วันที่ 9 มิถุนายน 2552 เวลา 09.00 น. มื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี
จากนั้น นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุม
SIU สรุปมติ ครม. ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
ด้านกฎหมาย
ร่างพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. กำหนดคำนิยาม คำว่า “การวิจัย” “การประดิษฐ์คิดค้น” “นวัตกรรม” เป็นต้น (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
2. กำหนดให้สภาวิจัยแห่งชาติให้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดทำนโยบายและแผนหลักหรือแผนแม่บทการวิจัยแห่งชาติตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)
3. ให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งขาติ มีเลขาธิการคนหนึ่งและรองเลขาธิการไม่เกิน 4 คน โดยให้เลขาธิการมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานคณะกรรรมการวิจัยแห่งชาติ และบังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมีหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11)
4. ให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติอาจมีรายได้ที่ใช้เป็นทุนเพื่อการวิจัย จากเงินงบประมาณแผ่นดิน ค่าธรรมเนียม เงินและผลประโยชน์อื่น ๆ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และการให้รับและการจ่ายเงินรายได้ออกเป็นระเบียบสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ (ร่างมาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 12)
ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการพลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดคำนิยามต่าง ๆ ที่ใช้ในกฎกระทรวงฯ ประกอบด้วย โรงงานควบคุม เจ้าของโรงงานควบคุม อาคารควบคุม เจ้าของอาคารควบคุม และผู้ตรวจสอบและรับรอง (ร่างข้อ 2)
2. กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและเจ้าของอาคารควบคุมจัดให้มีการจัดการพลังงาน โดยต้องจัดทำนโยบายอนุรักษ์พลังงาน เป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงาน และวิธีการจัดการพลังงาน (ร่างข้อ 3)
3. กำหนดให้ในการจัดทำนโยบายอนุรักษ์พลังงานเจ้าของโรงงานควบคุมหรือเจ้าของอาคารควบคุมอาจตั้งคณะทำงานเพื่อช่วยจัดทำนโยบายอนุรักษ์พลังงานก็ได้และจัดให้มีคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน รวมทั้งกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน โดยจัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่ให้บุคลากรของโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมทราบ (ร่างข้อ 4 ถึงร่างข้อ 5)
4. กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและเจ้าของอาคารควบคุมจัดให้มีการประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงาน กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของพลังงานที่ประสงค์จะให้ลดลง ควบคุมดูแลให้มีการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนตรวจติดตาม และประเมินการจัดการพลังงาน รวมถึงการทบทวน วิเคราะห์ และแก้ไขข้อบกพร่องของการจัดการพลังงานตามช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเหมาะสมเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 9)
5. ให้เจ้าของโรงงานควบคุมและเจ้าของอาคารควบคุมส่งรายงานผลการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ของปีที่ล่วงมาให้แก่อธิบดีภายในเดือนมีนาคมของทุกปี (ร่างข้อ 11)
ด้านเศรษฐกิจ
รายงานผลการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต
รายงานจากกระทรวงการคลัง
1. ได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้รัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย และ Mr.Katsuji Onoda ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทยเป็นผู้ลงนามในนาม JICA เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิตของการรถไฟแห่งประเทศไทย วงเงิน 63,018 ล้านเยน ทั้งนี้ รายละเอียดหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น และสัญญาเงินกู้ดังกล่าวมีสาระสำคัญและเงื่อนไขเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติทุกประการ
2. เพื่ออนุวัติตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กระทรวงการคลังจะต้องประกาศการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 60 วัน นับจากวันลงนามในสัญญากู้เงิน (ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 126 ตอนพิเศษ 73 ง วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 แล้ว)
3. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำความเห็นทางกฎหมายสำหรับสัญญาเงินกู้โครงการดังกล่าวต่อไป
ขออนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 400,000,000 บาท เพื่อจัดสรรให้กับจังหวัดและส่วนราชการต่าง ๆ นำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำหนด ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอ
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่เห็นชอบการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณดังนี้
1. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจัดสรรเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ส่วนที่เพิ่มขึ้น 1,500 บาท ต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 12 เดือน (1 ตุลาคม 2551 – 30 กันยายน 2552) ให้แก่เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 14,115 คน เป็นเงินจำนวน 254,070,000 บาท โดยให้กระทรวงมหาดไทยขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ
2. สำหรับค่าตอบแทนพิเศษฯ ที่เบิกจ่ายตามอัตราเดิม 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน เป็นเงินจำนวน 169,380,000 บาท ให้เบิกจ่ายจากเงินรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป
โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่
คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในวงเงินลงทุนรวม 7,985.0 ล้านบาท และอนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2552 สำหรับโครงการฯ จำนวน 432.0 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทั้งนี้ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2551 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551
กระทรวงพลังงานรายงานว่า
1. โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ เป็นโครงการเพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า IPP ที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 4 ราย ซึ่งได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551-2564 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบแผนฯ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 โดย กฟผ.จะต้องดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าทั้งในส่วนของระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงใหม่ (New Transmission Facilities : NTF) และ/หรือการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. (Transmission System Upgrade : TSU) เพื่อเชื่อมโยงโรงไฟฟ้า IPP เข้ากับระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ทั้งนี้ กฟผ. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ IPP แล้ว จำนวน 3 โครงการ คือ บริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด บริษัท สยามเอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท เพาเวอร์ เจนเนอร์เรชั่น ซัพพลาย จำกัด และอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 1 โครงการคือ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด
2. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ได้กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเพื่อทดสอบอุปกรณ์ (Scheduled Energizing Date) ไว้ ดังนั้น กฟผ. จะต้องดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าในส่วนของการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงใหม่และ/หรือการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ให้แล้วเสร็จตามกำหนดดังกล่าว หากการก่อสร้างสายส่งล่าช้ากว่ากำหนด กฟผ.จะต้องเสียค่าปรับให้กับโครงการ ทั้งนี้ กำหนดการเร็วสุดที่ กฟผ. จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ คือ การปรับปรุงระบบส่งของ กฟผ. เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2554
3. โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า IPP จำนวน 4 โครงการที่ได้รับการคัดเลือกด้วยวิธีการประมูลแข่งขันเมื่อปี 2550
ขอรับการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 403,146,000 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอดังนี้
1. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 14,292,000 บาท
2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 388,854,000 บาท
แนวทางการบริหารจัดการลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ที่เหลืออยู่และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติหลักการแนวทางการบริหารจัดการลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ที่เหลืออยู่และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้
1. รับทราบและอนุมัติหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ซึ่งอยู่ในคลังสินค้าจัดเก็บของ อ.ต.ก. และ อคส. โดยนำไปทำลายด้วยการบดอัดแน่นหรือบดเปลือกแตก ณ หน้าคลังสินค้าจัดเก็บ และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาหรือทำลายโดยฝังกลบในหลุมฝังกลบที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ
2. อนุมัติหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้บริหารจัดการ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการทำลาย ตลอดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการตามข้อ 1
3. อนุมัติหลักการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทำลายและบริหารจัดการของคณะกรรมการฯ ในวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท โดยขอใช้จากเงินค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ที่ได้รับอนุมัติไว้แล้วในวงเงินไม่เกิน 67.17 ล้านบาทที่ยังคงเหลืออยู่จำนวน 55.26 ล้านบาท และเห็นชอบให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เพื่อขอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดอยู่ประมาณ 34.74 ล้านบาท
4. อนุมัติหลักการให้จำหน่ายกล่องลำไยอบแห้ง และนำรายได้จากการจำหน่ายส่งคืน คชก.
