“เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (ตอนที่ 2)
November 17, 2008
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
เพื่อที่จะรู้จักชายคนนี้ให้ถึงแก่น ผมได้ตามไปค้นหางานประพันธ์ที่เหลือของ “นายผี” จนได้พบความอัศจรรย์ใจยิ่งขึ้นว่า “เดือนเพ็ญ” เป็นเพียงแค่หนึ่งในความยิ่งใหญ่ของลูกผู้ชายคนนี้
“นายผี” ได้แต่งบทกวีไว้มากมาย แต่ที่ผมคิดว่าโดดเด่นเป็นเอก มีอยู่ 3 เรื่อง นั่นคือ “อีศาน”, “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” และ “ความเปลี่ยนแปลง” งานทั้ง 3 ชิ้นนี้ เพียงพอให้ท่านยิ่งใหญ่ยรรยง เป็นเพชรกวีที่ได้รับการจารึกชื่อตราบชั่วกาลนาน ที่สำคัญทำให้ภาพของเพลง “เดือนเพ็ญ” ยิ่งดูสมบูรณ์พร้อม เมื่อล้อม “เดือน” ด้วย 3 ดาวอมตะนี้
2. แสงเดือนส่องเสริมประกายดาว
เมื่อเริ่มอ่าน “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” ได้เพียงบทเดียว ผมสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ อลังการ จนไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไม!!!ผมจึงรู้สึกว่า “ความงามใน 3 โลกต่างมาร่วมเริงรำ” อย่างไรก็ตาม ความซาบซ่านใจเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว ตราบใดที่มันไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นร่วมรับทราบได้ ผมจึงต้องพยายามประดิษฐ์สร้างคำอธิบายขึ้นมาสักชิ้น เพื่อทำให้ความงามนั้นดูมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ พอจะแบ่งปันกับผู้อื่นให้ร่วมซาบซึ้งใจได้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ย่อมดีกว่าเก็บไว้แต่เพียงลำพัง
สิ่งที่ผมค้นพบคือ “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” ได้หลอมรวม “รูปแบบ” อันสวยงาม ถ้อยคำที่สลักเสลา กระตุ้นเร้าอารมณ์ให้เกิดภาพอันวิจิตร ดุจดั่งบทกวีแห่งกรุงศรีอยุธยาฯ ราชธานีที่งามเลิศล้ำ ลอยล่องจากสวรรค์สู่แดนดิน ประสานศิลป์เข้าด้วยกันกับ “เนื้อหา” อันเป็นรูปธรรมที่ไม่เลื่อนลอย เป็นภาพชีวิตของคนจริงๆที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่บนพื้นพิภพนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าขาดหายไปในบทกวีสมัยอยุธยา คือ “ความหนักแน่นของชีวิต” ในบทกวียุคเก่าเรารู้สึกงดงาม ไพเราะ พริ้วไหวไปกับถ้อยคำอันเพริศแพร้ว แต่เราก็ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย ลอยไป ลอยไป…
แต่เมื่อย้อนมามองตัวเราเองกลับพบว่า ตัวละครทั้งหลายในบทกวี ต่างไม่มีลักษณะของบุคคลที่เดินเหินอยู่บนโลกใบนี้ แต่เป็นผู้ที่ลอยมาจากฟากฟ้า แล้วก็เลือนลับไป
อ้าราตรีขณะนี้มิมีสินะสำเนียง
