนึ่งก่อนดำเนินการตามโครงการ
2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการประกันราคาข้าวเปลือกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่คิดในอัตราร้อยละ 4 ของมูลค่าโครงการไม่ควรสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ กขช. และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้มีมติอนุมัติไว้ไม่เกินร้อยละ 3 ของวงเงินดำเนินการ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร ปีการผลิต 2551/2552

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังได้พิจารณารายการค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและแนวทางในการจัดหาเงิน ซึ่งสรุปได้ ดังนี้

1. ประเด็นค่าใช้จ่าย
(1) ค่าใช้จ่ายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3,523.08
ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารงานของ ธ.ก.ส.เอง และเห็นควรให้รอเงินที่จะได้รับจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553
(2) ค่าใช้จ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 30 ล้านบาท จ่ายเพียงครั้งเดียวและได้ชำระเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากเงินงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
(3) สำหรับค่าใช้จ่ายของ อคส. และ อ.ต.ก. เห็นควรโดยใช้ฐานข้อมูลตัวเลขจากสำนักงบประมาณ ณ เดือนมีนาคม 2552 โดยปรับลดค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของ อคส. สำหรับค่าใช้จ่ายของ อ.ต.ก. คงเดิม ดังนี้
1) ค่าใช้จ่ายของ อคส. เป็นจำนวนเงิน 4,918.94 ล้านบาท 2) ค่าใช้จ่ายของ อ.ต.ก. เป็นจำนวนเงิน 179.48 ล้านบาท

2. แนวทางในการจัดหาเงิน
สำหรับค่าใช้จ่ายของ อคส. และอ.ต.ก. จำนวน 4,918.94 ล้านบาท และ 179.48 ล้านบาท ตามลำดับนั้น เห็นควรให้ อคส. และ อ.ต.ก. กู้เงินเพื่อนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายโดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน ตามนัยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 มาตรา 27 และมาตรา 29 ได้กำหนดให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันรัฐวิสาหกิจโดยจะค้ำประกันเต็มจำนวนหรือแต่บางส่วนก็ได้แต่กระทรวงการคลังจะค้ำประกันแก่รัฐวิสาหกิจที่มิได้ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคและมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเกินสามปีไม่ได้ ซึ่งในที่ประชุม อคส. และ อ.ต.ก.ได้ยืนยันว่าไม่ได้ขาดทุนติดต่อกันเกินสามปีและในการกู้เงินของ อคส. และ อ.ต.ก. จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนจึงจะดำเนินการ ในชั้นนี้ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการขออนุมัติการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้จากคณะรัฐมนตรี และมอบหมายให้หน่วยงานทั้ง 2 แห่ง มีหนังสือยืนยันสถานะทางการเงินมายังกระทรวงการคลังทันที ซึ่งในวันที่ 2 มิถุนายน 2552 อคส. และ อ.ต.ก. ได้มีหนังสือยืนยันมายังกระทรวงการคลังว่าผลประกอบการไม่ขาดทุนติดต่อกันเกิน 3 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขอให้หน่วยงานทั้ง 2 ดำเนินการเสนอคณะกรรมการของแต่ละหน่วยงานเพื่อขออนุมัติกู้เงินต่อไป

สำหรับการกู้เงินของ อคส. และ อ.ต.ก. ดังกล่าวข้างต้น ภาระหนี้ต้นเงินกู้ใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2553 สำหรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้หน่วยงานดำเนินการจัดหาเม็ดเงินเพื่อใช้ดำเนินงานไปก่อน โดยอาจเจียดจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงาน ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณชดเชยคืนต่อไปในโอกาสแรก ทั้งนี้ สอดคล้องกับมติคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ได้เคยอนุมัติไว้แล้ว นอกจากนี้ เห็นควรให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาจัดหาเงินกู้และดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 และ 6 พฤษภาคม 2552 ได้เห็นชอบมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 กำหนดเป้าหมายรับจำนำ จำนวน 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก ระยะเวลารับจำนำ 16 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2552 ภาคใต้เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2552 และเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ได้อนุมัติให้ปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 จำนวน 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก เป็น 4.0 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังมีข้าวเปลือกที่จะออกสู่ตลาด นั้น กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รายงานว่า

