โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ในรอบวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง ทรัพย์สินที่มีค่าสูงสุดซึ่งคุณต้องสูญเสียไปคืออะไร ?
คนส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บปวด กระวนกระวาย ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ หวาดกลัวการตกงาน โดนยึดรถยึดบ้าน ขาดทุนมหาศาลจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ฯลฯ แต่กลับลืมเลือนสิ่งที่พวกเขาสูญเสียมากที่สุด โดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “โอกาสใหญ่ Big Opportunity” ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยคำนึงถึงจุดนี้ เพราะมัวแต่ห่วงพะวงกับสิ่งที่ตนเองต้องสูญเสียไป จนละเลย Opportunity Cost ซึ่งเป็นต้นทุนจากการไม่ได้ทำสิ่งที่ควรกระทำ ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย ที่สำคัญ “โอกาสใหญ่” ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด “วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540” เศรษฐีจำนวนมากล้มละลายในชั่วพริบตาเดียว แต่ทำไมวิกฤตครั้งนี้จึงจบสิ้นเร็ว และไม่เจ็บปวดอย่างที่คาดการณ์ไว้ อาจมีหลายสาเหตุ แต่ใช่หรือไม่ว่า ได้มีการสร้าง “ความมั่งคั่งใหม่” ที่สามารถทดแทน “ความมั่งคั่งเก่า” ซึ่งสูญเสียไปได้ โดยสังเกตได้จากการผุดขึ้นมาของ “กลุ่มคนรวยใหม่” อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ “กลุ่มคนรวยเก่า” ทะยอยลงจากเวทีไป ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นเรื่องปกติของทุกวิกฤต
มันคือ กฏธรรมชาติที่ว่า “วิกฤตทุกครั้ง จะมีผู้ที่กลายเป็นเศรษฐีใหม่ และเศรษฐีเก่าที่ต้องอำลาวงการไป”
ในเวลาปกติ ย่อมมีทั้งเศรษฐีเก่าที่ยากจนลง และเศรษฐีใหม่ที่ผุดขึ้นมา แต่จำนวนที่เกิดขึ้นไม่มากนัก ขณะที่ช่วงวิกฤตนั้น การเปลี่ยนสถานะทางชนชั้นเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
การเข้าซื้อสินทรัพย์ราคาถูกกว่าความเป็นจริง โอกาสใหม่ทางธุรกิจทดแทนธุรกิจเก่าที่ล้มละลายไป โดยเฉพาะสัดส่วนการตลาดของผู้เล่นเก่าที่ตายไปย่อมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาแทนได้ โอกาสปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ จนอาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างยอดขายถล่มทลาย ฯลฯ โอกาสเหล่านี้ย่อมเปิดกว้างขึ้นในห้วงวิกฤต
ในปี 2551 ซึ่งค่อนข้างเชื่อได้ว่า “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่” กำลังเกิดขึ้น เราอยากแนะนำบางสิ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้สามารถเอาตัวรอด ชดเชยความสูญเสีย และบางทีอาจได้ “กำไร” เมื่อภาวะปกติกลับมาเยือนอีกครั้ง
1. พัฒนาความลุ่มลึกทางปัญญา เพื่อฟันฝ่าวิกฤต สร้างสินทรัพย์ใหม่
การพักผ่อนในช่วงวันหยุด โดยออกไปทานอาหารรสเลิศ ดื่มด่ำจินตนาการในโรงภาพยนตร์ คือ สิ่งจำเป็นในการผ่อนคลายและเสพสุขกับชีวิต แต่ในห้วงวิกฤตนั้น เราอาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางประการ โดยเฉพาะการแสวงหาความรื่นรมย์ด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่กลับได้รับคุณภาพมากกว่า ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น โน้มน้าวกลุ่มเพื่อนให้มารวมตัวกัน เพื่อเปิดโรงภาพยนตร์ส่วนตัวในบ้านของใครคนหนึ่ง จัดกิจกรรมเสพรับความบันเทิงร่วมกัน โดยใช้ “หนังแผ่น VCD” ที่แต่ละคนมีอยู่มารวมกันและคัดเลือกเรื่องที่เหมาะสม หรืออาจเฉลี่ยเงินกันซื้อหา VCD ที่น่าสนใจ โดยอาจมีการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองในความงามและคุณค่าของแต่ละเรื่อง ซึ่งนอกจากจะได้พูดคุยกันอย่างออกรสชาติแล้ว ยังนำไปสู่แง่คิดยอดเยี่ยม ที่ตัวเราเพียงลำพังมองข้ามไป แต่เมื่อเกิด “ปัญญากลุ่ม” ความลุ่มลึกงดงามย่อมผุดบังเกิดขึ้นมา
