Practical Report จากถนนพิษณุโลก : มติครม. 26.05.2009 แนวทางใหม่รักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง การกำกับดูแลสินค้า และดัชนีผู้บริโภค

วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

SIU สรุปมติครม. ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้



ด้านกฎหมาย

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ….
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงภาพลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

1. มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ได้กำหนดห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยกเว้นการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต

2. สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานร่างกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. และจัดให้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 มีผู้ที่เข้าแสดงความคิดเห็นจำนวน 20 คน โดยมีผู้เห็นด้วยจำนวน 18 คน และผู้ไม่เห็นด้วยจำนวน 2 คน ทั้งนี้ ได้นำร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้เสนอรองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีข้อสังเกตว่าการรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงสาธารณสุข มีระยะเวลาเพียง 9 วันเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่ 5-13 กุมภาพันธ์ 2552 อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดคำนิยาม ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 1)
2. กำหนดลักษณะการแสดงภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 2)
3. กำหนดลักษณะภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร่างข้อ 3)
4. กำหนดหลักเกณฑ์การแสดงภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้สื่อทางกิจการโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นใด โดยต้องมีการแสดงข้อความคำเตือนทุกครั้งและตลอดเวลาที่มีการแสดงภาพ (ร่างข้อ 4)

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุความ)
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ เป็นการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 96 แห่งประมวลกฎหมายอาญาในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 6 เดือน (เดิมภายใน 3 เดือน) นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ (ร่างมาตรา 3)
  2. เพิ่มความเป็นมาตรา 98/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาโดยบัญญัติให้
    1. กรณีได้ตัวผู้กระทำความผิดมาแล้ว ให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาดำเนินการให้มีการฟ้องผู้นั้นต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้ตัวมา เว้นแต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลา
    2. กรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นยังมิได้รับโทษ หรือได้รับโทษยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมารับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่หลบหนี แม้จะเกินกำหนดเวลาในมาตรา 98 ก็ไม่ถือว่าเป็นอันล่วงเลยเวลาการลงโทษ ให้ลงโทษผู้นั้นในโทษที่ยังมิได้รับหรือที่ได้รับยังไม่ครบถ้วน (ร่างมาตรา 4)

ร่างกฎกระทรวงกำหนดงานที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด พ.ศ. ….
1. ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
2. แก้ไขบทอาศัยอำนาจในการออกกฎกระทรวงจากมาตรา 65 (8) เป็นมาตรา 65 (9) ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
3. แก้ไขการกำหนดให้งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินเป็นงานตามมาตรา 65 (8) เป็นงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินเป็นงานตามมาตรา 65 (9)

ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2552 และร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัย วิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2552
โดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีจะได้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เพื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 1 ประมาณเดือนมิถุนายน 2552 ประกอบกับอาจมีเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร จึงสมควรให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2552 สำหรับวันปิดประชุม เห็นควรกำหนดเป็นวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 128 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว รวม 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ

การขยายระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกไปอีก 1 ปี
นับแต่วันเริ่มใช้บังคับพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ได้มีการขยายระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกามาแล้ว 5 ครั้ง คือในปี 2546 ปี 2547 ปี 2548 ปี 2550 และปี 2551 เหตุที่ยังไม่อาจตราพระราชกฤษฎีกา ได้อีก เนื่องจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบกองทุนทั้ง 3 กองทุน ซึ่งได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ยังต้องพัฒนาระบบบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม ลดความแตกต่างกันระหว่าง 3 ระบบ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบกับปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนประสบปัญหาการว่างงานจำนวนมาก จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเปลี่ยนสิทธิและการตรวจสอบสิทธิอย่างเป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนสิทธิจากระบบประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการข้าราชการมาเป็นสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนาระบบที่มีความจำเป็นและเกี่ยวข้องควบคู่กันไปอีกหลายระบบ เช่น ระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประชาชนสามารถเข้าถึงบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการบริการสาธารณสุข ค่าบริการ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตราดังกล่าว ต้องตั้งอยู่บนฐานของความพร้อมและความร่วมมือจากทุกระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามภารกิจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เป็นการขยายเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกไปอีก 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552)

ด้านเศรษฐกิจ


ขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี อาร์ เพื่อต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่

  • เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ของห้างหุ้นส่วนจำกัด สุราษฎร์ผาทอง ท้องที่อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • เหมืองแร่ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิลานิล
  • เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหรรมก่อสร้าง) ของบริษัท มานะศิลา 2537 จำกัด และ คำขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่ที่ 2/2549 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองของประบัตรทานแปลงดังกล่าว

ขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ สำหรับรายการค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสำหรับอัตรากำลังเพิ่มใหม่กลางปี พ.ศ. 2552 และสำหรับมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ
1. เห็นชอบให้สำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่ได้รับหรือใช้จ่ายจากงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ของหน่วยงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสำหรับอัตรากำลังเพิ่มใหม่กลางปี พ.ศ. 2552 จำนวน 236 อัตรา ในโอกาสแรกตามความจำเป็นและเหมาะสม หากไม่เพียงพอให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง

2. เห็นชอบให้สำนักงานศาลยุติธรรมขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ เพื่อใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไป สำหรับมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐสำหรับข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานศาลยุติธรรม

ของบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2551
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2551-พฤศจิกายน 2551 ได้เกิดภัยธรรมชาติ ได้แก่ ฝนทิ้งช่วง ศัตรูพืชระบาด พายุและคลื่นลมแรง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ตาก อุบลราชธานี ระยอง ชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จำนวน 31,698 ราย พื้นที่การเกษตรเสียหาย 135,884.50 ไร่ เรือจมและไม่สามารถซ่อมแซมได้ 4 ลำ เห็นสมควรให้ความช่วยเหลือ 62,625,712 บาท

2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมประมงได้นำเรื่องดังกล่าวขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ได้มีมติให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าวเป็นเงินสด โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตามขั้นตอนต่าง ๆ และได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเรียบร้อยแล้ว

