Practical Report Future Crisis ยุทธศาสตร์ในการปรับตัวรับมือกับมหาวิกฤตแห่งศตวรรษที่ 21

“วิกฤตน้ำท่วม 2554” บางทีอาจเป็นเรื่องอาเพศของธรรมชาติ อาจเป็นเกมการเมืองของรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม หากทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการวิเคราะห์สาเหตุแบบผิวเผินเพียงเพื่อจะกล่าวโทษกันไปมา ก็คือ การแสวงหาคำตอบที่อยู่ลึกลงไป คำตอบที่จะนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตประเทศไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนดั่งที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

ต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่ายไปกับ “ความไม่รู้” ช่างมากมายมหาศาลยิ่งนัก

หากย้อนเวลาไป 5000 ปีที่ผ่านมา ย่อมพบว่าภัยธรรมชาติ ตั้งแต่น้ำท่วม น้ำแล้ง โรคระบาด ไปจนกระทั่งถึงความอดอยากขาดแคลนทั้งหลาย ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด ผู้คนล้มตายเกือบครึ่งค่อนประเทศ โหดร้ายคุกคามยิ่งกว่าสงครามครั้งใดทีมนุษย์กระทำต่อกัน แต่ผู้คนแห่งยุคโบราณก็ยังอดทนอดกลั้นกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อยิ่ง จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาว่า เหตุใดมนุษย์ในยุคปัจจุบันจึงไม่สามารถทนรับสภาพเช่นนี้ได้อีกต่อไป

บางทีวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยไม่แตกต่างจากวิกฤตน้ำท่วมในปี 2485 หากทว่าสิ่งที่แตกต่างออกไป คือ จิตใจคนไทยที่สุขสบายและเปราะบางกว่าบรรพบุรุษอย่างเทียบมิได้เลย

ศตวรรษที่ 21 ได้ชื่อว่าเป็นศตวรรษแห่งวิกฤต ไม่ใช่เพราะศตวรรษที่ผ่านมาไม่มีวิกฤตเลย เพียงแต่ว่า ไม่เคยมียุคใดในประวัติศาสตร์ที่มนุษยชาติจะมีเทคโนโลยีและความรู้ที่เจริญก้าวหน้าเพียงพอที่จะจัดการกับความไม่สะดวกสบายในชีวิตได้เทียบเท่านี้อีกแล้ว

สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ชะตากรรม” ที่มนุษย์จำต้องทน ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตที่มนุษย์สามารถแก้ไขได้ หากมีความสามารถและความมานะพยายามมากเพียงพอ

วิกฤตน้ำท่วม จึงเป็นเพียงแค่ผิวหน้าของวิกฤตที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งหากไม่สามารถทำความเข้าใจภาพใหญ่ของวิกฤตทั้งหมดได้ คนไทยก็จะหลงติดกับวิกฤตเฉพาะหน้า และก็โทษคนนั้นคนนี้ไปมาตามแต่ข้อมูลที่ตนได้รับมาจะพัดพาไป โดยไม่อาจพัฒนาสติสมาธิปัญญาเพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างรู้เท่าทัน

1. นายทุนไร้พรมแดน Vs คนจนไร้สัญชาติ

ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นร่ำรวยและชนชั้นยากไร้ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาควบคู่กับอารยธรรมมนุษย์ หากทว่า เรื่องตลกร้ายก็คือ สงครามที่ประทุขึ้นส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์กับเป็นความขัดแย้งระหว่างคนรวยในเขตแดนหนึ่งทะเลาะกับคนรวยในอีกเขตแดนหนึ่ง โดยมีคนจนเป็นเพียงเบี้ยหมากที่ยินดีเสียสละชีวิตแทน เพียงเพื่อแลกกับคำสรรเสริญเยินยอเพียงไม่กี่บรรทัด

โลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 ได้ทำให้บริบทความขัดแย้งแบบเดิมต้องเปลี่ยนแปลงไป ชนชั้นร่ำรวยทั่วโลกต่างสามัคคีกลมเกลียวกันอย่างน่าใจหาย นั่นก็เป็นเพราะว่า ความมั่งคั่งของพวกเขาไม่ได้ผูกติดกับเขตแดนทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์เงินทองทั้งหลายข้ามเส้นพรมแดนได้เพียงชั่วพริบตา สงครามเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในนามของชาติจึงเป็นสิ่งที่มีราคาแพงเกินไป