1. ปริมาณรับจำนำ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม – 28 พฤษภาคม 2552 มีปริมาณรับจำนำทั้งสิ้นจำนวน 3,657,608 ตัน (อคส. จำนวน 2,386,928 ตัน อ.ต.ก. จำนวน 1,270,680 ตัน) จำแนกเป็น ข้าวเปลือกเจ้า จำนวน 3,067,096 ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี จำนวน 573,944 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว จำนวน 16,568 ตัน คงเหลือข้าวเปลือกที่จะจำนำได้อีก จำนวน 342,392 ตัน โดยมีปริมาณรับจำนำเฉลี่ยวันละ 50,000 – 60,000 ตัน ซึ่งจะมีระยะเวลา 6-7 วัน ปริมาณรับจำนำจะครบตามเป้าหมายที่กำหนด

2. ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือก นาปรัง ปี 2552 คาดว่าออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 4.835 ล้านตันหรือร้อยละ 63 (ผลผลิตข้าวเปลือกทั้งหมด 7.674 ล้านตัน) โดยขณะนี้ข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมากในพื้นที่ รวม 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสิงห์บุรี และในช่วงเดือนมิถุนายน 2552 ข้าวเปลือกจะออกสู่ตลาดมากในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เชียงราย นครสวรรค์ กาญจนบุรี และนครปฐม

3. การจัดสรรโควตา ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกคงเหลือที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีปริมาณคงเหลือ จำนวน 4.334 ล้านตัน ในขณะที่จังหวัดแหล่งผลิตแจ้งว่ามีจำนวน 6.209 ล้านตัน โดยยังไม่รวมผลผลิตในภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างกันประมาณ 1.875 ล้านตันข้าวเปลือก โดยคณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือก ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 เห็นชอบให้ใช้ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นฐานในการพิจารณาจัดสรรโควตาให้แก่จังหวัดแหล่งผลิต โดยใช้แนวทางจัดสรรเช่นเดียวกับการจัดสรรปริมาณรับจำนำของสินค้ามันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสัดส่วนจังหวัดแหล่งผลิต ในอัตราร้อยละ 70 และโควตากลางในอัตราร้อยละ 30 (ข้าวเปลือก 1.5 ล้านตัน เป็นโควตากลาง 450,000 ตัน จังหวัดแหล่งผลิต 1,050,000 ตัน โดยหักข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ซึ่งมีปริมาณเกิน 2.5 ล้านตัน จำนวน 389,130 ตัน) คงเหลือข้าวเปลือกที่จัดสรรให้จังหวัดแหล่งผลิต 46 จังหวัด จำนวน 660,870 ตัน โดยปริมาณรับจำนำที่จังหวัดจะได้รับตามสัดส่วนปริมาณผลผลิตคงเหลือ กรณีมีความจำเป็นและจังหวัดร้องขอให้จัดสรรเพิ่มเติมให้ฝ่ายเลขานุการฯ พิจารณาจากโควตากลาง โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สำหรับในระดับจังหวัดมอบหมายให้คณะอนุ กขช. ระดับจังหวัดพิจารณาจัดสรรให้ อคส./อ.ต.ก. ตามโควตาที่ได้รับโดยจัดสรรตามกำลังการผลิตของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ โดย ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีผลการรับจำนำตามที่ได้จัดสรรโควตาให้จังหวัดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

(1) จังหวัดที่มีการรับจำนำเกินปริมาณจัดสรรแล้ว รวมทั้งสิ้น 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พะเยา อุทัยธานี มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด สิงห์บุรี นครนายก สระแก้ว นครสวรรค์ นครปฐม กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี สุโขทัย
(2) จังหวัดที่ได้รับปริมาณข้าวเปลือกจำนำจัดสรรคงเหลือไม่มาก รวมทั้งสิ้น 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ บุรีรัมย์ สมุทรปราการ ลำพูน หนองบัวลำภู ลำปาง นครราชสีมา อุดรธานี กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์

4. ภาวะการค้า ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้นไม่เกิน 15%) ข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคาตันละ 8,900 – 10,000 บาท (ราคารับจำนำ 11,800 บาท) ข้าวเปลือกปทุมธานี (36-42 กรัม) ราคาตันละ 9,900 – 10,900 บาท (ราคารับจำนำ ตันละ 11,400 – 12,000 บาท) ข้าวเปลือกเหนียวเม็ดคละราคาตันละ 6,700 – 7,200 บาท (ราคารับจำนำ ตันละ 9,000 บาท) ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาตันละ 7,000 – 8,000 บาท (ราคารับจำนำตันละ 10,000 บาท) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับราคารับจำนำแล้ว ราคาข้าวเปลือกที่มีการซื้อขายในท้องตลาดยังมีราคาต่ำกว่าราคารับจำนำค่อนข้างมาก โดยข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคาต่ำกว่าประมาณตันละ 1,800 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานีต่ำกว่าประมาณ ตันละ 1,100 – 1,500 บาท และข้าวเปลือกเหนียวคละ ราคาต่ำกว่าประมาณ ตันละ 1,000 – 2,300 บาท

