บทบรรณาธิการจดหมายข่าว สมาคมเศรษฐศาสตร์และการเงินไทยในต่างประเทศ (Overseas Thai Economic and Finance Association : OTEFA) ฉบับที่ 2
โดย ผศ. ดร. กานดา นาคน้อย จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู
แปลโดย Siam Intelligence Unit
สิ่งที่เกิดขึ้นกับวอลล์สตรีทกลายเป็นโรคระบาดในที่สุด บรรดามหาวิทยาลัยต่างก็ไม่มีการป้องกันวิกฤตจากวอลล์สตรีทด้วย วิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพในปี 2550 เติมความสนใจครั้งใหม่ให้กับวิชาเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ต่างพากันค้นหาคำตอบที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ผลกระทบ และวิธีแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น บรรดาศาสตราจารย์ต่างก็ยุ่งกับการรับโทรศัพท์ ให้สัมภาษณ์ออกสื่อ เข้าร่วมวงเสวนา การประชุม และสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
โชคร้ายที่ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ไม่ได้ยืนยาวนัก เพราะวิกฤตนั้นใหญ่โตและกินเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นมุมมองที่แตกต่างกัน ก็ยิ่งแบ่งแยกนักเศรษฐศาสตร์ที่มาจากหลากหลายสกุลความคิด วิกฤตเศรษฐกิจในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤตในวิชาชีพทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงระดับที่ว่านักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนต่างโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยเรื่องส่วนตัวผ่านงานที่เผยแพร่ในสาธารณะ ((โปรดดู “Economists Debate: Krugman vs. Cochrane,” by Larry Swedroe (2009) and references therein: http://moneywatch.bnet.com/investing/blog/wise-investing/economists-debate-krugman-vs-cochrane/851/)) นอกเหนือจากผลกระทบต่อเหล่าปัญญาชนแล้ว วิกฤตยังส่งผลกระทบทางการเงินที่ร้ายแรงต่อชุมชนทางวิชาการอีกด้วย

ที่มา : Flickr โดย wallyg, สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ CC
งบประมาณตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ ถูกหั่นลงอย่างมาก สำหรับสถาบันสาธารณะแล้ว การหั่นงบประมาณจะตามมาในทันทีหลังการการขาดดุลงบประมาณของรัฐ แต่ในด้านสถาบันเอกชน การตกต่ำของตลาดหุ้นทำให้เกิดการขาดทุนอย่างหนักในมูลค่าของกองทุนพัฒนา (Endowment Fund) ((ตัวอย่างเช่นในปี 2552 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้รายงานการขาดทุนมากกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าในกองทุนพัฒนา : http://news.stanford.edu/news/2009/september21/endowment-numbers-092409.html)) บรรดามหาวิทยาลัยตอบสนองต่อวิกฤตงบประมาณด้วยหลากหลายวิธีการด้วยกัน เช่นการไม่จ้างบุคลากรเพิ่ม การปลดพนักงาน และการตัดค่าใช้จ่าย มาตรการที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งมากที่สุดก็คือการขึ้นค่าธรรมเนียม และค่าเทอม โดยมหาวิทยาลัยแห่งคาลิฟอร์เนียเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อนเพื่อนในเดือนพฤศจิกายน ด้วยการอนุมัติการเพิ่มค่าธรรมเนียมอีก 32 เปอร์เซ็นต์ ((โปรดดู “นักศึกษาประท้วงการขึ้นค่าเล่าเรียน โดย Malia Wollan and Tarmar Lewin (2009): http://www.nytimes.com/2009/11/21/us/21tuition.html)) และมั่นใจได้เลยเลยว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมย่อมทำให้นักศึกษาออกมาพากันประท้วง ซึ่งไม่ต่างกับการออกมาประท้วงมาตรการขึ้นภาษีที่กำหนดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในประเทศหลังวิกฤตทั้งหลาย
ในความเป็นจริงแล้ว มาตรการภาษีเป็นนโยบายที่ใช้กันเป็นปกติเมื่อเกิดการขาดดุลงบประมาณมาเป็นศตวรรษแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารจะพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ออกมาใหม่ การที่ให้รัฐบาลกู้เงิน (monetization) เพื่อสร้างหนี้สาธารณะเช่นนี้เรียกว่า “ภาษีเงินเฟ้อ” (inflation tax) นี่เป็นการถ่ายโอนทรัพยากรจากสาธารณะไปยังรัฐบาลด้วยการขึ้นราคาสินค้าและการบริการด้วยความเสี่ยงของวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต หากสาธารณะชนคาดว่าจะมีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและนานขึ้นในอนาคต ภาษีเงินเฟ้อจะเปลี่ยนไปเป็น การที่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง (runaway inflation) และวิกฤตค่าเงิน
