โดย กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
นี่เป็นสิ่งที่ผมสรุปเนื้อหาของงานสัมมนาตามชื่อข้างต้น โดย Claudio Sopranzetti (PhD. Candidate ของ Havard University) ที่ไปฟังมาเมื่อวานนี้ (16 กันยายน 2553) นะครับ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการจด และขีดๆ เขียนๆ ระหว่างสัมมนานั่นคือ จะค่อนข้าง “ไม่ต่อเนื่อง (fracture) กันนัก” เนื่องจากเป็นการฟัง ๆ จด ๆ (กรณีผม…ฟังมากกว่าจดด้วย) และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับกันก็คือ สิ่งที่ผมจดนั้นในระดับหนึ่งก็คือสิ่งที่ผม “เลือก (select) ที่จะฟัง” กล่าวคือ มันโดนใจผม ฉะนั้นเนื้อหาก็อาจจะไม่ครบถ้วนอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้หากท่านใดที่ได้ไปร่วมสัมมนา อยากจะเพิ่มเติมอะไรขอให้ช่วยใส่รายละเอียดด้วยนะครับ และขอให้เข้าใจอีกอย่างว่านี่เป็นการเขียนที่ “ผ่านกระบวนการรับรู้ ตีความ และอคติในตัวผมแล้ว” ฉะนั้นหากท่านที่ไปร่วมสัมมนาด้วยกันนั้น ฟังได้ความเป็นอย่างอื่น หรือตีความไม่ตรงกันก็ช่วยแชร์ ๆ กันหน่อยนะครับ
Geographical Landscape
Claudio เริ่ม presentation ของเค้าด้วยประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งหากจะสรุปเป็นประเด็นเชิงคอนเซ็ปต์ก็คือ เรื่อง “พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่อพื้นที่ทางการรับรู้” ซึ่ง Claudio เริ่มต้นอธิบายว่า (concept เดียวกัน แต่ผมอาจจะไม่ได้ใช้ตัวอย่างเป๊ะๆ ของ Claudio เนื่องจากจำไม่ได้) นาย A อาศัยอยู่ในซอยประชาราษฎร์ 10 ซึ่งอยู่ห่างจากซอยประชาราษฎร์ 6 ไม่มากนัก (ไม่ถึง 1 กิโล) มานานปี แต่นาย A อาจจะไม่เคยรู้เลยว่าซอยประชาราษฎร์ 6 มันเป็นอย่างไร ในขณะที่ในพื้นที่ที่ไกลออกไป เช่น สยาม, สีลม, ฯลฯ ซึ่งนาย A ต้องไปเรียน หรือทำงานนั้น นาย A ก็จะรู้จักกับพื้นที่นั้นๆ ทั้งที่ห่างไกลจากบริเวณที่เค้าอาศัยอยู่ กล่าวคือ การรับรู้ความเป็นพื้นที่หนึ่งๆ (โดยเฉพาะใน กทม.) นั้นถูกทำให้ “แตกตัว และกระจายตัวออกจากกันมากขึ้น” หรือก็คือ “ความเป็นแผ่นผืนเดียวกันของแผนที่ถูกฉีกออกจากการรับรู้ทางพื้นที่ของคนที่อยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดียวกันนั้นเอง”
ซึ่ง Claudio ก็ได้เสนอต่อไปว่า ปัจจัยสำคัญนั้นมาจากเรื่อง “Mobility/Connectivity ผ่านสิ่งที่เรียกว่า การคมนาคม”
นอกจากนั้นแล้ว Claudio ยังได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะของผังเมืองของกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเฉพาะที่จำกัดการเคลื่อนไหวของ Public Transportation (เช่น รถประจำทาง, รถไฟฟ้า, ฯลฯ) นั่นคือ การวางตัวของซอยต่างๆ ที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวจำนวนมาก ซึ่งสุดท้าย อนุญาตเฉพาะรถรับจ้างส่วนบุคคล (มอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง, แท็กซี่, ตุ๊กตุ๊ก) หรือพาหนะส่วนบุคคล หรือตีนเท่านั้น