5. ปัญหาในการดำเนินการ จังหวัดต่าง ๆ ได้มีหนังสือขอรับการจัดสรรปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 เพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจนเกิดการร้องเรียนและการประท้วงได้ เช่น จังหวัดนครปฐมขอรับจัดสรรเพิ่มเติมอีกจำนวน 200,000 ตัน จังหวัดราชบุรี 100,000 ตัน จังหวัดสุพรรณบุรีขอให้เพิ่มเป้าหมายการรับจำนำให้สามารถจำนำได้อย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดระยะเวลาการรับจำนำ

6. การกำกับดูแลและตรวจสอบ คณะกรรมการกำกับการตรวจสอบข้าวตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 กำหนดกรอบแนวทางการตรวจสอบข้าวตามโครงการรับจำนำของรัฐบาล และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

6.1 คณะอนุกรรมการ กขช. ระดับจังหวัด แต่งตั้งคณะทำงานในการกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำโรงสี/โกดังกลาง ปริมาณข้าวในสต็อกของโรงสีและโกดังกลางเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เดือนละครั้ง หรือกรณีที่ได้รับการร้องเรียนหรือมีเหตุผิดปกติ

6.2 หน่วยงานปฏิบัติในการรับจำนำ ได้แก่ อคส. อ.ต.ก. และ ธ.ก.ส. ดำเนินการตรวจสอบ โดย (1) หัวหน้าหน่วยรับฝากข้าวเปลือกและโกดังกลางจะตรวจสอบการปฏิบัติงาน ปริมาณข้าว เอกสารและหลักฐาน รายงานให้ส่วนกลางทราบเป็นประจำทุกวัน (2) ตรวจสอบสต็อกคงเหลือร่วมกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวม 2 ครั้งในเดือนเมษายนและตุลาคม และ (3) การตรวจสอบของผู้บริหาร โดยจะจัดทำแผนสุ่มตรวจสอบเฉลี่ยเดือนละครั้ง สลับ/หมุนเวียนไปทั้งโรงสีและโกดังกลาง

6.3 กรมการค้าภายใน แต่งตั้งสายตรวจพิเศษจากส่วนกลางหรือ Mobile เคลื่อนที่เร็วสุ่มตรวจสอบโรงสีและโกดังกลางที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยผิดปกติหรือกรณีได้รับการร้องเรียนหรือพบการทุจริต

6.4 คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ซึ่งมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน แต่งตั้งสายตรวจเฉพาะกิจ ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวกลางที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นสายตรวจ เพื่อตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 โดยให้จำแนกข้าวที่ตรวจสอบว่าเป็นข้าวโครงการใด และตรวจสอบปริมาณข้าวทั้งหมดที่เก็บรักษาในโกดังกลาง/โรงสีว่ามีปริมาณถูกต้องครบถ้วนตรงตามบัญชีหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบคุณภาพให้สุ่มตรวจสอบและเก็บตัวอย่างตามหลักวิชาการ กรณีที่มีเหตุสงสัยให้ส่งตัวอย่างข้าวตรวจสอบในห้องปฏิบัติการทันที

สังคม


ยุทธศาสตร์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการยุทธศาสตร์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ

กระทรวงวัฒนธรรมรายงานว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดีทัศน์เป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ของประเทศด้วยการถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมผ่านสื่อที่เป็นภาพยนตร์และวีดิทัศน์ให้เป็นที่รับรู้ต่อนานาชาติ สามารถสร้างรายได้และรองรับการจ้างงานภายในประเทศได้จำนวนมากและหลากหลายสาขา ด้วยเหตุนี้ UNCTAD (United Nations Conference on Trade and Development) จึงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมด้านนี้ เพราะถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยมีข้อมูลการศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า ในปี พ.ศ. 2549 ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์รวมทั้งสิ้น 27,386 ล้านบาท จำแนกเป็นรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ไทย จำนวน 17,800 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย จำนวน 9,506 ล้านบาท ดังนั้น คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พุทธศักราช 2551 ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์จัดทำร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยกำหนดเป็นกรอบทิศทางและแนวปฏิบัติในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปปฏิบัติต่อไป โดยมีระยะเวลา 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2552-2544 ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. เป้าประสงค์
1.1 เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทำ ผลิต เผยแพร่ และจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่สำคัญของโลก
1.2 เป็นแหล่งผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระดับมืออาชีพ
1.3 เป็นเขตปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์และวีดิทัศน์
1.4 มีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์