ในปี 2550 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) และธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งรอบโลกพากันตอบสนองวิกฤตการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย และขยายขอบเขตหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกันเงินกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ นอกเหนือจากนี้ วาณิชธนกิจหลัก หลายแห่งต่างก็แปลงตนเองเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่ออาศัยประโยชน์จากการเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำจากธนาคารกลาง การขยายปริมาณเงิน (money supply) ยังคงเป็นอยู่ต่อเนื่องมาอีกมากกว่าสองปี และสร้างความกังวลว่าการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นไปอีก ในเวลาเดียวกันปริมาณสินค้า การบริการ และแรงงานที่ล้นเกิน ก็จะสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อให้ลดต่ำลง ในท้ายที่สุดบรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็จะพากันไปถกเถียงเพื่อสนับสนุนหรือไม่ก็คัดค้านว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตค่าเงินดอลลาร์กันต่อไป
ในกรณีของมหาวิทยาลัย การขึ้นค่าเทอมและค่าธรรมเนียมมีส่วนคล้ายกับภาษีเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดอุปทานทางด้านการศึกษา ซึ่งต่างจากธนาคารกลางที่เป็นผู้ผูกขาดปริมาณเงิน ในทางทฤษฎีแล้ว พวกนักศึกษาสามารถย้ายข้ามมหาวิทยาลัยหรือข้ามรัฐ (หรือแม้แต่ข้ามประเทศ) เพื่อทำกำไร (arbitrage) จากส่วนต่างด้านราคา แต่ในทางปฏิบัติต้นทุนธุรกรรมของทางเลือกเหล่านี้ค่อนข้างมีราคาสูง ด้วยเหตุผลนี้การขึ้นค่าเทอมและค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่จะถูกใช้กับนักศึกษาใหม่มากกว่านักศึกษาที่เข้าเรียนอยู่แล้ว
วิวาทะเกี่ยวกับต้นทุนวิกฤตตกมายังคำถามสองข้อดังต่อไปนี้ ข้อแรกคือมันมีมูลค่าเท่าไหร่? อีกข้อหนึ่งคือใครจะเป็นคนจ่าย? และเนื่องจากวิกฤตนั้นมีต้นกำเนิดในภาคการเงิน ทำให้มีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนคิดข้อเสนอเพื่อเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยง ((โปรดอ่าน “ข้อเรียกร้อง Tobin tax กำลังสร้างแรงกดดันมากขึ้นในสหรัฐฯ” โดย Andrew Clark (2009): http://www.guardian.co.uk/business/2009/nov/23/tobin-tax-supporters-pressure-united-states)) หากมองว่าจำนวนธุรกรรมมีเป็นปริมาณมหาศาล อัตราภาษีที่มีขนาดเล็กน้อยจะสร้างรายได้โดยรวมเป็นจำนวนมาก แต่ภาคส่วนใดของภาคการเงินควรจะถูกเก็บภาษีเล่า? เราควรจะคิดค้นองค์กรเหนือรัฐขึ้นมาใหม่หรือไม่?
ข้อถกเถียงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป.
OTEFA Newsletter Dec 2009
หมายเหตุ:
- ดาวน์โหลดจดหมายข่าวฉบับนี้ได้จาก http://www.krannert.purdue.edu/faculty/knaknoi/otefa/OTEFA_Newsletter_Dec_2009.pdf (เอกสาร PDF)
- บรรณาธิการจดหมายข่าวของ OTEFA ประกอบไปด้วย ผศ. ดร. กานดา นาคน้อย จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู และ ผศ. ดร. ประมวล บุญกาญจน์วนิชา จาก ESCP Europe วิทยาเขตปารีส
- วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง OTEFA คือเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างนักวิชาการด้าน เศรษฐศาสตร์และการเงินคนไทยซึ่งมีภูมิลำเนาหรือทำงานอยู่ต่างประเทศ ทั้งนี้คาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมให้มีความร่วมมือ และเปิดให้มีการหยิบยกประเด็นต่างๆ ในแวดวงเศรษฐศาสตร์การเงิน มาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
- อ่านจดหมายข่าว OTEFA ฉบับที่ 1
