Practical Report เศรษฐกิจโลก และหุ้นไทย

สุรศักดิ์   ธรรมโม

 

เมื่อต้นปี 54  ในพื้นที่บทความนี้ ผมสรุปบทความของ Goldman Sachs ซึ่งประเมินว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ดีของสหรัฐอเมริกาเพราะจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งผมแสดงความเห็นส่วนตัวว่า การฟื้นตัวจะไม่แข็งแกร่งดังที่ Goldman Sachs คาด (ดูบทความ Crisis Watch ในวันที่ 14  ม.ค. 54 และ 21 ม.ค. 54)

ซึ่งปัจจุบันนี้ Goldman Sachs ได้ยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งดังที่คาดไว้ และปรับลดการประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้และปีหน้าลง จากที่คาดว่าจะขยายตัวที่กรอบ 3.5 %-4.0 % ลงมาเป็น 3.0 %-3.5 %  (ดูบทความที่ชื่อว่า  A Spring Cleaning for Our Forecastsในวันที่ 6 พ.ค. 54  และ Global Economics Weekly วันที่ 11 พ.ค. 54)

การที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งดังที่คาดไว้และการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ต่อโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 2 (QE2) ในสิ้นเดือนนี้ ตลอดจนการยอมรับถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดของประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายเบอร์แนงเก้

ผนวกกับสถานการณ์วิกฤติหนี้สินยุโรปโดยเฉพาะปัญหาของกรีซซึ่งศ.ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์โนเบลและ มาร์ติน วูล์พ คอลัมนิสต์ ชั้นนำของโลกในหนังสือพิมพ์ Financial  Times ร่วมกันประเมินว่า สถานการณ์ยุโรปกำลังเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง   ส่งผลให้นักลงทุนกลัวว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะต่ำกว่าที่คาด และได้หันกลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

ภาพที่ 1 :บทความของครุกแมนใน New York Times ที่ประเมินสถานการณ์ยุโรป ยังอยู่ในเขตอันตราย

 

ภาพที่ 2:รายงานของ Goldman Sachs ที่แนะนำลูกค้าให้ปรับลดการถือครองหุ้นไทย

 

ในด้านตลาดหุ้นไทยเมื่อ Goldman Sachs ได้แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 7 มิ.ย. 54 เพราะความเสี่ยงการเมือง (ดูรายงาน ASEAN remix: Lift Malaysia & Indonesia, lower Thailand)  ผลคือดัชนีหลักทรัพย์หุ้นไทยปรับลงแรง โดยในวันพุธที่ 8 มิ.ย. 54 เมื่อเปิดตลาดภาคบ่าย ดัชนีเกือบหลุดระดับพันจุด ทั้งหมดมีนัยอะไร ผมประเมินดังนี้

 

1)              เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ฟื้นตัวแข็งแกร่งตามที่คาด เพราะเมื่อเผชิญกับปัญหาปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะการประท้วงที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีผลต่อราคาน้ำมันให้เร่งสูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานการผลิตเอเชียชะงักตามลำดับ และการรัดเข็มขัดทางการคลังในยุโรป เช่น อังกฤษเริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศนั้นๆชะลอลง ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะชะลอตัวในครึ่งปีหลัง  ล่าสุด ธนาคารโลกได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกเล็กน้อย  จากเดิมที่คาดเมื่อต้นปี 54 ที่ 3.3 %  เป็น 3.2 %  และเป็นไปได้ที่รายงาน  IMF ที่จะออกในเดือนหน้าจะปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

 

2)              เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศเอเชีย  จะยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าจะชะลอลงจากที่คาดเมื่อต้นปี แต่การที่สถาบันการเงินไม่ได้มีปัญหาหนี้เสียอีกทั้งมีเงินทุนและความสามารถในการปล่อยสินเชื่อและไม่ได้ประสบกับวิกฤติหนี้สาธารณะดังเช่นประเทศยุโรปและเศรษฐกิจหดตัวจากภัยธรรมชาติเช่น ญี่ปุ่น   ดังนั้น ความเสี่ยงที่ประเทศเกิดใหม่จะต้องรับมือคือ การเร่งตัวของเงินเฟ้อ การไหลบ่าของเงินทุนไหลเข้า ซึ่งทั้ง 2 ปัญหานั้นไม่ได้หนักหนาดังเช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เผชิญ มิหนำซ้ำ ประเทศเอเชียได้ดำเนินนโยบายการเงินที่ถูกต้องด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผลคือเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย มีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศ G-3 ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

 

3)              ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า การเลือกตั้งของไทยตั้งแต่หลังรัฐประหาร 49เป็นต้นมา แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ  เพราะมีมิติการเผชิญหน้าของโครงสร้างอำนาจระดับบนจนถึงระดับล่างซึ่งเป็นความเขม็งเกลียวครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย  แต่ประเทศไทยเคยผ่านความเขม็งเกลียวในระดับนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าของกลุ่ม “สยามหนุ่ม” อันมีรัชกาลที่ 5 เป็นผู้นำกับกลุ่มอำนาจเก่าอันมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้นำ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทหารไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ทั้งหมดล้วนผ่านมาได้ด้วย “การประนีประนอม”


