Practical Report เรื่องสั้น “ทัศนะของพระเจ้า”

โดย พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์

ในประวัติศาสตร์โลกฉบับที่เขียนโดยดาวดึงส์นั้น เนื่องจากผู้บันทึกเป็นเทพจึงมักมีความลำเอียงเข้าข้างพวกตนบ้าง

ประวัติศาสตร์ฉบับนี้จะมีการพูดถึงเทพมาก พูดถึงเผ่าอื่นแต่น้อย และมักอ้างเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามอย่างอสูรในทางลบ อย่างไรก็ตามมีอยู่ตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ว่า

“แม้พวกอสูรจะต่ำช้า ป่าเถื่อน หรือโง่เขลาเพียงใดแต่เราก็ต้องยอมรับว่ามีอสูรตระกูลหนึ่งซึ่งมีความแข็งแกร่ง เก่งกล้าอย่างพิเศษ เหนือกว่าโคตรวงศ์ใดๆในโลก นั่นคืออสูรตระกูลหิรัญยวงศ์”


… … …

ตั้งแต่สร้างพิภพขึ้นจนปัจจุบัน (ปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๔๐๐) พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เป็นจำนวนห้าครั้ง

ครั้งที่แรกเรียกว่า ‘มัสยาวตาร’ อวตารเป็นปลากรายชื่อศผริ (สะ – ผะ – ริ) ไปช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยระหว่าง ๓๑,๐๗๐ – ๓๐,๙๒๐ ปี ก่อนดาวดึงส์ศักราช

ครั้งที่สองเรียกว่า ‘กูรมาวตาร’ อวตารเป็นพญาเต่าไปให้ความอนุเคราะห์แก่การกวนน้ำอมฤตในปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๑๖๐

จะเห็นได้ว่าภารกิจที่พระเจ้าสูงสุดกระทำนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่หลายหมื่นหลายพันปีจึงเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ชาวโลกมิอาจทำเองได้ พระองค์จึงต้องลงมาช่วย อย่างไรก็ตามอวตารสามครั้งหลังนั้นพระนารายณ์กลับต้องเสียให้แก่การปราบอสูรเพียงตระกูลเดียว

ปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๒๙๑ หิรัญ หิรัญยวงศ์ หรือเรียกกันว่า หิรัญยักษ์ มีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่าอสูรตนอื่นๆ จึงได้ขึ้นครองเมืองอสูร

ด้วยสันดานเป็นคนพาลเกเร เขามีความประสงค์จะสำแดงพลังโดยแปลงกายใหญ่โตแล้วม้วนแผ่นดินมนุษย์หมายกวาดล้างสัตว์ในพื้นโลกให้สิ้นซาก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นหมูเผือกเขี้ยวเพชรไปสังหาร ภายหลังเรียกอวตารครั้งนี้ว่า ‘วราหาวตาร’

ปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๓๓๗ น้องชายหิรัญยักษ์ชื่อหิรัญยกศิปุซึ่งรับตำแหน่งต่อจากพี่ได้บำเพ็ญเพียรขอพรพระพรหมจนพระพรหมสัญญาว่าจะกำหนดชะตาให้หิรัณยกศิปุไม่ตายนอกบ้านหรือในบ้าน ไม่ตายตอนกลางวันหรือกลางคืน ไม่ตายโดยคน หรือ สัตว์ โดยเทพ หรือ อสูร และไม่ตายโดยอาวุธหรือโดยมือเปล่า

หิรัณยกศิปุเข้าใจว่าเป็นอมตะแล้วก็ประกาศตัวเป็นใหญ่ เที่ยวเกะกะระรานจนมนุษย์และเทพเดือดร้อน พระนารายณ์จึงอวตารลงไปปราบด้วยร่างของนรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์) โดยแฝงตนอยู่ในปราสาทจอมมาร พอได้จังหวะก็ปรากฏกายออกมาต่อสู้

