วานนี้ (24 มีนาคม 2554) สื่อต่างประเทศหลายฉบับได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ หรือที่เรียกกันว่า Fukushima 50 (ฟูกุชิมาฟิฟตี้) สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งภาพต่าง ๆ ข้างล่างนี้แสดงถึงสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องเผชิญอยู่ ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเสี่ยง และเต็มไปด้วยความกดดันอย่างสุด ๆ พวกเขาต้องใช้แสงสว่างจากไฟฉาย ภายใต้ซากปรักหักพังของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง แต่พวกเขาก็ยังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันโดยไม่ท้อถอย เพื่อหวังว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์รุนแรงจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในครั้งนี้ให้กลับมาเป็นปกติในที่สุด




ภาพการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ขณะกำลังซ่อมแซมสายส่งไฟฟ้า
(ที่มา – mediaite.com)
ทำไมมนุษย์เราถึงเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่น ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดมนุษย์เราอย่างเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ที่เห็นในภาพเหล่านี้แสดงความเห็นอกเห็นใจ เสี่ยงชีวิตต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ต่อกัน ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันมาก่อน
ทั้งที่ในความเป็นจริง หากตัดสินด้วยวิธีคิด “เชิงเศรษฐศาสตร์” ที่มองว่ามนุษย์เราต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับแรก และวิธีคิดที่มีเหตุมีผลคือเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องขอยุติการปฏิบัติหน้าที่และพาครอบครัวของตนเองถอยออกห่างจากบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาให้ไกลที่สุด
แต่ทำไมพวกเขาจึงไม่ยอมหนี ไม่เพียงไม่หนีแต่พวกเขายังจับมือกันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อฝ่าฟันภารกิจที่ไม่มีใครอยากทำมากที่สุด
ฮ่องกงแต่งเพลงให้กับฟูกุชิมาฟิฟตี้
人々が感謝してる
その勇気が 光のように
涙が出るかも
傷つく事でも
「もう帰らない」とเราเป็นหนี้ต่อผู้คนเหล่านี้
ผู้คนที่แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างแห่งความกล้าหาญ
ผู้คนที่เราจำต้องหลั่งน้ำตาให้ ด้วยความรวดร้าว
โปรดเถิดโปรดคืนกลับยังบ้านของเรา
ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือวิธีคิดแบบดาร์วิน ต่างก็ทำนายว่าสิ่งมีชีวิตต่างต้องเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดให้ได้เป็นอันดับแรก กระนั้นในธรรมชาติก็ยังมีตัวอย่างเช่น หมาป่าแบ่งปันอาหารที่มันหาได้ให้กับฝุง หรือนกกระจอกที่รับภาระในการดูต้นทางเพื่อเตือนภัยฝูงหากมีเหยี่ยวบินมาใกล้
คำอธิบายหนึ่งที่อาจจะพอฟังขึ้นคือ ทฤษฏีคัดเลือกของคินซึ่ง Rober Trivers, EO Wilson และ Richard Dawkins ชี้ว่าที่อธิบายว่าในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มียีนที่ใกล้เคียงกันของสมาชิกครอบครัว และเครือญาติ ดังนั้นการที่สิ่งมีชีวิตจะเอื้ออาทรต่อสมาชิกครอบครัวหรือเครือญาติ ก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับการเห็นประโยชน์ของตัวเอง (เพราะความใกล้เคียงกันของระบบยีน) เพื่อส่งผ่านความเป็นตัวตนไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป
ปัญหาคือคำอธิบายแบบนี้อาจใช้ได้ดีกับพวกสัตว์ต่าง ๆ แต่สำหรับมนุษย์เราอาจขัดกับความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกันแม้จะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ญาติกันเลย อย่างที่เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาเป็น มีผู้พยายามผลิตคำอธิบายว่าอาจเป็นไปได้ที่บรรพบุรุษของมนุษย์อาจมีความใกล้ชิดเป็นเครือญาติเดียวกันมากกว่าที่เราเคยคิด
ในขณะที่อีกคำอธิบายมองว่านี่เป็นผลผลิตเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้มนุษย์รู้จักสร้างพันธมิตรระหว่างคนแปลกหน้า เพื่อในที่สุดจะสามารถใช้พลังรวมหมู่ในการฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายแบบใดก็ตามความผูกพัน ความเอื้ออาทร และการเคียงบ่าเคียงไหล่เสี่ยงชีวิตเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคดังที่เราได้เห็นในกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมา (ฟูกุชิมาฟิฟตี้) ในครั้งนี้ ก็เห็นจะเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าที่สุดที่มนุษยชาติมีอยู่ตัวเขาเราทุกคน
