สุรศักดิ์ ธรรมโม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด
(เนื้อหาตอนที่ 1, เนื้อหาตอนที่ 2)
ตอนที่ 3
โดยเหตุที่ประเทศเอเชีย อาทิ จีน กลุ่มอาเซียน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ล้วนยึดยุทธศาสตร์การขยายตัวเศรษฐกิจด้วยการส่งออก เน้นการได้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก จึงลังเลที่จะปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าเพราะยังฝังใจกับประสบการณ์หายนะทางเศรษฐกิจของเอเชียในปี 2540 และตัวอย่างของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในความตกต่ำทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 ทศวรรษหลังจากปรับค่าเงินเยนให้แข็งค่าตามข้อตกลงพลาซ่าแอคคอร์ด
ดังนั้น การหวังว่าเอเชียจะเร่งให้ค่าเงินตัวเองแข็งค่าอย่างทันทีทันใด จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้ มิหนำซ้ำเมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดเอเชียมีแนวโน้มเกินดุลลดลง หรือขาดดุล ธนาคารกลางจะเข้ามากดอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่าลงทันทีเพื่อกระตุ้นการส่งออก ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก โดยมิสนใจสถานะของเงินทุนสำรองของตนที่มีระดับสูงมากและฐานะเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกจำนวนมากที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ค่าเงินเอเชียควรที่จะแข็งค่าจากระดับปัจจุบัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ สหรัฐจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพิมพ์เงินดอลลาร์สหรัฐออกมาในรูปของ QE และออกขายพันธบัตรสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังผลสองประการ อย่างแรกคือลดหนี้ของตนเองในรูปของเงินเฟ้อ เพราะเจ้าหนี้สหรัฐฯ หลักๆอยู่ในเอเชีย อย่างที่สอง การพิมพ์เงินในปริมาณที่มากจะมีส่วนกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและค่าเงินเอเชียแข็งค่าในที่สุดเพื่อกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐ ทำนองเดียวกัน เอเชียไม่มีทางเลือก จึงต้องซื้อพันธบัตรสหรัฐต่อไป
9.หลังวิกฤติโลกปี 2551 บ่งชี้ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่ม BRICs ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน โดยประเทศที่เป็นหัวหอกสำคัญคือประเทศจีน ดังนั้น แนวโน้มของเศรษฐกิจจีนจึงเป็นตัวชี้ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกว่าจะเป็นเช่นไรในอนาคต
ตั้งแต่ปี 2553 รัฐบาลจีนเดินหน้าคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจในประเทศมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการดำเนินมาตรการเพื่อลดความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ การคุมปริมาณสินเชื่อของสถาบันการเงิน การใช้มาตรการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง (Reserve Requirement Ratio :RRR) และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ผลก็คือไม่สามารถคุมเงินเฟ้อให้ลงตามเป้าหมายได้ เพราะเงินเฟ้อจีนนั้นมาจากปัจจัยในประเทศเป็นหลักโดยมาจากทางด้านราคาอาหารและการหมุนเวียนของปริมาณเงินที่เพิ่มมาก และประการสำคัญ ในส่วนของการคุมเงินเฟ้อในประเทศโดยเฉพาะด้านปริมาณเงินนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลจีนไม่ได้เข้มงวดพอเพราะมุ่งแต่คุมภาคสถาบันการเงิน
ทว่า ล่าสุดรัฐบาลจีนเริ่มมาถูกทางในการคุมเงินเฟ้อ โดยเพิ่มระดับการควบคุมกิจกรรมทางการเงินและการลงทุนของหน่วยงานลงทุนรัฐบาลท้องถิ่นจีน (Local Government Funding Vehicle: LGFV) ซึ่งปัจจุบันมีหนี้ประมาณ 10 ล้านล้านหยวนแต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าตัวเลขจริงน่าจะมากกว่านี้ และน่าจะเป็นหนี้เสียประมาณ 60 %
LGFV คือตัวขับเคลื่อนการลงทุนของจีน ซึ่งช่วยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ถ้ารัฐบาลจีนเข้มงวดตรงนี้อย่างต่อเนื่อง ผลก็คือ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐ ฯและ ยุโรป เข้าสู่ภาวะถดถอย (Double Dip Recession) ในขณะที่การลงทุนในประเทศของจีนชะลอลง ผลก็คือ เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงสูงในปีหน้าที่จะชะลอตัวต่ำกว่า 7.5 % ซึ่งถือว่า ต่ำเกินคาด และเป็นระดับที่เรียกว่า Hard Landing
ปัจจัยบวกคือ จีนยังคงมีทรัพยากรทางการเงิน การคลัง เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินแทนการคุมเข้มเช่นปัจจุบัน และใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจจีนกลับมาขยายตัวในระดับ 8 % ได้ แต่ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ไม่น่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆทั่วโลกดังเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2552 และการกระตุ้นเศรษฐกิจนำไปสู่การสะสมหนี้เสียของสถาบันการเงินและ LGFV ซึ่งในอนาคตจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจของจีน
10. ปัจจุบัน ตลาดการเงินขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ถ้าดำเนินต่อเนื่องไป จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ Self–Fulfilling Prophecy หมายความว่า แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานยังคงเข้มแข็ง แต่เมื่อตลาดเชื่อเช่นนั้นและมีพฤติกรรมเช่นนั้น ที่สุดแล้ว จะเกิดวิกฤติการเงินขนาดใหญ่ ทว่า ตลาดการเงินยังเชื่อว่ามีข่าวดีที่รออยู่ข้างหน้าคือการดำเนินนโยบาย QE 3 ของเฟด แต่ผลที่คาดว่าจะเกิดเมื่อมี QE 3 คือ เงินอาจจะไหลออกจากสหรัฐมาเอเชีย เข้ามาที่ตลาดพันธบัตรเป็นหลัก ส่วนหนึ่งอาจจะไหลไปตลาดหุ้นเอเชียและสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะ QE 2 ครั้งก่อนอยู่บนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้น แต่คราวนี้นักลงทุนจะเชื่อว่าโอกาสที่สหรัฐจะกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเป็นไปได้ยาก
แต่เงินที่เข้ามาในเอเชีย จะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของเอเชียที่เป็นเศรษฐกิจเปิดให้มีเงินไหลเข้าออกอย่างเสรี เช่นประเทศไทย ดังนั้น มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าอาจจะเป็นมาตรการที่ธนาคารกลางเอเชียต้องเตรียมความพร้อมไว้เพื่อดำเนินการเพื่อมิให้เงินราคาถูกมาสร้างภาวะฟองสบู่และความผันผวนแก่เศรษฐกิจภายในประเทศ
หมายเหตุ บทความตอนที่ 3 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 26 ส.ค. 2554

