Practical Report เจงกีสข่าน : บทเรียนกลยุทธ์สำหรับการแข่งขันชิงชัยในศตวรรษที่ 21

เหตุใดชาวมองโกลก่อนหน้ายุคสมัย “เจงกีสข่าน” จึงเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆในท้องทะเลทรายที่แทบไม่มีบทบาทใดๆในประวัติศาสตร์โลก และภายหลังเจงกีสข่านไปเพียง 150 ปี ชาวมองโกลก็ต้องกลับไปยากจนหลบมุมในท้องทะเลทรายประดุจเดิม

“กลยุทธ์” คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจงกีสข่านเป็นผู้นำเผ่ามองโกลที่โดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น เพราะหากไม่มีการวางแผนสงครามที่ชาญฉลาดแล้ว พละกำลังและความเหี้ยมโหดของชาวมองโลกก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ดังที่ประวัติศาสตร์ยุคก่อนและหลังเจงกีสข่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

1. จังหวะเวลาและการใช้ “จุดแข็ง” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เร็ว” เป็นจุดเด่นที่สุดของทหารม้ามองโกล

แต่สิ่งที่ทำให้เจงกีสข่านแตกต่างจากจอมทัพมองโกลคนอื่นก็คือ การรู้จัก “ช้า” เพื่อรอคอยจังหวะที่เหมาะสม

หากเจอศัตรูที่เข้มแข็งกว่าหรือสมรภูมิที่ทหารมองโกลไม่ถนัด เช่น กำแพงเมืองสูงชัน เจงกีสข่านก็มีวิธีหลบเลี่ยงจุดแข็งของศัตรู โดยไม่รีบร้อนที่จะปะทะแตกหักอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนั้นจึงใช้กลยุทธ์หลอกล่อหรือสงครามจิตวิทยา เพื่อให้จุดอ่อนของศัตรูเปิดเผยออกมา แล้วจึงใช้ทัพม้าที่เป็นจุดแข็งของมองโกลโจมตีอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งศัตรูตั้งตัวไม่ติดและต้องพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด

2. ลงทุนในการแสวงหาและวิเคราะห์ข่าวสารข้อมูล

สำหรับชนเผ่ามองโกลที่ด้อยอารยธรรม ย่อมเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ผู้นำซึ่งไม่รู้หนังสืออย่างเจงกีสข่านนั้นจะเป็นนักรบที่แสวงหาข้อมูลข่าวสารของข้าศึกอย่างเป็นระบบและรวดเร็วที่สุด

เริ่มจากการส่งคนปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปสืบข่าวในเมืองของข้าศึกจนกระทั่งจัดสร้างศูนย์กลางข่าวสารข้อมูลตลอดอาณาจักรอันไพศาล เพื่อให้ข้อมูลจากระยะทางไกลนับพันกิโลเมตรสามารถมาถึงมือผู้บริหารได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 วัน

ในยุคโลกาภิวัตน์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านระบบอินเทอร์เน็ต วิธีการของเจงกีสข่านอาจเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว แต่กระนั้น การลงทุนด้านข้อมูลข่าวสารก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจต้องปรับรูปแบบไปสู่การแสวงหาข่าวสารเชิงลึกที่มีคุณภาพสูง ที่ทำให้องค์กรของเราสามารถนำข้อมูลที่เหนือกว่ามาใช้กำหนดกลยุทธ์อย่างพลิกแพลงเพื่อพิชิตคู่แข่งที่อาจมีพละกำลังและเงินทุนที่เหนือกว่าได้

3. จัดสรรทรัพยากรอย่างยุติธรรม เพื่อดึงดูด “คนเก่ง” จากทั่วสารทิศ

การแสวงหาคนเก่ง ได้กลายเป็นวลีฮิตที่ใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ลืมนึกถึงก็คือ จิตใจที่กล้าหาญในการมอบ “ผลประโยชน์” ที่ดีที่สุด ให้กับบุคลากรที่เก่งที่สุด

