อ่านข่าว “แกรมมี่ รื้อโครงธุรกิจเพลง ลุย 10 ธุรกิจรับดิจิทัล” กรุงเทพธุรกิจ 29 ม.ค. 2553 แล้วนึกถึงข่าวการทยอยลาออกของ “ดี้” นิติพงษ์ ห่อนาค และ “อสนี-วสันต์” ออกจากจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อบันเทิงของไทย นี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของอุตสาหกรรมเพลงแบบเก่าแล้วหรือไม่?
มาถึงปัจจุบันนี้ คงเป็นที่ยอมรับกันทั่วแล้วว่า อุตสาหกรรมเพลงเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกระแส “การปฏิวัติดิจิทัล” ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทศวรรษ 2000s วิธีการขายเพลงผ่านเทปคาสเซ็ทและซีดีที่ปฏิบัติกันมายาวนานหลายสิบปี ถูกเพลงฟอร์แมตดิจิทัลและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำลายลงอย่างราบคาบ (ถ้าใช้หลักการ Five Forces ของไมเคิล พอร์เตอร์มาอธิบาย ก็ต้องบอกว่าเพลงดิจิทัลเป็น “substitute product” ที่มาแทนเพลงแบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์) แม้ช่วงหลัง อุตสาหกรรมเพลงจะเริ่มปรับตัว หันมาขายเพลงผ่านเน็ตมันเสียเลย แต่มูลค่าของอุตสาหกรรมโดยรวมก็ลดลงจากสมัยรุ่งเรืองอยู่ดี
“ดี้” จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของคนวงการเพลงรุ่นเก่า ที่ไม่สามารถปรับตัวต่ออุตสาหกรรมเพลงในยุคเปลี่ยนผ่านได้ และสุดท้ายต้องเป็นฝ่ายยอมจากไป ในทางกลับกัน เมื่ออ่านคำสัมภาษณ์ของ “อากู๋” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ในข่าวข้างต้นแล้ว ต้องยอมรับว่านักธุรกิจแบบอากู๋ปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัลได้เก่งกว่ามาก
แกรมมี่ยุคใหม่แบ่งธุรกิจออกเป็น 10 กลุ่ม ครอบคลุม “วิธีการเสพสื่อ” ทุกชนิด (เพลง, ทีวี, ภาพยนตร์, ดาวเทียม, ดิจิทัล, อีเวนท์, ทัวร์, อสังหาริมทรัพย์) และเนื้อหาทุกแบบ (บันเทิง, กีฬา, แอนิเมชัน, ท่องเที่ยว, ธุรกิจ) ก้าวข้ามจากแกรมมี่ยุคเดิมที่ “ขายคอนเทนท์” มาเป็นการ “ขายไลฟ์สไตล์ (ภายใต้คอนเทนท์ของแกรมมี่)”
แกรมมี่กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มสื่อระดับโลกอย่างดิสนีย์ ซึ่งมีทุกอย่างตั้งแต่ค่ายหนัง ช่องทีวี ไปจนถึงสวนสนุก จุดแข็งของธุรกิจสื่อขนาดยักษ์แบบนี้คือการประสานงานกันระหว่างกลุ่มธุรกิจย่อยในเครือ หรือที่เราเรียกกันว่า “คอนเวอร์เจนซ์” (convergence)
แกนสำคัญของยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ คือการควบคุม “ช่องทาง” สำหรับกระจายเนื้อหา แต่เดิม “ช่องทาง” นี้อาจหมายถึงสายหนังหรือดิสทริบิวเตอร์เทป แต่ปัจจุบันมันคือช่องสัญญาณความถี่สำหรับทีวี และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นี่จึงไม่น่าแปลกใจที่ อากู๋มีแผนจะทำทีวีดาวเทียมเพิ่มอีก 5-10 ช่อง และเตรียมทำ “เซตท็อปบ็อกซ์” สำหรับรับสัญญาณดาวเทียมของตัวเอง
ส่วนเครือข่ายมือถือนั้นมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะในอนาคตอันใกล้ ไม่ใช่เฉพาะโทรศัพท์เท่านั้นที่จะต่อกับเครือข่ายนี้ แต่รวมไปถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างไอแพด (และกองทัพแท็บเล็ตอีกเป็นโขยง) เครื่องอ่านอีบุ๊ก ไปจนถึงทีวีที่ต่อเน็ตได้ เพียงแค่เสียบซิม ผู้ใช้ก็สามารถบริโภคเนื้อหาที่ต้องการบนอุปกรณ์ใดๆ ก็ได้ จากที่ไหนก็ได้