5. เพื่อให้การดำเนินการทำลายลำไยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และรัดกุม สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการและทำลายลำไยอบแห้ง ปี 2546 และ ปี 2547 ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมาย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกองทัพภาคที่ 3 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรมการค้าภายใน ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาทรัพยากรชุมชน ผู้แทนคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรจังหวัดลำพูน ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า เป็นกรรมการ โดยให้ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นกรรมการและเลขานุการ
โดยให้มีอำนาจหน้าที่
1. กำกับดูแล และบริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดการลำไยอบแห้งปี 2546 และ ปี 2547 ที่เหลืออยู่
2. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการทำลาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการ โดย
ความเห็นชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานได้ตามความจำเป็น
4. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย
การปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า
1. คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 เพื่อพิจารณาการปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 และมีมติดังนี้
1.1 อนุมัติให้ปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 จากเดิมที่กำหนดไว้ 4.0 ล้านตัน เพิ่มอีกจำนวน 2.0 ล้านตัน รวมเป็น 6.0 ล้านตัน สำหรับระยะเวลารับจำนำให้สิ้นสุด 31 กรกฎาคม 2552 และภาคใต้ให้รับจำนำ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2552 ตามที่กำหนดไว้เดิม ทั้งนี้ จะไม่พิจารณาให้ปรับเพิ่มปริมาณรับจำนำและขยายระยะเวลารับจำนำออกไปอีก เพื่อให้สอดรับกับปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สำรวจและมีการปรับตัวเลขผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ใหม่ โดยปรับเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกจาก 11.6 ล้านไร่ เป็น 12.402 ล้านไร่ และผลผลิตเพิ่มจาก 7.674 ล้านตัน เป็น 8.415 ล้านตัน และคาดว่ายังมีผลผลิตคงเหลือประมาณร้อยละ 37 หรือประมาณ 3.12 ล้านตัน และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
1.2 เห็นชอบให้ใช้วงเงินดำเนินการรับจำนำเพิ่มเติม จำนวน 23,600 ล้านบาท จากเงินทุนดำเนินการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำหรับค่าใช้จ่ายในการรับจำนำ จำนวน 1,162.880 ล้านบาท จำแนกเป็น ค่าบริหารโครงการ 200.00 ล้านบาท ค่าเก็บรักษาข้าวสาร (ระยะเวลา 6 เดือน) จำนวน 254.88 ล้านบาท และค่าชดเชยดอกเบี้ย (ระยะเวลา 6 เดือน) จำนวน 708.00 ล้านบาท ให้ อคส. อ.ต.ก. และ ธ.ก.ส. จัดทำรายละเอียด โดยให้ปรับลดค่าใช้จ่ายในการรับฝากและออกใบประทวนตามที่เกิดขึ้นจริง (รวมค่า Overhead ตันละ 45 บาท) ที่เคยได้รับอนุมัติในอัตราตันละ 100 บาท ลงเนื่องจากเมื่อปริมาณรับจำนำเพิ่มขึ้นค่าใช้จ่ายต่อหน่วยควรจะปรับลดลงและนำเสนอคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการตลาดพิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ต่อไป
1.3 มอบหมายให้คณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกพิจารณาจัดสรรปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกให้แต่ละจังหวัดตามเกณฑ์ผลผลิตคงเหลือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และทบทวนการสั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกจากเดิมทุก 15 วัน เป็นทุก 30 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของปริมาณ รับจำนำเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ และเพื่อให้การดำเนินการรับจำนำเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการกระจายการรับจำนำอย่างทั่วถึงและผลประโยชน์ตกแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง
1.4 มอบหมายให้คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติระดับจังหวัด องค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กำกับดูแลการรับจำนำในจังหวัด โดยกวดขันการออกหนังสือรับรองเกษตรกรให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยข้าวเปลือกที่เกษตรกรนำมาจำนำต้องเป็นข้าวเปลือกที่เพาะปลูกในฤดูนาปรัง ปี 2552 อย่างแท้จริง และออกหนังสือรับรองเกษตรกร รายละ 1 ใบ โดยให้ตรวจสอบย้อนกลับว่ามีพื้นที่ที่ทับซ้อนหรือไม่ และให้สิทธิจำนำข้าวเปลือกได้เพียงครั้งเดียว (กรณีเกษตรกรมีการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 2 ครั้ง) ภายในวงเงินไม่เกิน จำนวน 350,000 บาท รวมทั้งกำกับดูแลและตรวจสอบการรับจำนำข้าวเปลือกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการสวมสิทธิ์เกษตรกร และการตรวจสอบโรงสีไม่ให้มีการนำข้าวเปลือกที่รับฝากไว้ก่อนมาเข้าร่วมโครงการรับจำนำที่จะได้รับอนุมัติปริมาณรับจำนำที่จัดสรรเพิ่มเติม
2. คณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือก ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เพื่อพิจารณาการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 และมีมติดังนี้
2.1 เห็นชอบให้ อคส. และ อ.ต.ก. ปรับเปลี่ยนการสั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ทุกชนิด จากเดิมที่กำหนดให้สั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ทุก 15 วัน เป็น ทุก 30 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำ และส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลาง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สั่งสีแปรสภาพ โดยให้เริ่มดำเนินตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป
2.2 เห็นชอบให้จัดสรรปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเติมอีก จำนวน 2 ล้านตันตามแนวทางที่กำหนดไว้เดิมคือ ให้จังหวัดแหล่งผลิตในอัตราร้อยละ 70 (ปริมาณ 1,400,000 ตัน) และโควตากลาง ร้อยละ 30 (ซึ่งจะรวมผลผลิตของภาคใต้ที่คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 190,000 ตัน) ตามสัดส่วนปริมาณผลผลิตคงเหลือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2552) กรณีมีความจำเป็นและจังหวัดร้องขอให้จัดสรรเพิ่มเติม ให้ฝ่ายเลขานุการพิจารณาจัดสรรจากโควตากลางโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานอนุกรรมการ และมอบหมายให้คณะอนุ กขช. ระดับจังหวัด พิจารณาจัดสรรปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการกับ อคส. และ/หรือ อ.ต.ก. ตามปริมาณที่ได้รับจัดสรร โดยพิจารณาตามกำลังการผลิตของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการหรือตามที่เห็นสมควร
ดัชนีราคาส่งออก – นำเข้า ของประเทศ และดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจส่งออกเดือนเมษายน 2552
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานความเคลื่อนไหวดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศในรูป เงินเหรียญสหรัฐ เดือนเมษายน 2552 เทียบกับเดือนมีนาคม 2552 ดัชนีราคาส่งออกของประเทศ สูงขึ้นร้อยละ 1.2 และดัชนีราคานำเข้าของประเทศ สูงขึ้นร้อยละ 0.9
ดัชนีราคาส่งออก
1. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนเมษายน 2552 เทียบกับเดือนมีนาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 1.2 (เดือนมีนาคม 2552 ลดลงร้อยละ 0.8) ปรับราคาสูงขึ้นทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิงยังคงสูงขึ้นมากตามราคาตลาดโลก สำหรับหมวดสินค้าอุตสาหกรรม หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ความต้องการของต่างประเทศเริ่มมีมากขึ้น
2. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนเมษายน 2552 เทียบกับเดือนเมษายน 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 3.1 เป็นการลดลงของหมวดสินค้าแร่และสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 34.2 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 18.0 หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 4.4 ขณะที่หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 1.0
3. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเฉลี่ยมกราคม-เมษายน เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 1.2 จากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ร้อยละ 33.4 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 8.2 หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 2.9 ขณะที่หมวดสินค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้นร้อยละ 1.6
ดัชนีราคานำเข้า
1. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนเมษายน 2552 เทียบกับเดือนมีนาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.9 (เดือนมีนาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.4) เป็นผลจากการสูงขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง หมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ขณะที่หมวดสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปลดลง สำหรับหมวดสินค้าทุน ดัชนีราคา
ไม่เปลี่ยนแปลง
2. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนเมษายน 2552 เทียบกับเดือนเมษายน 2551 ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 7.2 เป็นผลจากการลดลงในทุกหมวดสินค้าโดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงมากถึง ร้อยละ 30.6 หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลดลงร้อยละ 5.8 หมวดสินค้าทุน ลดลงร้อยละ 4.5 และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงร้อยละ 1.2 และหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 0.9
3. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเฉลี่ยเดือนมกราคม-เมษายน 2552 เทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2551 ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 5.6 สาเหตุสำคัญจากการลดลงของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 39.7
การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 4 เดือนแรกปี 2552 (มกราคม-เมษายน)
