รู้สึกว่า ตอนนี้ “ประเทศไทย” จะเปิดกว้างต่อความเป็น “เกย์” มากขึ้น
จึงอยากนำบทความเกี่ยวกับ “เกย์” ที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน
ใครอยากอ่านฉบับเต็ม ติดตามได้ที่ “เซ็กส์สีเทา…เราคือเกย์ร่วมสมัย”
…………………………
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ นักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ศึกษาข้อมูลพบว่า ‘กะเทย’ เป็นเพศคู่บ้านคู่เมืองของไทยและสังคมตะวันออกมาแต่ครั้งอดีต สังคมรับรู้การมีอยู่ของ ‘เพศที่สาม’ ขณะที่ ‘เกย์’ ซึ่งมีรากฐานและพัฒนาการต่อเนื่องในสังคมตะวันตก เพิ่งปรากฏต่อการรับรู้ของสังคมไทยในช่วงไม่เกิน 20 ปีที่ผ่านมา
“สังคมไทยรู้จักกะเทยมานาน ในอดีตพื้นที่ของกะเทยคือวัด งานเทศกาลสำคัญต่างๆ ที่กะเทยสามารถแสดงความเป็นหญิง” สิ่งที่บ้านเราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อดีตก็คืออากัปกิริยากระตุ้งกระติ้ง การแต่งเนื้อแต่งตัวที่แสดงออกชัดเจนว่าค่อนไปทางจะเป็นผู้หญิง
ส่วน ‘เกย์’ ที่หากจะเจาะจงลงไปว่าหมายถึงกลุ่มชายรักชาย ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับการแสดงออกถึงความเป็นหญิงอย่างกลุ่มกะเทย แม้จะมีอยู่แต่ก็แฝงตัวในหมู่ประชากรชายสามัญ เพราะไม่สามารถแสดงตัวในท่ามกลางสังคมที่มีแค่ ผู้หญิง ผู้ชาย และอนุญาตให้กะเทยเป็นเพศที่สาม
เกย์ปรากฏตัวขึ้นหลังจากมีโครงสร้างพื้นฐานมารองรับ ได้แก่สินค้าและบริการหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นสถานบริการ ผับ บาร์ สปาเกย์ สถานที่เหล่านี้ค่อยๆ ถือกำเนิดและลุกลามกลายเป็นแหล่งรวมตัวของชาวเกย์ที่ กระจายตามจุดต่างๆ บทบาทคือการเป็นจุดนัดพบเพื่อการอวดหน้าตาและเรือนร่าง ก่อนจะนำไปสู่ระดับความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น ยังไม่นับสื่อหลากชนิด โดยเฉพาะยุคอินเตอร์เน็ต ที่ประสิทธิภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารยิ่งสูงขึ้นทั้งในเชิงคุณภาพและ ปริมาณ
คำสำคัญที่กำหนดตัวตนของเกย์ รวมไปถึงการรับรู้ของสังคมในยุคแรกๆ (จนถึงทุกวันนี้) คือ ‘เกย์คิง’ และ ‘เกย์ควีน’ ซึ่ง เป็นการแบ่งแยกจากลักษณะกิริยาอาการ รวมไปถึงบทบาทในการมีเพศสัมพันธ์ อันน่าจะเป็นที่มาของ ‘อีแอบ’ คือแอบเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผู้ชายแท้ๆ แต่ก็ไม่สาวแตกเป็นตุ๊ดออกมาให้เห็นกันจะๆ เหมือนกลุ่มกะเทยแท้อย่างที่สังคมไทยคุ้นชิน
“คิง-ควีน เป็นคำที่เชยไปแล้ว สมัยนี้เราใช้คำว่า ‘รุก-รับ’ หรือ ‘passive-active’ แล้วก็ยังมี both มี bi มีอีกหลายอย่าง”
‘ตั๊ก’ จำกัดความตัวเองว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกชาวเกย์ยุค ‘หลังมาดอนนา’ โดยชี้ว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญอยู่ตรงการไม่แบ่งเป็น ‘เกย์คิง’ ที่ผูกขาดบทบาทการเป็นฝ่ายรุก และ ‘เกย์ควีน’ ที่จ้องแต่จะรับฝ่ายเดียวอย่างแต่ก่อน
“เกย์สมัย นี้ไม่ได้แบ่งตรงที่ใครแมนใครสาว แล้วจะเป็นตัวมากำหนดบทบาทว่าใครเป็นอะไรบนเตียง มันวาไรตี้มากขึ้น บางคนดูสาวแต่เขาแอ็คทีฟ ขณะที่บางคนแมนล่ำกล้ามบึ่กแต่กลับเป็นฝ่ายรับ”
