โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
หนังสืออ่านประกอบ The Art of Strategy: A Game Theorist’s Guide to Success in Business and Life
ในโลกที่เกิดการแข่งขันกันนั้น มันไม่มีอะไร static เพราะฉะนั้นการกำหนดกลยุทธ์และวางยุทธศาตร์หรือยุทธวิธีของคนในแต่ละชนชั้น จะต้องขึ้นอยู่กับปฎิกริยาของคนในอีกชนชั้นหนึ่ง เช่น ชนชั้นสูงต้องพยายามรวบรวมพันธมิตรให้ได้ ยกตัวอย่าง ชนชั้นสูงไทยกลุ่มหนึ่งก็พยายามที่จะดึงชนชั้นกลางระดับสูงส่วนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถไปรับใช้เขา และหลังจากนั้นก็จะดึงชนชั้นล่างเกือบทั้งชนชั้นขึ้นมา แล้วก็กดและเก็บภาษีจากชนชั้นกลางทั่วๆ ไปที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นไปได้ นี่คือยุทธศาสตร์ของชนชั้นสูงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่ง และชนชั้นกลางส่วนหนึ่งที่อยากจะup ตัวเองไป ก็ต้องไปร่วมกับเขา “เราไม่ได้ว่าเขานะ นี่คือเกมส์ Theory”
ส่วนชนชั้นสูงในแต่ละประเทศก็จะมียุทธศาสตร์ไม่เหมือนกัน และที่ผมพูดไปคราวที่แล้วว่าเกมส์จะlead โดยชนชั้นสูง คือlead โดยคนที่เก่งกว่าเหมือนเป็นเจ้ามือ ส่วนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างก็จะต้องเดินตามเกมส์เขา แต่ในขณะเดียวกันก็มีการตอบโต้กลับ มียุทธศาสตร์ที่โต้กลับขึ้นมา เช่น ชนชั้นกลางบางส่วนรู้ว่าชนชั้นสูงของเราทำกับเขาไว้แบบนี้ จึงร่วมมือกับชนชั้นสูงบางส่วนโค่นกลับก็เกิดการปฎิวัติในปี 2549 ขึ้นมา ไม่ได้มองว่าใครผิดใครถูก แต่เรามองว่าเขาเล่นกันอย่างไร
1. ทางเลือกของชนชั้นกลาง คือ ลังเล
สาเหตุที่คนชั้นสูงรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาแทรกแซงอำนาจของชนชั้นสูงรุ่นเก่า เลือกไม่เอาใจชนชั้นกลาง เพราะรู้ว่าชนชั้นกลางจัดการยาก หลายคนมองว่าเป็นสถานะปราบเซียน แต่ผมกลับมองว่าเป็นจุดอ่อนของชนชั้นกลาง เพราะการที่คุณโลเลนั้นหากคุณโดน Ignore แล้วคุณจะกลายเป็นฝ่ายแพ้
ทำไมชนชั้นกลางถึงโลเล เพราะเขาไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ข้อมูลมาก ใช้ทรัพยากรมหาศาล มีความเสี่ยงและอุปสรรคมากมาย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เด็ดขาด แต่เพราะมีข้อมูลน้อยกว่า เขาไม่รู้จะเลือกข้างใคร เขาไม่รู้จะทำอะไรดีไง ขณะเดียวกันชนชั้นล่างนั้นไม่โลเล เพราะอะไรรู้ไหม เพราะข้อมูลเขาน้อย ชนชั้นล่างนี่เขาปฎิบัติอย่างเดียวไง คือข้อมูลใครให้ดีกว่าเขาก็เอาทางนั้น เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งเขาไม่โลเล อันนี้ให้มากกว่าก็เอาอันนี้ โดยไม่ได้มองภาพรวม แต่ชนชั้นกลางนี่ซวย คือตัวเองเป็นผู้บริหารบริษัทเล็กๆ หรือคนคุมคนอื่นอีกทีหนึ่ง ดังนั้นจะมีความรู้เชิงยุทธศาสตร์และภาพรวมในระดับหนึ่ง แต่รู้ไม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้น รู้ว่าเอาเงินมาล่อไม่เอาแน่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใคร
