สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานผลสรุปการประชุม ผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม และประเทศเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 ประเทศ หรือ จี-20 ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะออกมาตรการอัดฉีดวงเงิน 1.1 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก กับประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่คณะกรรมการมาตรฐาน การทำบัญชีการเงิน (FASB) ของสหรัฐฯเพิ่มความยืดหยุ่น ให้แก่ภาคธนาคารที่ครอบครองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
นอกจากนี้ จี-20 ยังได้เพิ่มความเข้มงวดด้านกฎ ระเบียบที่ใช้กับแหล่งหลบเลี่ยงภาษี, กองทุน เฮดจ์ฟันด์ และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนั้น ผู้นำกลุ่มจี-20 ได้ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการที่ตกลงกันที่ลอนดอนในครั้งนี้จะส่งผลให้ ปริมาณผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% ก่อนสิ้นปีหน้า โดยในข้อตกลงในครั้งนี้รวมถึงสัญญาที่จะเพิ่มปริมาณทุนทรัพย์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขึ้นเป็น 3 เท่า สู่ 7.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดย 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในจำนวนนี้จะมาจากจีน ทั้งนี้เชื่อว่า มาตรการที่มีวงเงิน 2.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับ ช่วง 2 ปีข้างหน้าจะช่วยสนับสนุนกระแสการค้าในตลาดโลก
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า จี-20 ตกลงกันที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน
ชุดหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ระวังปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ โดย จี-20 ตกลงว่าจะให้ธุรกิจเฮดจ์ฟันด์เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเป็นครั้งแรก
นอกจาก นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานต่อว่า ได้มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนได้ระบุว่าการทำข้อตกลงเรื่องเงินทุนใหม่ของไอเอ็ม เอฟในครั้งนี้เป็นการปกปิดความจริงที่ว่า กลุ่มจี-20 ไม่ได้ทำข้อตกลงที่จะให้แต่ละประเทศดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากยิ่ง ขึ้น โดยสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น สนับสนุนให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่ญี่ปุ่นกับเยอรมนีคัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง
ส่วนในสหรัฐฯนั้น FASB ได้ โหวตอนุมัติให้มี การเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ภาคธนาคารในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะมีผลในช่วงไตรมาส 2 และจะส่งผลให้ ธนาคารลดการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลกำไรของธนาคาร
นายจอร์จ โซรอส นักลงทุนระดับมหาเศรษฐีฉายา “พ่อมดการเงิน” กล่าวชมเชยบรรดาผู้นำโลกที่เข้าร่วมการประชุมจี-20 ว่า เป็นครั้งแรกที่ในที่ประชุมใช้นโยบายเชิงรุก แทนที่จะเป็นเชิงรับเพื่อจัดการกับวิกฤติการเงินโลก ซึ่งการกระทำครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลก.
ที่มา – ไทยรัฐ