โดยยอมรับร่วมกันก่อนว่าการ ‘หาคู่’ ของเกย์มี วิถีทางที่อาจจะแตกต่าง (หรือไม่แตกต่างในบางกรณี) จากความสัมพันธ์ชาย-หญิง การเจอคนถูกใจในสถานที่ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งนัดพบ สปา บาร์ ผับ ฯลฯ เพื่อจะสานสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (แต่อาจไม่ยั่งยืน) จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา
“ความซับซ้อนดูไม่ออกแบบนี้ บางทีก็มีปัญหาเหมือนกันนะ อย่างบางทีพอ pick up ไปแล้ว อ้าว passive ทั้งคู่ ทำให้ต้องมีการปรับตัว คือ ฉันก็ไม่ปลื้มนักหรอกนะ แต่ก็ active ได้ ไหนๆ ก็มาด้วยกันแล้ว” ตั๊ก เล่าแบบตรงไปตรงมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่คนทั่วไปอาจมองเป็นความ วุ่นวายสับสนถึงขีดสุด ขณะที่เกย์ยุคก่อนหน้าอาจจะบอกว่า “ก็แบ่งเป็นคิงกับควีนซะยังจะง่ายกว่า”
ในท่ามกลางความอึมครึม ไม่ดำไม่ขาว ไม่ชายไม่หญิง ไม่คิงไม่ควีน ของเกย์รุ่นล่าสุด ‘นฤพนธ์’ นักวิจัยจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ค้นพบว่ามีการให้คุณค่ามากกว่ากับ ‘ความเป็นชาย’
“เกย์จะดูถูกกะเทย ถ้ากะเทยไปเที่ยวบาร์เกย์จะต้องแต่งชาย” นฤพนธ์ ชี้ว่าวัฒนธรรมเกย์ที่ แพร่ระบาดมากับสื่อ มีการสร้าง ‘ภาพลักษณ์’ ความเป็นชายที่กลายเป็น ‘สูตรสำเร็จ’ โดยล่าสุด เน้นการนำเสนอภาพของผู้ชายที่ดูอบอุ่น รักสุขภาพ นิยมการออกกำลังกาย ดูแลตัวเองให้อ่อนเยาว์ อ่อนไหว และชอบสังคม ล้วนเป็น ‘เปลือก’ ที่ถูกปลูกฝังให้กลายเป็นคุณค่าและสิ่งที่พึงปรารถนา ลองนึกง่ายๆ เราแทบไม่เคยเห็นภาพกะเทยแตกสาวปรากฏตามโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือนิตยสารเล่มใด ยกเว้นจะเอามาใช้ให้ดูขำๆ ขณะที่ภาพชายหนุ่มแบบที่บรรยายมามีให้เห็นอย่างดาษดื่น
สิ่งที่ติดตามมาคือสถานการณ์ ‘กะเทย’ ปรับตัวเป็น ‘เกย์สาว’ เก๊กแมนเพื่อให้ตัวเองได้มีที่ทางในสังคมมากขึ้น ทั้งในแง่การยอมรับจากกลุ่มเกย์ โอกาสการมีคู่ รวมทั้งมีผลดีในแง่ของสถานภาพทางสังคม เพราะการเป็นเกย์ที่ ดูแล้วใกล้เคียงกับผู้ชายธรรมดา ย่อมจะถูกกีดกันตั้งแง่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกะเทยเต็มสาว ส่วนอาการ ‘ตุ๊ดแตก’ ก็เก็บไว้ไปปล่อยเต็มที่เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทถือเป็นการกระชับมิตรไป ในตัว
“เกย์จะ fall in love กับเกย์ด้วย กัน โดยจะไม่ไปเป็นแฟนกับกะเทย” ..แต่มีวงเล็บว่า น่าจะยกเว้นสำหรับสาวประเภทสองระดับแอดวานซ์อย่าง ‘น้องปอย’ ที่ไม่ว่าเพศไหนก็อาจต้องยอมปรับตัว เพื่อเธอ
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของกะเทยแต่งหญิงที่ใช้โอกาสของการมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
“เพื่อนรุ่นน้องเดิมเป็นกะเทยคูณสอง คือผู้หญิงแต่งหน้า กะเทยต้องแต่งสองเท่า ต้องใส่น้ำหอมมากกว่าสองเท่า ผู้หญิงนุ่งสั้น ฉันต้องสั้นกว่าสองเท่า ต้องเทคยาคุม ต้องดูแลตัวเองเยอะมาก ปัจจุบันกลายเป็นเกย์ เขาบอกเป็นกะเทยแล้วเหนื่อย
“ที่สำคัญ น้องคนนี้บอก โห พี่ ตอนหนูเป็นกะเทย ผู้ชายไม่เคยตกถึงท้อง พอมาเป็นเกย์แล้วขายดิบขายดี รู้งี้เป็นตั้งนานแล้ว” ตั๊กเล่าประสบการณ์ของเพื่อนเพศใกล้เคียง