ซึ่งในจุดนี้ทำให้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างกลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ “กทม. สามารถคงอยู่ได้ และกลายมาเป็นเครือข่ายที่กลายเป็นผู้ถือครอง หรือเป็นเจ้าของแผนที่ของ กทม. ไป มากกว่าคนที่เกิดใน กทม. เสียด้วยซ้ำ”
ว่าด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (อาจจะไม่ใช่ term ที่ถูกต้องนัก แต่เนื่องจากขี้เกียจพิมพ์ยาว ต่อไปจะขอเรียกว่า “วินฯ” นะครับ)
–> องค์ประกอบของการกลายมาเป็นวินฯ
- Uniform (เสื้อกั๊ก): เป็นการทำให้สามารถรับรู้ได้ว่าไอ้ห่านี่แน่นอนคือ วินฯ ไม่ใช่ใครอื่น และในอีกทางหนึ่งคือการ patternize วินฯ ด้วย
- ระบบคิว
- การควบคุมพื้นที่
- ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น
ในจุดนี้ Claudio ได้นำเสนอ (อย่างน่าสนใจมาก) ว่า การเกิดขึ้นของวินฯ ในช่วงแรกๆ นั้นไม่ได้ขึ้นมาง่ายๆ หากแต่ต้องมีความสัมพันธ์กับ Netwrok ที่อิงอยู่กับผู้มีอิทธิพลของท้องถิ่นนั้นๆ (ซึ่งหมายถึงการจ่ายเงินให้รายเดือน หรือตามแต่ตกลง ไปจนถึงการขายเสื้อกั๊กในราคาที่แพงลิ่ว) ซึ่งผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจะทำหน้าที่เสมือนเป็น backup ของการ “ควบคุมพื้นที่” ในบริเวณนั้นๆ สำหรับวินฯ ด้วย เพราะการเกิดขึ้นมาของวินฯ อื่น ในบริเวณเดียวกันนั้นย่อมหมายถึงการเกิดส่วนแบ่งทางการตลาดที่หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คงจะไม่น้อยทีเดียว
เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของวินฯ จึงสัมพันธ์กับเครือข่ายของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อรักษาทั้งสมดุลในแง่ปริมาณของวินฯ (ความยุ่งยากในการเข้าสู่ network, ราคาเสื้อกั๊กที่สูง เพราะโดน monopolize โดยเครือข่ายฯ) และความสัมพันธ์ต่อขนาดพื้นที่ (อันมาจากการควบคุมพื้นที่โดยผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น) : Big Boss ที่คุมระบบ network ของวินฯได้อย่างมากคือ “พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ”
จุดเปลี่ยนสำคัญของวินฯ
ครั้งที่ 1 – วิกฤตการณ๋ต้มยำกุ้ง
วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งได้ทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรุนแรง และรวดเร็ว โดยเฉพาะในเชิงปริมาณของวินฯ อันเป็นผลมาจากภาวการณ์ตกงาน หรือเศรษฐกิจฝืดเคือง ฯลฯ คนจึงได้เกิดการผันตัวเองมาอยู่เป็นวินฯ จำนวนมาก
ครั้งที่ 2 – นโยบายทักษิณ
ในยุครัฐบาลทักษิณได้มีนโยบายจัดการผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และนอกระบบ (หวย, ยาเสพติด, ฯลฯ) รวมถึงกรณีผู้มีอิทธิพลของวินฯ ด้วย โดย (ในกรณีวินฯ) การ “ดึงของนอกระบบ เข้ามาในระบบ” เพื่อให้สามารถควบคุมได้