สิ่งที่ชนชั้นกลางขาดคือความรู้ ชนชั้นกลางส่วนมากเห็นประโยชน์รายการเราผ่านการฟัง แต่ยังขาดการนำไปปฎิบัติ นี่แหละที่ทำให้ตกอยู่ในหล่มปักของชนชั้นกลางไปตลอด อัพเกรดตัวเองขึ้นไปไม่ได้ แต่สามคนที่โทรเข้ามาเขาอยู่ในสถานะของชนชั้นกลางระดับสูงแล้วเพราะฉะนั้นเขาจะแสวงหาความรู้โดยตลอด ตอนแรกผมไม่เข้าใจตรงจุดนี้ไง ว่าทำไมผมพูดไปแล้วคนชอบแต่ทำไมไม่กระตือรือร้น คือว่าไม่ใช่กระตือรือร้นกับเรานะ แต่หมายถึงการนำไปใช้ แต่สามคนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า สามท่านนี้เข้าใจความสำคัญของความรู้และนำความรู้มาApplied ได้
ชนชั้นกลางมันแย่ตรงที่ว่า อยู่ระหว่างชนชั้นสูง กับชนชั้นล่าง ชนชั้นล่างวันๆไม่คิดอะไรมาก ให้เงินมาก็เลือกคุณ ไม่เคยคิดว่าเขาจะโกงหรือเปล่า ส่วนชนชั้นสูงก็มีข้อมูลมากกว่าอยู่แล้ว เพราะเขามีเงินเยอะ มีอะไรเยอะ เพราะฉะนั้น เขาก็เล่นเกมได้สบาย วางแผน วางหมากได้สบาย ส่วนชนชั้นกลางนั้น มีข้อมูลมากกว่าชนชั้นล่าง เลยระแวงชนชั้นสูงว่าควรจะเลือกชนชนชั้นสูงอย่างไร ควรจะวางยุทธศาสตร์อย่างไร เล่นหุ้นอย่างไร แต่ก็ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ส่วนชนชั้นล่างนั้นไม่เล่นหุ้น เล่นหวยก็ไม่ต้องมีข้อมูลมากเพราะเป็นการพนันเพียวๆ แต่ชนชั้นกลางนั้น เล่นหุ้นก็ต้องเลือกหุ้นที่ดี แต่ก็ไม่มีข้อมูลพอว่าหุ้นไหนดี เพราะว่าบทวิเคราะห์ต่างๆ ก็เป็นของชนชั้นสูงผลิตออกมา
ชนชั้นกลางจะเลือกตั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหนดี ทั้งหมดล้วนเป็นพรรคที่ชนชนชั้นสูงกำหนดมา ครั้นจะไปเลือกคนที่ให้เงิน ก็รู้ว่ามันเลว จึงเลือกไม่ได้อีก เพราะฉะนั้น ก็เลยทำให้ชนชั้นกลางเนี่ย โลเล บางคนจะบอกว่าชนชั้นกลางโลเลเพราะขี้เกียจ ไม่สนใจการเมือง แต่อย่าลืมว่ามันยังมีเรื่องอื่นที่มากกว่าการเมือง อาจจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เพราะว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอ จะไปทำธุรกิจเองก็ไม่รู้ว่าลูกค้าคืออะไร จะจ้างฝ่ายวิจัยมารีเสิร์ชก็ไม่มีตังค์ อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ข้อมูลไม่พออยู่ดี นี่ก็เลยเป็นที่มาของความโลเลของชนชั้นกลาง
แต่ว่าชนชั้นกลางระดับสูงจะดีกว่า ก็คือว่ามีตังค์ระดับหนึ่ง เขาก็ไปเข้าสัมมนาต่างๆ เพื่อจะได้ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งในอเมริกาก็เป็นเรื่องปกติที่คุณจะเข้าไปฟังสัมมนา หรือแสวงหาความรู้ที่ลึกซึ้งได้ แต่โชคร้ายก็คือว่า ซัพพลาย หรือว่าคนที่จะมาจัดสัมมนาที่มีคุณภาพ มันไม่มี จ่ายแพงจ่ายถูกก็เท่ากัน คือไม่มีคุณภาพ แต่ในอเมริกาถ้าคุณกล้าจ่ายแพง ใช้บทวิเคราะห์ของคนเก่งๆ ไปฟังสัมมนาของคนเจ๋งๆ คุณได้ของดีไป คุณเอาไปต่อยอด ไปคิดผลิตภัณฑ์ต่างๆได้มากมาย ชนชั้นกลางระดับสูงก็สามารถอัพเกรดไปเป็นชนชั้นสูงได้ อย่างน้อยก็คงสถานะความร่ำรวยของตัวเองไว้ แต่ชนชั้นกลางระดับสูงของเมืองไทยน่าสงสาร เพราะไม่มีคนที่จะมาซัพพลาย มา offerความรู้ใหม่ๆให้ ยังไม่ต้องพูดถึงชนชั้นกลางทั้งชนชั้นนะ เพราะไม่มีปัญญาที่จะมาจ่ายอะไรอย่างนี้ได้
แล้วถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?