การส่งออก เมษายน 2552
- การส่งออก มีมูลค่า 10,428.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 26.1 ลดลงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่หก และเมื่อคิดในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 367,617.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.1
- สินค้าส่งออก ส่งออกลดลงในทุกหมวด โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลง ร้อยละ 24.4 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 25.5 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 29.4
- ตลาดส่งออก ตลาดหลักยังลดลงในอัตราสูงต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2551 โดยลดลงถึงร้อยละ 32.0 ขณะที่ตลาดใหม่ส่งออกลดลงร้อยละ 19.5
การส่งออก มกราคม – เมษายน 2552
- การส่งออก มีมูลค่า 44,216.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 21.9 และ เมื่อคิดในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 1,539,517.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.2
- สินค้าส่งออก ส่งออกลดลงในทุกหมวด โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ลดลงร้อยละ 20.6 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 19.7 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.8
- ตลาดส่งออก ลดลงทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยตลาดหลักลดลงถึงร้อยละ 30.9 ขณะที่ตลาดใหม่ลดลงเพียงร้อยละ 12.3
การนำเข้า เมษายน 2552
- การนำเข้า มีมูลค่า 9,833.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงร้อยละ 36.3 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 350,281.8 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27.7
- สินค้านำเข้า สินค้านำเข้าสำคัญมีการนำเข้าลดลงทุกหมวดสินค้า
การนำเข้า มกราคม – เมษายน 2552
- การนำเข้า มีมูลค่า 36,566.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ลดลงร้อยละ 37.3 คิดในรูปเงินบาท นำเข้ามีมูลค่า 1,287,190.8 ล้านบาท เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ลดลงร้อยละ 32.6
ดุลการค้า
- ดุลการค้าเดือนเมษายน 2552 ไทยเกินดุลการค้า 595.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาทไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 17,335.8 ล้านบาท
- ดุลการค้าในระยะ 4 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม – เมษายน) ไทยเกินดุลการค้า 7,649.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้า 252,327.1 ล้านบาท
สรุป
- หากพิจารณาการส่งออกสินค้าสำคัญในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคมที่ผ่านมา จะเห็นว่าการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้ง น้ำตาล อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก และ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น มีแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้น
- มูลค่าการส่งออกเดือนเมษายน ที่ลดลงมากอาจมีผลจากปัจจัยด้านความไม่สงบจากปัญหาการเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา รวมทั้งการมีวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ยาวนานกว่าทุกปี
- ความต้องการในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาการขาสภาพคล่องของผู้ส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ประกอบกับสถาบันการเงินในประเทศได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออกมากขึ้น ยิ่งส่งผลซ้ำเติมสภาพคล่องของผู้ส่งออกไทย
- หากพิจารณาการนำเข้าในเดือนเมษายน 2552 เทียบกับ 3 เดือนที่ผ่านมา การนำเข้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น จึงอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแนวโน้มการส่งออกในระยะต่อไป
สรุปรายงานภาวะสังคมไตรมาสหนึ่ง ปี 2552
- มิติด้านคุณภาพคน : อัตราการว่างงานสูงขึ้นเป็นร้อยละ 2.1 เนื่องจากการลดคนงานภาคอุตสาหกรรมและมีแรงงานจบการศึกษาใหม่จำนวนมาก แต่การจ้างงานในภาพรวมทั้งประเทศยังขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.9 ทั้งภาคเกษตร บริการ และการจ้างงานภาครัฐ ประกอบกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนเริ่มมีผล จึงช่วยรองรับและบรรเทาความรุนแรงของปัญหาด้านแรงงาน สำหรับด้านการศึกษา ผลสอบ O-NET ยังคงสะท้อนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ในระดับต่ำ จึงต้องมีการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบและติดตามการดำเนินงานให้มีความคุ้มค่า ด้านสุขภาพของประชาชน โรคชิคุนกุนยาระบาดอย่างรวดเร็ว รวมทั้งขยายวงจากภาคใต้ตอนล่างสู่พื้นที่อื่นรวม 28 จังหวัด และปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งกำลังระบาดในหลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลแพร่ระบาด ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการข้ามสายพันธุ์ของเชื้อนี้กับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา นอกจากนี้ ผู้ป่วยวัณโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากโรคเอดส์ที่ทำให้ผู้ป่วยขาดภูมิคุ้มกันจึงติดเชื้อได้ง่าย และปัญหาการดื้อยาทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้นมาก