หรือหากกล่าวอีกแบบหนึ่ง (ตรงนี้เป็นข้อสรุปของผมเอง) ก็คือการเปลี่ยนตัว “ราชการ” ให้กลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลแทน ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การลงทะเบียน” ที่สำนักงานเขต (จากนั้นก็มีการแจกเสื้อกั๊กฟรี และจำกัดจำนวน)
กล่าวคือ ด้วยนโยบายของทักษิณ ทำให้ราคาเสื้อกั๊กลดลงไปมาก และวินฯ ไม่ต้องจ่ายค่าคุ้มครองอีกต่อไป โดยการเปลี่ยนวิธีการควบคุมเชิงปริมาณ (ทั้งต่อประชากร และพื้นที่) ใหม่ด้วยการนำการควบคุมวินฯ “เข้ามาในระบบ” นั่นเอง…ซึ่งวินฯ เองก็ชอบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ครั้งที่ 3 – หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
สถานการณืของวินฯ กลับไปสู่ยุค “ก่อนนโยบายรัฐบาลทักษิณ” อีกครั้ง ทำให้ผู้มีอิทธิพลกลับมาใหม่ และในบางพื้นที่ ที่มี demand ต่อวินฯ มากนั้น ราคาเสื้อกั๊กวินฯ อาจพุ่งขึ้นสูงถึง 200,000 บาท ต่อชุด
——————–
Human Landscape
1. วินฯ โดยมากเป็นชาย ที่มาจากต่างจังหวัด (จากข้อมูลที่ได้จากส่วน Q&A นั้น Claudio บอกว่า วินฯ หญิงมีประมาณ 3% และบางวินฯ ไม่ยอมรับให้มีวินฯ หญิงในกลุ่มของตน)
2. อาชีพวินฯ มักไม่ใช่อาชีพแรกที่ทำเมื่อเข้า กทม. มา แต่เกิดจากการประกอบอาชีพอื่นก่อน จนเกิดความสัมพันธ์กับ “เครือข่าย” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เสื้อกั๊ก” มากกว่า (หมายเหตุ จากช่วง Q&A: วินฯ ที่เกิดและโตใน กทม. แต่ต้นมักจะมีอำนาจเหนือกว่าวินฯ ที่มาจากต่างจังหวัด ประมาณว่าเป็น Hegemon ของกลุ่ม ไปกลายๆ)
ความมีอิสระ – จุดขายของอาชีพวินฯ (ความมีอิสระในสายตาของวินฯ)
1. การไม่มีเจ้านายมาสั่ง
2. การมีอิสระในการกลับต่างจังหวัดได้ตามใจชอบ
* Claudio เสนอ (ย้ำหลายครั้ง) ว่าแม้วินฯ เหล่านี้จะเข้ามาอยู่ใน กทม. หลายสิบปี แต่ความรู้สึกต่อ “ความเป็นบ้าน” นั้นก็ยังคงอยู่ที่ต่างจังหวัด หรือบ้านนอกอยู่ดี และเป้าหมายของวินฯ โดยมากคือการเก็บเงิน ส่งให้ครอบครัวที่บ้านนอก และได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
สิ่งที่วินฯ เกลียด หรือไม่นิยมจากคนกรุงฯ
การโดน Discrimination ว่าเป็นคนต่ำชั้นกว่า, บ้านนอก, ฯลฯ
การได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับ “ความเป็นเมือง” และ “การเมืองไทย”
1. การรู้จักพื้นที่ กทม. (มากกว่าคน กทม. เองด้วยซ้ำ)
2. มีเวลาในการ “อ่าน” มาก (มากกว่าการทำงานบริษัทเสียอีก) ในช่วงรอผู้โดยสารเรียกเป็นต้น โดยมากอ่านพวกหนังสือพิมพ์
3. ได้รับการ gain knowledge จากการ serve ความขี้เกียจของผู้จ้างวาน เช่น จ่ายบิล, ฯลฯ
4. มีการสร้าง Network และ Credit กับคนภายในชุมชนอย่างแน่นแฟ้นเกิน “ผู้โดยสาร กับวินฯ” เช่น การถือเงินจำนวนมากไปทำธุรกรรมกับธนาคารให้ผู้จ้างวาน เป็นต้น
5. รักษาความปลอดภัยท้องถิ่น (เรียกรถดับเพลิง, แก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ) เพราะ ข้อ 4. และตำรวจล่าช้า
บทบาทของวินฯ ใน กทม.
