Practical Report บทวิเคราะห์: GMM Z ท้าชน True Visions ชิงตำแหน่งจ้าวทีวีดาวเทียม

ข่าวความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรระหว่างแกรมมี่กับทรูตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วยให้กล่องดาวเทียม GMM Z กลายเป็นประเด็นสนใจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในตลาดทีวีที่มีความซับซ้อนสูง ทำให้หลายท่านอาจยังไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ของแกรมมี่ว่าทำไมต้องมาทำทีวีดาวเทียมแข่งกับกลุ่มทรู

SIU ขอนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโร มาเป็นจุดตั้งต้นของกรอบวิเคราะห์การต่อสู้ที่ใหญ่กว่านั้นใน “วงการทีวีดาวเทียม” ซึ่งเป็นเกมยาวและมีมูลค่ามหาศาล

โครงสร้างการแข่งขันทีวีไทย

อันดับแรกสุดต้องย้อนความไปถึง “ฟรีทีวี” ในปัจจุบันทั้ง 6 ช่องว่าเป็นทีวีที่ใช้การแพร่ภาพผ่านเสาอากาศ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า terrestrial TV ซึ่งจะส่งสัญญาณเป็นอะนาล็อกหรือดิจิทัลก็ได้ โดยปัจจุบันระบบของเมืองไทยยังเป็นอะนาล็อกทั้งหมด และมีแผนจะเริ่มใช้การแพร่ภาพแบบดิจิทัลช่วงปลายปีนี้ โดยผู้อนุมัติคือ กสทช. แต่ทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณผ่านเสาอากาศก้างปลาที่พบเห็นทั่วไป

ฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องถือเป็นการผูกขาดตลาดอย่างสมบูรณ์ โดยทีวีจำนวนถึง 4 ช่องเป็นทีวีของหน่วยงานของรัฐ เช่น ช่อง 5 เป็นของกองทัพบก ช่อง 9 ของ อสมท ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ และ Thai PBS ที่เป็นทีวีสาธารณะ ส่วนช่อง 3 กับช่อง 7 เป็นเอกชนดำเนินการภายใต้คู่สัมปทานของรัฐยาวนานหลายสิบปี ไม่มีช่องให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแทรกได้เลย

ช่อง ชนิด ผู้ดำเนินการ ระยะเวลาสัมปทาน
ช่อง 3 เอกชนได้สัมปทานจากรัฐ (อสมท) บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ในเครือ BEC) 2513-2563
ช่อง 5 รัฐดำเนินการเอง บริษัท อาร์ทีเอ เทเลวิชั่น จำกัด (กองทัพบก) -
ช่อง 7 เอกชนได้สัมปทานจากรัฐ (กองทัพบก) บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด 2510-2566
ช่อง 9 รัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด -
NBT รัฐดำเนินการเอง กรมประชาสัมพันธ์ -
Thai PBS ทีวีสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย -

(รายละเอียดอ่านจากบทความ การกลับมาของคุณแดง ในยามที่ช่อง 7 ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิม)

บริษัทเอกชนที่เข้ามาทำสัญญากับรัฐและสร้างกำไรมหาศาลจากการทำสถานีทีวีก็คือ กลุ่ม BEC ของช่อง 3 และกลุ่ม BBTV ของช่อง 7 เท่านั้น ในขณะที่บริษัทด้านทีวีรายอื่นๆ เช่น กลุ่มเนชั่น กลุ่มแปซิฟิก กลุ่มกันตนา กลุ่มแกรมมี่ กลุ่มอาร์เอส  กลุ่มเวิร์คพอยต์ ฯลฯ เป็นได้อย่างมากก็แค่ “ผู้ผลิตรายการ” ป้อนทางทีวีทั้ง 6 ช่อง มีอำนาจต่อรองในเรื่องผังรายการและโฆษณาต่ำกว่าการเป็นเจ้าของโฆษณาเองมาก

โฆษณาจานดาวเทียมของ PSI

เข้าสู่ยุค “ทีวีทางเลือก”