“ฟูกุชิมาฟิฟตี้” คือใคร
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ คือคำเรียกขานกลุ่มเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมา ไดอิจิ ซึ่งยืนยันจะปฏิบัติภารกิจต่อในขณะที่เกิดไฟไหม้ขึ้นที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 จนทำให้ TEPCO มีคำสั่งอพยพเจ้าหน้าที่จำนวน 750 คน
วันถัดมามีเจ้าหน้าที่พิเศษมาสมทบ เจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานเดิม 50 คนนั้น อีก 120 คน แต่ชื่อฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกเรียกขานจากสื่อมวลชนเพื่อให้หมายถึงเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อกอบกู้ภัยพิบัตินิวเคลียร์อยู่
ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 มีเจ้าหน้าที่จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวา, โตชิบา, ฮิตาชิ, TEPCO และจากบริษัทลูกของ TEPCO เช่น TEP Industry และ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม TEP เข้าร่วมสมทบเพิ่มรวมเป็นจำนวนเจ้าหน้าที่ถึง 580 คน
ฟูกุชิมาฟิฟตี้ ถูกมอบหมายภารกิจให้หาทางรักษาสภาพของเตาปฏิกรณ์ (มาตรการหลักคือการฉีดน้ำทะเลเพื่อรักษาระดับความเย็น) คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ไม่ก็ไม่ต้องการมีทายาทแล้ว (เพื่อลดผลกระทบจากกัมมันตภาพต่อการให้กำเนิดบุตร) และโดยส่วนใหญ่ก็อาจได้รับผลกระทบด้านกัมมันตภาพไม่เกินกว่าอายุขัยที่เหลืออยู่ มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 20 คนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่หนึ่งรายได้รับกัมมันตภาพรังสีเกินขนาดเมื่อพยายามเข้าไปจัดการปัญหาไอน้ำจากอาคารห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาจะ “ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถจนถึงระดับขีดจำกัด” ในขณะที่อีกคนก็แสดงความไม่แน่ใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและยอมรับว่าในขณะนี้พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ ๆ เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสีในระดับสูง
ในขณะที่ซาจิโกะ ฮามาดะ ซึ่งเป็นบุตรีของหนึ่งในเจ้าหน้ัาที่ ๆ กำลังปฏิบัติหน้าที่ ที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่ได้พบหน้าบิดามาเป็นสัปดาห์แล้ว และเธอหวังแต่เพียงให้บิดาของเธอกลับบ้านมาด้วยความปลอดภัย
TEPCO ให้ข้อมูลของฟูกุชิมาฟิฟตี้ เหล่านี้ออกมาต่อสาธารณะน้อยมาก (จนเืมื่อมีการเปิดเผยภาพถ่ายการปฏิบัติงานของพวกเขาวานนี้) โดยให้เหตุผลว่าด้วยเหตุผลความเป็นส่วนตัว (privacy)
เบื้องลึกคำสั่งเบื้องสูง
มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมาขณะที่สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นรายงานเหตุระเบิด (จากปฏิกิริยาไฮโดรเจน) ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ สำนักข่าวเกียวโดอ้างอิงแหล่งข่าวว่า นายกรัฐมนตรี เนาโตะ คัน ของญี่ปุ่น ระเบิดอารมณ์ต่อหน้าผู้บริหารบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว (Tokyo Electric Power Co. Inc หรือ TEPCO) ว่า “มันเกิดนรกอะไรขึ้น?”
เนาโตะ คัน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคำราม “ถ้าพวกคุณไม่จัดการปัญหานี้ พวกคุณล้มแน่”
ในขณะที่ผู้บริหาร TEPCO เสนอแผนอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าทั้งหมด แต่นายกฯ คัน ปฏิเสธพร้อมกล่าวว่าแผนอพยพที่ว่านั่น “ทำให้บริษัทพวกคุณล้มแน่ 100%” ในขณะที่วันถัดมา TEPCO ยังสั่งอพยพเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้า 750 คน แต่ยังเหลือ “วีรบุรุษนิวเคลียร์” ฟูกุชิมาฟิฟตี้ อาสาแก้ไขสถานการณ์ต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ยูเฮ ซาโตะ ผู้ว่าฯ เมืองฟูกุชิมาโทรศัพท์หา นายกฯ คัน พร้อมแจ้งเขาว่า “ระดับความหวาดกลัวและความโกรธแค้นของประชาชนในท้องที่ พุ่งขึ้นถึงระดับขีดจำกัดแล้ว” ซาโตะยังย้ำให้รัฐบาลกลางต้องทำอะไรมากกว่านี้เพื่อทำให้วิกฤตนิวเคลียร์ครั้งนี้ยุติลงให้ได้ และ TEPCO จะต้อง “ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาให้เร็วกว่านี้กับรัฐบาลกลาง”