2. พันธกิจ
2.1 พัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในประเทศไทย ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันการผลิต เผยแพร่ และจำหน่ายในระดับโลกเพิ่มมากขึ้น
2.2 พัฒนาบุคลากรรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และการเป็นศูนย์กลางในการให้บริการถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศในประเทศไทย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการออกแบบและพัฒนา วีดิทัศน์ของต่างประเทศในประเทศไทย
2.3 ส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของเด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่ออุตสาหกรรมวีดิทัศน์ และปรับทัศนคติให้เป็นที่ยอมรับของสังคม
2.4 พัฒนากฎหมาย ระเบียบ แนวปฏิบัติเพื่อลดปัญหาอุปสรรคในการที่ชาวต่างชาติจะเข้ามา ถ่ายทำลงทุน และใช้บริการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์
2.5 จัดตั้งหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและเอกภาพ เพื่อรับผิดชอบในการสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์
2.6 พัฒนาให้มีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบกิจการในระดับนานาชาติ
2.7 กำหนดมาตรการรณรงค์ ส่งเสริม ให้มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ของผู้ผลิตและสร้างสรรค์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

3. ยุทธศาสตร์
3.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์
3.2 เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
3.3 พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์
3.4 พัฒนาตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์
3.5 เสริมสร้างให้ประเทศไทยเป็นเขตปลอดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์และวีดิทัศน์
3.6 เสริมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการบริโภค
3.7 ส่งเสริมธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยและความร่วมมือในการสร้างวีดิทัศน์ระหว่างประเทศ

4. กลไกการขับเคลื่อน ให้ความสำคัญกับบทบาทของหน่วยงานภาคเอกชนควบคู่กับภาครัฐ ทั้งในเรื่องความชัดเจนของแนวนโยบาย กรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลไกการบริหารที่ชัดเจน มีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการดูแล กำกับ ตามกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ ซึ่งมีการกำหนดกลไกระดับชาติ ดังนี้
4.1 หน่วยงานหลัก : คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม
4.2 หน่วยงานสนับสนุนภาครัฐ
ภาครัฐ : สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ภาคเอกชน : กลุ่มสมาคมและผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์

ด้านต่างประเทศ

โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project)
คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project) และอนุมัติงบประมาณสมทบของกรมปศุสัตว์แบบก่อหนี้ผูกพันงบประมาณในระยะเวลาการดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ.2549-2553) วงเงินรวม 42.57 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. กรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกในการดำเนินงานโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project) ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบจากของเสียอันเนื่องมาจากฟาร์มปศุสัตว์สู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยมี 3 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย ระยะเวลาดำเนินการโครงการ 5 ปีตั้งแต่ปี 2549-2553

2. ตามเงื่อนไขในการดำเนินงานโครงการ กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก สนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่ประเทศไทย (รัฐบาลไทยและเกษตรกร) จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลไทยจ่ายสมทบโครงการ จำนวน 3.077 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจ่ายสมทบ จำนวน 2.428 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินโครงการทั้งหมดจำนวนเงิน 7.505 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

3. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ได้ลงนามในเอกสารข้อตกลงการรับเงินทุนช่วยเหลือจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก) ระหว่างราชอาณาจักรไทยและธนาคารนานาชาติเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา (ธนาคารโลก) ซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 โดยมีรายละเอียดแผนปฏิบัติงานและงบประมาณโครงการรวม 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2553 เฉพาะงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกแก่รัฐบาลไทยและงบประมาณสมทบจากรัฐบาลไทย โดยสรุปเป็นงบประมาณรวมโครงการระยะเวลา 5 ปี จำนวน 115,858,154.14 บาท ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก จำนวน 73,289,858 บาท และงบประมาณสมทบของรัฐบาลไทย จำนวน 42,568,296.14 บาท