การที่เจงกีสข่านมีแม่ทัพที่เก่งกล้าสามารถเข้ามาสวามิภักดิ์อย่างไม่ขาดสายนั้น ก็เนื่องจากชื่อเสียงในเรื่องการแบ่งสรรผลประโยชน์จากการทำศึกให้กับลูกน้องอย่างยุติธรรมตามผลงานที่แต่ละคนกระทำได้

การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ของธุรกิจอเมริกา ไม่ได้มาจากจำนวนคนเก่งที่มากกว่าชนชาติอื่น แต่มาจากจิตใจที่ยิ่งใหญ่แบบเจงกีสข่านที่กล้าแบ่งปันผลประโยชน์กับลูกน้องอย่างยุติธรรม เพราะยังมีดินแดนและผลประโยชน์อีกมากมายที่รอคอยให้พวกเขาเข้าไปช่วงชิงมา

4. การทำลายอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction)

ประเด็นที่นักประวัติศาสตร์โจมตีชนเผ่ามองโกลในสมัยเจงกีสข่านและลูกหลานอย่างถึงที่สุดก็คือ การทำลายล้างประชากรในดินแดนของศัตรูอย่างโหดเหี้ยม

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมป่าเถื่อนของชนเผ่ามองโกล

หากวัดตามมาตรฐานของอารยธรรมเกษตรในยุคนั้นหรืออุตสาหกรรมในยุคนี้ ชนเผ่ามองโกลย่อมเป็นชนชาติที่กระหายเลือด แต่หากลองนึกถึงสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายซึ่งเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติและสิงสาราสัตว์อันดุร้ายที่หล่อหลอมชนเผ่ามองโกลขึ้นมาแล้ว ก็อาจทำให้เรารู้สึกเข้าใจและลดคำตำหนิชาวมองโกลลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การทำลายล้างผู้แพ้อย่างโหดเหี้ยมของเจงกีสข่านนั้น ยังมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านิสัยที่ติดตัวมาจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของชาวมองโกล แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งย่อมเป็นตัวอย่างให้ศัตรูในเมืองอื่นเกิดความหวาดกลัวและยอมแพ้โดยไม่ต้องสู้รบเพื่อวอนขอความเมตตาจากมหาข่านผู้ยิ่งใหญ่ อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้ดินแดนที่พ่ายแพ้เหล่านั้นกลับมาล้างแค้นในภายหลังได้ หากทว่า เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ การลดภาระในการเลี้ยงดูเชลยสงครามให้น้อยที่สุด เพราะโดยตรรกะเหตุผลของสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของชาวมองโกลนั้นได้สอนให้รู้ว่า “ความฟุ่มเฟือยเพียงน้อยนิดในช่วงอิ่มหมีพีมัน ก็อาจนำมาซึ่งความอดอยากหิวโหยในห้วงหฤโหดแห่งฤดูหนาวที่ยาวนาน”

แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือ เจงกีสข่านจะรักษาชีวิตของนักปราชญ์และช่างฝีมือในทุกเมืองที่พิชิตได้ เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างทางความรู้ให้กับจักรวรรดิมองโกลที่เกรียงไกรด้วยคมดาบแต่ขาดไร้ตะเกียงปัญญาอันสว่างไสว

ในศตวรรษที่ 21 การทำลายชีวิตเพื่อความอยู่รอดแบบเจงกีสข่านย่อมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจชิงชังยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ขององค์กรธุรกิจ องค์กรเพื่อสังคม และรัฐบาลในทุกประเทศก็คือ ความโลภที่จะทำและเป็นในทุกสิ่งที่ปรารถนา โดยลืมคำนึงถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะขององค์กร (Comparative Advantage) ในที่สุดก็ทำให้ “องค์กร” ที่ปรารถนาจะเป็นทุกสิ่งต้องประสบความล้มเหลวและล้มหายตายจากไป