นรสิงห์รุกไล่หิรัญยกศิปุไปจนมุมที่ประตูบ้าน จับหิรัญยกศิปุกดไว้กับธรณีประตูแล้วถามว่า
“ที่นี่คือนอกบ้านหรือในบ้าน?”
หิรัญยกศิปุตอบว่า “ไม่ใช่ทั้งนอกบ้านและในบ้าน”
นรสิงห์ถามอีกว่า “ตอนนี้เป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน?”
พอดีตอนนั้นเป็นยามโพล้เพล้ หิรัญยกศิปุจึงตอบว่า “ไม่ใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน”
นรสิงห์ถามอีกว่า “เราในร่างนี้เป็นคนหรือสัตว์ เป็นเทพหรืออสูร?”
หิรัญยกศิปุตอบว่า “ไม่ใช่ทั้งคนหรือสัตว์ หรือ เทพหรืออสูร”
นรสิงห์จึงกางกรงเล็บออก ถามเป็นคำสุดท้ายว่า “กรงเล็บของเราเป็นอาวุธ หรือเป็นมือเปล่า?”
หิรัญยกศิปุตอบว่า “ไม่ใช่อาวุธ และไม่อาจจัดว่าเป็นมือเปล่า”

สิ้นคำตอบนั้นพระนารายณ์ในร่างนรสิงห์ก็ใช้กรงเล็บสังหารหิรัณยกศิปุแล้วตั้งพระยาประหลาทลูกชายผู้มีศีลธรรมของเขาขึ้นปกครองเหล่าอสูรแทน อวตารในครั้งนี้ถูกเรียกว่า ‘นรสิงหาวตาร’

นับแต่พระยาประหลาทครองราชย์ก็ประพฤติตนเป็นคนดี รักใคร่เอ็นดูไพร่ฟ้า นอกจากนั้นยังสั่งสอนให้บุตรหลานตั้งตนในกรอบศีลธรรมเคารพนับถือพระนารายณ์ อสูรกายภูมิจึงสงบสุขชั่วขณะหนึ่ง

พลีเป็นหลานของพระยาประหลาทซึ่งรับสืบบัลลังค์ต่อมา เขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะ นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์เดชอานุภาพเหนือกว่าหิรัณยักษ์ และหิรัณยกศิปุผู้เป็นบรรพบุรุษ

ใครๆก็ว่าพลีเป็นยอดคน ตราบใดที่เขาเป็นกษัตริย์อยู่ พวกเทพย่อมมิอาจกำเริบได้

หากพลีทะเยอทะยานกว่านั้น เขาปรารถนาจะทำลายล้างอำนาจของดาวดึงส์ซึ่งเห็นว่ากดขี่ข่มเหงชาวอสูรมานาน

ในเทวสุรสงคราม พลีได้ร่วมมือกับพระศุกร์จ้าวมนต์ดำ และ พระจันทร์ผู้นำมนุษย์ ยกทัพพันธมิตรเข้าต่อกรกับทหารเทพ แต่หลังจากพระจันทร์ถอนตัวไปก่อนทำให้เทวาสุรสงครามสิ้นสุดลง พลีจึงต้องนำเหล่าอสูรกลับอสูรกายภูมิเพื่อสั่งสมกำลังใหม่

ในปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๓๖๘ เดือนสาม หลังจากเตรียมการอยู่นานถึงสิบปี พลีผู้สำเร็จพิธีวิศวชิตแล้วเห็นว่าทัพอสูรทั้งล้านนายล้วนแข็งแกร่งทรหด เสบียงอาวุธก็พร้อมสรรพ จึงประกาศตั้งตนเป็นอธิราช พร้อมสำหรับการทำสงครามแตกหักกับดาวดึงส์อีกครั้ง

เขาในขณะนี้มีฤทธานุภาพเหนือกว่าพระจันทร์เมื่อครั้งสำเร็จพิธีราชสูยะเสียอีก และอาจเรียกว่ามีฤทธิ์สูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ คำประกาศของพลีทำให้ดาวดึงส์หวั่นไหว