2. ของเล่นของชนชั้นสูง
มันจะมีชนชั้นสูง เข้ามาเล่นเกม ในช่องว่างตรงนี้ สำหรับชนชั้นสูงที่ร่ำรวยแต่เดิมนั้น ก็จะเพียรพยายามรักษาโครงสร้างไว้ แต่ชนชั้นสูงที่ยกระดับขึ้นมาจากชนชั้นกลางระดับสูง จะพยายามสร้างธุรกิจใหม่ๆ สร้างความมั่งคั่งใหม่ๆ เพื่อที่จะท้าทายชนชั้นสูงเก่า แล้วกลายเป็นชนชั้นสูงแนวหน้าแทนชนชั้นสูงเก่านั้น ชนชั้นสูงใหม่เหล่านี้ย่อมจะมีคนเก่งไม่เพียงพอ เขาจึงเลือกที่จะดึงชนชั้นกลางระดับสูงขึ้นไปเป็นเบี้ยหมากให้เขา สู้กับชนชั้นสูงเก่า เพราะฉะนั้น แม้แต่ชนชั้นกลางระดับสูงก็จะต้องถีบตัวเอง สร้าง Valueให้ตัวเอง เพราะว่า ไม่ใช่ชนชั้นกลางระดับสูงทุกคนที่จะได้รับเลือก ต้องเป็นชนชั้นกลางระดับสูงชั้นแนวหน้าของชนชั้นกลางระดับสูง ส่วนชนชั้นกลางระดับสูงที่เหลือก็จะต้องรอวันตกลงไปเป็นชนชั้นกลางธรรมดา นี่คือความเศร้า สุดแสนเศร้า เพราะอย่างนั้น ชนชั้นกลางระดับสูงจึงต้องพยายามอัพเกรดตัวเองให้มีความรู้ใหม่ๆ มียุทธศาสตร์ใหม่ๆ มียุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อที่จะทำให้ชนชั้นสูงใหม่นั้น มองเห็นคุณค่าตัวเองและเลือกที่จะใช้งาน มันเป็นเรื่องของการมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทรัพยากรน้อยเกินไป ที่จะยกระดับตัวเอง
ในเมืองนอก ในอเมริกา วิธีบริหารจัดการคนเก่ง คือ เขา need มาก องค์กรไม่ว่าจะเป็น SME ในอเมริกานั้น ชนชั้นสูงไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ มันแย่งคนเก่งกันเยอะ โดยการสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้ดูดีเพื่อจะดึงคนเก่งเข้ามา นี่คือเกมของเขา แต่คนที่เขาจะดึงได้มีแค่ส่วนน้อยนิด อาจจะมีแค่ 20% ของชนชั้นกลางระดับสูง ซึ่งอาจจะเป็นแค่ 5% ของชนชั้นกลางทั้งชนชั้น แล้วชนชั้นกลางที่เหลือจะทำอย่างไร ?
