“เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (จบ)

November 19, 2008

“ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” แสดงถึงการต่อสู้ของกรรมกรเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งได้อย่างมีศิลป์ มีความเลิศล้ำอลังการ การนำเนื้อหาการต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะในกรณีนี้ นอกจากจะไม่ทำให้เสียรสแล้ว ยิ่งกลับเพิ่มรสชาติขึ้นอีกด้วย เพราะอย่างที่กล่าวมาแล้ว บทกวีแบบอยุธยานั้น แม้จะมีความวิจิตร ปลุกเร้าสัมผัสแห่งอารมณ์ แต่ยังขาดชีวิตคนตัวเป็นๆ ขณะที่ “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” ได้นำภาพการต่อสู้ของกรรมกรที่มีเลือดมีเนื้อมีชีวิตมาใส่ไว้ได้อย่างดีเด่นเป็นเอก ยิ่งกว่านั้น หากเราไม่รู้มาก่อนว่า “ผู้ประพันธ์มีอุดมการณ์สังคมนิยม” เราคงดูไม่ออกว่า นี่เป็นการเขียนเพื่อรับใช้สังคมนิยม

บางคนอาจคิดว่าผู้ประพันธ์เป็นกวีอนุรักษ์ที่นิยมขนบโบราณก็ย่อมได้ โดยดูจากรูปแบบที่มีกลิ่นไออยุธยา อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์ คือ ชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มีน้ำตา มีการต่อสู้ มีการแสวงหาอิสระและเสรีภาพ ส่วนอุดมการณ์หรืออะไรทำนองนั้นเป็นแต่เพียงส่วนที่เราใส่เข้าไปเท่านั้น เรานำมันไปอธิบายความเป็นมนุษย์ เรานำมันไปต่อสู้เพื่อเรียกร้อง แต่เมื่ออุดมการณ์นั้นล้าสมัยไป สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ชีวิต” เท่านั้น ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้

หากเราพิจารณาครอบครัวกรรมกรในเรื่อง มันคือครอบครัวกรรมกรที่มีอยู่ทั่วไป มีความอดอยากยากเข็ญ มีความพยายามต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง เหมือนดั่งที่คนทุกยุคทุกสมัยก่อนที่จะมีอุดมการณ์สังคมนิยมได้เผชิญกันมา ไม่ว่าจะเป็น สปาร์ตาคุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ผู้รบพุ่งเพื่อปลดปล่อยทาสที่โดนทารุณร้าย, โมเสสผู้นำชนเผ่าของตนหลบหนีจากความกดขี่ของฟาโรห์, หรือแม้แต่กบฎชาวนาทุกยุคทุกสมัยของจีน ซึ่งยังไม่มีความคิดสังคมนิยม เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนฮ่องเต้องค์ใหม่เท่านั้น
เลิศกวีชิ้นนี้สมควรเป็น “มหาอมตนิพนธ์” เพราะสามารถผสานรูปแบบที่เพริศพริ้งอลังการหล่อหลอมเข้ากับเนื้อหาที่ร้อนแรงเร่งเร้า ซับซ้อนสับสนของชีวิตเดินดินได้อย่างลงตัว ประดุจเพชรจรัสแสงที่เจียระไนจากเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ ผู้อ่านไม่รู้สึกว่านี่เป็นการยัดเยียดอุดมการณ์สังคมนิยมโดยไร้ซึ่งศิลปะแห่งวรรณศิลป์ซึ่งบทกวีที่ดีควรจะมี และหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเนื้อหาอันเป็นการต่อสู้ หยุดงาน และประท้วงนั้น มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายความรู้สึกอันทุกข์ระทมของชีวิตที่ยากลำบาก ความสับสนระหว่างส่วนรวมกับส่วนตัวของแก้ว(กรรมกรในเรื่อง) โดยผ่านการพบเห็นภาพความทุกข์ตรมอ่อนระโหยของน้องและแม่ ซึ่งขัดแย้งกับความสามัคคีที่พี่น้องกรรมกรต้องการจากเธอ รวมถึงการบรรยายฉากและบรรยากาศที่งามเลิศอลังการ ทั้งหมดนี้คือส่วนประกอบที่จำเป็นยิ่งของวรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็น นวนิยาย บทละคร บทกวี ฯลฯ

“นายผี” ได้นำมาความละเมียดละไมทั้งมวลมาผสมผสานกันอย่างเข้มข้น ร้อยเรียงรจนาขึ้นเป็น “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” มหากาพย์ของประชาชน