ขณะที่ ‘ทาม’ นักศึกษาสาขาวิชาด้านนิเทศศาสตร์ใน มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ตุ๊ด แต่งชาย’ ที่ได้ข้อสรุปกับตัวเองมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมต้น เพราะครอบครัวเป็นด่านแรกที่เปิดกว้างและให้การยอมรับ อีกทั้งเมื่อเล่าเรียนมาจนถึงระดับอุดมศึกษา เขาก็ไม่เคยพบอุปสรรคขัดใจใดๆ ในการเป็นเพศอื่นจากคนรอบข้าง เขาจึงเชื่อมั่นว่าสังคมยุคนี้น่าจะเปิดกว้าง และดูคนที่ความสามารถและผลงานมากกว่าจะมากีดกันด้วยเรื่องเหล่านี้
“เพื่อนๆ มีทุกแบบครับ ทั้งตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ เกย์ที่ เปิดเผยอยู่กันเป็นคู่เลยก็มี เป็นผู้ชายอยู่ด้วยกันไม่ต้องเกรงใจกันมาก ดีด้วยไม่ต้องกลัวท้อง บางคนเป็นผู้ชายอยู่ดีๆ มีแฟนเป็นหญิงไปได้สักพัก รู้ว่าตัวเองชอบผู้ชายก็เลิกมาหาแฟนผู้ชายแทน พวกที่ยังไม่รู้จักตัวเองก็เยอะ ไม่รู้ว่าชอบผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ก็ต้องเตือนว่าถ้ายังสับสนก็อย่าเพิ่งตัดสินใจ ดูๆ ไปก่อน”
สำหรับวัยของ ‘ทาม’ และเพื่อนๆ ความสับสน ไม่แน่ใจในเพศของตัวเองอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อสังคมเกย์วันนี้มี ‘คำ’ มากมายที่เป็นตัวเลือกสำหรับการนิยามตัวเองของคนรุ่นใหม่
‘โจ้’ ยอมรับว่าเขาเองเป็นเกย์รุ่นก่อนหน้า แต่พอจะเข้าใจความหลากหลายของยุคนี้ ถึงอย่างนั้นบางทียังงงๆ กับความคลุมเครือของเกย์รุ่นใหม่ แถมหลายคนก็เปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา และถ้าขนาดเกย์กันเองยังสับสน สำหรับคนทั่วไปคงยิ่งลำบากกันไปใหญ่
“สังคมเพิ่งรับรู้และยอมรับเกย์ได้ไม่นาน ก็ต้องมาเปลี่ยนมุมมองกันอีกแล้ว”
เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนทั่วไป ความชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ จะดำหรือจะขาวก็เลือกเอาสักอย่าง แต่ ‘โจ้’ ก็สงสัยด้วยเหมือนกันว่า แล้วจะเป็นไรมั้ย ถ้า ‘สีเทา’ จะเป็นเฉดสีล่าสุดของสังคมวันนี้
…………….
ความเห็น SIU
SIU ไม่เข้าใจจริงๆว่า ทำไมกระแสเกย์และกระเทยอย่าง “น้องปอย” จึงได้รับความสนใจกระหึ่มดังจริงๆในช่วงนี้
แต่เท่าที่ทราบมาคือ การยอมรับเรื่อง “เกย์” สะท้อนถึงความมีวุฒิภาวะของสังคม
ถึงขนาดว่า Gay Index ถูกจัดเป็นดัชนีสำหรับชี้วัดลำดับความเข้มแข็งของ Creative Economy ในประเทศนั้น
ยิ่งกว่านั้น ยังมีงานวิจัยที่ชี้วัดว่า
“ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้น ธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นเกย์นั้น จะสามารถอยู่รอดได้ เพราะเกย์มักจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
น่าสนใจว่า ทำไม “เกย์” จึงดูจะมีความสามารถมากกว่าเพศชายและหญิงโดยปกติ
ใช่หรือไม่ว่า “เกย์” สามารถคิดได้ทั้งแบบชายและหญิงจึงมีสมรรถภาพในการทำงานได้เหนือกว่าคนอื่น โดยเฉพาะในด้านการออกแบบสร้างสรรค์
ดังนั้น เราอย่าพึ่งตัดสินหรือรังเกียจเกย์ แต่ควรที่จะเรียนรู้เพื่อหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