ฝูงเทวดาเลือกหนทางไม่สู้ แต่ไปขอร้องให้พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์อีกครั้ง

พระนารายณ์ฟังฎีกาของเทพจบแล้วก็หลับตาลง นัยว่ากำลังครุ่นคิดจะจัดการกับปัญหาของท้าวมหาพลีอย่างไรดี

เงื่อนไขคราวนี้มีเกือบครบ พลีเป็นอสูรที่เก่งเกินกว่าใครจะปราบได้ หากเขาทำสงครามจะต้องยืดเยื้อมีผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายมากมาย หากพระนารายณ์ยับยั้งโลกก็พ้นภัย

เงื่อนไขขาดเพียงข้อเดียว คือ ‘พลีเป็นคนดี’

ติดจะธรรมะธรรมโมด้วยซ้ำ

เขาได้รับสืบทอดเจตนารมย์อันดีงามของปู่มาอย่างเหนียวแน่น หมั่นทำบุญทำทานช่วยเหลือคนยากไร้ ทุกสัปดาห์ต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมครั้งหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือพลีเป็นสาวกผู้ภักดีต่อพระนารายณ์อย่างยิ่งยวด!!

ก่อนวันยกทัพ พลีจัดให้มีการทำบุญทำทานครั้งใหญ่ ณ เมืองอุตรกุรุ นครหลวงของอสูรกายภูมิ เพื่อแสดงว่าตนมีทุนทรัพย์มากพอทำสงคราม เรียกขวัญกำลังใจให้ประชาชนประกอบสัมมาชีพต่อไปอย่างปกติ

พระศุกร์บ่นอุบว่าตั้งแต่อดีตกาลมาไม่เคยมีใครทำเช่นพลีมาก่อน แต่พลีก็จะทำ

ขณะที่การให้ทานเป็นไปอย่างมีระเบียบนั้น ท้าวมหาพลีซึ่งนั่งเป็นประธานได้เหลือบเห็นนักบวชร่างต่ำเตี้ยผู้หนึ่งเดินงกๆเงิ่นๆมา ความที่แรงน้อยจึงถูกผู้คนเบียดเสียดกีดกันอย่างไม่เกรงใจ

จอมอสูรบังเกิดความสงสารจับจิตจึงเดินลงไปหานักบวชผู้นั้นเป็นการเฉพาะ น้อมกายไหว้แล้วถามว่า “พระคุณเจ้าเป็นใครรึ?”

“เราชื่อ วามน กัศยปวงศ์ เป็นพราหมณ์จากเขาเหมกุฏ” นักบวชตอบ เมื่อสังเกตดีๆ แม้เขามีร่างกายต่ำเตี้ยแต่ใบหน้ากลับหนุ่มแน่น ดวงตาใสกระจ่าง

“อ้อ ที่แท้เป็นเชื้อสายของพระกัศยปเทพบิดรนั่นเอง” พลีตั้งใจจะแสดงตนเป็นตัวอย่างแก่ลูกน้องจึงหันไปสั่งว่า “เฮ้ย เตรียมอ่างมา กุจะล้างเท้าให้ท่านวามนผู้นี้เอง” เขาใช้น้ำสะอาดล้างเท้าให้นักบวช และกระทำอัญชลี

วามนยิ้มพลางกล่าวว่า “เรามาหาท่านวันนี้เพียงต้องการขอบริจาคทานเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”

“พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดหรือ?”