3. ความงามบนผืนดินแห่งความเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราลองมองไปที่ “อีศาน” ซึ่งเป็นบทกวีสั้นๆ (มี 6 บท ยาว 1 หน้ากระดาษ) แต่งในช่วงเดียวกันคือ ปี 2495 ซึ่งเป็นปีที่ “นายผี” ได้รจนาบทกวีที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ชิ้น (ช่วงอายุ 30-40 ปี เป็นช่วงวัยที่เหมาะสมยิ่งสำหรับกวีและนักประพันธ์ ?) เราจะพบว่าเนื้อหาของบทกวีช่างธรรมดายิ่ง ภาพของชนบทอีสานที่กันดารไร้ซึ่งความเจริญ แต่เมื่อผ่านการรังสรรค์ของนายผี “อีศาน” กลับทำให้เรารู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ สะท้อนสีสันเสน่ห์ความงามในความกันดารทุกข์เข็ญ ถ้าหากใช้แนวคิดเรื่องอารยธรรมและความเจริญมาอธิบาย คงได้คำตอบและภาพที่ไม่น่าประทับใจ เพราะทั้งหมดคือความป่าเถื่อนล้าหลัง แต่สำหรับบทกวี เราสามารถทำให้มันน่าสนใจได้ และเรียกสิ่งนี้ว่า “การสร้างปาฏิหาริย์จากเม็ดทราย”

“ในฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย ก็รีบซาบบ่รอซึม
แดดเปรี้ยงปานหัวแตก แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม
แผ่นอกที่ครางครึม ขยับแยกอยู่ตาปี”

เพียงเท่านี้เราคงเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ “อีศาน” ได้ เพราะโดยเนื้อหาไม่ได้มีอะไรที่น่าปลาบปลื้มใจเลย เป็นเพียงแค่ผืนแผ่นดินที่แห้งแล้ง แต่เมื่อนำมาร้อยเรียงเป็นบทกวี กลับสามารถจุดประกายความงาม ผ่านการร่ายรำของภาษา ภาพแผ่นดินอีสานชัดเจนขึ้นมาทันตา ราวกับแผ่นดินที่แยกนั้นสั่นไหวอยู่เบื้องหน้า เรื่องศิลปะนี้คงเช่นเดียวกับที่ผมเคยไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งถ้าหากเพียงแค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยมเยือน ไปเก็บข้อมูลเพื่อทำวิจัย ผมคงไม่ซาบซึ้งดื่มด่ำและรู้สึกรักในความเป็นชนบท ในความเป็นชาวนาเหมือนอย่างที่ผมได้ไปออกค่ายในครั้งกระโน้น การเป็น “คนใน” ชนบท อาจเข้าถึงความรู้สึกและธรรมชาติได้ดีกว่า แต่ก็มักจะชินชากับสิ่งที่เห็นมากเกินไปจนละเลยความงามที่แฝงซ่อนอยู่ สำหรับคนที่มาท่องเที่ยวกลับมีความเป็น “คนนอก” มากเกินไป จนมองความงามของชนบทเพียงผิวเผิน “ค่าย” จึงเป็นจุดประสานที่ลงตัว ของความเป็นคนนอกและคนใน ของรูปแบบและเนื้อหา จึงสามารถเข้าถึงและสะท้อนความงามออกมาได้อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงความงามของชนบทสามารถทำได้หลายวิธี ไม่มีวิธีใดดีกว่าหรือด้อยกว่า สิ่งที่ตัดสินชี้ขาด คือ “ผู้สังเกตเสพรับ” ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะต้องนำพาตัวเองและหัวใจไปยืนอยู่ ณ จุดที่เหมาะสม จึงจะสามารถหยั่งเห็นความงาม

ยิ่งเมื่อพิจารณา “ความเปลี่ยนแปลง” มหานิพนธ์ อีกเรื่องหนึ่งของนายผี ยิ่งทำให้เราซาบซึ้ง และหยั่งเห็นถึง ความยิ่งใหญ่แห่งมหากวีผู้รจนา

นกน้อยมีรวงรัง จึงเริงร้องได้สำราญ
โพยภัยมิพ้องพาน สำหรับลูกแลเมียมัน
ตัวเราสิไร้เรือน จะรองร่างทุเรศครัน
ลูกเมียไม่มีวัน มารวมร่วมสำเริงรมย์
แม้ตายแต่เพียงหลุม จะใส่ร่างอันรันทม
ทั้งโลกอันสวยสม ดูเสร็จแล้วไม่เห็นมีฯ