3. สำนักงบประมาณได้ตรวจสอบรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่จะนำไปช่วยเหลือดังกล่าวแล้วปรากฏว่า การให้ความช่วยเหลือด้านพืชไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายจากเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการสำรวจข้อมูลและตรวจสอบความเสียหายเกินกว่าระยะเวลาที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ กำหนดไว้ (3 เดือน) และสำหรับกรณีการให้ความช่วยเหลือด้านประมง รายการค่าชดเชยเรือจม นั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบกรมประมงว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือชาวประมงที่ประสบภัยธรรมชาติ พ.ศ. 2541 ซึ่งกรมประมงแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการเจียดจ่ายหรือปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เพื่อนำมาให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรดังกล่าวได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ แม้ว่าสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือจะล่วงเลยระยะเวลาเร่งด่วนเฉพาะหน้าแล้วก็ตาม แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยดังกล่าวตามแนวทางเดิมที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เคยปฏิบัติมาแล้ว จึงเห็นควรสนับสนุนงบประมาณตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอทำความตกลงมา ในวงเงินรวมจำนวน 62,625,712 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ รวม 6 จังหวัดดังกล่าว โดยจ่ายผ่าน ธ.ก.ส. โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ทั้งนี้ ในกรณีเกิดภับพิบัติครั้งต่อไป ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการดำเนินการสำรวจความเสียหายและขั้นการดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเร่งด่วนและไม่ควรปล่อยให้เกินระยะเวลา 3 เดือน

เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549

แนวทางใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2552/53

หลักการแนวทางใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2552/53 ตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังในคราวประชุมเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552

1. ประกาศราคาขั้นต่ำหัวมันสดฤดูการผลิตปี 2552/53 ล่วงหน้ากิโลกรัม (กก.) ละ 1.70 บาท โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนการผลิต ณ ไร่นา บวกค่าขนส่งและผลตอบแทนให้เกษตรกร

2. ทำสัญญาประกันราคาขั้นต่ำในช่วงฤดูเพาะปลูก (สิงหาคม-ตุลาคม 2552) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำสัญญาประกันราคาขั้นต่ำหัวมันสดกับเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดแหล่งผลิต

3. การประกันราคาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกัน หากราคาขายหัวมันสดในตลาดต่ำกว่าราคาประกันที่ตกลงไว้ตามสัญญาเกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด หากราคาตลาดสูงกว่าราคาขั้นต่ำเกษตรกรจะขายมันสำปะหลังในตลาดท้องถิ่นได้ตามปกติ

4. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ได้แก่ เงินส่วนต่างระหว่างราคาประกันขั้นต่ำกับราคาตลาด ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การประชาสัมพันธ์และการกำกับดูแลโครงการฯ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. เป็นต้น

5. การกำกับดูแล

5.1 คณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสำปะหลังเป็นผู้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข วิธีดำเนินโครงการฯ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ตามความจำเป็นและเหมาะสม

5.2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินการเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและป้องปรามมิให้เกิดการทุจริต

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

1. การดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2551/52 โดยการรับจำนำหัวมันสดจากเกษตรกรเป้าหมาย 13 ล้านตัน เป็นมาตรการที่ใช้เงินดำเนินการสูงมากประมาณ 32,745.44 ล้านบาท ได้แก่ วงเงินรับจำนำ 25,775 ล้านบาท ต้นทุนดำเนินการเป็นค่าแปรสภาพ ค่าขนส่ง ค่าฝากเก็บสินค้า 6,118.79 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายบริหารโครงการรวมดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส. 851.65 ล้านบาท และประมาณการผลขาดทุนจากการดำเนินการ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2552 ประมาณ 9,700 ล้านบาท

2. คณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธานได้ประชุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 และ 1 พฤษภาคม 2552 พิจารณาแนวทางใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2552/53 โดยสรุป ดังนี้

2.1 เห็นควรให้ประกาศราคาขั้นต่ำมันสำปะหลังฤดูการผลิตปี 2552/53 เพื่อให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจเพาะปลูก โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนการผลิต+ค่าขนส่ง+ผลตอบแทนให้เกษตรกร คิดเป็น กก.ละ 1.70 บาท (1.21 บาท+0.15 บาท-0.34 บาท)

2.2 แนวทางดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยหน่วยงานภาครัฐจะทำสัญญาประกันราคาขั้นต่ำหัวมันสดกับเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการในพื้นที่เป้าหมายตามปริมาณและระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องมีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนครบกำหนดระยะเวลาประกัน เกษตรกรจะไม่สามารถขุดหัวมันออกจำหน่าย และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกัน หากราคาขายหัวมันสดในตลาดต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่ตกลงไว้ในสัญญาเกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด แต่หากราคาตลาดสูงกว่าราคาขั้นต่ำเกษตรกรจะขายมันสำปะหลังในตลาดได้ตามปกติ

3. ปัจจุบันรัฐบาลต้องจัดหางบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาด้านสินค้าเกษตรจำนวนมาก จึงควรมีการกำหนดมาตรการใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2552/53 โดยดำเนินมาตรการให้สิทธิเกษตรกรในการขายหัวมันสำปะหลังล่วงหน้าในราคาประกันซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่บิดเบือนกลไกการตลาด รวมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตามการประกาศราคาขั้นต่ำมันสำปะหลังและมาตรการให้สิทธิเกษตรกรในการขายหัวมันสำปะหลังล่วงหน้าจำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะในด้านราคาเพื่อให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจในการเพาะปลูก ทั้งนี้ การกำหนดราคาประกันขั้นต่ำจะต้องไม่สูงจากราคาตลาดจนเกินสมควรจึงจะส่งผลดีต่อมาตรการของภาครัฐ

มาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ส่วนราชการในภูมิภาคหรือส่วนราชการในส่วนกลางที่มีหน่วยงานตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจที่จะทำการจัดซื้อในวงเงินเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000,000 บาท หรือจัดจ้างในวงเงินเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000,000 บาท ให้สามารถจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้โดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้อยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการนั้นหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี ที่จะพิจารณาได้ตามความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุข้างต้น ให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2554

- คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ –

การรายงานผลการจ่าย “เช็คช่วยชาติ”
1. กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานประกันสังคม ได้รับลงทะเบียนผู้ประกันตนที่ขอรับ “เช็คช่วยชาติ” แล้ว 8,480,805 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2552) ในจำนวนนี้ได้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ออก “เช็คช่วยชาติ” ไปแล้ว 4 รอบ รวมจำนวน 7,838,117 ฉบับ หรือร้อยละ 92.42 ของยอดลงทะเบียนสุทธิ แยกเป็น รอบที่ 1- 3 จำนวน 7,129,245 ฉบับ (เช็คลงวันที่ 26 , 31 มีนาคม และ 3 เมษายน 2552) และรอบที่ 4 จำนวน 708,872 ฉบับ (เช็คลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2552)

2. ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2552 ได้มีการจ่าย “เช็คช่วยชาติ” ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับ “เช็คช่วยชาติ” รวม 7,233,781 คน หรือร้อยละ 92.29 ของจำนวน “เช็คช่วยชาติ” ทั้งหมด ดังนี้

1) งวดที่ 1-3 จำนวน 7,016,183 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 98.41 ของเช็ครวม 3 งวด
2) งวดที่ 4 จำนวน 217,598 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 30.70 ของเช็คงวดที่ 4
3) การจ่าย “เช็คช่วยชาติ” มีการดำเนินการทั้งที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/เขตพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ที่ว่าการอำเภอ และการนำ“เช็คช่วยชาติ” ไปมอบให้ผู้ประกันตน ณ สถานที่ทำงาน

3. สำนักงานประกันสังคม จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกันตนที่ขอรับ “เช็คช่วยชาติ” จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 และจะประมวลผลรายชื่อผู้ประกันตนที่มีสิทธิและส่งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2552 เพื่อออก “เช็คช่วยชาติ” รอบที่ 5 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ต่อไป

4. เนื่องจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2552 ระหว่าง กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กำหนดให้จัดทำ “เช็คช่วยชาติ” 3 รอบ ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจะได้จัดทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดทำ “เช็คช่วยชาติ” รอบที่ 4 และ 5 ต่อไป

- คณะรัฐมนตรีรับทราบ –

มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 200 รายการ และบริการ 20 รายการ
1. กลุ่ม Sensitive list (SL) ยังคงกำหนดให้มีสินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ จำนวน 5 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ เนื่องจากวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ซึ่งมีเนื้อสัตว์ พืชผัก และสิ่งปรุงรสต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด (2) น้ำมันพืช เนื่องจากราคาวัตถุดิบทั้งน้ำมันปาล์มดิบและถั่วเหลืองยังมีความผันผวนทั้งสูงขึ้นและ ลดลงอาจมีปัญหาด้านต้นทุน โดยปัจจุบันยังไม่มีปัญหาด้านปริมาณ (3) ปุ๋ยเคมีเนื่องจากราคาวัตถุดิบขยับสูงขึ้นและเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก (4) น้ำมันเบนซิน และ (5) น้ำมันดีเซล เนื่องจากเป็นสินค้าที่ราคามีความผันผวนและเป็นต้นทุนส่วนหนึ่ง ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจและค่าขนส่งสินค้า และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับ – ส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และส่งผลต่อราคาสินค้า

2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL) เพิ่มจำนวนสินค้าในกลุ่มนี้ 1 รายการ จากที่กำหนดไว้ในเดือนมีนาคม 2552 เป็น 11 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน (3) ครีมเทียมข้นหวาน (4) สายไฟฟ้า เนื่องจากราคานำเข้านมผงขาดมันเนย ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์นม และทองแดงที่ใช้ในการผลิตสายไฟฟ้ามีราคาลดลงบ้างแล้ว (5) ปูนซีเมนต์ เนื่องจากราคาถ่านหินที่ใช้เป็นพลังงานอยู่ในระดับสูง (6) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (7) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม (8) เหล็กเส้น (9) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (10) เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ราคาวัตถุดิบลดลง แต่ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลก่อสร้างและบางชนิดใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตภาชนะบรรจุ จึงคาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้น และ (11) เครื่องแบบนักเรียนเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ ผู้ปกครองจะเริ่มมีการซื้อมากขึ้น และบริการ 1 ราย ได้แก่ บริการซ่อมรถ ซึ่งมักมีปัญหาและได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ

3. กลุ่ม Watch List (WL) เป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 184 รายการ และบริการ 18 รายการ

- คณะรัฐมนตรีรับทราบ -

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนเมษายน 2552
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 300 รายการ) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงานจำนวน 117 รายการ คิดเป็นประมาณร้อยละ 24 ของสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนเมษายน 2552 เท่ากับ 102.9 เมื่อเทียบกับ

- เดือนมีนาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.1
- เดือนเมษายน 2551 สูงขึ้นร้อยละ 1.0
- เฉลี่ยช่วงระยะเดียวกัน ( มกราคม- เมษายน ) ปี 2551 สูงขึ้นร้อยละ 1.4

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ เดือนเมษายน 2552 เมื่อเทียบกับเดือน มีนาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.1 โดยสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ ค่าน้ำประปา เครื่องประกอบอาหารและเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ขณะที่สินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ เครื่องปรุงอาหาร และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

- ครม.รับทราบ -

ด้านสังคม


การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลของแผนงาน/โครงการที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล
สำนักงบประมาณรายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 และวันที่ 22 เมษายน 2551 แล้วนั้น สำนักงบประมาณได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นที่ปรึกษาโครงการจัดทำหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลของแผนงาน/โครงการที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงบประมาณได้ร่วมประชุมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อพิจารณา ทบทวน ปรับปรุง และจัดทำหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้เหมาะสมแก่การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ส่วนราชการจะสามารถนำไปปฏิบัติในขั้นการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่เนื่องจากการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามหลักธรรมาภิบาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางวิชาการ

ซึ่งควรมีการทดสอบข้อมูลด้านเทคนิคเพื่อให้ได้โปรแกรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการทดสอบข้อมูลกับหน่วยงานนำร่องอีกระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ล่วงเลยระยะเวลาการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ไปแล้ว

รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ และรายงานผลการประเมินตนเองของคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการคณะต่าง ๆ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551
ข้อค้นพบจากผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการและจังหวัด ดังนี้
1 การตรวจสอบภายใน

การตรวจสอบภายในมีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยมีการวางแผนการตรวจสอบด้านการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบด้านการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ยังคงเน้นการตรวจสอบทางด้านการเงิน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อบังคับ โดยไม่มีการรายงานผลการดำเนินงานของแผนงาน/โครงการที่ตรวจสอบว่ามีผลสัมฤทธิ์อย่างไร และยังไม่ได้รายงานผลการตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในที่ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในระดับของจังหวัด แม้ว่าในขณะนี้จังหวัดได้มีการแก้ไขไปได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ในส่วนของความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน พบว่ายังขาดความรู้ด้านการตรวจสอบด้านการดำเนินงาน และความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบทาง ด้านคอมพิวเตอร์ เพราะด้วยวุฒิการศึกษาของตำแหน่งตรวจสอบภายใน ถูกกำหนดไว้เพียงด้านบัญชี และบริหารเท่านั้น สำหรับปัญหาที่ยังคงพบเหมือนเช่นปีที่ผ่าน ๆ มา คือ ผู้ตรวจสอบภายในยังไม่มีอิสระอย่างแท้จริงในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยพบว่า ผู้ตรวจสอบภายในไม่ได้รายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บริหารของส่วนราชการโดยตรง แต่กลับรายงานผลให้กับผู้ที่ได้มอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการ เช่น รองอธิบดี เป็นต้น และยังไม่สามารถดำเนินการตามแนวทางการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในของส่วนราชการที่กำหนดให้มีผู้ที่มีความรู้ เรื่องมาตรฐานและจริยธรรมของผู้ตรวจสอบภายในจากภายนอกมาประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยตรวจสอบภายใน

2 การตรวจราชการ

การตรวจราชการแนวใหม่ได้บูรณาการการตรวจราชการโดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับผู้ตรวจราชการกระทรวง 17 กระทรวง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน มีการใช้เครื่องมือตามหลักธรรมาภิบาลเป็นกรอบหลัก และจัดลำดับดัชนีความเสี่ยง พร้อมทั้งจัดทำรายงานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนราชการและจังหวัด อย่างไรก็ตามการตรวจราชการแบบบูรณาการผู้ตรวจราชการกรมยังไม่ได้มีโอกาสร่วมในการบูรณาการและติดตามผลการดำเนินกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวง ทั้งที่โดยฐานะแล้วเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบแผนงาน/โครงการ และนอกจากนี้พบว่า การตรวจราชการแบบบูรณาการฯ มีการดำเนินการในลักษณะแบบปีต่อปี ทั้งที่โดยสภาพแล้วโครงการบางโครงการไม่อาจทราบผลการดำเนินงานได้ภายในหนึ่งปี ดังนั้นจึงควร มีประเด็นการตรวจที่ต่อเนื่องในระยะยาว และควรให้ความสำคัญกับเครือข่ายภาคประชาชน ด้วยเหตุที่เครือข่ายภาคประชาชนสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ได้

3 การปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ

ส่วนใหญ่มีการรายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการครบถ้วน อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดบางส่วนยังไม่สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของส่วนราชการได้ ดังนั้น ในการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการส่วนราชการต้องดูบทบาทหน้าที่ และยุทธศาสตร์ของหน่วยงานให้ครบถ้วนก่อนที่จะดำเนินการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ ในส่วนของการวัดผลการดำเนินงานโดยเฉพาะตัวชี้วัดในประเด็นยุทธศาสตร์หลักควรพิจารณาให้เป็นการวัดในเชิงคุณภาพมากขึ้น และเกณฑ์การประเมินผลควรให้ยืดหยุ่นตามภารกิจและการปฏิบัติงานของ แต่ละส่วนราชการ สำหรับการประมวลผลการดำเนินงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ สำนักงาน ก.พ.ร. ควรเร่งให้ที่ปรึกษารายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอผลการดำเนินงานของส่วนราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการที่คณะกรรมการฯ จะได้ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาต่อไป

4 การควบคุมภายใน

การควบคุมภายในมีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา เนื่องจากส่วนราชการสามารถรายงานการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงได้มากกว่าในปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่า รายงานผลเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงนั้น ส่วนราชการยังไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมในทุกภารกิจของส่วนราชการ คงมีเพียงเฉพาะภารกิจสนับสนุนเท่านั้น เช่น ด้านการเงิน การพัสดุ ประเด็นปัญหาที่สำคัญ คือ การจัดวางระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในองค์กร และผู้ดำเนินการต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง แต่ในทางปฏิบัติ พบว่า หัวหน้าส่วนราชการบางส่วนราชการยังไม่ได้มอบหมายผู้รับผิดชอบงานเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน หรือหากมีการมอบหมายแล้ว แต่ยังไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในส่วนของจังหวัด เช่น การมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในเป็นผู้จัดวางระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น

5 รายงานการเงิน

รายงานการเงินจากส่วนราชการที่จัดทำมีหลักเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป โดยงบการเงินแสดงความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น รายการเงินสดติดลบ ลูกหนี้ติดลบ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากระบบ GFMIS ยังไม่สามารถออกงบการเงินที่เป็นภาพรวมของกระทรวง และจังหวัดที่ตัดรายการซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานออกก่อน ปัญหาบัญชียอดยกมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นปีตั้งต้นของตัวเลขในระบบ GFMIS รวมทั้งปัญหาของตัวเลขที่เกิดขึ้นในแต่ละปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2549-2551 ที่ยังคงพบว่าข้อมูลในงบทดลองไม่เท่ากับบัญชีแยกประเภท ข้อมูลในรายงานเงินคงเหลือประจำวันแสดงยอดไม่ถูกต้อง (ข้อมูลในรายงานแสดงยอดในระดับหน่วยเบิกจ่ายไม่เท่ากับผลรวมของระดับศูนย์ต้นทุน) และปัญหาทางด้านบุคลากรผู้รับผิดชอบที่ขาดความรู้ความเข้าใจทางด้านบัญชีที่จะต้องอบรมให้ความรู้กันตลอดเวลา ด้วยเหตุที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงบุคลากรผู้รับผิดชอบบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชีในระบบ GFMIS