เมื่อเทคโนโลยีการแพร่สัญญาณทีวีแบบอื่นๆ พัฒนาขึ้นมา ทำให้ผู้ชมชาวไทยมี “ทีวีทางเลือก” ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น IPTV หรือทีวีออนไลน์ แต่ที่สำคัญมีเพียง 2 อย่างคือ “ทีวีผ่านสายเคเบิล” และ “ทีวีผ่านดาวเทียม” นั่นเอง

ในส่วนของเคเบิลทีวี ในอดีตเคยมีผู้เล่น 3 รายคือ IBC, ThaiSky และ UTV ซึ่งภายหลังได้ควบกิจการกันเหลือเพียงรายเดียวคือ UBC ของกลุ่มซีพี (และปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ชื่อ True Visions) อย่างไรก็ตามถึงแม้  True Visions ในช่วงแรกจะเริ่มจากเทคโนโลยีสายเคเบิลใน กทม. แต่ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีดาวเทียมพัฒนาขึ้น ทรูก็เปลี่ยนมาใช้ดาวเทียม “จานแดง” อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ โดยที่ยังมีลูกค้ากลุ่มเคเบิลอยู่บ้างแต่ไม่เยอะนัก

ตลาดเคเบิลทีวีในภายหลังก็มีเคเบิลทีวีท้องถิ่นรายย่อยๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ให้บริการกลุ่มนี้รวมตัวกันเป็น “สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย” กันอย่างหลวมๆ โดยเจาะตลาดตามพื้นที่ของตัวเอง ลดการแข่งขันในพื้นที่เดียวกันเพื่อรักษาอัตรากำไรจากราคาที่คงที่

ส่วนทีวีดาวเทียม ช่วงแรกเริ่มจาก “จานดำ” หรือดาวเทียมระบบ C-Band ที่มีสามารถและ PSI เป็นหัวหอก ทีวีดาวเทียมกลุ่มนี้จะรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่เข้ารหัสจากต่างประเทศได้ด้วย ต่อมาก็พัฒนาเป็นระบบ “จานสี” หรือ KU-Band ที่รับสัญญาณจากดาวเทียมไทยคมเป็นหลัก โดยมีผู้เล่นในตลาดนี้หลายราย เช่น PSI ที่มียอดขายสูงสุด, DynaSAT, InfoSAT หรือ DTV ที่ทำเองโดยบริษัทไทยคมของกลุ่มอินทัช เป็นต้น

ภาวะทางการเมืองที่ร้อนแรงทำให้กลุ่มก้อนการเมืองหันมาทำทีวีดาวเทียมของตัวเอง (เพราะการครอบครองสื่อเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง และกลุ่มการเมืองไม่สามารถแทรกตัวเข้ามายังช่องฟรีทีวีได้มากนักเช่นกัน ทางออกจึงเหลือเพียงทีวีดาวเทียมที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายจากการที่ไม่มี กสช. ทำหน้าที่กำกับดูแล) และส่งผลให้ยอดขายจานดาวเทียมเพิ่มสูงขึ้นมากโดยเฉพาะพื้นที่นอกกรุงเทพ บวกกับปัญหาเรื่องคุณภาพสัญญาณของการแพร่ภาพแบบ terrestrial ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้ชมดาวเทียมสูงมาก

เมื่อทั้งเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมสามารถรับชมช่องฟรีทีวีแบบ terrestrial ได้เช่นกัน บวกกับคุณภาพสัญญาณที่ดีกว่า (ไม่โดนตึกบังหรือคลื่นรบกวน) และจำนวนช่องที่มีให้เลือกเยอะกว่าในราคาที่ไม่แพงนัก ทำให้คนไทยจำนวนมากหันมาดู “ทีวีทางเลือก” แทนการใช้เสาก้างปลาแบบเดิม

Platform vs Content

การวิเคราะห์สภาพการแข่งขันของทีวีไทยในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องแยกพิจารณาผู้เล่นในตลาดเป็น 2 ส่วน