ลึกๆแล้วในใจของเจงกีสข่านก็อาจรู้สึกปวดร้าวที่ต้องล้างผลาญชีวิตคนที่บริสุทธิ์ แต่สำหรับองค์กรธุรกิจและรัฐบาลในศตวรรษที่ 21 แล้วนั้น การปลุกเร้าจิตใจให้กล้าหาญและลงมือ “ทำลาย” เพื่อสร้างสรรค์ ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งหากปรารถนาจะอยู่รอดในยุคสมัยโลกาภิวัตน์ที่โหดร้ายนี้

ทว่าในความโหดร้ายของลมพายุโลกาภิวัตน์ ก็ได้แฝงความงดงามและเติบโตของชีวิตไว้อย่างล้นเหลือ หากรู้จักเพ่งมองด้วยแววตาแห่งการสร้างสรรค์

……………………..

คำขอบคุณ ขออุทิศบทความนี้ให้กับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (@witwit) ผู้จุดประกายให้ผมได้แลเห็น “คุณธรรมและความใจกว้าง” แห่งสังคมทุ่งหญ้าทะเลทราย ทั้งในราชวงศ์มองโกลและแมนจูอันยิ่งใหญ่

  • s

    ขออภัยที่ต้องกล่าว “ตำหนิ” ผู้วิเคราะห์ การวิเคราะห์ดังข้อความดังกล่าวต่อไปนี้ ว่าเป็นการวิเคราะห์แบบไม่สร้างสรรค์เลยค่ะ

    ” ลึกๆแล้วในใจของเจงกีสข่านก็อาจรู้สึกปวดร้าวที่ต้องล้างผลาญชีวิตคนที่บริสุทธิ์ แต่สำหรับองค์กรธุรกิจและรัฐบาลในศตวรรษที่ 21 แล้วนั้น การปลุกเร้าจิตใจให้กล้าหาญและลงมือ “ทำลาย” เพื่อสร้างสรรค์ ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งหากปรารถนาจะอยู่รอดในยุคสมัยโลกาภิวัตน์ที่โหดร้ายนี้ ”

    การ”ทำลายชีวิตและจิตใจ” ของผู้คนหรือสิ่งมีชีวิต เพ่งมุมไหนก็มองไม่ออกว่า เป็นการสร้างสรรค์ค่ะ การสร้างสรรค์โดย”การทำลาย” ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ที่มนุษย์ควรใช้เหตุผลเป็นเครืองมือหลักในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์

    ความจริงของสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม เมือเป็นไปแบบไม่ถูกต้องศีลธรรม โดยเฉพาะ”การคร่าชีวิต” นักเขียนนักวิเคราะห์ “ควรกล้า” ที่จะกล่าวตำหนิหรือประนามผู้กระทำ

  • http://twitter.com/mokin27 mokin

    ขอบคุณสำหรับบทความและการส่งบทความมาให้ทางทวิตเตอร์น่ะครับพี่บิ้ก งานนี้รวบรวมเขียนมาให้ผมด้วยเฉพาะเลยหรือปล่าว?

  • konchan

    ในโลกนี้มีการทำลายอย่างสร้างสรรค์ด้วยหรือ ความกลัวในจิตใจที่ทำให้คนทำลายล้างกัน ผมเคยได้ยินประธานาธิบดีบุชหาเสืยงว่า “เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดความกลัวของคนอเมริกัน โดยใช้ความแข็งแกร่งของชาวอเมริกัน” หลังจากนั้นมันก็บุกเข้าไปทำลายประเทศอีรัก ประเทศที่เคยมีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดครั้งหนึ่ง จนไม่เหลือแม้แต่ซาก เพียงเพราะความกลัวจะโดนโจมตีจากผู้ก่อการร้ายแค่นั้น ไม่แตกต่างจากฮิตเลอร์ที่เลียดกลัวพวกยิว

    จากคนที่ผ่านมาอ่านครับ