4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จากปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งรัฐบาลได้ใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เฉพาะปี 2549 ใช้งบประมาณ 21,089 ล้านบาท) เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณสมทบจำนวน 42,568,296.14 บาท กับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้ดังต่อไปนี้

4.1 ฟาร์มสุกรสาธิตที่มีเทคโนโลยีการจัดการของเสียโดยระบบผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ จำนวนอย่างน้อย 20 ฟาร์ม (หรือจำนวนสุกร 200,000 ตัว)
4.2 ผลิตก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรที่เข้าร่วมโครงการคิดเป็นมูลค่ารวม 1,296,000 บาทต่อปี
ซึ่งสามารถคืนทุนค่าก่อสร้างได้ในเวลา 6 ปี (โดยประมาณจากฟาร์มสุกรขนาด 10,000 ตัว/ฟาร์ม ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 360 วันต่อปี)
4.3 โครงการจะส่งเสริมให้ฟาร์มสุกร (จำนวนสุกรประมาณ 120,000-150,000 ตัว) ในโครงการเข้าสู่โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism ; CDM)
4.4 โครงการมีแผนจัดทำระเบียบปฏิบัติที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับฟาร์มปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรมีวิธีปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมร่วมไปกับการจัดทำแผนเชิงกลยุทธ์การจัดการพื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์ (Spatial Distribution Planning) ประกอบกับแผนด้านการจัดการธาตุอาหาร (Nutrient Management Planning) ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากฟาร์มปศุสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง
4.5 เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการสิ่งแวดล้อมจากฟาร์มสุกรที่ถูกต้อง สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดและแนะนำผู้อื่น
4.6 การเลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศไทยมีมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า ป้องกันปัญหาการกีดกันทางการค้า

ร่างข้อตกลงเบื้องต้น (Head of Agreement ,HOA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (MTJA) กับบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม (Unitization) ระหว่างแหล่งสุริยา (Suriya) ในแปลง A-18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย กับแหล่งสุริยา เซลาตัน (Suriya Selatan) ในแปลง PM2 ของประเทศมาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างข้อตกลงเบื้องต้น (Head of Agreement ,HOA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (MTJA) กับบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) เรื่องการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม (Unitization) จากแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่คร่อมพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA) กับพื้นที่แปลงสัมปทานในมาเลเซีย ของ แหล่งก๊าซสุริยา (Suriya) ในแปลง A-18 ของ JDA กับแหล่งสุริยา เซลาตัน (Suriya Selatan) ในแปลง PM2 ของประเทศมาเลเซีย ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

1. องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (องค์กรร่วม หรือ MTJA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสรวมสิทธิแทน รัฐบาลไทยและมาเลเซียในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (Joint Development Area , JDA) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิโตรเลียม ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย กับมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับมาเลเซียว่าด้วยธรรมนูญองค์กรร่วม ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 และพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย พ.ศ. 2533

2. เมื่อ พ.ศ. 2540 องค์กรร่วมได้อนุมัติให้บริษัทผู้ประกอบการแปลง A-18 ถือพื้นที่เพื่อการพัฒนาก๊าซธรรมชาติแหล่งสุริยาครอบคลุมพื้นที่ 161.8 ตารางกิโลเมตร ต่อมาผลจากการสำรวจและประเมินผลในพื้นที่ดังกล่าวพบว่าโครงสร้างกักเก็บปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องคร่อมเส้นกรอบพื้นที่ JDA เข้าไปในพื้นที่แปลงสำรวจ PM2 ของประเทศมาเลเซีย และเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 และข้อกำหนดของสัญญาแบ่งปันผลผลิตในเรื่องการร่วมกันผลิตองค์กรร่วมได้เริ่มเจรจากับ PETRONAS เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงในการร่วมกันผลิตจากชั้นกักเก็บปิโตรเลียมที่มีความต่อเนื่องคร่อมเส้นกรอบพื้นที่ JDA เข้าไปในพื้นที่แปลงสำรวจของประเทศมาเลเซีย

3. ตามสัญญาซื้อขายก๊าซ (Gas Sales Agreement, GAS) แปลง A-18 กำหนดให้องค์กรร่วมต้องส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ซื้อระยะที่ 1 ในอัตรา 390 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมี PETRONAS เป็นผู้รับก๊าซ และระยะที่ 2 ในอัตรา 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมีบริษัท ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับก๊าซ โดยบริษัทผู้ประกอบการขององค์กรร่วมได้วางแผนที่จะผลิตก๊าซจากแหล่งสุริยาเพื่อส่งขายตามสัญญาภายในต้นปี 2552