- มิติด้านความมั่นคงทางสังคม : คดีอาชญากรรมโดยรวมลดลงโดยเฉพาะคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ แต่ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องและแพร่ระบาดรุนแรงขึ้น วัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อุบัติเหตุจากการจราจรมีสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ความถี่ของอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ และเกิดอุบัติเหตุจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สูงสุดถึงร้อยละ 81.9 ขณะเดียวกัน ในกลุ่มเด็กอายุต่ำ กว่า 15 ปี การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่สูงเป็นอันดับหนึ่ง
- มิติด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคน : ปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้คนลดการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้ แต่เริ่มมีสัญญาณของหนี้ค้างชำระที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โรงรับจำนำเป็นทางเลือกหนึ่งของแหล่งเงินทุน ช่วยเสริมสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยและลดปัญหาหนี้สินจากบัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบ
- มิติด้านสิ่งแวดล้อม : มลพิษจากภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่มาบตาพุดอย่างชัดเจน จนต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ดังนั้นชุมชนและภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการรักษาสภาพแวดล้อม ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
ข้อสังเกต
1. ระมัดระวังตัว : ในช่วงปี 2551 คนและสังคมไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นในเรื่องความมั่นคงของอาชีพและรายได้ลดลง จึงปรับพฤติกรรมในการบริโภคโดยระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ชะลอการซื้อสินค้าคงทนและลดการใช้สินค้าไม่จำเป็น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนผู้ซื้อสลากกินแบ่ง/หวยเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย และจากราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นมากทำให้มีการปรับตัว โดยลด/งดการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังและแอลกอฮอล์ อาหารฟุ่มเฟือยราคาแพง รวมทั้งเปลี่ยนสถานที่ซื้อเป็นตลาดนัดหรือร้านใกล้บ้านและซื้อเท่าที่จำเป็น
2. ลดหนี้ : หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือนขยายตัวในอัตราชะลอลง ผู้มีรายได้น้อยที่เป็นหนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และมีหนี้นอกระบบเนื่องจากมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลดลงของรายได้ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้มีรายได้น้อย จะทำให้ต้องเสียค่าปรับผิดนัดชำระหนี้อัตราสูง และมีความเสี่ยงต่อปัญหาการทวงหนี้นอกระบบซึ่งรัฐต้องดูแลและคุ้มครองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
3. ปรับการใช้จ่าย : จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วงระหว่างวันที่ 16-30 เมษายน 2552 ในกลุ่มเป้าหมาย 3,133 คน จาก 10 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าประชาชนปรับวิถีการดำรงชีวิตโดยนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล เก็บออมไว้ใช้ยามจำเป็น ไม่สร้างหนี้เพิ่ม บำรุงรักษาเครื่องใช้ให้ใช้งานได้ยาวนานและใช้การซ่อมแซมแทนการซื้อใหม่ การเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจในหลักคิดของเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจำนวนมากขึ้น
4. สรุปผลสำรวจโครงการเช็คช่วยชาติ / เบี้ยยังชีพ : สำหรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ภาครัฐดำเนินการนั้น จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ในช่วงปลายเดือนเมษายน มีผู้ได้รับเช็คช่วยชาติแล้วร้อยละ 93 ผู้สูงอายุมีผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 กลุ่มตัวอย่างที่เป็น อสม. ได้รับเงินแล้วร้อยละ 26.6 สำหรับแผนการใช้เงินที่ได้รับ ผู้สูงอายุร้อยละ 24 ตั้งใจจะนำเงินไปเก็บออมทั้งจำนวน ส่วนผู้ได้รับเช็คช่วยชาติและ อสม. ตั้งใจออมทั้งจำนวนร้อยละ 11 และ 14 ตามลำดับ และมาตรการเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจและรายได้ของตนดีขึ้น ส่วนโครงการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง ร้อยละ 63.6 ของกลุ่มตัวอย่างเคยใช้ประโยชน์จากโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน แต่มีเพียงร้อยละ 15.8 ที่เคยซื้อสินค้าโครงการจำหน่ายสินค้าราคาถูกหรือ “ธงฟ้า” ส่วนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือในโครงการเรียนฟรีร้อยละ 80 ได้รับเงินแล้วอีกบางส่วนโรงเรียนจะจ่ายให้เมื่อเปิดเทอม
ด้านสังคม