6 การสอบทานกรณีพิเศษ
6.1 การสอบทานของส่วนราชการ โดยส่วนใหญ่พบว่า ส่วนราชการที่รับผิดชอบสามารถดำเนินงานเป็นไปตามแผนงาน/โครงการ และสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามแผน มีเพียงบางโครงการที่ล่าช้าและไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผน

6.2 การสอบทานของจังหวัด ซึ่งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการกลุ่มจังหวัดมีข้อค้นพบที่สำคัญในการสอบทานโครงการ ดังนี้

(1) โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

ด้วยเหตุที่โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นโครงการที่ต้องการเสริมสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและชุมชนเมืองด้วยการให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคตและจัดการหมู่บ้านหรือชุมชนตามภูมิปัญญาหรือทุนทางสังคมของตนเอง สร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนและองค์กรชุมชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยรัฐให้การสนับสนุนเงินทุน เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายในหมู่บ้านหรือชุมชนเมือง ซึ่งผลที่ได้จากโครงการ พบว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ และการจัดการในชุมชนมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมาเพิ่มมูลค่า ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกในชุมชน และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้ด้อยโอกาสและพัฒนาท้องที่ ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แต่ด้วยเหตุที่โครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ดำเนินการบริหารโดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านซึ่งมาจากการสรรหาและแต่งตั้งของหมู่บ้านและชุมชนตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ดังนั้น จึงเห็นควรให้ความสำคัญกับการกำกับและควบคุมการใช้จ่ายเงินของกองทุน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการสูญหายของเงินกองทุนที่ไม่อาจเรียกคืนได้

(2) โครงการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ

การดำเนินงานมีปัญหาอุปสรรคในด้านความสมบูรณ์ ความพร้อมของระบบ และการเชื่อมโยงข้อมูลของจังหวัดกับกระทรวงมหาดไทย และเครือข่ายที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารจัดสรรให้นั้น พบว่าการประมวลผลข้อมูลใช้เวลานานมาก และบางครั้งเกิดข้อผิดพลาดไม่สามารถแสดงผลได้ ประกอบกับมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำให้การพัฒนาด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องหยุดชะงักและขาดความต่อเนื่องและปัญหาด้านงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีอย่างจำกัด การขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงควรพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศให้สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

(3) โครงการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน

โครงการพลังงานงานทดแทนถือเป็นทางเลือกหนึ่งในยามเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน แม้ว่าโครงการสาธิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าจะอยู่ในระยะเริ่มต้นแต่เป็นโครงการที่มีอนาคตดี โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 3.4 ล้านหน่วย สามารถทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่าน้ำมันดิบได้ปีละ 290 ตัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุภาวะโลกร้อนได้ปีละประมาณ 1,000 ตัน และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกมาก ซึ่งในระยะยาวจะสามารถลดต้นทุนให้ต่ำลงได้อีก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงไม่ควรหยุดโครงการเพียงแค่คิดต้นแบบ

ข้อเสนอสมัชชาแรงงานนอกระบบ
กระทรวงแรงงานรายงานว่า

1. กลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบระดับชาติยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1.1 ให้เร่งพัฒนามาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

1.2 ให้รัฐบาลประเดิมจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาท สำหรับแรงงานนอกระบบผู้สมัครประกันตนมาตรา 40 ในปีแรก

1.3 ให้รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมาตรา 40

2. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับกรุงเทพมหานครจัดงานเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และ ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา ร่วมเป็นผู้พิจารณาข้อเสนอของผู้แทนแรงงานนอกระบบ โดยมีผู้แทนสาขาอาชีพต่าง ๆ เข้าร่วมงานเวทีสมัชชาฯ ในครั้งนี้ อาทิ นายสมคิด ด้วงเงิน ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบระดับชาติ, นายประจักษ์ศิลป์ บุทู ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร, นางสุจิน รุ่งสว่าง ผู้แทนกลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน, นายสำเร็จ มูระคา ผู้แทนผู้ประกอบอาชีพแท็กซี่อิสระ ฯลฯ

3. แรงงานนอกระบบของประเทศไทยปี 2551 มีจำนวนประมาณ 24.1 ล้านคน และแรงงานในระบบมีจำนวนประมาณ 13 ล้านคน แรงงานนอกระบบจึงมีขนาดใหญ่กว่าแรงงานในระบบเกือบ 2 เท่าตัว และแนวโน้มในปี 2552 แรงงานนอกระบบจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากแรงงานในระบบถูกเลิกจ้างจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบโดยปริยาย

4. เวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบมีข้อสรุปข้อเสนอตามข้อ 1)-4)

5. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 40 บัญญัติให้บุคคลที่ไม่ใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

6. สำนักงานประกันสังคมได้ศึกษาและกำลังดำเนินการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ตามข้อ 1) และการจ่ายเงินสมทบตามข้อ 4) สำหรับข้อเสนอให้รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบตามข้อ 3) เป็นข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงแรงงานได้รวมอยู่ในการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งร่างแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว (โดยที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสนอโดยรัฐบาลที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง หากเห็นควรดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปให้มีหนังสือแจ้งยืนยันมา ซึ่งขณะนี้ยังมิได้รับหนังสือตอบผลการพิจารณา) สำหรับกรณีข้อเสนอให้รัฐบาลประเดิมร่วมจ่ายเงินสมทบมาตรา 40 จำนวน 2,000 บาท สำหรับแรงงานนอกระบบในปีแรก (ปี 2552) ตามข้อ 2) เห็นสมควรเป็นการพิจารณาในระดับนโยบายเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ

ด้านต่างประเทศ


ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ
กระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่า

1. สาธารณรัฐเกาหลีจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2552 ที่เกาะเจจู ในการนี้ อาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีเห็นพ้องที่จะให้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสดังกล่าว

2. สาธารณรัฐเกาหลีในฐานะเจ้าภาพให้ความสำคัญอย่างมากกับการร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ไทยในฐานะประธานอาเซียนและจะทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกับสาธารณรัฐเกาหลี น่าจะร่วมลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เพื่อเป็นการรักษาบทบาทของไทยในฐานะประธานอาเซียน รวมทั้งผลประโยชน์ที่ไทยพึงจะได้รับจากความร่วมมือในกรอบความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี โดยร่างแถลงการณ์ฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