4. การผลิตก๊าซจากแหล่งสุริยาขององค์กรร่วมจะไม่สามารถกระทำได้หากไม่ได้รับการยินยอมจาก PETRONAS เนื่องจากโครงสร้างกักเก็บปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องคร่อมเส้นกรอบพื้นที่พัฒนาร่วมเข้าไปในพื้นที่แปลงสำรวจ PM2 ของประเทศมาเลเซีย ทั้งสองฝ่ายจึงได้เห็นชอบที่จะร่วมกันผลิตในพื้นที่ดังกล่าว โดยพื้นที่ที่กำหนดให้มี การร่วมกันผลิตแหล่งสุริยา (Suriya Unit Area) มีเนื้อที่พื้นผิว รวม 173.226 ตารางกิโลเมตร (อยู่ในเขตพื้นที่ JDA 142.017 ตารางกิโลเมตร และในเขตพื้นที่ประเทศมาเลเซีย 31.206 ตารางกิโลเมตร) พร้อมทั้งเห็นชอบในการแบ่ง สัดส่วนปิโตรเลียมเบื้องต้น (Initial Tract Participation , ITP) ให้แปลง A-18 ได้รับร้อยละ 85 และแปลง PM2 ได้รับร้อยละ 15 โดยกำหนดเป็นข้อตกลงเบื้องต้น (ร่าง HOA) สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม

5. ที่ประชุมองค์กรร่วม ครั้งที่ 80 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2551 ได้ให้ความเห็นชอบในร่าง HOA และองค์กรร่วม ได้มีหนังสือ MTJA/LA/08/037 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 นำส่งร่าง HOA ดังกล่าวมา ให้รัฐบาลไทยและรัฐบาล มาเลเซีย เพื่อให้ความเห็นชอบ อนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียได้เห็นชอบร่าง HOA นี้ด้วยแล้ว

6. ร่าง HOA สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมนี้ คู่สัญญา 2 ฝ่าย ได้แก่ MTJA และ PETRONAS กำหนดให้มีผลบังคับใช้ทันทีที่มีการลงนาม เพื่อให้สามารถเริ่มผลิตปิโตรเลียมจากพื้นที่ที่กำหนดให้ทำการร่วมกันผลิตได้ และมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีความตกลงร่วมกันผลิตปิโตรเลียม (Unitization Agreement , UA) ระหว่างแหล่งก๊าซสุริยา และสุริยา เซลาตัน การพัฒนาแหล่งก๊าซใน Suriya Unit Area จะใช้แผนการพัฒนาแหล่งก๊าซของแปลง A-18 โดยผู้ดำเนินงานในแปลง A-18 จะเป็นผู้ดำเนินงานตามแผนการพัฒนาภายใต้สัญญา Unit Area Operating Agreement (UAOA)

การแบ่งสัดส่วนปิโตรเลียมเบื้องต้น (Initial Tract Participation, ITP) นั้น แปลง A-18 ได้ร้อยละ 85 และแปลง PM 2 ได้ร้อยละ 15 และ ภายใน 3 ปี หลังการเริ่มผลิตก๊าซจะมีการทบทวนสัดส่วนปิโตรเลียมใหม่ (re-determination)

ค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินกิจการปิโตรเลียมใน Suriya Unit Area จะแบ่งกันตามสัดส่วนของ ITP ผู้ได้รับสัญญาณแปลง PM 2 จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินงานในอดีต (Past Costs) โดยจะจัดสรรจากรายได้จากการขายก๊าซแหล่งสุริยา เซลาตันให้กับแปลง A-18 โดยแปลง A-18 จะเป็นผู้รับภาระส่วนแบ่งของค่าใช้จ่ายในการลงทุน (OPEX) ของ PM 2 ใน Suriya Unit Area ไปก่อน

7. กระทรวงพาณิชย์ได้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เกี่ยวกับประเด็นร่าง HOA แล้ว สคก. เห็นว่าองค์กรร่วมไทย- มาเลเซีย และบริษัท เปโตรนัส ต่างไม่มีนิติฐานะเป็นรัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ โดยเป็นเพียงนิติบุคคลตามกฎหมายภายในของรัฐเท่านั้น กรณีจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องอยู่ในบังคับของขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดทำหนังสือสัญญาแต่อย่างใด

ที่มา – เว็บไซต์รัฐบาลไทย