ชนชั้นกลางในเมืองไทยนั้น มีกรรม ในหลายประเทศ อำนาจในการกุมชะตากรรมของประเทศที่เจริญแล้วชนชั้นสูงและชนชั้นกลางจะมีบทบาทพอๆกัน ยกตัวอย่างในกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย คือชนชั้นกลางจะมีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ 85% ชนชั้นล่างประมาณ 5% ชนชั้นสูงก็แค่ 10% เท่านั้นเอง เพราะว่าเขาออกแบบระบบของเขา ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป ตัวอย่างของประเทศแถบสแกนดิเนเวียนั้น เป็นตัวอย่างแบบสุดขั้วมากๆ เป็นเพราะประชากรของเขาน้อย และเก็บภาษีในอัตราที่แพงสุดๆ และมีความเข้มแข็งมากในการลดอำนาจของชนชั้นสูงลง และชนชั้นสูงของที่นั่นก็ไม่ได้มีบทบาทอะไร เราจะเห็นนายกรัฐมนตรีของที่นั่น ขึ้นรถเมล์ หรือเป็นอะไรแบบที่ชาวบ้านธรรมดาเป็นกัน นี่คือการสะท้อนพลังของชนชั้นกลางในประเทศเหล่านั้น แต่ประเทศไทยพัฒนาแบบนี้ยากมาก แต่เป็น Caee ในฝันของหลายๆคนเหมือนกัน
ลองมาดู Case ที่พอเป็นไปได้ ก็คือ อเมริกา เป็น Caseที่ชนชั้นสูงจะบงการประเทศอยู่ซัก 60-70% แล้วชนชั้นกลางของที่โน่นก็จะมีส่วนร่วมซัก 15% ส่วนที่เหลือก็จะเป็นชนชั้นล่าง คือพวกผิวสี พวกฮิสปานิก หรือลาตินอเมริกา แล้วก็พวกเอเชียนอเมริกา เป็นส่วนน้อยมาก แต่ผมวิเคราะห์ว่าชนชั้นกลางของเขาไม่ใช่ไม่เก่งนะ แต่ชนชั้นสูงดันเก่งกว่า แต่ขอเรียนท่านผู้ฟังว่าเส้นชนชั้นของอเมริกานั้น มันจาง แต่มันไม่ได้จางมากจนเรียกว่าไม่มี มันก็มีกลุ่มตระกูลบางกลุ่ม หรือกลุ่มทุนบางกลุ่มที่คุมอยู่ บริษัทของอเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่กุมชะตากรรมของโลกเหมือนกัน
กลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มทุนของตระกูล จอร์จ บุช เรียกว่า คาลาย กรุ๊ป กลุ่มนี้สะท้อนความเป็นชนชั้นสูงของสหรัฐอเมริกา เป็นเด็กก็ต้องเรียนโรงเรียน ฟิลิป เอกซ์เตอร์ ถ้าคนไทยจะไปเรียนนะครับ เท่าที่เห็นถ้าไม่ได้ทุนคิงไปเรียน ก็มีคุณ บัณฑูร ล่ำซำ ถ้าคนที่ไม่รวยมากหรือไม่มีชนชั้นสูงของอเมริกันฝากให้นะครับ ก็ต้องเป็นเด็กที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง คือจบม.6 แล้วสอบได้ที่ 1 ของประเทศไทย แล้วคุณก็จะต้องไปเรียนที่อเมริกาเพื่อจะเข้าโรงเรียน ฟิลิป เอกซ์เตอร์ โรงเรียนในเมืองไทย แม้แต่เตรียมอุดม ก็สู้ไม่ได้ แต่ถึงแม้จะจบโรงเรียนอย่าง ฟิลิป เอกซ์เตอร์ ก็อาจจะมาเป็นลูกน้องของคนอย่างสตีฟ จ๊อฟ ได้ หรือคนที่จบจากฟิลิป เอกซ์เตอร์ ก็ยังใฝ่ฝันจะมาเป็นลูกน้องของสตีฟ จ๊อฟ ก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะที่โน่นถึงแม้จะมีโรงเรียนระดับสูงขนาดที่คนในเมืองไทยไม่สามารถจะแตะต้องได้ แต่ก็ไม่มีความหมาย เพราะชนชั้นสูงของเขาเล่นเกมที่เร็วกว่า โดยไต่เต้ามาจากชนชั้นล่างได้อย่างรวดเร็ว