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย ตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 และมติ คสช. ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ โดยให้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2551 เป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์แบบมีส่วนร่วม พร้อมทั้งประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ได้พิจารณามติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ซึ่งจัดขึ้นตามบทบัญญัติมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในมติ 1.14 วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย ดังนี้
1. ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2551 ได้พิจารณาและมีมติต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย ดังต่อไปนี้
1.1 ให้รัฐบาลดำเนินมาตรการคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะเพิ่มการสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ รวมถึงการจัดหายาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ และการสนับสนุนการรักษาทดแทนไต การจัดมาตรการป้องกันและรองรับผลกระทบสำหรับผู้สูงอายุที่ยากจนและคนพิการ รวมทั้งการฟื้นฟูจิตใจสำหรับผู้ตกงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ
1.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม ร่วมกันดำเนินการดังนี้
1.2.1 ร่วมดำเนินงานอย่างแข็งขันตามมาตรการคุ้มครองทางสังคมในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
1.2.2 ปรับปรุงและพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพให้ถูกต้อง ทันสมัยและครบถ้วนสำหรับใช้ในการติดตามเฝ้าระวัง รวมทั้งเตือนภัยก่อนเกิดสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ และสังเคราะห์บทเรียนและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ให้ครอบคลุมทุกแง่มุมอย่างรอบด้านและเป็นระบบ เพื่อเตรียมวางแผนกลยุทธ์หรือกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ ในอนาคต
1.2.3 พัฒนาประสิทธิภาพระบบบริการสาธารณสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
1.2.4 พัฒนานโยบายและมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกับพฤติกรรมเสี่ยงที่มีผลต่อปัญหาความยากจน เช่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ
1.2.5 กำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาวสำหรับป้องกันและรับมือกับผลกระทบดังกล่าวอย่างเหมาะสมและทันเวลา โดยปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสำนักงานประกันสังคมดังนี้
1) การขอเปลี่ยนสถานพยาบาลของสำนักงานประกันสังคมให้สามารถทำได้ที่สถานบริการสาธารณสุขที่ผู้ตกงานไปขอใช้บริการ
2) การขอขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพโดยให้ผู้ตกงานและใช้สิทธิประกันสังคมต่อจนครบแปดเดือนแล้ว สามารถได้สิทธิหลักประกันสุขภาพทันที โดยอนุโลมให้ใช้หลักการเดียวกับการใช้สิทธิครั้งแรก
3) เร่งหารือให้มีข้อสรุปในการดำเนินการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติร่วมกันโดยเร็วภายในเดือนมกราคม 2552 โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
4) ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะ สถานประกอบการ สถานบริการสาธารณสุข ตลอดจน call center ของทุกหน่วยงาน ให้ประชาชนเข้าใจวิธีการรับบริการในกรณีดังกล่าว
5) กระทรวงสาธารณสุขโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขร่วม กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกันสังเคราะห์องค์ความรู้และบทเรียนจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้
1.3 ให้เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการดังนี้
1.3.1 สนับสนุนจัดตั้ง “หน่วยเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจต่อสุขภาวะคนไทย” ขึ้น โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานประกันสังคม และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้มีหน้าที่ดังนี้
1) ติดตามผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่อสุขภาวะคนไทยในทุก ๆ ด้าน โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ หรือจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม
2) รายงานผลการติดตามเฝ้าระวังดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเป็นระยะ ๆ
1.3.2 ให้รายงานผลการดำเนินงานตามมตินี้ต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทราบ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 2 ปี 2552
2. ที่ประชุม คสช. ครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ได้มีมติต่อข้อเสนอเชิงนโยบายวิกฤตเศรษฐกิจและการปกป้องสุขภาวะคนไทย ดังนี้
2.1 เห็นชอบมาตรการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาวะจากวิกฤตเศรษฐกิจ ตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ในข้อ 1.1 และ 1.2
2.2 เห็นชอบให้นำมาตรการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาวะจากวิกฤตเศรษฐกิจตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ในข้อ 1.1 และ 1.2 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน ให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบสุขภาวะต่อประชาชนอย่างมาก
ที่มา – เว็บไซต์รัฐบาลไทย