  • platform provider หรือคนสร้างระบบการแพร่ภาพหรือรับสัญญาณภาพ ตัวอย่างเช่น บริษัทเคเบิลทีวี หรือเจ้าของจานดาวเทียมยี่ห้อต่างๆ อย่างสามารถ PSI DTV เป็นต้น
  • content provider หรือเจ้าของรายการทีวี จะผลิตเองหรือจะซื้อมาจากต่างประเทศก็ได้ ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มหลังได้แก่ เนชั่น เวิร์คพอยต์ แกรมมี่ อาร์เอส สปริงนิวส์ เป็นต้น

สำหรับวงการฟรีทีวีแบบ terrestrial จะควบทั้ง 2 บทบาท คือเป็นเจ้าของระบบส่งสัญญาณ เสาสัญญาณเองด้วย และเป็นผู้ผลิตรายการหรือซื้อรายการมาฉายด้วย (เช่น ทำข่าว ละคร รายการของตัวเอง ถ้าเวลาเหลือจึงให้เอกชนรายอื่นมาเช่าเวลาต่อ) แต่สำหรับแวดวงเคเบิล-ดาวเทียม โดยปกติแล้ว ผู้เล่นในสองกลุ่มนี้จะเป็นคนละบริษัทกัน โดยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อกัน เช่น กลุ่มเนชั่นซื้อช่องบนแพลตฟอร์มของ PSI และนำรายการมาฉายเพื่อหากำไรจากสปอนเซอร์อีกต่อหนึ่ง ในขณะเดียวกันเนชั่นก็ซื้อช่องบนแพลตฟอร์มดาวเทียมอื่นๆ อย่าง DTV ด้วย

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ทำให้จานดาวเทียมและเคเบิลทีวีแทบทุกราย (ยกเว้น True Visions) มีช่องรายการที่ใกล้เคียงกัน อาจต่างกันในรายละเอียดบางส่วนแต่ช่องหลักๆ จะเหมือนกัน ประสบการณ์การรับชมจึงไม่ต่างกันนักไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมหรือเคเบิลทีวี

กรณีของ True Visions ถือเป็นกรณีพิเศษคือ True ควบทั้ง 2 บทบาทเช่นกัน ในด้านหนึ่งทรูก็ทำจานแดง ทำกล่องรับสัญญาณของตัวเองออกมาขาย ในอีกด้านหนึ่งก็ซื้อรายการฟุตบอล ภาพยนตร์ ซีรีส์จากต่างประเทศ รวมถึงผลิตรายการเองอย่างเช่น Academy Fantasia หรือช่องข่าว TNN อีกด้วย นโยบายลักษณะนี้ของทรูคือเป็น “แพลตฟอร์มปิด” ซึ่งในที่นี้แปลว่ารายการที่ฉายบน True Visions ห้ามไปฉายบนทีวีระบบอื่นๆ ฉายได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มของทรูเท่านั้น

การควบบทบาททั้ง platform provider และ content provider ช่วยสร้างความได้เปรียบในแง่การแข่งขันมาก เพราะควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ อำนาจต่อรองสูง (vertical integration) ตรงนี้เลยเป็นเหตุให้แกรมมี่ซึ่งเดิมทีเป็น content provider รายใหญ่อยากเข้ามาเป็น platform provider บ้าง

รายการช่องดาวเทียม-เคเบิลของ GMM Grammy

แผนชิงฟ้า GMM Z ชน TrueVisions

เดิมทีแกรมมี่เป็นเจ้าของ content รายใหญ่ มีช่องทีวีหลายช่องสำหรับฉายผ่านดาวเทียม-เคเบิลทีวี เช่น

  • Green Channel (ของบริษัทลูก A-Time)
  • ACTS Channel (ช่องละครจากบริษัทลูก Exact/Scenario)
  • Bang Channel
  • Fan TV (ช่องเพลงลูกทุ่ง)
  • Play Channel
  • Saranae Channel (ของกลุ่มสาระแนโชว์)
  • Maxxi Channel (ต่อยอดจากนิตยสาร Maxim)