1. ไม่ได้อยู่ด้วยสถานะทางชนชั้น แต่อยู่ด้วยสถานะของการเป็น “สื่อกลาง (mediator/medium)” ของทุกชนชั้น
2. อำนาจ และความพิเศษของวินฯ ไม่ได้มาจากชนชั้นที่พวกเค้าสังกัดอยู่ แต่มาจาก function ในฐานะ madiator/medium
บทบาทของวินฯ ใน/ต่อ “บ้านนอก”
1. มีการยึดโยงว่า “บ้าน คือบ้านนอก” มาก แม้จะมาอาศัยอยู่ใน กทม. หลายสิบปีก็ตาม
2. มีโอกาสอิสระในการกลับบ้านนอกบ่อย (ทำให้การยึดโยงข้างต้นไม่หายไป และ) ทำให้มีฐานะในการเป็น
- Cultural Mediator/Medium: คือ เป็นผู้นำวิถีชีวิต, วัฒนธรรม และเทคโนโลยีแบบ “คนกรุงฯ” กลับสู่ “บ้านนอก” (เช่น การนำ pizza จากกรุงเทพฯ กลับไปฝากลูกที่บ้านนอก)
- Information Mediator/Medium: คือ เป็นผู้หา และส่งผ่าน Information/Data ที่คนบ้านนอกยากจะเข้าถึง ซึ่งส่งผลต่อการสร้าง และ/หรือสนับสนุนข้อถกเถียงในบ้านนอก คือ เป็นการ widening information/data แต่ไม่ใช่ wisdom (ปัญญา)…Claudio กล่าวด้วยซ้ำว่า argument ที่มีในหมู่ชาวบ้านที่บ้านนอกนั้น “outsmart” ชาวกรุงที่นิยมเหยียดพวกเค้าอยู่บ่อยๆ ครั้งด้วย
———————-
Political Landscape
- เกิดการ Discrimination ทางการเมืองว่า วินฯ ไม่มีความรู้ทางการเมือง มาร่วมชุมนุมเพราะโดนจ้างอย่างเดียว
เพื่อตอบคำถามนี้ Claudio จึงทำการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองของวินฯ และแบ่งออกเป็น 2 ประเภท (ใน 2 จังหวะเวลาใหญ่ๆ) คือ
1. การเมืองเชิงเครือข่าย (Network Politics: ไม่ใช่ Patronage System แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ ในขณะที่ Patronage System นั้น ระนาบความสัมพันธ์ของผู้สูงกว่า กับต่ำกว่าจะคงที่ [เช่น Royal Patronage] ใน๘ณะที่ Network Politics ที่ Claudio พยายามนำเสนอนี้คือ ลักษณะ function การทำงานเหมือนระบบอุปถัมภ์ แต่ระนาบอำนาจของความสัมพันธ์สามารถสลับสับเปลี่ยนได้)
2. การเมืองเชิงอุดมการณ์ (อิงกับอุดมการณ์ และ/หรือนโยบายทางการเมือง)
บทบาทในเชิงประวัติศาสตร์การเมืองของวินฯ
1. บทบาทในทางการเมืองของวินฯ นั้นเริ่มมีความชัดเจนจริงๆ ก็เริ่มจากช่วง พฤษภาคม 2535 ซึ่งช่วงนั้น “พ่อใหญ่” หรือ พลเอกชวลิต เป็น Hegemon ของ Network Politics ของวินฯ ซึ่งจากการสัมภาษณ์วินฯ ของ Claudio นั้นพบว่า วินฯ เองยอมรับว่าในช่วงปี 2535 นั้นโดยมากไปเพราะรับจ้าง และป่วนเมืองจริงๆ