ดิสนีย์นั้นให้บริการโทรศัพท์มือถือมาสักระยะแล้วในประเทศญี่ปุ่น โดยทำตัวเป็น MVNO หรือผู้ให้บริการรายย่อย เช่าโครงข่ายของซอฟต์แบงก์ บริษัทมือถืออันดับสามของญี่ปุ่น ส่วนกรณีของแกรมมี่ เคยมีข่าวเมื่อปีก่อนว่าแกรมมี่เองก็สนใจเป็น MVNO ของเครือข่าย 3G เหมือนกัน เพียงแต่การประมูล 3G ล้มไปเสียก่อน ข่าวเลยเงียบไป แต่คาดว่าอากู๋ยังสนใจอยู่เช่นเดิม
การมีเครือข่ายโทรศัพท์ของตัวเองในยุคนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการถือครองเคเบิลทีวีในยุคก่อนหน้านี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกลุ่มทรู ซึ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทรูมูฟ มาหากินกับการโหวตรายการเอเอฟได้อย่างคุ้มค่า ทำไมแกรมมี่จะทำแบบเดียวกันกับเดอะสตาร์บ้างไม่ได้?
แต่เครือข่ายอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ บางทีเราต้องนำเสนอ “ประสบการณ์เหนือล้ำ” ตั้งแต่หัวจรดเท้าแก่ลูกค้า ดิสนีย์ที่ญี่ปุ่นจึงหันมาขาย “เครื่องมือถือ” ของตัวเอง โดยให้บริษัทชาร์ปผลิตเครื่องให้ แต่แปะลายมิคกี้เมาส์ลงไป พร้อมพรีโหลดเนื้อหา เพลง วีดิโอ โปรแกรมจากดิสนีย์มาให้เต็มเพียบ สาวกดิสนีย์คงใจอ่อนยอมเสียเงินให้ไม่น้อย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
การขายเนื้อหาดิจิทัลผ่านโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ต้องผ่าน “เจ้าของบริการ” อย่างแอปเปิล ซึ่งจะกินหัวคิว 30% และมีเงื่อนไขในการส่งเนื้อหาไปขายมากมาย จึงไม่แปลกอะไรที่ “เครือสื่อยักษ์ใหญ่” เหล่านี้เริ่มมองหาช่องทางอื่นแทน การทำมือถือเองจึงน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ เพราะกระบวนการไม่ได้ยากเย็นอะไร จ้างบริษัทฮาร์ดแวร์จีนทำเครื่องให้ ซอฟต์แวร์ก็ใช้แอนดรอยด์ที่แจกฟรีอยู่แล้ว ที่เหลือก็สร้างมูลค่า เพิ่มเนื้อหาและช่องทางขายของตัวเองลงไปเท่านั้น
จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เราอาจเห็นแกรมมี่ทำ “ซิมเดอะสตาร์” หรือ “มือถือพี่เบิร์ด” ในอนาคตอันใกล้นี้ แค่โปรโมชัน “เจ้าของมือถือพี่เบิร์ดรับสิทธิซื้อตั๋วคอนเสิร์ตก่อนใคร” ก็ขายได้ไม่น้อยแล้ว (ในมุมกลับกัน การขายพ่วงแบบนี้อาจถือว่าเป็นการผูกขาดตลาด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ กสทช. ทั้ง 11 ท่านจะต้องลงมาดูแล)
ไอเดียนี้ไม่จำกัดเฉพาะแกรมมี่นะครับ คู่แข่งร่วมวงการอย่างอาร์เอสที่ช่วงหลังหันมารุกตลาดดิจิทัลอย่างหนัก ก็ทำได้เหมือนกัน ไม่แน่ว่าเราอาจได้ดู “ฟุตบอลโลก 2014” ผ่านมือถือของอาร์เอส บนเครือข่ายของอาร์เอสก็เป็นได้
ข้อมูลผู้เขียน
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เคยเป็นนักเขียนคอลัมน์ไอทีให้กับกรุงเทพธุรกิจ และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวไอที Blognone ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านไอซีทีและโทรคมนาคม บริษัท สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต จำกัด
เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554