2.1 ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี โดยกล่าวถึงความสำเร็จต่าง ๆ จากความร่วมมืออาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งบทบาทของสาธารณรัฐเกาหลีในการเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียน

2.2 ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในรูปแบบใหม่ต่าง ๆ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การฟอกเงิน ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ รวมทั้งมุ่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล นอกจากนั้น ยังส่งเสริมบทบาทของ สำนักเลขาธิการอาเซียนตามกฎบัตรอาเซียน และสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีผ่านกระบวนการเจรจา

2.3 กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา เน้นการปฏิบัติตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ส่งเสริมความร่วมมือด้านคมนาคมรอบด้าน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงาน โดยสาธารณรัฐเกาหลีจะจัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ ให้แก่อาเซียน รวมทั้งยืนยันว่า สาธารณรัฐเกาหลีจะยังสนับสนุน Official Development Assistance (ODA) แก่อาเซียน

2.4 ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม ส่งเสริมบทบาทของศูนย์อาเซียน-เกาหลีที่จัดตั้งขึ้นที่กรุงโซล ในการเป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองฝ่าย ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งสาธารณรัฐเกาหลีประกาศจะเพิ่มเงินในกองทุนอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลีเป็น 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมปีละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.5 ความร่วมมือสำหรับประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลก ยืนยันจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินโลกโดยไม่ใช่มาตรการกีดกันทางการค้า สนับสนุนการพัฒนาข้อริเริ่มเชียงใหม่ ส่งเสริมมาตรการริเริ่มตลาดพันธบัตรเอเชีย และตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อคอยติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน สนับสนุนความพยายามในการจัดตั้งคลังสำรองข้าวอาเซียน+3 ให้เป็นองค์กรถาวรและร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

3. แถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี และไม่น่าจะเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

การรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสหประชาชาติระดับสูงสุดว่าด้วยวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อการพัฒนา
กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า
1. สมัชชาสหประชาติจะจัดการประชุมสหประชาชาติระดับสูงสุดว่าด้วยวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อการพัฒนา ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2552 ณ สำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ ที่ประชุมกำหนดจะลงมติรับร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมในครั้งนี้ด้วย

2. ร่างเอกสารดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกโดยการประชุมดังกล่าวไม่ใช่เวทีการเจรจา อีกทั้งการรับรองเอกสารดังกล่าวไม่มีการลงนามและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

3. โดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6 – 7/2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ระบุว่า “หนังสือสัญญา” หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกประเภทที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะถูกบันทึกไว้ในเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่เกี่ยวพันกัน และไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร โดยระบุด้วยว่า “ปกติคำแถลงการณ์ร่วมที่ไม่ประสงค์ให้มีผลทางกฎหมายนั้นไม่มีความจำเป็นต้องลงนาม” ดังนั้น ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ซึ่งจะลงมติรับ (adoption) โดยไม่มีการ ลงนาม จึงไม่น่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

การลงนามและรับรองเอกสารสำคัญในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 17
กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 17 ในระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2552 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศพร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและสหภาพยุโรปมีกำหนดการจะร่วมลงนามหรือรับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ดังนี้

1.1 ร่างถ้อยแถลงของประธานร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา) และสหภาพยุโรป (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศสาธารณรัฐเช็ก) ครั้งที่ 17 โดยมีสาระสำคัญยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนและสหภาพยุโรปในการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านต่างๆ รวมถึงการระบุถึงผลการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่างๆ ในภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป

1.2 ร่างวาระกรุงพนมเปญเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการอาเซียนและสหภาพยุโรป ปี 2552 – 2553 โดยมีสาระสำคัญระบุถึงกิจกรรมและโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับสหาภาพยุโรป ซึ่งอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามปฏิญญานูเร็มเบิร์ก ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป ที่ทั้งสองฝ่ายประสงค์จะให้มีการดำเนินการในช่วงปี 2552 – 2553 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมความร่วมมือทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม

1.3 ร่างแถลงการณ์อาเซียนให้ความเห็นชอบต่อการภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสหภาพยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของอาเซียนเพื่อสนับสนุนการภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรี ฯ โดยสหภาพยุโรปเมื่อมีการปรับแก้สนธิสัญญาไมตรีฯ ให้เปิดรับองค์การระดับภูมิภาค โดยการกำหนดพิธีสารฉบับที่สามเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไมตรีฯ ซึ่งในส่วนของไทยร่างพิธีสารฯ ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 ประเทศไทยและอาเซียนท่าทีสนับสนุนการภาคยานุวัติสนธิไมตรี ฯ โดยรัฐนอกภูมิภาคโดยเฉพาะการภาคยานุวัติโดยประเทศคู่เจรจาของอาเซียนซี่งรวมถึงสหภาพยุโรป และการลงนามในร่างแถลงการณ์ฯ สอดคล้องกับมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2552 ที่ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างสารขยายจำนวนภาคีในสนธิสัญญาไมตรีฯ โดยสหภาพยุโรป และการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัฐสมาชิกอาเซียนอื่น 9 ประเทศ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 ที่ประเทศไทยเพื่อเปิดรับสหภาพยุโรปเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการต่อไป

2. กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ร่างเอกสารดังกล่าวทั้ง 3 ฉบับ เป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการกระชับความร่วมมือระหว่างกัน ไม่มีผลในการก่อให้เกิดพันธกรณีต่อประเทศไทยในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เป็นเพียงการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างกว้าง ๆ จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

การดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการคว่ำบาตรสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า
1. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีข้อมติที่ 1533 (2004) กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและตรวจสอบการละเมิดมาตรการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยการคว่ำบาตรทางอาวุธ การห้ามเดินทางผ่านหรือเข้าไปในดินแดน และการอายัดทรัพย์สินของบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าประเภทแร่ธาตุที่นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งต่อมาได้มีการรับรองข้อมติอื่น ๆ ที่สืบเนื่องจากข้อมติดังกล่าว ได้แก่ ข้อมติที่ 1596 (2005), 1807 (2008) และ 1857 (2008) ตามลำดับ โดยข้อมติล่าสุดมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552