อย่างไรก็ตามวิกฤตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นยังผลทำให้ หุ้นของ TEPCO ร่วงลงมามากกว่า 50% ภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ นายกฯ เนาโตะ คัน ยังได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าฟูคุชิมา “พร้อมแล้วที่จะสละชีวิต”
เบื้องหลังวีรบุรุษนิวเคลียร์ ฉายภาพให้เห็นถึงการเมืองเบื้องลึกของญี่ปุ่น ที่สะท้อนถึงความหวาดหวั่นในเสถียรภาพอย่างถึงที่สุดของชนชั้นนำญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปราศจากพลังงาน ทรัพยากรและแร่ธาตุที่จำเป็น ประเทศนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งในทศวรรษนี้มีความผันผวนอย่างยิ่งทั้งจากสงครามและการปฏิบัติประชาชนที่กำลังแพร่สะพัด
ประเทศนี้เคยหาญกล้าเข้าถล่มยักษ์ใหญ่มะกัน ด้วยยุทธการโจมตีอ่าวเพิร์ลแบบสายฟ้าแลบจนกระทั่งลากจูงญี่ปุ่นทั้งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนยับเยินด้วยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าเบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนั้น เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่างเสนาธิการทหารญี่ปุ่นสองฝ่าย คือกองทัพบกเสนอการรุกรานไซบีเรียของสหภาพโซเวียต ในขณะที่ฝ่ายกองทัพเรือเสนอการรุกรานอ่าวเพิร์ล ขยายปฏิบัติการทางทะเลตัดกำลังสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยุโรป เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานและแหล่งแร่ธาตุในเขตเอเชียแปซิฟิค
และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกล้าเปิดศึกกับ “ยักษ์หลับ” ของโลก — สหรัฐอเมริกา พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโตะ แม่ทัพเรือของจักรวรรดิญี่ปุ่นรำพึงขึ้นมาว่า “เรากำลังปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นเสียแล้ว” จากยุทธการอ่าวเพิร์ล
ญี่ปุ่นที่ฝันร้ายจากนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา ต้องประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขพลิกทิศทางนโยบายความมั่นคงของประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากประเทศที่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือ สู่ประเทศที่ชิงชังสงคราม (รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นห้ามการส่งกองกำลังทหารไปยังต่างประเทศ) จากประเทศที่ใช้นโยบายอุตสาหกรรมทางทหารเป็นการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ จากประเทศที่พยายามสร้างเขตอิทธิพลจากกำลังทหารของตนเอง เป็นประเทศที่พึ่งพาการคุ้มกันจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่
มีเพียงประเทศเดียวในโลกนี้ที่สามารถพลิกนโยบายสาธารณะด้านความมั่นคงแบบนี้ไปมาได้ โดยไม่ทำให้ประเทศฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ ที่อาจเหมือนเกิดขึ้นในประเทศอื่น เพราะความมีระเบียบวินัยอย่างสูงของสังคมญี่ปุ่น ชนชั้นนำที่พร้อมจะเปิดรับสมาชิกใหม่ ๆ ที่มีความสามารถเข้าร่วม และการเชื่อฟังของพลเมืองต่อชนชั้นนำ ลองพิจารณาสังคมที่ไม่มีการแย่งชิง หรือฉกฉวยขณะเกิดเหตุสึนามิปี 2554 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ต้องใช้กำลังรัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งบางทีระเบียบสังคมของญี่ปุ่นอาจมีมากเกินไปด้วยซ้ำ จนสร้างแรงกดดันให้กับสมาชิกในสังคม (ญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า ต้องย้ำหัวตะปูที่โผล่ขึ้นมาผิดปกติจากตะปูตัวอื่น)
ประเทศอย่างญี่ปุ่นนี้ ในขณะนี้กำลังเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่เร่งเวลาที่ญี่ปุ่นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เน่าเฟะจนถึงขีดสุด ระบบเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นไม่เคยปรับเปลี่ยนมาได้และพยายามถูลู่ถูกังไปให้ได้เป็นสิบๆ ปี โดยหวังอย่างไร้อนาคตว่ามันจะดีขึ้นในวันหนึ่ง ญี่ปุ่นในวันพรุ่งจะปรับโฉม (transform) ตนเองไปเป็นประเทศเช่นไร ระหว่างการกลับไปมีท่าทีแข็งกร้าวในอดีต หรือทะยานโผบินจากเถ้าถ่านพร้อมนวัตกรรมใหม่ ยังคงต้องจับตาดู
ที่แน่ ๆ ปฏิกิริยาของ “เนาโตะ คัน” นี่แหละ คือท่าทีแท้จริงของชนชั้นนำญี่ปุ่น ความหวั่นไหวต่อเสถียรภาพอันไม่มั่นคงของประเทศที่เดินอยู่บนเส้นลวด และพร้อมที่จะทำการอันใดอันหนึ่งที่เฉียบขาด แม้ว่านั่นจะหมายถึงชีวิตของสมาชิกในสังคม
ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ยินดี