“ประชานิยม” หรือเรียกให้สวยหรูว่ารัฐสวัสดิการ ก็คือ วิธีการใหม่ในการขูดรีดคนจน เพื่อแลกมาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่จะใช้กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ภาวะหนี้สินของประเทศชาติที่เพิ่มพูนขึ้นทุกปีก็เป็นเรื่องของชนชั้นกลางและชนชั้นล่างที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานชดใช้กันไปชั่วลูกหลาน ในขณะที่ชนชั้นร่ำรวยสามารถสะบัดก้นและเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ไปได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน

วิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 คนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจสู้น้ำท่วมอยู่ที่บ้านอย่างสุดชีวิต ไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปที่ใด มักจะเป็นคนยากไร้ ที่สินทรัพย์ทั้งหมดของเขาจมอยู่ที่บ้านหลังนั้น ในขณะที่ชนชั้นกลางย่อมกัดฟันทนทิ้งบ้านแสนสวยและรถยนต์คู่ใจไปได้อย่างเชื่อฟังมากกว่า เพราะตนเองยังมีเงินสดจำนวนหนึ่งในบัญชีธนาคาร มีตำแหน่งการงานเงินเดือนดีที่รอให้กลับไปทำ ยิ่งไม่ต้องนับคนรวยที่ถือโอกาสจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ในการไปผ่อนคลายท่องเที่ยวที่เมืองนอกได้สบายใจเฉิบ โดยมิพักต้องกังวลว่าที่อยู่อาศัยราคาหลายสิบล้านของตนจะเสียหายอย่างไร เพราะนั่นเป็นความมั่งคั่งเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

ชนชั้นร่ำรวยเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่วิตกทุกข์ร้อนใจ นั่นก็คือ นายทุนที่เป็นเจ้าของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม หรือนายทุนที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับผืนแผ่นดินไทย

ประชาชนไทยที่แสนเศร้าย่อมมีอาวุธเพียงหนึ่งเดียว คือ การเลือกตั้ง ดังนั้นจึงควรใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดี โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกคนดีหรือคนเก่งเพียงอย่างเดียว ยังอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเลย ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีกว่าควรจะเป็นการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจที่อิงอาศัยความอุดมสมบูรณ์รุ่มรวยของแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมปลอดสารพิษ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อสังหาริมทรัพย์ที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ชนชั้นร่ำรวยที่มักมีอิทธิพลทางการเมืองทั้งในทางตรงและทางอ้อม ต้องถูกบังคับให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติไม่ใช่ด้วยคุณธรรมความดี หากเป็นการมีผลประโยชน์ร่วมกันกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

พิจารณาเพียงผิวเผิน ธุรกิจที่อิงอาศัยความอุดมสมบุรณ์ของผืนดินและวัฒนธรรมไทยอาจจะเป็นอุตสาหกรรมในยุคเก่าแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เราสามารถสอดใส่ความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นเข้าไปได้ เพื่อให้สินค้าของไทยมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสินค้าจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงไม่สามารถรักษาความโดดเด่นได้ยาวนานอีกต่อไป

แน่นอนว่า การแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์มีความหนักหน่วงรุนแรงยิ่ง ดังนั้น การกีดกันธุรกิจยุคใหม่ที่สามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตออกไปจากประเทศไทยได้เพียงชั่วข้ามคืน จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ย่อมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ในบางระดับ เพียงแต่ไม่สามารถหวังพึ่งพาฝากผีฝากไข้ได้ สิ่งที่ดีกว่า คือ การทุ่มเทงบประมาณของชาติที่มีจำกัดไปเพิ่มมูลค่าและความคิดสร้างสรรค์ให้กับอุตสาหกรรมที่อิงอาศัยผืนแผ่นดินไทย ในขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกรวดเร็วให้กับอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ไม่อิงอาศัยผืนแผ่นดินไทย เพียงแต่ไม่ต้องสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือมากมายนัก

การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรักชาติและเลือกคนดีเข้าสภาจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากสิ่งที่ฉลาดกว่าคือ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจของคนในชาติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือ การมีสินทรัพย์ที่ผูกติดกับผืนแผ่นดินไทยทั้งคนรวยและคนจนเสมอเหมือนกัน


2. Knowledge Management Vs Google Management

ในยุคที่ Google สามารถให้ “ข้อมูลข่าวสาร” ทุกชนิดบนโลกใบนี้กับเราได้ หากทว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร (Knowledge Management) ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับชีวิต

วิกฤตน้ำท่วม 2554 คงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ตระหนักได้ดียิ่งว่า ทำเลที่ตั้งของบ้านและความสูงจากระดับน้ำทะเล มีความสำคัญต่อการอยู่รอดปลอดภัยของชีวิตทรัพย์สิน หากทว่า ข้อมูลที่หาได้ไม่ยากเหล่านี้กลับแทบไม่มีนัยสำคัญเลยต่อการเลือกซื้อบ้านของคนไทยเลย

Knowledge Management ที่เคยเป็นวลีฮิตในแวดวงธุรกิจไทย ก็กลับแทบไม่ช่วยอะไรเลยต่อการอยู่รอดของธุรกิจในภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่า knowledge Management ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เน้นไปที่การได้รับและเก็บรักษาข้อมูลเท่านั้น หากทว่าการนำข้อมูลที่ล้นเกินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกลับไม่ค่อยมีคนใส่ใจไต่ถามกัน

ธุรกิจและชีวิตที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการหมกมุ่นในแวดวงคับแคบของตัวเองเท่านั้น หากยังต้องมีการประเมินวิกฤตในอนาคตอย่างรอบด้าน (Future Crisis) เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้อย่างดีที่สุด

“น้ำดื่มบรรจุขวด” นับเป็นตัวอย่างที่ดีของ Knowledge Management หากโรงงานผลิตทั้งน้ำดื่มและขวดบรรจุใดมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล โดยการกระจายความเสี่ยงของโรงงานไว้ในที่สูงซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง ก็ย่อมได้รับประโยชน์มหาศาลจากยอดขายในช่วงที่ผู้คนเป็นกังวลกับการขาดแคลนน้ำ โดยที่แทบไม่ต้องขึ้นราคาสินค้าเลย แถมยังได้รับชื่อเสียงและความขอบคุณจากประชาชนอีกด้วย

ทุกวันแห่งชีวิตที่ผ่านไปไวดั่งสายน้ำ คนไทยจึงไม่ควรปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามข้อมูลข่าวสารที่ผ่านเข้ามา หากควรรู้จักตั้งโจทย์สำคัญให้ชีวิต

“หากบริษัทของเราล้มละลายในวันพรุ่งนี้ เราจะสามารถหางานใหม่ได้ภายในกี่วัน ? หากต้องการมีเงินเดือน 1,000,000 บาท เราจะต้องพัฒนาทักษะอะไรบ้าง ? หากเราต้องตายในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะใช้ชีวิตเรื่อยเฉื่อยเหมือนดั่งที่เป็นอยู่นี้หรือไม่ และเราอยากจะทิ้งผลงานและคุณค่าใดไว้ให้คนที่อยู่เบื้องหลัง ?”

คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ที่สำคัญ Google ยังไม่มีคำตอบที่สำเร็จรูปตายตัวให้เรา อย่างไรก็ตาม เมื่อเราฝึกฝนทักษะ Knowledge Management อย่างถูกวิธี ก็ย่อมค้นหาคำตอบทั้งหลายโดยไม่ยากนัก ตั้งแต่การพัฒนาทักษะในการอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อให้สามารถผูกมิตรกับคนเก่งในหลากหลายวงการที่มีความสามารถจะสนับสนุนข้อมูลในการตอบคำถามของเราได้ การเจียดเวลาวันละ 1 ชั่วโมงในการเลือกสรรหนังสือดีจากทั่วทุกมุมโลกมาศึกษาใคร่ครวญ สุดท้ายก็คือ การลงมือทำอย่างเต็มที่ โดยกล้าที่จะละทิ้งความรู้เดิมที่เคยเชื่อถือไม่ว่าเราจะลงทุนลงแรงไปกับมันมากเท่าไร เพื่อปรับตัวเข้าหาความจริงใหม่ที่เราเสียสละหยดเลือดและน้ำตาเข้าแลกมา หากมุ่งมั่นกระทำถึงเพียงนี้แล้ว ก็เชื่อแน่ว่าวิกฤตทั้งหลายจะกลายเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ให้ชีวิต

วิกฤตของคนในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่การมีข้อมูลข่าวสารที่ล่าช้าหรือถูกปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ หากทว่ากลับเป็นการไร้ซึ่งทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตที่แสนสั้น

3. สินค้าราคาถูก Vs แรงงานราคาแพง

วิกฤตน้ำท่วม 2554 ได้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมที่ว่า การเกิดมาบนผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารนั้นมีคุณค่าเพียงใด

การบริหารจัดการให้สินค้าพื้นฐานสำคัญของชีวิตมีราคาที่เหมาะสม ย่อมเป็นหลักประกันชั้นดีว่า ในยามวิกฤตขาดแคลนมาเยือน คนไทยก็จะไม่อดตาย ถึงแม้ว่าจะมีสินค้าบางชนิดขึ้นราคาไปบ้าง ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

วิกฤตในประเทศยุโรปและอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดีของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปล่อยให้สินค้าและบริการในประเทศของตนมีราคาที่สูงเกินความจริง ดังนั้น เมื่อประเทศต้องเผชิญสินค้าราคาถูกจากจีนและประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย เศรษฐกิจที่หรูหราฟู่ฟ่าก็ย่อมเดินทางมาถึงทางตีบตัน

ประเทศไทยจึงควรมียุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการเดินทางไปสู่ความร่ำรวย นั่นคือ การรักษาระดับราคาสินค้าให้เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม โดยรัฐบาลและบริษัทเอกชนต้องร่วมมือกันในการลงทุนพัฒนาประสิทธิภาพของแรงงาน เพื่อให้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่เพิ่มค่าแรงจนเกินขอบเขต ในขณะที่ราคาสินค้าก็เพิ่มสูงขึ้นทัดเทียมกัน เหมือนกับที่ประเทศยุโรปและอเมริกาต้องเผชิญกับความยากลำบากนี้อยู่ในปัจจุบัน

ในระยะสั้น อาจทำให้ชนชั้นล่างที่เคยถูกกดขี่มาอย่างยาวนานไม่พึงพอใจได้ หากทว่า ในระยะยาวแล้ว ชนชั้นล่างย่อมตระหนักได้เองว่า การเพิ่มแรงงานให้ทุกคนโดยเท่าเทียมกันหมด ก็เท่ากับไม่ได้เพิ่มให้ใครเลย หากทว่า การอดทนเพื่อพัฒนาทักษะของตัวเองขึ้นไปให้สูงขึ้น โดยมีรัฐบาลและบริษัทเอกชนคอยสนับสนุค่าใช้จ่าย จะเป็นการเพิ่มค่าแรงที่ยั่งยืนกว่า เพราะจะทำให้แรงงานที่ขยันและเอาใจใส่ในการพัฒนาตนเองได้รับโอกาสที่ดีกว่าในชีวิต ส่วนแรงงานที่พึงพอใจกับความสุขสบายในระยะสั้น ก็ยังไม่ถึงกับต้องพบความเลวร้ายในชีวิต เพราะยังมีสินค้าราคาประหยัดให้เลือกซื้อหาบริโภคกัน

สุดท้ายแล้ว บทเรียนชีวิตจากวิกฤตน้ำท่วม 2554 ได้กระตุ้นให้เราตระหนักว่า “ชีวิตเป็นเรื่องยากลำบาก หากไม่รู้จักขบคิดใคร่ครวญในเชิงลึก” ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ไม่ใช่เพียงพร่ำบ่นถึงความเดือดร้อนทุกข์ที่ต้องได้รับในเวลานี้ หากทว่าจะต้องเปิดใจกว้างเพื่อเพ่งมองไปยังอนาคตเบื้องหน้า มองให้เห็นถึงรากเหง้าแห่ง Future Crisis ที่เราจะต้องเผชิญร่วมกันในอีกหลายสิบปีข้างหน้านี้

  • http://www.facebook.com/rujirat.rujirakul Rujirat Rujirakul

    ปรับตัวกันตอนนี้ ยังทันไหมนี่