2. ไทยในฐานะรัฐสมาชิกสหประชาชาติมีพันธกรณีจะต้องดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ และโดยที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับเพื่อให้ปฏิบัติตามพันธกรณีตามข้อมติข้างต้นได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดและอายัดทรัพย์สิน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบรับรองการดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป โดยให้เป็นไปตามขอบเขตของกฎหมายภายในของไทย โดยมีข้อมูลประกอบ ดังนี้

2.1 มาตรการคว่ำบาตรทางอาวุธ กำหนดให้รัฐสมาชิกสหประชาชาติดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการจัดหาและจำหน่ายอาวุธและวัสดุที่เกี่ยวข้อง การเคลื่อนย้ายหรือขนส่งอาวุธโดยเรือหรืออากาศยานของตน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านคำปรึกษาและการฝึกอบรมทางทหารแก่กลุ่มติดอาวุธสัญชาติคองโกและอื่น ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ด้านตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (บริเวณ North Kivu,South Kivu และ Ituri) และกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาคีของข้อตกลงสันติภาพ (Global/All-inclusive Agreement) ทั้งนี้ ให้ยกเว้นการดำเนินมาตรการข้างต้นในการจัดหาอาวุธและวัสดุ/สิ่งอุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องให้แก่ภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (United Nations Organization Mission in the Democratic Republic of the Congo : MONUC) กองกำลังนานาชาติ (Interim Emergency Multinational Force) และกองทัพ/ตำรวจคองโก การจัดหายุทโธปกรณ์ที่ใช้เพื่อประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการป้องกันตนเอง รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและการฝึกอบรม ซึ่งจะต้องแจ้งให้เลขาธิการสหประชาชาติทราบล่วงหน้า

2.2 การห้ามเดินทาง กำหนดให้รัฐสมาชิกดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลหรือองค์กรตามที่คณะกรรมการฯ ระบุ เดินทางเข้าหรือผ่านดินแดนของรัฐสมาชิก ยกเว้นในกรณีที่คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นไปเพื่อความจำเป็นทางมนุษยธรรม ซึ่งรวมถึงศาสนกิจหรือเพื่อช่วยสนับสนุนการสร้างสันติภาพและความปรองดองแห่งชาติในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาเป็นรายกรณี ทั้งนี้ บุคคลและองค์กรดังกล่าวประกอบด้วย

2.2.1 บุคคลและองค์กรที่ละเมิดมาตรการปิดล้อมทางอาวุธ

2.2.2 กลุ่มผู้นำทางการเมืองและทหารคองโกและสัญชาติอื่นที่ละเมิดการปลดอาวุธและการนำผู้ติดอาวุธกลับคืนสู่สังคม โดยยกเว้นกรณีการเดินทางซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและการนำผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาลงโทษ

2.2.3 กลุ่มผู้นำทางการเมืองและทหารที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ทหารเด็ก และปัจเจกบุคคลที่ทำร้ายหรือล่วงละเมิดต่อเด็กในด้านต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ

2.2.4 ผู้นำทางการเมืองและทหารของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่ปฏิบัติการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ผู้นำทางการเมืองและทหารของกลุ่มเผด็จการทหารคองโกที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติและขัดขวางการปลดอาวุธของสมาชิกในกลุ่ม ผู้นำทางการเมืองและทหารคองโกซึ่งใช้ทหารเด็กในปฏิบัติการขัดแย้งทางอาวุธ ปัจเจกบุคคลซึ่งปฏิบัติการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการทำร้ายหรือล่วงละเมิดเด็กและสตรีภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ บุคคลที่ขัดขวางการเข้าถึงและการแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และบุคคล/องค์กรที่สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมายในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยผ่านการค้าทรัพยากรธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ โดยขอให้รัฐสมาชิกจัดส่งรายชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและองค์กรที่เข้าข่ายการถูกคว่ำบาตรให้คณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาประกอบการจัดทำและปรับปรุงรายชื่อบุคคลและองค์กรที่เข้าข่ายการถูกคว่ำบาตรข้างต้น

2.3 การอายัดทรัพย์สิน กำหนดให้รัฐสมาชิกดำเนินมาตรการเพื่ออายัดเงินทุนและสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในการครอบครองหรือการควบคุมของบุคคลและองค์กร โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาเช่นเดียวกับมาตรการห้ามเดินทาง

2.4 การควบคุมการค้าแร่ธาตุ สนับสนุนให้รัฐสมาชิกดำเนินมาตรการตามที่เห็นสมควรเพื่อให้ผู้นำเข้า อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากแร่ธาตุของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกตรวจสอบผู้จัดหาและแหล่งที่มาของแร่ธาตุ

2.5 คณะมนตรีความมั่นคงฯ เรียกร้องให้รัฐสมาชิกให้ความร่วมมือในการดำเนินมาตรการ
คว่ำบาตรตามข้อมติ และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการฯ ทราบ

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ปี 2553 (ค.ศ.2010)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้รัฐบาลร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 14 (International Anti-Corruption Conference : IACC) ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลในการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

ด้านการศึกษา


คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

1.เห็นชอบในหลักการโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) ที่ปรับเพิ่มห้องเรียนวิทยาศาสตร์อีก 20 ห้องเรียน ภายในระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553-2555 จนนักเรียนจบการศึกษาในปี 2557 ซึ่งเมื่อปรับเพิ่มห้องเรียนวิทยาศาสตร์ดังกล่าวแล้วมีผลทำให้มีกรอบวงเงินงบประมาณของโครงการ วมว. ตลอดโครงการเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,036 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้สำนักงบประมาณให้การสนับสนุนงบประมาณต่อไป

2. การปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของโครงการ วมว. เป็น 200,000 บาทต่อคนต่อปี

3. การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารของโครงการ วมว. เพื่อทำหน้าที่ดูแล กำกับ และติดตามการดำเนินงานโครงการ