เราอาจได้ “ข้อคิดดีๆ” ในยามยากไร้ ซึ่งในห้วงเวลาปกติไม่เคยได้รับ หรือมองข้ามไป
กิจกรรมที่กล่าวมา อาจพัฒนาปรับเปลี่ยนได้ในหลายรูปแบบ เช่น เปลี่ยนจาก VCD เป็นหนังสือชั้นเยี่ยม ผลงานศิลปะ หรือแม้แต่การระดมสมองเพื่อหา Idea สร้างสรรค์ใหม่ๆในการทำธุรกิจ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจปรับเปลี่ยนจากกลุ่มเพื่อนเป็นสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครองอาจถือเป็นโอกาสในการอบรมลูกหลานผ่านกิจกรรมที่มีศิลปะน่าดึงดูดใจเหล่านั้น แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนอกบ้าน
2. พัฒนา Idea ใหม่ ขัดเกลาจนตกผลึก เพื่อนำเสนอผ่านสื่อที่หลากหลาย
ปัญญาและคุณค่าที่ได้รับจากการสนทนารื่นรมย์ในหมู่มิตรสหายและคนในครอบครัว ตามที่กล่าวไปในข้อ 1 สามารถนำมาขบคิดต่อยอด และนำเสนอให้สาธารณชนได้รับรู้ ผ่านสื่อที่หลากหลาย
บางคนถนัดที่จะขีดเขียนเป็นตัวหนังสือ บางคนอาจสร้างสรรค์ในรูป “ไฟล์เสียง” หรือบางคนอาจจัดสร้างเป็น “สารคดี+หนังสั้น” เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตัวเองค้นพบ ในอดีตเราอาจไม่มีช่องทางที่จะสื่อสารต่อสาธารณชน แต่ในปัจจุบัน ด้วยคลื่นลูกที่ 3 แห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ทุกคนสามารถนำเสนอ “ผลงานส่วนตัว” ได้ง่ายดาย ด้วยต้นทุนที่ถูกลง โดยเฉพาะ Internet ผ่านเวปไซต์ที่มากมาย หรืออาจจัดสร้าง Blog ของตนเอง สร้าง Hi5 จนกระทั่งเปิดเวปไซต์ส่วนตัวที่มีต้นทุนไม่มากนัก
การลงทุนเวลาและทรัพยากรไปในการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ส่วนตัว” นั้น นอกจากทำให้เราได้ปรับแต่งความคิดที่ยังไม่ตกผลึกให้เกิดความลงตัวยิ่งขึ้นแล้ว ยังถือเป็น “สินทรัพย์” ซึ่งถ้าหากทำได้ดีถึงขนาด อาจนำพาเราไปสู่อาชีพใหม่ หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ยิ่งกว่านั้น อาจได้พบเจอคนที่มีความสนใจร่วมกัน ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตร่วมกัน รวมถึง นักธุรกิจและแหล่งเงินทุน ซึ่งพร้อมสนับสนุนสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะหากสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจได้ ยังไม่นับ “บริษัทโฆษณา” ซึ่งอาจติดต่อเข้ามาหา “เวปไซต์” ของเรา หากมีผู้เข้าชมจำนวนมาก และยังมีการประยุกต์ใช้ “สินทรัพย์” ไปในทางอื่นได้อีกมากมาย เช่น จากข้อเขียนหรือนิยายที่เราให้อ่านฟรีในเวปไซต์ อาจสามารถนำมาปรับปรุงดัดแปลงและตีพิมพ์เป็นหนังสือ ใครจะรู้ว่า “ปรากฏการณ์ Harry Porter” ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้นักเขียนไส้แห้งคนหนึ่ง กลายเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามปี อาจสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ เพียงแค่รู้จักนำเสนอ “ของดี” ที่มีอยู่ในตัวเราอย่างมีศิลปะเปี่ยมเสน่ห์ล้ำลึก
3. ปรับปรุง “สิ่งใหม่” ทดแทน “สิ่งเก่า”