สตีฟ จ๊อฟ นี่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือเขาเล่นทางลัด ไม่ต้องเรียนหนังสือ เรียนรู้เองเร็วกว่า เพราะว่าเวลาเรียนหนังสือ คุณต้องเรียนหมด แต่ สตีฟ จ๊อฟ เขาอาจจะไปเรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจโดยตรง แล้วก็ถีบตัวขึ้นไปเลย แล้วมันก็มีอีกหลายคน แต่ว่าเนื่องจากเส้นพรมแดนทางชนชั้นของอเมริกามันเจือจางมาก แต่มันก็มีบางกลุ่มที่ยังครองความเป็นชนชั้นสูงอยู่ อย่างเช่น คาลาย กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่มีอิทธิพลสูงมาก เพราะว่าเป็นการรวมตัวของอดีตผู้บริหารของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น เจมส์ เบเคอร์
ผมจะบอกถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นสูงของอเมริกา กับยุโรป คือ ชนชั้นสูงอเมริกาเล่นเกมฉลาด คือชนชั้นกลางระดับสูงก็เป็นพวกด้วย ชนชั้นกลางก็เลยอ่อนแอ แต่ชนชั้นสูงของยุโรป เขาไม่ดึงชนชั้นกลางระดับสูงขึ้นไป มันก็เลยทำให้ชนชั้นกลางระดับสูงต้องดึงชนชั้นกลางด้วยกันขึ้นไปสู้ คือระบบยุโรปจะมีความลุ่มลึก เพราะผ่านประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่ของอเมริกาที่ยังเป็นประเทศใหม่ การแข่งขันก็เลยสูง เนื่องจากช่องว่างทางชนชั้นของอเมริกามันมีน้อย คือชนชั้นสูงมันไม่รังเกียจชนชั้นกลางระดับสูง มันเลยดึงไปเป็นพวกด้วย
แต่ชนชั้นสูงของยุโรป มันรังเกียจชนชั้นกลางระดับสูง มันเลยไม่ดึงเข้าไปช่วย กลับกลายเป็นว่าการดึงชนชั้นกลางระดับสูงไปช่วยทำให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นมากขึ้น ทำให้ชนชั้นกลางขึ้นไปไม่ได้ เพราะมีแต่คนเก่งมาบล็อคไว้ แต่ชนชั้นกลางของยุโรปไม่โดนดึงไป มันเลยรวมตัวกันเองไปแข่งกับชนชั้นสูง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองหลายๆอย่าง อังกฤษนี่ชัดเจนเลยว่า กษัตริย์อังกฤษบางองค์ก็ถูกบั่นหัว เพราะว่าครอมเวล ดึงชนชั้นกลางมาเป็นพวกจนยึดอำนาจได้ ถ้าเป็นอเมริกา ชนชั้นสูงก็ดึงครอมเวลไปช่วยงาน และอย่างอเมริกานั้น เป็นการนำคติของมหาปราชญ์ยุโรปมาสร้างประเทศ คือเขาไม่ใช่ประเทศใหม่อย่างติมอร์ ผมถึงให้วามสำคัญกับกลยุทธ ยุทธวิธี เพราะจากประเทศที่ไม่มีอะไรเลย คุณสามารถเป็นมหาอำนาจได้ อย่างอเมริกา รัฐธรรมนูญของอเมริกา เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ อย่างปี 50 ของเราก็เป็นได้แค่ขยะของเขา เพราะของเขาสองร้อยกว่าปีเปลี่ยนแปลงไม่กี่ครั้ง และระบบของเขาง่ายมากเลย ถ้าคุณเก่ง คุณเอาไปเลย แต่ว่าคุณต้องเล่นภายใต้กติกา ถ้าคุณเล่นนอกกติกา ก็อย่าให้จับได้ มันจึงบีบบังคับให้ต้องใช้สติปัญญาชั้นสูงมาก
