หลังการออกมาแถลงข่าวจากทั้งจาก สภาพัฒน์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 4 ของปี 2552 ที่ออกมาดีเกินคาด โดยขยายตัวถึงร้อยละ 5.8 ทำให้จีดีพีทั้งปี 2552 ออกมาติดลบ 2.3 ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ในช่วงต้นปีที่คาดว่าจะติดลบถึง 3% และคาดการณ์ถึงการขยายตัวทั้งปี 53 จะเติบโตที่ 3.5 – 4.5%
การที่จีดีพีไตรมาสสุดท้ายกลับมาบวกเกินคาดเช่นนี้ มาจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวกลับมาหลังจากยอดการส่งออกติดลบมาตลอด 4 ไตรมาสติดต่อกัน รวมทั้งราคาผลผลิตทางเกษตรที่ปรับสูงขึ้นและภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นของปี 52 ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้กลับมาท่องเที่ยวในไทยเหมือนเดิม โดยสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลทำให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่ปรับกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น
โดยการขยายตัวของจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปี 52 ต้องถือว่าเป็นผลลัพธ์หนึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดผลเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่แผนระยะสั้นระยะที่ 1 ทั้งมาตรการภาษีช่วยอสังหาริมทรัพย์ เช็คช่วยชาติ และ พรบ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในช่วงแรกของการบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในวงเงินรวมกัน 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นการกระตุ้นในระยะสั้นเพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยลงไปมากนัก ซึ่งผลของการกระตุ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปี 52 จึงส่งผลมาที่ไตรมาสที่ 4 ของปี 52
แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาทำได้ในช่วงสั้นๆเท่านั้นซึ่งยังไม่ใช่ของการทำให้เกิดการลงทุนที่แท้จริงเกิดขึ้น ซึ่งการลงทุนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้คือการลงทุนจากภาคเอกชน ที่ต้องรับกับโครงการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐบาลที่จะลงทุนใหม่ต่อจากนี้ โดยเฉพาะจากโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2553 -2555 วงเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจแล้วรัฐบาลอภิสิทธ์ยังมุ่งหวังว่าเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ
โครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการที่มุ่งหวังว่าจะเป็นงบประมาณส่วนการลงทุนที่มากขึ้นโดยเฉพาะโครงสร้างสาธารณูปโภคของไทยที่ไม่ได้ถูกลงทุนมาหลายปีไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา โครงข่ายการสื่อสาร โครงข่ายการคมนาคม โครงข่ายด้านชลประทาน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
- งานแถลงข่าวปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
SIU มองว่าผลการอนุมัติงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการทุจริตในโครงการต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นคำถามถึงว่าโครงการไทยเข้มแข็งไปทำให้ใครเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ โดยผ่านการทุจริตจากโครงการต่างๆ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไปแล้วถึงสองคนซึ่งเป็นผลจากการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อไปดูที่มาของเงินในโครงการไทยเข้มแข็งแล้วยิ่งทำให้จำเป็นต้องตรวจสอบในการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความโปร่งใสให้มากที่สุดเนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มาจากการกู้เงินผ่านการออก พรบ.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน8แสนล้านบาท และยังมีวงเงินกู้จากต่างประเทศกว่า 1.9 แสนล้านบาท ย่อมทำให้วงเงินกู้ทั้งหมดเกือบ 1ล้านล้านบาท
การที่โครงการไทยเข้มแข็งจะสัมฤทธิ์ผลต่อการพัฒนาประเทศและทำให้เอกชนต่อยอดการลงทุนจากการที่รัฐได้ลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไปแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องให้งบประมาณถูกนำมาใช้อย่างทุกบาททุกสตางค์อย่างเต็มที่ เพราะในการขยายตัวของเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพได้ล้วนมาจากภาคเอกชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การลงทุน การส่งออก จีดีพีเป็นตัวสะท้อนถึงประสิทธิภาพของเอกชนและรัฐบาลในแต่ละปีว่าได้มีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศมากน้อยแค่ไหน
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากนโยบายเน้นการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งและเขตการค้าเสรีมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะจีนซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นทำให้การนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา มันสำปะหลังหรือสินค้าอุตสาหกรรมเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เม็ดพลาสติก จนมาถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกอีกครั้งในปลายปี 51 เลยมาจนปี 52 ประกอบกับปัญหาการเมืองที่ยังแก้ไม่ได้มาซ้ำเติมอีกครั้ง
อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยย้อนหลัง 12 ปี
แม้ว่าในปีนี้รัฐบาลยังคงมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจจากเหตุปัจจัยหลัก 3 ปัญหาหลักคือ ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหามาบตาพุด ซึ่งล้วนเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ดีที่สุด แม้ว่าปัญหาการเมืองจะเป็นปัญหาที่รัฐบาลวิตกจริตมากที่สุดว่าจะทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ขณะที่เศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยภายนอกที่ถูกมองว่ากระทบเราแต่ไม่อาจควบคุมได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมและบริหารจัดการเฉพาะหน้าที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
SIU วิเคราะห์ว่าปัญหาแท้จริงที่กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยตรง คือ ปัญหามาบตาพุดเนื่องจากเป็นปัญหาที่กระทบการลงทุนจากทั้งกลุ่มทุนไทยและกลุ่มทุนต่างชาติโดยตรงซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งถ้าการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาได้วิธีการที่ไม่ได้รับความพึงพอใจจากทุกฝ่ายปัญหาจะกลายเป็นงูกินหางที่ไม่อาจแก้ได้ง่าย และอาจทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่จะมาลงทุนในไทยไม่กลับมาในระยะสั้น และจะไปเพิ่มการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทยลดลงตามไปด้วย
เมื่อปัญหาของมาบตาพุดซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานของกฎหมายในการลงทุนในประเทศไทยที่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชนและตัวกฎหมายมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นอุปสรรคในการเข้ามาลงทุนในระยะแรก แต่ในระยะยาวแล้วย่อมส่งผลดีเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ที่จะต้องเน้นไปที่อุตสาหกรรมสะอาดมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและชุมชนโดยรอบของโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
การที่จีดีพีของไตรมาส 4 ปี 52 ออกมาดีเกินคาดแม้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะนั่นแสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้กลับมาแล้วอย่างชัดเจน แต่ว่าการขยายตัวของจีดีพีในปี 53 นั้นเกิดจากภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยไม่มีอุปสรรคจากภาครัฐเป็นตัวบั่นทอนการเติบโตของเอกชน ประกอบกับการเมืองที่มีเสถียรภาพโดยเฉพาะการบริหารงานของรัฐบาลที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจะทำให้การขยายตัวของปีนี้สามารถไปถึงตามที่นายกอภิสิทธิ์ต้องการคือ 4.7%