แสนเงียบบ่งึมเสียง สงัด
อ้าราตรีขณะนี้สิพฤกษบ่สบัด
ใบลมบโลมพัด และพาน
“ชะนะแล้วฯ” มีความงามเชิงวรรณศิลป์ของบทกวีครบถ้วน ทั้งถ้อยคำที่สั่นพ้องจนดลบันดาลให้เกิดความไพเราะ ทั้งชีวิตตัวละครที่สะท้อนอ่อนไหวซึ่งสั่นสะท้านหัวใจผู้ชม ก่อให้เกิดรสชาติเลียด ละมุนแด่ผู้เสพบทกวี แต่ที่ยอดยิ่งคือ สามารถนำความยิ่งใหญ่ ความกระทบใจนั้นมาใส่ให้กับ “ชีวิตคนที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนสับสนและแสนเปราะบาง” ผมคงไม่มีความรู้สึกร่วมไปกับ กษัตริย์อยุธยาที่สูงศักดิ์ ดุจจะลอยมาจากวิมานเมฆ หรือเจ้านายชั้นสูงที่มีชีวิตความเป็นอยู่เกินกว่าจินตนาการของผม แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกว่า คนเดินถนนอย่างเรา สามารถที่จะมีความอลังการและงดงามได้ มีความวิเศษศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวของเรา ในการกระทำของเรา ผมจึงเกิดอารมณ์ร่วมไปกับกวีบทนั้น
เพื่อน้องนี้มาเจ็บ ก็ประจักษ์ว่ายากใจ
จักปองแลมองไป ก็ปั่นป่วนอยู่รวนเร
กำลังแม่อิดโรย ละเหี่ยโหยให้โผเผ
ลุกนั่งยังโงเง ด้วยหง่อมงุ้มอยู่งันงัน
ได้แลเห็นความยิ่งใหญ่ การร่ายรำของภาษา ดุจเดียวกับที่ปรากฏใน “เดือนเพ็ญ” แต่อดเสียดายมิได้ว่า ในผู้ที่ชื่นชอบเดือนเพ็ญ จะมีกี่คนที่รู้จัก “ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” ทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างยิ่งใหญ่มิด้อยกว่ากัน ต่างสามารถสรรค์สร้างสีสันจรัสจ้าให้กับชีวิตน้อยๆของคนธรรมดาอย่างเราๆได้
ท่ามกลางราตรีกาล อันละลานด้วยแสงเดือน
เหมือนเสียงกระซิบเตือน มาแต่ไกลจะเบาเบา
เสียงนั้นฟังหนักแน่น บ่คลอนแคลนดั่งขุนเขา
“แน่นอน…แน่นอน, เรา ชะนะแน่ไม่นานเลย”
ไปถามผู้รู้หลายท่าน ปรากฏว่าได้รับคำตอบมาว่า “เนื้อหาแบบนี้(ชะนะแล้ว…แม่จ๋า) ล้าสมัยไปแล้ว อุดมการณ์สังคมนิยมนั้นจบสิ้นไปแล้ว” ในแวบแรกผมเกิดความรู้สึกหดหู่ เกิดความรำพึงทอดถอนขึ้นมาว่า “สิ่งที่เราชื่นชอบและพึ่งค้นพบ ได้กลับกลายเป็นความล้าสมัยไปเสียแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
แต่เมื่อหวนกลับมาทบทวน ครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบอีกครั้ง ผมกลับพบว่า ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ตัวผม แต่เป็นค่านิยมของสังคม ผมตระหนักประจักษ์แจ้งว่า ความชื่นชอบของผมที่มีต่อ”ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” นั้น ไม่ใช่เนื้อหาแห่งการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมวลชนอันไพศาล ซึ่งอาจล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่เป็นความสามารถในการใช้ถ้อยคำดุจปลายพู่กันอันวิจิตร บรรจงวาดความยิ่งใหญ่งดงามให้กับชีวิตของคนธรรมดา เป็นการแสดงให้รู้ว่า คนธรรมดาก็มีความเพริศแพร้วเจิดจรัสได้ นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชอบและใหลหลง
นี่อาจเป็นคุณค่าหนึ่งซึ่งทุกคนต้องการได้รับจากการเสพบทกวี
ผมจึงเริ่มรู้สึกว่า “การผูกติด” บทกวีและศิลปะให้เข้ากับอะไรบางอย่างนั้น บางครั้งอาจเป็น “ภัยซ่อนเร้นที่น่ากลัว” ถ้าคนในสังคมไม่รู้จักระมัดระวังตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของตัวเองและสังคมอย่างรอบด้านรัดกุม แต่ต้องไม่ให้เลยเถิดถึงขนาดทำลายความสร้างสรรค์ของวิญญาณเสรี
การที่งานของนายผี ได้รับการต้อนรับจากนักศึกษาและปัญญาชน ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อย่างล้นหลามนั้น ด้านหลักเกิดจากเนื้อหาที่เป็นสังคมนิยมซึ่งเรียกร้องต่อสู้เพื่อคนยากไร้ ส่วนด้านรองกลับเป็นความงามและวรรณศิลป์ที่ช่วยให้การต่อสู้เรียกร้องแหลมคมยิ่งขึ้น โดยจะมีสักกี่คนที่เห็นคุณค่าจากตัวบทกวีจริงๆบ้าง ครั้นแล้วเมื่อกระแสลมเปลี่ยนทิศ สิ่งที่บทกวีถูกนำไปผูกติดไว้ได้กลับกลายเป็นความว่างโหวง บทกวีที่ยิ่งใหญ่จึงกลายเป็นเพียงถ้อยคำที่เลื่อนลอย มิมีคุณค่าแห่งตัวตน ถูกตีตราและปฏิเสธจากสังคมเช่นเดียวกับอุดมการณ์ที่ถูกนำไปผูกติด การปฏิเสธครั้งนี้จึงไม่ใช่การปฏิเสธบทกวี(เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยต้อนรับ) แต่เป็นการปฏิเสธเนื้อหาที่บทกวีถูกนำไปรับใช้ใกล้ชิด
ถ้างั้น !? หมายความว่า ศิลปะควรเป็นไปเพื่อศิลปะกระนั้นหรือ ? ศิลปะควรจะเพื่อประชาชน ไม่ใช่เหรอ ? (บางคนแย้ง) ผมคงไม่ถกเถียงเรื่องนี้ แต่ในความเห็นผมนั้น ทุกอย่างมีที่ทางของมัน ผมยอมรับว่า บทกวีนั้นถ้าให้ดีควรจะเพื่อประชาชน แต่จะต้องไม่เป็นการบังคับ หากมีศิลปินบางส่วนแยกตัวเองไปทำศิลปะเพื่อศิลปะ เขาควรมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น สำหรับศิลปะเพื่อประชาชนนั้น ผู้สร้างสรรค์ควรจะคำนึงถึงศิลปะเป็นด้านหลัก โดยนำเนื้อหา(เพื่อชีวิต)ที่ต้องการนำเสนอมาตกแต่งให้เกิดรูปศิลปะ แต่ไม่ใช่นำเนื้อหามาครอบงำและบิดเบือนรูปศิลปะ
ผมคิดว่าถ้าศิลปินมีฝีมือจริง เช่น นายผี จิตร ภูมิศักดิ์ ทวีป วรดิลก หลู่ซิ่น ฯลฯ พวกเขาย่อมสามารถหลอมรวมรูปศิลปะเข้ากับเนื้อหาที่รับใช้ประชาชนได้อย่างละเมียดละไม การที่ศิลปินเน้นแต่ด้านการรับใช้โดยไม่คำนึงถึงรูปศิลปะนั้น ผมถือว่าเป็นการทำงานอย่างสุกเอาเผากินมากกว่าการปฏิบัติภารกิจกวีที่รับใช้ประชาชน เพราะถ้าต้องการนำเสนอเนื้อหาแต่เพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าควรจะเขียนเป็นบทความวิชาการหรือรายงานวิจัย