3. หล่มปักของชนชั้นกลางไทย
กลับเข้ามาสู่ชะตากรรมอันหดหู่ของชนชั้นกลางในเมืองไทย เพราะภาษีของเรานั้น ถูกเก็บจากชนชั้นกลางเป็นส่วนมาก แต่ตลกก็คือว่า Caseนี้มันต่างจากอเมริกา ก็คือว่า ชนชั้นสูงของเราไม่เก่ง เพราะฉะนั้น ถ้าชนชั้นกลางระดับสูงยอดเยี่ยมพอ ก็จะสามารถเป็นแบบยุโรปได้ จากประวัติศาสตร์ของโลกเลยนั้น ชนชั้นสูงเนี่ย จัดได้ว่าเป็นอันตรายต่อสังคม ต้องอย่าให้ชนชั้นสูงมีอำนาจมากเกินไป ตัวอย่างของระบบที่ชนชั้นสูงมีอำนาจมากเกินไป ได้แก่ระบบ ทรราชพม่า เพราะว่าระบบทหารพม่านั้น นายพลทหารพม่ากุมชะตากรรมประเทศชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จะทำลายล้างชนชั้นกลาง และร้ายแรงที่สุดคือทำลายล้างประเทศพม่าโดยรวม
แต่ชนชั้นสูงของอเมริกามีอำนาจมากกลับทำให้ประเทศเจริญ แต่การกุมชะตากรรมของสังคมของอเมริกาไม่เหมือนกับพม่า ของพม่าคือคุณใช้ปืนไปขู่ ของอเมริกาคือ คุณต้องดึงครีมของชนชั้นกลางมาเป็นพวก คุณต้องออกแบบระบบจูงใจผลประโยชน์ ออกแบบค่าตอบแทนเพื่อดึงชนชั้นต่างๆมา เพราะฉะนั้นชนชั้นสูงของอเมริกาก็ต้องใช้หัวเหมือนกัน มันถึงเป็นชนชั้นสูงที่เก่งไง แต่ระบบชนชั้นสูงของพม่าเนี่ย หรือระบบทรราชในเกาหลีเหนือ มันใช้ปืนไปขู่ มันไม่ต้องออกแบบสติปัญญาเลย ถ้าคัดค้านหรือประท้วงก็ยิงมันทิ้งเลย
แล้วมาดู Caseของไทยดีกว่า ชนชั้นกลางของเราเนี่ย แสดงออกทางการเมืองเป็นครั้งๆไป แล้วก็จบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความรู้ เพราะฉะนั้น ชะตากรรมของประเทศชาติเนี่ย ก็จะถูกกำหนดโดยชนชั้นสูง ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่ออนาคตของประชาชน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คือ หนึ่ง ชนชั้นสูงคิดว่าตนเองไม่ต้องใช้ความพยายามในการออกแบบอะไรมาก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดึงชนชั้นกลางเก่งมาเป็นพวก เพราะว่ามีอำนาจในระดับหนึ่งที่จะไม่เอาชนชั้นกลางที่เก่งมาสนับสนุน