แต่ปัญหาคือแกรมมี่ไม่มี platform ของตัวเอง ทำให้อำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับ เช่น ถูกย้ายสลับช่องบ่อยๆ โดยแกรมมี่ไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรมากนัก เมื่อแกรมมี่ตัดสินใจรุกเข้ามาทำ platform ของตัวเองในชื่อ GMM Z (1Sky เดิม) จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจมาก เพราะแกรมมี่กำลังพัฒนาตัวเองจาก “ผู้ให้บริการ content รายใหญ่” ขึ้นมาเป็น “platform+content provider” ท้าทาย True Visions โดยตรง เพราะก่อนหน้านี้นอกจาก True แล้วก็ไม่มีรายไหนเลยเป็นเจ้าของทั้ง platform ดาวเทียมและ content ไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แกรมมี่จะมี content ในมือเยอะจริง แต่กลับเป็นช่องที่อยู่บนทีวีดาวเทียมอยู่ก่อนแล้ว ยังไม่มีปัจจัยดึงดูดอะไรให้คนมาซื้อกล่องของ GMM Z ไปใช้ที่บ้านอยู่ดี ตรงนี้เลยต้องใช้ยุทธศาสตร์หา content คุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการมากๆ อย่างการถ่ายทอดฟุตบอลนัดสำคัญ การถ่ายทอดคอนเสิร์ต ละครหรือภาพยนตร์ชื่อดัง เป็นต้น ซึ่งแกรมมี่เริ่มจาก “ฟุตบอล” นั่นเอง

ถ้าติดตามข่าววงการฟุตบอลต่างประเทศมาบ้าง อาจเคยได้ยินข่าวว่าแกรมมี่ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลบุนเดสลีกาเยอรมันมาเตรียมไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่เป็นลิขสิทธิ์ของฤดูกาลหน้าซึ่งจะเริ่มเตะประมาณเดือนสิงหาคมนี้ แต่ที่เป็นประเด็นร้อนแรงกว่าคือฟุตบอลยูโร 2012 นั่นเอง

แกรมมี่ต้องการใช้เนื้อหาพิเศษหรือ exclusive content เหล่านี้มาสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าซื้อกล่อง GMM Z ไปติดตั้งที่บ้าน ซึ่งจะช่วยดันยอดขายของ GMMZ ซึ่งถือเป็นหน้าใหม่ของวงการ ให้เพิ่มสูงในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อว่าในเกมระยะยาวแล้ว แกรมมี่สามารถหากินกับฐานลูกค้ามหาศาลกลุ่มนี้ได้อีกนาน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่แกรมมี่จะเล่นบทโหด ปิดกั้นสัญญาณไม่ให้ดาวเทียมแพลตฟอร์มอื่นๆ สามารถดูถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรได้อย่างเคย (ยกเว้นจะจ่ายเงินให้แกรมมี่ซึ่งมีทีวีดาวเทียมบางรายยอมจ่าย) เพราะฟุตบอลยูโรถือเป็น “อาวุธ” ชิ้นแรกที่ GMM Z ใช้นำร่องเปิดตัวและเป็นจุดขายของแพลตฟอร์มนั่นเอง

จุดแตกต่างของแกรมมี่กับอาร์เอสอยู่ที่ว่า แกรมมี่ตัดสินใจกระโดดขึ้นมาเล่นเกมใหญ่ สร้าง platform ของตัวเองด้วย ในขณะที่อาร์เอสที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลรายการสำคัญอย่างลาลีกาสเปน และฟุตบอลโลก 2014 กลับยังหยุดตัวเองไว้ที่ content provider เท่านั้น ตรงนี้ต้องจับตาดูว่าอาร์เอสจะขยับขึ้นไปเล่นเกมระดับเดียวกับแกรมมี่หรือไม่ หรือจะใช้ยุทธศาสตร์สร้างจุดต่าง ยังเป็น content provider แบบเดิมแล้วจับมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ แทน