“ข้าต้องการที่ดินเพียงเท่าที่ตนเองยืนอยู่เท่านั้น…”

พลีถามวามนอย่างงุนงงว่า “ที่ดินเพียงเท่าที่ยืนท่านจะเอาไปทำอะไร หากพระคุณเจ้าประสงค์สถานที่บำเพ็ญศีลภาวนา หรือแม้ไร่นาทำกินสักร้อยไร่ข้าก็จัดหาให้ได้”

“เราพึงใจเท่านี้ ท่านเพียงสัญญาก็พอแล้ว” วามนกล่าว

พลีผู้อ่อนน้อมคิดโดยซื่อว่าฝ่ายตรงข้ามคงมีเหตุผลจึงไม่ซักไซ้ เขาหยับน้ำเต้าทักษิโณทกมาจะรินลงบนมือวามนเพื่อแสดงการมอบสิ่งที่ต้องการให้

พระศุกร์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยฟังถึงตรงนี้คิดว่ามีเลศนัย จึงใช้ตาทิพย์เพ่งดูมโนของนักบวชผู้นั้น แต่ทันทีที่เขามองก็ต้องรู้สึกประหนึ่งมีเข็มสักหมื่นเล่มทิ่มแทงใส่ดวงตาของตน และลิ้นนั้นกลายเป็นแข็งทื่อขยับมิได้ ต้องกุมตากุมปากเจ็บปวด เหลือเพียงประสาทหูรับรู้เหตุการณ์อันจะเกิดแต่จอมอสูรเท่านั้น

เมื่อน้ำจากน้ำเต้าไหลลงต้องมือแล้วเป็นอันว่าการให้ทานนั้นสำเร็จ วามนกล่าวแก่พลีผู้กำลังก้มหน้าเทน้ำว่า “จงดูเราอีกที” เป็นน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ หนักแน่น เปลี่ยนจากเสียงอ่อนเบาเมื่อครู่จากหน้ามือเป็นหลังมือ

เมื่อพลีเงยขึ้นเขาก็ต้องพบกับ องค์พระนารายณ์สูงมหึมาประทับอยู่บนหลังของพระยาอนันตนาคราช ตลอดทั้งกายเปล่งรัศมีโชติช่วงเป็นสีสันประหลาดสะดุดตา ประกอบด้วยเครื่องทรงคือ แก้วเกาสตุภ แก้วสยมันตกะ สร้อยพระศอคือ ไวชยันตี อันมีมณีทั้งห้า คือ เพชร ทับทิม มรกต นิล ไข่มุก ทรงอาวุธคือคทา จักร สังข์ กระบี่ ส่องแสงแวววาวแปลบปลาบดุจว่าเปล่งเสียงได้



วามนาวตาร หรือ ทวิชาวตาร เป็นปางที่ ๕ ของพระนารายณ์, ที่มา – Thaigoodview.com

ผู้คนในโรงทานแตกกระเจิง พลีกลับกลายเป็นคนต่ำเตี้ยทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้าพระนารายณ์ อานุภาพบารมีนั้นทำให้จอมอสูรรู้จักความกลัวเป็นครั้งแรก

ด้วยความเคยชินที่กราบไหว้เทวรูปของพระองค์อยู่ทุกวัน เขาก็ตัวสั่นก้มลงอัญชลี ณ บัดนั้น

พระนารายณ์หัวเราะกึกก้องดังเสียงฟ้าร้อง “ครั้งหนึ่งพระยาประหลาทปู่เจ้าเคยบอกหิรัณยกศิปุทวดเจ้าว่าพระเจ้าสถิตย์อยู่ในทุกสถานที่ เมื่อหิรัณยกศิปุไม่เชื่อและชี้ไปที่เสาเรือนถามว่าพระเจ้าสถิตย์อยู่ตรงนี้ไหม เราได้อวตารเป็นนรสิงห์แหวกเสาเรือนออกไปสังหารเขา”

“คะ… ครับ” พลีตอบอย่างหวาดหวั่น

“นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราสถิตย์อยู่ในทุกๆที่จริงดังนั้นเมื่อเจ้ากล่าวบริจาคแล้ว เท่ากับได้ให้พื้นที่ทั้งปวงที่เจ้าครอบครองแก่เราด้วย” คำพูดเพียงคำเดียวของพระนารายณ์ทำให้จอมอสูรผู้มั่งมีกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวในชั่วพริบตาเดียว

“ครับ เอ่อ…”

“ดี เป็นอันว่าเราขอบใจ” พระนารายณ์แย้มสรวล

ถึงตรงนี้ท้าวมหาพลีกัดฟันกรอด พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้วจึงแสร้งถามอีกว่า “ไม่พอใจรึ?”