ตอนนี้เรามีชนชั้นสูงใหม่ที่มาท้าทายชนชั้นสูงเก่า มันจึงเป็นช่วงที่ชนชั้นสูงทั้งใหม่และเก่าจะมาระดมความคิดที่จะมีข้อเสนอยื่นเพื่อหาพันธมิตร ผมพูดตรงๆเลยแล้วกัน เพราะคิดว่าผู้ฟังของเรามีวุฒิภาวะ ฉลาดพอ ชนชั้นสูงใหม่ หรือผู้ท้าทายใหม่เนี่ย หยิบยื่นผลประโยชน์ให้แก่ชนชั้นล่าง แล้วชนชั้นล่างก็เอากับชนชั้นสูงใหม่ ในขณะที่ชนชั้นสูงเก่า ยังไม่มีสติปัญญาหรือยังไม่มีไอเดียว่าจะทำอย่างไร นอกจากมาเรียกร้องให้ทุกคนเข้าร่วม โดยไม่มีสิ่งใดจะให้ ซึ่งระบบนี้มันไม่สอดคล้องกับโลกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปมันจะทำให้ผู้ท้าทายใหม่ชนะ
แต่ว่าจุดชี้ขาดคืออะไร เพราะว่าชนชั้นกลางในเมืองไทยยังลังเลอยู่ ขอเพียงชนชั้นกลางเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็จะชนะ และผมกำลังมองว่าชนชั้นกลางอาจจะหันไปเข้ากับผู้ท้าชิงใหม่ เพราะว่ามันมีมนตราอยู่อันนึง ว่าผู้ท้าชิงใหม่จะสามารถบันดาลให้ชีวิตเขาดีขึ้น เมื่อเทียบกับอีกพวกที่ไม่มีข้อเสนอเลย หรือมีข้อเสนอคือ อย่ามีชีวิตที่ดี มันเป็นทางกลับกัน แต่ว่ามันตลกก็คือว่า ชนชั้นสูงใหม่นั้น มันจะคล้ายกับอเมริกาว่าเป็นการดึงชนชั้นกลางระดับสูงไปช่วยเขา ชนชั้นสูงของอเมริกันพอรู้ว่าตัวเองจะตกจากอำนาจ เพราะระบบมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว อย่างดีก็ครองอำนาจได้ไม่เกิน 6 เจเนอเรชั่น เขาก็เลยต้องดึงท็อปของชนชั้นกลางมาเป็นพวก แล้วก็ดึงทั้งมิดเดิลคลาสทั้งหมดเลยมาช่วยเขา แต่ก็มีส่วนแบ่งให้โลว์คลาสของอเมริกาบ้าง
ในทางกลับกันของประเทศไทยเนี่ย กลุ่มชนชั้นสูงใหม่ซึ่งแต่เดิมก็เป็นชนชั้นกลางนั้นก็ดึงชนชั้นกลางระดับท็อปไปเป็นพวก แต่ไม่ได้ดึงทั้งชนชั้นไป ทำให้ชนชั้นกลางไทยเกิดความสับสน ก็เพราะว่า อย่างที่บอกคือ ชนชั้นกลางไทยนั้นเสียสละต่อประเทศชาติมาก หนึ่งก็คือรายได้ ภาษีของท่านต้องถูกเอาไปให้นักการเมืองโกงกิน โดยที่ท่านจ่ายภาษีไปแต่ท่านได้อะไรกลับคืนมาน้อยมาก เงินเดือนพวกเราก่อนที่จะมาถึงมือผม ภาษีเอาไปก่อนแล้ว แล้วภาษีเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในมือนักการเมือง แล้วก็ชนชั้นสูงที่แบ่งกันไป ในขณะที่ชนชั้นสูงนั้น ภาษีก็เสียน้อยมาก เพราะระบบภาษีของเมืองไทยมันไม่ใช่ระบภาษีที่ช่วยให้ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ของประเทศอังกฤษคือถ้าคุณมีที่ดินมากคุณก็เจอภาษีมรดก เพราะว่าชนชั้นสูงอังกฤษยังไม่ดึงชนชั้นกลางระดับสูงมาช่วยมากพอ ดังนั้นชนชั้นกลางระดับสูงจึงมาช่วยชนชั้นตัวเองไง