สำหรับเจ้าของกิจการ ในช่วงภาวะตลาดซบเซานั้น การโฆษณาอาจไม่ได้มีผลต่อยอดขายมากนัก เพราะยังไงก็แย่อยู่ดี จึงเป็นโอกาสให้ทดลอง “ความคิดใหม่” โดยอาจปรับเปลี่ยนจากการใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ มาเป็น internet ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า และยังสามารถนำเสนอเนื้อหาได้มากกว่า สามารถใส่ลูกเล่นใหม่ๆเข้าไปได้มากมาย โดยเฉพาะการสร้าง Webboard เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นที่มีต่อผลิตภัณฑ์ อาจมีกิจกรรมชิงรางวัล เพื่อกระตุ้นให้คนเข้าเวปไซต์มากขึ้น สามารถคิดค้นกลยุทธ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าได้อย่างไม่มีสิ้นสุด โดยเฉพาะการสร้าง Royalty ซึ่งผู้เข้าชมซึ่งอาจกลายเป็นลูกค้าในอนาคต สามารถมีเวลาเหลือเฟือในการซึมซับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ หากสามารถทำอย่างมีศิลปะกระตุกต่อมความสนใจ โดยไม่ต้องกังวลใจกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามเวลาที่เพิ่มขึ้นเหมือนในสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ปล่อยให้ลูกค้าละเลียดกับคุณค่าความงามของผลิตภัณฑ์เราได้อย่างเต็มอิ่ม แต่การจะตรึงตราผู้ชมไว้อย่างภักดีนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนความคิด พิจารณาคุณค่าทั้งความงามและสัจธรรมที่เราได้กระทำไปในข้อ 1 อาจสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ Idea ใหม่ สามารถนำมาปรับแต่ง เสกคาถาร่ายเวทมนต์เพื่อยกระดับ Brand ของเราให้ได้รับความนิยม ติดตรึงตราในใจผู้บริโภคมิรู้ลืม
ในช่วงวิกฤตนั้นเราอาจถูกบังคับให้ต้องสูญเสียบางสิ่งไป แทนที่จะมัวเศร้าโศก น่าจะถือเป็นโอกาสในการทดลองสิ่งใหม่ ทั้งในเรื่องของวิธีการทำงานใหม่ บริษัทใหม่ วิธีการดำรงชีวิตใหม่ รวมถึง แฟนใหม่ และโอกาสทางธุรกิจใหม่
คำปลอบประโลมใจสุดท้ายคือ ในสมัยโบราณ (คลื่นลูกที่ 1 สังคมการเกษตร) สินทรัพย์สำคัญ คือ “ชาติตระกูล” ในสมัยที่ผ่านไป (คลื่นลูกที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม) สินทรัพย์สำคัญ คือ ทุน แต่ในยุคปัจจุบัน คลื่นลูกที่ 3 สินทรัพย์สำคัญ คือ ความรู้ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้สร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้มากมาย Bill Gates ที่สามารถสร้างฐานะจนกลายเป็นคนร่ำรวยที่สุดในโลก เพียงชั่วคนเดียว ภายในเวลาไม่กี่สิบปี ย่อมไม่ใช่เกิดจากชาติตระกูลยิ่งใหญ่ หรือบรรพบุรุษมีเงินล้นเหลือให้นำมาต่อยอดธุรกิจ แต่เกิดจากมันสมองและวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ทำเงินมหาศาลให้ชายคนนี้ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หรูเลิศที่ต้องใช้วัตถุดิบสุดยอดราคาแพงอันใด แต่กลับเป็น “ปัญญาในการออกคำสั่งต่อเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์” หรือ Software นั่นเอง ดังนั้น ในห้วงวิกฤต 2551 เราอาจต้องสูญเสีย “ทุน” และสินทรัพย์อื่นๆไปมากมาย แต่หากเราอาศัยโอกาสช่วงนี้ พัฒนา “สินทรัพย์ใหม่” ในคลื่นลูกที่ 3 ขึ้นมาได้ อาจกลายเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ในการสร้างความมั่งคั่งชดเชยส่วนที่เสียไปในวิกฤตครั้งนี้
สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินต่ำกว่า 100 ล้าน ให้มองโลกด้านบวกว่า ต่อให้สูญเสียความมั่งคั่งไปทั้งหมด โอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นจากวิกฤต 2551ครั้งนี้ อาจสามารถสร้างสินทรัพย์ใหม่ขึ้นมาได้ โดยการปฏิบัติตามข้อ 1-3 ที่ได้กล่าวไป จนสามารถนำคุณค่าปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ที่ได้มาสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่าที่เคยมีมาได้ภายใน 3 ปี
ส่วนช่วงนี้ก็ตัวใครตัวมันละกันนะ