สมรภูมิทีวีทางเลือก

ความขัดแย้งระหว่างแกรมมี่กับทรูเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของ “ยุทธการ” แห่งโลกทีวีทางเลือกเท่านั้น ทรูเองเสียรายการฟุตบอลสำคัญๆ ออกไปมาก ถึงแม้จะยังรักษา “อู่ข้าวอู่น้ำ” อย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้อยู่อีก 1 ปี (ถึงฤดูกาล 2012-2013) ซึ่งทางแกรมมี่เองก็แสดงท่าทีชัดแล้วว่าต้องการแย่งลิขสิทธิ์นี้มาจากทรูให้จงได้ เพื่อขยายฐานลูกค้าดาวเทียม GMM Z ของตัวเองให้มากขึ้น

เดิมทีทรูเป็นผู้ให้บริการดาวเทียม-เคเบิลทีวีแบบพรีเมียม แต่ภายหลังโดนเคเบิลท้องถิ่นและทีวีดาวเทียมรายต่างๆ เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ต่ำกว่า (กรณีของดาวเทียมส่วนใหญ่ไม่เสียค่ารายเดือนด้วยซ้ำ) แต่ทรูก็ยังเอาตัวรอดมาได้บ้างเพราะมีลิขสิทธิ์เนื้อหารายการสำคัญๆ เป็นแม่เหล็กดึงดูดอยู่มาก แต่การปรากฏตัวขึ้นของแกรมมี่ที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ เข้าใจเกมของ content เป็นอย่างดี และคิดการใหญ่ถึงกับสร้างแพลตฟอร์มมาท้าทายทรู ย่อมทำให้ทรูสะเทือนไม่น้อย และออกอาหาร “หวั่นไหว” ดังที่เห็นได้จากการต่อสู้เรื่องลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรครั้งนี้

จากการประเมินของ SIU เชื่อว่าถ้าแกรมมี่ยังสามารถเก็บเล็กผสมน้อย ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลรายการสำคัญๆ ได้ต่อไป ก็จะเพิ่มฐานลูกค้าขึ้นมาเบียดทรูได้ในระยะเวลาอันใกล้ กลายเป็น 2 ขั้วอำนาจแห่งโลกทีวีดาวเทียมที่มีอำนาจต่อรองสูง และจะส่งผลให้ผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีเพียงแค่ content หรือ platform เริ่มมีปัญหาแข่งขันไม่ได้ เพราะการผนวกรวมบริการทั้งหมดของแกรมมี่ทรงพลังกว่ามาก

นอกจากนี้ เกมทีวีทางเลือกยังไม่จำกัดแค่ดาวเทียม แต่ครอบคลุมไปถึง “เคเบิลทีวี” อีกด้วย เดิมทีวงการเคเบิลทีวีประกอบด้วยผู้ประกอบการรายเล็กเป็นจำนวนมาก แต่การก่อตัวของกลุ่ม CTH (Cable Thai Holding) ที่กำลังพยายามรวมวงการเคเบิลทีวีให้เป็นหนึ่ง ก็ยังเป็นที่น่าจับตามาก เพราะการเพิ่มทุนรอบล่าสุดของ CTH มีกลุ่มทุนใหญ่มาสนับสนุนด้วยมากมาย เช่น เศรษฐีหุ้นไทย วิชัย ทองแตง, ตระกูลวัชรพลแห่งเครือไทยรัฐ และที่สำคัญคือแกรมมี่ก็เข้ามาถือหุ้นเพื่อแหย่ขาเข้ามาในตลาดเคเบิลทีวีอีกเช่นกัน (รายละเอียดดูในข่าว เคเบิลไทย (CTH) จับมือไทยรัฐ-วิชัย ทองแตง ระดมทุนซื้อสิทธิพรีเมียร์ลีก)

SIU ประเมินว่ากลุ่ม CTH น่าจะกลายเป็นกำลังสำคัญของวงการเคเบิลในไม่ช้านี้ และร่วมกับ GMM Z และ True เป็นสามขั้วอำนาจหลักของวงการทีวีทางเลือก โดยมีผู้เสียประโยชน์รายสำคัญคือ PSI ที่เป็น platform provider รายใหญ่แต่ยังไม่มี content ของตัวเอง