เรื่องนี้เป็นประวัติชีวิตของนายผี ตั้งแต่บรรพบุรษคือ พระยาจันทร์ ผู้รับใช้ศักดินา จนถึงตัวนายผีผู้เป็นขบถแห่งชนชั้นและวงศ์ตระกูล เราจะเห็นถึงประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม ที่ข้ามผ่านกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ของ “อมตกวี” นั่นก็คือ ความงามและการร่ายรำของภาษา จะเห็นว่า ในเรื่องนี้เช่นเดียวกับสองเรื่องที่ผ่านมา ผู้เขียนสามารถสรรหาถ้อยคำมาสร้างภาพแห่งอดีตยุค ผ่านความเปลี่ยนแปลง จวบจนมาถึงปัจจุบันในยุคของตน ให้ยิ่งใหญ่ ให้เห็นชีวิตคนที่มีเลือดเนื้อ ซึ่งมีทั้งพลังและความอ่อนไหวอยู่ในนั้น จนก่อรูปเป็น “ภาพชีวิตที่งามล้ำลึก”

เป็นชายมาหมิ่นชาย จะไว้ลายให้ลือลาน
สองเราและใครหาญ ก็แลหัวบเหี้ยนหาย
เลือดตัวแต่ปลายลำ แม่กลองไหลแลเป็นนาย
เลือดดูที่ต้นสาย บสำหรับจะดูแคลน

จึงขอยืมคำพูด ของท่าน “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” มหากวีอีกท่านของเมืองไทย ซึ่งกล่าวไว้ใน “มหากาพย์แห่งชัยชำนะ” ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2533 ความว่า

“เราต้องรอนับด้วยร้อยปีจึงจะมีกวีอย่างนี้สักคน เกิดมาให้ได้ชื่นชมกัน”

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ “เดือนเพ็ญ” อยากแนะนำให้ลองไปเสาะค้นประวัติของมหากวีผู้รจนา ท่านจะได้ซึมซาบอรรถรสในอีกแง่มุมหนึ่ง ยิ่งได้ทราบว่า “เดือนเพ็ญ” ซ่อนความหมายอันใดไว้บ้าง จะยิ่งตื่นตาตื่นใจกับอัจฉริยลักษณ์แห่งกานต์กวีของ “นายผี” และหากว่า “เดือนเพ็ญ” ยังไม่จุใจแห่งความละมุนละไมและปลุกเร้าหัวใจ พวกเราน่าจะลองหา “ชะนะ…แล้วแม่จ๋า” ซึ่งแม้จะมีกลิ่นอาย อยุธเยศเล้าโลมคลอเคลีย แต่กลับสะท้อนให้เห็นความวิจิตรแห่งชีวิตที่มีเลือดเนื้อของผู้คนตัวเล็กๆในครอบครัวยากไร้ที่มีความขัดแย้งในหลายแง่มุม เราควรออกเดินทางเพื่อไปลิ้มรส “อีศาน” ซึ่งมีความอลังการในความแห้งแล้งและยากจนนั้น ยิ่งกว่าใด “ความเปลี่ยนแปลง” ยังเหมาะสำหรับผู้ต้องการเห็นประวัติศาสตร์อารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง รวมถึงทิพรูปที่ก่อเกิดขึ้นมาจากเปลวไฟแห่งความขัดแย้ง จนมีความงามที่ยิ่งยงตราบจนปัจจุบัน

สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่า ความมหัศจรรย์ ความอบอุ่น หอมละไม ของ บทเพลง “เดือนเพ็ญ” หรือชื่อที่แท้จริงว่า “คิดถึงบ้าน” นั้น คงไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญโด่งดัง” เพราะน้าหงาและเฮียแอ๊ดนำไปร้องขับกล่อมในยามราตรี โดยเฉพาะเมื่อมองผ่าน บทกวีที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 บทนั้น พวกเราคงจะเห็นความเจิศจรัสที่คล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย

ขอสดุดดี “นายผี” มหากวีแห่งประชาชาติสยาม มหากวีของพวกเรา

Comments

One Response to ““เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (จบ)”

  1. 1. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : “เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน : ReadCamp ทุก on November 19th, 2008 18:33

    [...] – ตอนที่ 1, ตอนที่ 2, ตอนจบ โรตี (alpha) [...]

Got something to say?