ประเทศไทยเนี่ย ในอนาคตน่าจะค่อนข้างไปทางของประเทศอังกฤษ ในที่สุดแล้วชนชั้นสูงของไทยก็จะถูกชนชั้นกลางปราบ และถ้าชนชั้นสูงเก่าถูกชนชั้นสูงใหม่ปราบนั้น ก็จะโดนปราบหนักทีเดียว แต่ถ้าให้ชนชั้นกลางไทยจัดการยังรักษาสถานะของท่านได้ แต่หากโมเดลของประเทศกลายแบบอเมริกา ชนชั้นสูงใหม่จะฉลาดกว่าชนชั้นสูงเก่า มาดึงชนชั้นกลางระดับสูงไปเป็นพวก ทำให้ไม่ไปช่วยชนชั้นกลางระดับเดียวกัน เพราะฉะนั้นชนชั้นกลางก็จะโดนบีบแบบอเมริกา และยิ่งซวยหนักเพราะอเมริกาถึงแม้จะดึงชนชั้นกลางระดับสูงมา แต่เขารู้ว่าชนชั้นกลางก็มีพลังของตัวเอง ก็ค่อยๆเลี้ยงแบบไม่ให้โตแต่ไม่ให้ตาย แต่ของเราถ้าเกิดชนชั้นสูงใหม่ขึ้นมาได้ เขาดึงชนชั้นกลางระดับสูงไปเป็นพวก แล้วก็ดึงชนชั้นล่างไปเป็นพวก ทำให้ชนชั้นกลางจะลำบาก มันแตกต่างจากของอเมริกาคือเลี้ยงไม่ให้ตายแต่ก็ไม่ให้โต คือในภาพรวมนั้น
ผมจะพูดถึงภาพรวมของชนชั้นกลางไทยก่อน และในภาพย่อยก็จะมีข้อเสนอเฉพาะท่านเอง คือชนชั้นกลางไทยค่อนข้างลำบาก จะต้องเสียภาษีมาก ต้องเลี้ยงดูชนชั้นล่าง และถูกชนชั้นสูงใหม่มาปล้นภาษีของท่านมาแจกจ่ายให้ชนชั้นล่าง และเพื่อจะสร้างให้ชนชั้นล่างมานิยมตัวเองโดยใช้เงินตัวเองน้อยมาก แต่ว่าอาศัยประสิทธิภาพในการบริหารนโยบายรัฐเนี่ยเป็นเครื่องที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินภาษี พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลไทยรักไทยเป็นตัวอย่างที่ดี รัฐบาลชุดไทยรักไทยเนี่ย ใช้เงินส่วนใหญ่ที่จะซื้อคะแนนเสียงจากคนจน แต่ซื้อคะแนนเสียงไม่ใช่เอาเงินไปให้นะ เขาทำนโยบายประชานิยมไง ทำให้ประชาชนศรัทธาพรรคไทยรักไทยมาก แต่เงินส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่มาจากผู้ที่คิดนโยบายหรือสมาชิกพรรคไทยรักไทย เงินส่วนใหญ่ก็เป็นของชนชั้นกลาง แล้วชนชั้นกลางไทยต้องมีชีวิตยังไงบ้าง ชะตากรรมของลูกหลานท่านจะตกอยู่ในมือของรัฐบาล ก็ค่อนข้างจะหดหู่
สรุปว่า ชนชั้นกลางไทยก็จะเผชิญสิ่งความหดหู่ ผูกชะตากรรมไว้กับรัฐบาลที่ไม่ค่อยจะได้เรื่อง ทั้งหมดเกิดจากว่า พวกคุณลังเลว่าจะเลือกอะไร เพราะโดยส่วนตัวคือมองไม่เห็นอนาคตของตัวคุณเอง และไม่รู้จะทำอย่างไรให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เมื่อคุณหันไปมองหาเพื่อนที่อยู่ในออฟฟิศเดียวกับคุณ คือมองหันไปหาคนที่พูดจาภาษาคล้ายๆคุณ มีการศึกษาคล้ายๆคุณ ก็จะพบว่าพวกเขาก็ไม่มีไอเดียอะไรเหมือนกัน การฟังรายการของเราก็เป็นไอเดียเริ่มแรก จะทำให้คุณหายลังเล แต่ผมจะพูดในวันต่อไปว่า หลังจากคุณหายลังเลแล้ว คุณจะต้องใจถึง กล้าที่จะขึ้นมาสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือกล้าที่จะสร้างกลุ่มของตัวเอง โดยผมจะเสนอวิธีเอาตัวรอดในแบบชนชั้น และระดับปัจเจก