2. ในช่วงของรัฐบาลทักษิณนั้น เกิดการ shift จากการเมืองแบบ Netwrok Politics มาเป็นการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่นิยมในตัวทักษิณ (ทั้งนิยมในนโยบาย และรากฐานเดิมที่นโยบายทักษิณทำไว้ คือปราบปรามผู้มีอิทธิพล จึงทำให้เกิดการ shift ที่ว่านี้ได้) และเกิดการเปรียบเทียบหลังเกิดรัฐประหาร 2549 แล้วว่า
- รู้สึกว่ารัฐบาลอื่นไม่เห็นหัวพวกเค้า
- ผู้มีอิทธิพลกลับคืนมา
(จุดนี้ Claudio บอกด้วยว่า แม้จะมีการพยายามขอให้ซื้อตัวกลุ่มวินฯ ในช่วงร่วมชุมนุมกับเสื้อแดง ให้ “เลิกไปกับเสื้อแดง” แกนนำวินฯ ก็ยอมรับว่าไม่มีทางเป็นไปได้ คือบทบาทของ Network Politics ในระยะนี้อยู่ต่ำกว่าการเมืองเชิงอุดมการ)
เหตุผลหลักที่วินฯ เข้าร่วมกับเสื้อแดง
1. นิยมในตัวทักษิณ
2. เห็นด้วยกับเรื่องสองมาตราฐาน ที่เป็น theme หลักของเสื้อแดง เพราะ
- โดนดูถูกเองโดยตรงจากคนในกรุงฯ
- เป็นกลุ่มคนที่ได้เห็นชีวิตในเมือง เปรียบเทียบกับบ้านนอกจริงๆ
ประเภทของวินฯ ที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสื้อแดง (ผสม ๆ ทั้ง ๆ การเมืองเชิงอุดมการณ์ และเครือข่าย แต่หลัก ๆ มาจากเชิงอุดมการณ์)
1. ไปรับลูกค้า
2. สนับสนุนเสื้อแดง
3. ทั้งรับลูกค้า และสนับสนุนเสื้อแดงด้วย (เช่น ไปรับลูกค้าช่วงกลางวัน และตอนเย็นก็อยู่ชุมนุมต่อ)
4. ไปพบปะเพื่อนจากต่างจังหวัด (ซึ่ง Claudio คาดว่าเยอะที่สุด) เพราะ mob คนเสื้อแดงกลายสถานะมาแทน “บ้าน(ชั่วคราว) หรือการกลับบ้าน(นอก)” ของวินฯ นั่นเอง [Claudio เสนอต่อว่า: ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มหลังนี้ไม่ได้สนับสนุนเสื้อแดง แต่ที่พูดในส่วนนี้คือ factor ที่ทำให้ไปเข้าร่วมชุมนุม]
บทบาทของวินฯ ในการชุมนุมเสื้อแดง
1. เป็นผู้รับ-ส่งของ
2. แนะนำเพื่อนจากต่างถิ่นให้รู้จักที่กินที่นอน
3. เป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง (โดยเฉพาะการทำหน้าที่ดูต้นทาง เช่น เจอตำรวจดักอยู่ ก็จะขับมาบอกผู้นำขบวนเดินด้านหลังให้เปลี่ยนเส้นทาง เพราะวินฯ คือพวกที่มี mobility สูงสุดในการชุมนุม)
4. เป็นแหล่งข้อมูล และ spy (ของทั้งฝ่ายเสื้อแดง และตำรวจ)
5. ทำหน้าที่การ์ด
6. เป็นนักรบที่ยืดหยุ่น
———————-
จบครับ
ปล. ผมมั่นใจว่ายังขาดรายละเอียดยิบๆ อีกพอสมควร แต่นึกเสริมจากที่จดๆ มาไม่ออกแล้ว ก็ขอไว้เท่านี้แระกัน ท่านที่ได้ไปร่วมก็ช่วยๆ กันเสริมหน่อยเน้อ (ช่วง Q&A ขอไม่เขียนนะ จำได้ไม่หมด)
ดูข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่