มากกว่าการนำเสนอในรูปศิลปะ เช่นเดียวกัน สำหรับงานวิชาการ ที่ต้องอาศัยการค้นคว้าแสวงหาสัจจะความจริงเป็นด้านหลัก เรากลับไม่ควรให้รูปศิลปะการนำเสนอ มาบิดเบือนเนื้อหาที่แท้จริงไป พูดง่ายๆคือ รูปศิลปะกับเนื้อหาและความจริง ควรมีที่ทางและความอิสระของตน การนำมาผสมผสานเพื่อส่งเสริมกันและกันเป็นสิ่งดี แต่ต้องอย่าให้เกิดการครอบงำ จนต้องบิดเบือนเพื่อรับใช้กันและกันขึ้นมา อันจะทำให้งานชิ้นนั้นไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรืองานวิชาการ แทนที่จะดีเด่น กลับด้อยค่า ไร้ราคา
“ชะนะแล้ว…แม่จ๋า” เป็นผลงานตัวอย่างที่สามารถผสมผสานรูปศิลปะเข้ากับเนื้อหาได้อย่างลงตัว ผมไม่ปฏิเสธว่า งานชิ้นนี้มีเนื้อหาที่รับใช้อุดมการณ์สังคมนิยม แต่ผมเห็นว่า การรับใช้ใครหรืออะไรนั้นหากมีเจตนาและเหตุผลที่สมควรรองรับย่อมสามารถทำได้ ตราบที่ยังคงความงามแห่งศิลปะซึ่งเป็นด้านหลักของความเป็นบทกวีไว้
ใช่หรือไม่ว่า “สี่แผ่นดิน” คือ ตัวอย่างที่เด่นชัด งานชิ้นนี้แม้จะมุ่งรับใช้ฝ่ายศักดินา แต่กลับสามารถร้อยเรียงบทประพันธ์ได้อย่างล้ำเลิศเจิดจรัส สามารถทำให้เรามองเห็นความดีงามของศักดินาได้ในบางระดับ ถ้าหากผู้อ่านต้องการเสพรับภาพความเลวร้ายของศักดินา ท่านย่อมมีสิทธิเลือกเสพรับผลงานชิ้นอื่นที่นำเสนอภาพในแง่มุมนั้น แต่สำหรับคนที่ยึดอุดมการณ์สังคมนิยมแบบไม่ลืมหูลืมตาคงรับไม่ได้ที่จะยกย่องนับถือ “สี่แผ่นดิน” แต่หากเป็นผู้แสวงหาสัจจะย่อมเข้าใจได้ว่า
“สิ่งที่ดำรงอยู่ ย่อมมีคุณค่าในการดำรงอยู่”
หากสิ่งนั้นหมดคุณค่าลง หรือมีคุณค่าใหม่ที่ดีกว่าอย่างเด็ดขาดชัดแจ้ง ไม่เหลือความสงสัยอันใดไว้ให้สมาชิกในสังคม สิ่งนั้นย่อมค่อยๆเสื่อมสลายล่มจมไปเอง โดยอาจต้องการเพียงผู้จุดกระแสโค่นทำลายเพียงน้อยนิด แต่ที่การต่อสู้ยังต้องเหนื่อยยาก อาจเป็นเพราะสิ่งนั้นยังไม่เสื่อมทรามถึงที่สุด หรือสิ่งใหม่ยังไม่เติบโตแข็งแกร่งเพียงพอ ผู้รักความก้าวหน้าของสังคม ควรอดทนอย่างมีสติตื่นรู้ ใช้ปัญญาความคิดมากกว่าใช้กำลังและอารมณ์อันวู่วาม
มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น ผลงานที่เพียรสร้างมาของศิลปินเพื่อชีวิต ตั้งแต่ “ศรีบูรพา” จนถึง “นายผี” และ “จิตร ภูมิศักดิ์” ส่งต่อไปยังกวีและนักประพันธ์รุ่นใหม่ที่รักความก้าวหน้าทั้งมวล จึงจะได้รับการยกย่องอย่างเหมาะสม สะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพที่แท้จริงไม่ใช่ที่เกิดจากการยกยอปอปั้น
Comments
One Response to ““เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (ตอนที่ 2)”
Got something to say?






[...] – ตอนที่ 1, ตอนที่ 2, ตอนจบ โรตี (alpha) [...]