และสุดท้าย การต่อสู้ของ “ทีวีทางเลือก” จะเริ่มมาบรรจบกับ “ฟรีทีวี” เมื่อการแพร่สัญญาณทีวีระบบดิจิทัล (ที่มีช่องเพิ่มขึ้นมาก) เริ่มใช้งานในประเทศไทย ผนวกกับการสิ้นอายุสัมปทานของช่อง 3 ในปี 2563 และช่อง 7 ในปี 2566 จะทำให้กลุ่มทุนทีวีทุกกลุ่มกลับมาแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นคนที่ได้เปรียบที่สุดคือคนที่มี content ที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของคนดูมากที่สุดนั่นเอง

  • apower

    อยากเสนอความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้วิเคราะห์ต่อถึง “ทีวีชุมชน” ซึ่งผมเห็นว่า หนวดกุ้งและเสากระจายสัญญาณจะสามารถช่วยทำ platform อย่างนี้เกิดขึ้นได้น่ะครับ 

    ผมมองเห็นเสากระจายสัญญาณของช่อง 11 หรือก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีอยู่เยอะมาก และสามารถแปลงเป็นทีวีชุมชนหรือทีวีของภูมิภาคได้ทันที ไม่ทราบว่าผู้เขียนหรือทาง SIU มีความเห็นว่าอย่างไรครับ

  • http://value.exteen.com/ patty

    internet ก็กำลังคืบคลานมาแบบเงียบๆ เช่น google ซื้อลิขสิทธิถายทอดโอลิมปิกบนเว็ป

  • http://twitter.com/somchartlee Chai Republic

    กรณีของ GMM-Z ถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ของการที่ Content Provider พยายามกลายเป็น Platform Provider ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรจากค่าบริการรายเดือนเหมือน True Visions แต่เป็นการปล่อยสัญญาณ Free To Air เพื่อดึงเรตติ้ง (ยกเว้นบอลยูโร ที่ยอมจ่ายลิขสิทธิ์ต่างหาก จึงต้องสกัดคู่แข่งออกจากระบบ) และในอนาคตอันใกล้เราคงได้เห็น Grammy ใช้ช่องทางนี้ในการดึงสื่อโฆษณามาจาก Free TV อย่างแน่นอน ในระยะกลางค่าโฆษณาอาจถูกลงและสมเหตุสมผลมากขึ้น แต่ถ้า GMM-Z กลับมายึดพื้นที่สื่อเหมือนกับที่ช่อง 3 และ 7 เคยทำไว้ในอดีต ความโชคดีอาจกลับมาเป็นความโชคร้ายของเจ้าของผลิตภัณฑ์เหมือนเดิม

  • http://www.facebook.com/preeda.prakrankamanant Preeda Prakrankamanant

    ผมว่าต่อไปเรื่องล่า content เข้าสู่ platform ตัวเองจะยิ่งดุเดือดมากขึ้น ทรูอาจจะจับมือกับทางอาร์เอสเพื่อดึง content ทั้งหมดไปสู่ระบบปิดของทรู เหมือนที่ทำกับ siamsport tv ตอนนี้ก็ได้ ถึงเวลานั้น psi คงตายแน่ๆ เพราะว่ากันตามคุณภาพ content พวก free-to-air satellite เนี่ยมันไม่น่าดูสักช่องเลย

  • http://twitter.com/mrkeniji Keniji Poondone

    กล่องของ GMM Z ให้บริการฟรีได้ครับ เพราะเค้าไม่ต้องเสียค่าสัปทานเหมือนกับ truevisions ที่ต้องเสียให้ อสมท. และไม่อยู่ในการควบคุมของใคร เพราะยังไม่มีกฏหมายมาควบคุมทีวีดาวเทียมโดยตรง

  • Tonyink

    เด๊่ยวแกรมมี่ก้อจะเป็น pay tv เหมือนทรู นั่นแหละ อยากดูรายการดีดี ต้องจ่ายเพิิ่ม เฮ้อ กรรม

  • Iambuang

    อีกไม่นานก็รู้ครับ ว่า PSI มาไม้ไหน 11 สิงหาคม รู้แน่ครับ