ทั้งนี้ ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย

การแต่งตั้ง


การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รายงานว่า

1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สช.) มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจัดตั้ง (พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2495
พ.ศ. 2508 และพ.ศ. 2550 ตามลำดับ) ในการจัดทำสำมะโนต่าง ๆ โดยได้ดำเนินการจัดทำสำมะโนประชากรครั้งแรกปี พ.ศ. 2503 ต่อมาได้จัดทำทุก 10 ปี โดยนับแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ได้จัดทำสำมะโนเคหะไปพร้อมกับการทำสำมะโนประชากร และในปี พ.ศ. 2553 นี้ จะเป็นการทำสำมะโนประชากรครั้งที่ 11 ของประเทศไทย

2. การจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน ลักษณะของประชากร และลักษณะที่อยู่อาศัยของประชากรทุกคนในประเทศตามที่อยู่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลในระดับพื้นที่ย่อย (อบต. หมู่บ้าน เทศบาล) เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายเพื่อการบริหาร การวางแผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างเหมาะสมทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นที่ย่อย และเพื่อใช้เป็นข้อมูลฐานในการคาดประมาณจำนวนประชากรในอนาคต

3. โครงการสำมะโนประชากรและเคหะเป็นโครงการขนาดใหญ่ครอบคลุมประชากรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ (ประมาณ 65 ล้านคน จาก 20 ล้านครัวเรือน) มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2554 โดยใช้งบประมาณทั้งโครงการประมาณ 1,040 ล้านบาท โดยปี พ.ศ. 2551 สช. ได้รับงบประมาณ จำนวน 21.6 ล้านบาท ในการวางแผนเตรียมงานและการทำสำมะโนประชากรและเคหะทดลอง พ.ศ. 2551 โดยเลือกบางพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก ปี พ.ศ. 2552 สช. ได้รับงบประมาณจำนวน 30.5 ล้านบาท ในการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะล่วงหน้า พ.ศ. 2552 โดยเลือกเขตหลักสี่ แขวงตลาดบางเขน ในการปฏิบัติงานดังกล่าว และปี พ.ศ. 2553-2554 สช. ได้ประมาณการงบประมาณเป็นจำนวน 988.2 ล้านบาท เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทุกจังหวัดในปี พ.ศ. 2553 และเสนอรายงานผลเบื้องต้นรายจังหวัด รายภาคและทั่วราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2553 หลังจากนั้นจะเสนอรายงานผลล่วงหน้าและรายงานผลฉบับสมบูรณ์รายจังหวัด รายภาค และทั่วราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2554

4. สช. ได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 กับ 8 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551 เพื่อร่วมมือและระดมทรัพยากรและองค์ความรู้ ที่มีอยู่ในแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันพัฒนาระบบอย่างบูรณาการ

5. สช. พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ และมีการบูรณาการทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีอยู่ในแต่ละหน่วยงานได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการบริหารโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 30 คน เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการดังกล่าว

องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ

องค์ประกอบ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนที่ 1 รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนที่ 2 รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนที่ 3 ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ผู้แทนกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้แทนวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิชาการสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยสำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดเก็บข้อมูลสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ นักวิชาการสถิติเชี่ยวชาญ สำนักงานสถิติแห่งชาติ นักวิชาการสถิติเชี่ยวชาญ สำนักงานสถิติแห่งชาติ นักวิชาการสถิติเชี่ยวชาญ สำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการสำนักสถิติเศรษฐกิจสังคมและประชามติ 2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วย หัวหน้ากลุ่มสถิติประชากร สำนักสถิติเศรษฐกิจสังคมและประชามติ 2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ นักวิชาการสถิติชำนาญการ สำนักสถิติเศรษฐกิจสังคมและประชามติ 2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ นักวิชาการสถิติชำนาญการ สำนักสถิติเศรษฐกิจสังคมและประชามติ 2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

อำนาจหน้าที่
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้
1. พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553
2. ให้คำปรึกษา แนะนำ และกำกับการดำเนินงานตามโครงการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด
3. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็น
4. พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการ

การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้

1. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และค่าใช้จ่าย ดังนี้

องค์ประกอบ นายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายอัชพร จารุจินดา นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ นายดุสิต นนทะนาคร ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) เป็นเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์) รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง (นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ) ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนงบประมาณ สำนักงบประมาณ (นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

1) ติดตามและเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้สามารถดำเนินการได้ตามกำหนดระยะเวลา และสามารถกระจายเม็ดเงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีโดยตรงเป็นประจำทุกเดือน

2) ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการของส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุมัติงบประมาณภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 เพื่อให้โครงการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบประมาณได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า

3) ให้ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2

4) เชิญหน่วยงานของรัฐที่ได้รับอนุมัติโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาให้ข้อมูลและชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ

5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม

ค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2. เห็นชอบให้ทบทวนอำนาจหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ในส่วนการกำกับ ติดตามการดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 แทน

แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเสนอแต่งตั้งนายจุมพล รอดคำดี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนด้านการสื่อสารมวลชนในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ แทนนายมานิจ สุขสมจิตร ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 1 ราย คือ พลเอก สุภาษิต วรศาสตร์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย ดังนี้
1. นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. นายเฉลิมพร พิรุณสาร รองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาระดับสูง) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

3. นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ (นักบริหาระดับสูง) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

4. นายศุภชัย บานพับทอง อธิบดี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี จำนวน 9 ราย ตามความในมาตรา 5(5) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบวาระสองปี โดยมีรายชื่อดังนี้ 1. นายสุเมธ ตันธุวนิตย์ 2. นายเชาวลิต เมธยะประภาส 3. นายเสถียร วงศ์วิเชียร 4. นายภูมินทร์ หะรินสุต 5. นาวาเอก ชุมพล พรหมประสิทธิ์ 6. ศาสตราจารย์ ดร. ไผทชิต เอกจริยกร 7. นางคมคาย ธูสรานนท์ 8. นายสุวิทย์ รัตนจินดา 9. ศาสตราจารย์ ดร. เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

ขอความเห็นชอบแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การสวนยาง
ณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายชูชาติ ตันอังสนากุล เป็นผู้อำนวยการองค์การสวนยาง โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ 124,700 บาท และให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป

ขออนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการในคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการในคณะกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จากเดิม 11 คน เป็น 15 คน ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ เพื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ครบตามจำนวนต่อไป

ที่มา – สรุปข่าวประชุมครม.