Practical Report ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก กับ เหงวียน เหญิต อั๋นห์

ในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 35 ปีทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม นานมีบุ๊คส์ได้เปิดตัวหนังสือ “ขอตั๋วหนึ่งใบ กลับไปสู่วัยเด็ก” (Cho tôi xin một vé đi tuổi thơ) ทีเขียนโดยเหงวียน เหญิต อั๋นห์ แปลโดย ผศ.ดร.มนธิรา ราโท และบรรณาธิการโดยคุณประภัสสร เสวิกุล

หนังสือดังกล่าวถูกจัดให้เป็นนวนิยายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนของประเทศเวียดนาม ประจำปี 2010 จัดพิมพ์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2554 “ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก” หากโลกแห่งความเป็นจริงของวัยผู้ใหญ่อย่างคุณรู้สึกเหนื่อยล้านัก เหงวียน เหญิต อั๋นห์ จะพาคุณย้อนกลับไปในวัยเด็กจนหลงลืมปัญหาที่คุณต้องเผชิญในปัจจุบัน และบางครั้งการย้อนคิดกลับไปในวัยเด็ก ก็อาจทำให้คุณเห็นปัญหาเป็นเรื่องเล็กลงหรือคลี่คลายปัญหาได้เอง เพียงแค่พลิกมุมคิด

by Siam Intelligence Unit

“ผมไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้สำหรับเด็ก แต่สำหรับผู้ที่เคยเป็นเด็กมาก่อน”

“แปดขวบเป็นวัยที่ใสซื่อมากทีเดียว และเป็นวัยที่กระหายอยากรู้จักชีวิตมากเช่นกัน แม้ว่าตอนแปดขวบ คุณอาจเคยบ่นว่า -วันหนึ่ง จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตมันช่างจำเจและจืดชืดเสียเหลือเกิน-”

“บางครั้งชีวิตก็ไร้ทางออก และมุมมืดในความคิดของคุณนั่นแหละครับ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแย่ๆ อีกมากมาย…เมื่อเป็นอย่างนี้ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องฝึกเป็นเด็กก่อนที่จะฝึกเป็นผู้ใหญ่ และนี่คือสิ่งที่ผมคิดในขณะที่ผมพยายามเคาะหนังสือเล่มนี้ออกมา”

 

ภาพจาก http://tuoitre.vn

 

ห้วงยามแห่งวัยเด็ก คุณเคยถูกบังคับให้นอนตอนกลางวันหรือไม่ ถ้าใช่ ก็คงไม่ต่างจากเด็กวัย 8 ขวบในเรื่องนี้ ในวัยที่ต้องการเล่นกับเพื่อนสนุกสนานกับการผจญภัยในที่แปลกๆ ที่ไกลออกไปจากบ้าน แต่ต้องถูกบังคับให้นอนกลางวันไปพร้อมกับพ่อของเขา ที่เวียดนามได้รับวัฒนธรรมให้นอนกลางวันจากฝรั่งเศสที่ปกครองเวียดนามยาวนานถึง 87 ปี (ช่วงปลายศตวรรษที่ 18)  ขณะที่ปัจจุบัน สำหรับวัยผู้ใหญ่ที่ต้องเผชิญปัญหาร้อยแปด การนอนกลางวันถือเป็นห้วงเวลาล้ำค่ายิ่ง

อาหารหลักในวัยเด็กที่โปรดปรานคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การละเล่นระหว่างกลุ่มเพื่อนที่ใช้สรรพนามสมมติว่าเป็นคนครอบครัวเดียวกัน การแจกให้เพื่อนแต่ละคนต้องสวมบทพ่อ บทแม่ และบทลูก ตลอดจนการถูกบังคับให้ท่องสูตรคูณนั้นไม่ได้มีแค่ในไทย แต่เวียดนามประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีวัฒนธรรม การละเล่น การเรียนการสอนที่ไม่ต่างกันนัก

แต่ละช่วงบทของนวนิยายซีไรต์แห่งอาเซียน ของเวียดนามประจำปี 2010 เล่มนี้ ฉาบเคลือบไปด้วยความสนุกสนานในวัยเด็กระคนแง่มุมชวนคิดของนักเขียนวัยผู้ใหญ่สลับกันไปมาอย่างกลมกลืน แม้บางช่วงบางตอนอาจทำให้หวนนึกได้ว่า เมื่อเราเติบโตขึ้นมาแล้ว เรื่องบางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานในปัจจุบัน ผู้เขียนสามารถใช้ไหวพริบทำให้เพื่อนวัยเด็กที่กลายเป็นผู้ใหญ่และถูกนำไปเกี่ยวพันในเนื้อเรื่องดังกล่าวรู้สึกวางใจ

ภาพจากงาน 35 ปีความสัมพันธ์การทูตไทย-เวียดนาม และเปิดตัวหนังสือ ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก

แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าถือสาในวัยเด็ก แต่การสวมหัวโขนของเด็กที่กลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไป จำต้องบิดเบือนร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ก็คือ เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว บ่อยครั้งต้องทำสิ่งที่คนอื่นพอใจ ชอบใจ น่าเชื่อถือ ทำให้ขาดความจริงใจในการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามวัย

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงทำให้เราย้อนกลับไปในห้วงยามที่เราเป็นเด็ก แต่ยังช่วยทำให้เราฉุกคิดถึงระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน เช่นการที่เด็กพยายามฉีกกฎท่องจำสูตรคูณ แม้จะไม่สมหวัง จนทำให้เกิดความคิดว่า ถ้าเป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังเมื่อไหร่ คงออกแบบสูตรคูณได้เองโดยไม่ต้องท่องจำ

รวมไปถึงการพยายามฉีกกรอบความจำกัดของวัยเด็กที่ผู้ปกครองขีดเส้นไว้ ตลอดจนการสอดแทรกวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมในเวียดนามให้คนอ่านเข้าใจในแบบที่แตกต่างไปจากหนังสือนักเขียนรุ่นปฏิวัติ หรือนักเขียนทหารที่เคยได้รับรางวัลซีไรต์มาก่อนหน้า ทำให้เห็นถึงการมองโลกของคนที่เปลี่ยนไป ความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงสงครามเริ่มเจือจาง คนเวียดนามจึงเริ่มให้ความสนใจหนังสือแนว “feel good” และให้การยอมรับมากขึ้น

 

 

  • Teknititorn

    มีแจกที่ไหน ? อยากได้สักใบ