ภาพที่ 3 : รัชกาลที่ 5 ผู้นำกลุ่ม "สยามหนุ่ม" กลุ่มที่เน้นการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามตะวันตก

 

แม้ว่าหลักการนี้อาจจะขัดใจนักอุดมคติทางการเมืองจำนวนมากที่เน้นการแตกหักและโค่นล้มอีกฝ่ายให้พินาศไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว คนไทยผ่านวิกฤติด้วยการประนีประนอม และผมหวังว่าคนไทยจะนึกถึงความสามารถในเชิงปฏิบัติแบบนี้ให้มาก เพราะคนที่บาดเจ็บล้มตายส่วนใหญ่ในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง มักจะเป็นมวลชนที่เป็นเบี้ยหมากของผู้นำการเมืองในแต่ละกลุ่มเสมอ ไม่เคยเลยที่ระดับผู้นำ จะลงมาเสี่ยงเองทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มิหนำซ้ำ เมื่อเอาชนะกันไม่ได้ มักจะประนีประนอมกันในท้ายที่สุด แต่ชีวิตและทรัพย์สินที่สูญเสียไปของเบี้ยหมากก่อนหน้านั้นมักจะไม่ได้รับการชดใช้ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดๆ

 

ภาพที่4:สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

 

 

หมายเหตุ:บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2554

 

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    อยากกด Like ให้บทความนี้นับ 1000 ครั้ง นับเป็นข้อเขียนที่ดีที่สุดของสุรศักดิ์เท่าที่รู้จักกันมา โดยเฉพาะในย่อหน้าสุดท้ายและรองสุดท้ายครับ

    ไม่เสียทีที่รู้จักกันมาครับ

  • http://www.about.me/thanee ธานี ชัยวัฒน์

    เห็นด้วยกับคุณเจริญชัยครับ

  • anonymous

    FYI, กรณีวิกฤตวังหน้าไม่ใช่การประณีประณอมแต่ว่าแตกหักนะ

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ตอบ Anonymous

    วิกฤติวังหน้า ได้สมเด็จเจ้าพระยาไปคลี่คลายบังคับให้กรมพระราชบวรฯออกจากสถานทูตกลับวังไป
    และหลังจากนั้นรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ปลดกรมพระราชบวรฯออกจากตำแหน่งให้ดำรงอยู่ในที่เดิมจนกว่า
    จะสิ้นสิ้นพระชนม์ไป

    ถ้าแตกหัก รัชกาลที่ 5 ต้องนำกำลังปิดสถานทูตเข้าชิงตัวกรมพระราชวังบวรหรือจับกุมสมเด็จเจ้าพระยา
    แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะหน้าสิ่วหน้าขวนมาก มีกรณีวางเพลิงในวังเพื่อสร้าง
    ความวุ่นวายได่

    การคลี่คลายกรณีวังหน้าสะท้อนการประนีประนอมระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จเจ้าพระยาที่ชัดเจนที่สุด

  • ผู้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ Goldman Sachs

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ เป็นกำลังใจให้เขียนต่อไป

  • anonymous II

    ขอบคุณครับสำหรับการแลกเปลี่ยน

    แต่ว่าการที่ฝ่ายวังหน้าและขุนนางเก่าแพ้ต่อ Young Siam จะนับว่า “แตกหัก” ได้ไหมครับ
    แม้ตัวตนยังอยู่แต่ฐานอำนาจหายไปแล้ว? เพราะผมคิดถึงการประนีประนอมในแง่การแบ่งปันอำนาจ

  • anonymous II

    เพราะถ้าคิดถึงการแตกหักในแง่ที่ผู้นำกลุ่มต้องเสียชีวิตแล้ว การเมืองสยาม/ไทยหลายศตวรรษก็อาจไม่เคยมีการแตกหักเลย? อันนี้ไม่เกี่ยวกับ solution นะครับ แค่คิดว่าการมองประวัติศาสตร์สยาม/ไทยผ่านความต่อเนื่องและประนีประนอมอาจไม่ถูกต้องนัก

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ตอบคำถาม การเมืองสยาม/ไทยหลายศตวรรษก็อาจไม่เคยมีการแตกหักเลย?

    คำตอบไม่จริงครับ

    เฉพาะตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์มาหลังกรมพระราชบวรฯ (บุญมา)พระอนุชาในรัชกาลที่ 1 สิ้นพระชนม์ มีการจับกุม
    พระโอรสของกรมพระราชวังบวรฯแล้วนำไปประหารชีวิต

    หลังสิ้นรัชกาลที่ 1 ขึ้นรัชกาลที่ 2 มีการจับกุมเจ้าฟ้าเหม็น แล้วนำไปประหารชีวิต

    ในรัชกาลที่ 3 มีการจับกุมหม่อมไกรสร (กรมหลวงรักษ์รณเรศ)แล้วนำไปประหารชีวิต