ทั้งที่หมอบกราบอยู่ พลีตัวสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ในที่สุดก็มีเสียงลอดออกมา
“เออสิวะ…” เขากล่าวอย่างลืมตัว

“อะไรนะ?”

เมื่อรู้ว่าพูดผิดแล้วพลีทราบว่าไม่มีอะไรต้องเสียอีกจึงปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจทั้งปวงออกมา “มันไม่ยุติธรรมเลยโว้ย!!!!!!!!!!!!!” เขาลุกขึ้นชี้หน้าพระนารายณ์ “วันนี้ข้าได้เห็นธาตุแท้ของผู้ที่ข้าหลงเคารพบูชามาเนิ่นนานแล้ว ข้าเสียดาย เสียดายจริงๆ!!!!

“แต่สิ่งที่ข้าเสียดายไม่ใช่ชีวิต ข้าเสียดายเครื่องเซ่นสรวงสังเวยที่นำมาถวายท่านเพราะท่านไม่คู่ควรรับมันไว้แม้แต่ชิ้นเดียว!!!!”

“ข้าไม่คู่ควร?” พระนารายณ์ทวนคำของพลี

“เออ!!! นอกจากนั้นข้ายังเสียดายที่ที่ผ่านมาหลงเข้าใจว่าทวดของตนเองผิดบาป หลงกราบไหว้ฆาตกรอาสัตย์อาธรรม!!!

“ข้า พลี หิรัญยวงศ์ ไม่ใช่คนประเสริฐเลิศเลอจริง แต่เชื่อมั่นว่าตลอดมาตัวเองได้พยายามเป็นคนมีศีลสัตย์ที่สุด อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกเทพร้อยเท่า ท่านนั้นปากอ้างว่าอวตารลงมาปราบทุกข์ แท้ที่จริงทำตัวเป็นเจ้าพ่อรับค่าคุ้มครองที่พวกมันยื่นให้มากำจัดคนอ่อนแอกว่า ปล่อยให้ดาวดึงส์ประพฤติตัวหยาบช้ากดขี่ชาวโลกตามใจชอบ!!!

“ท่านสร้างภาพว่าตนเป็นคนดีให้ใครๆนับถือ แต่ประพฤติตัวตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวเองสอน ซ้ำยังขี้ขลาดตาขาวใช้วิธีสกปรกข่มขู่เอาของข้า คิดว่าคนอื่นเขาจะเลวเหมือนตัวเองหรืออย่างไร? ทรัพย์สินทั้งปวงเพียงแต่ถ้าท่านมาขอตรงๆข้าก็ให้โว๊ย!!!!!”

พลีบริภาษพระนารายณ์ต่างๆนาๆ อยู่เป็นเวลานาน แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมตนเองถึงไม่ถูกฆ่าเสียทีจนถึงตอนท้าย “…เว้นแต่มีกำลังมากกว่าคนอื่นแล้วท่านไม่มีอะไรดีเลย หากวันใดท่านอ่อนแอก็ไม่ต่างกับสุนัขน่าสังเวช มาสิวะมาฆ่าข้าอย่างที่เคยจัดการกับทวดทั้งสองของข้า!!”

จอมอสูรร้องออกมาสุดแรง “กูไม่กลัวมึง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

พละกำลังของเขาดุจหลุดลอยไปกับถ้อยคำนั้นด้วย พลีทรุดกายนั่งลงหอบ เขาพรุสวาทจนหมดแรงแล้วจริงๆ

ถึงตรงนี้พระนารายณ์ซึ่งนิ่งฟังอยู่ตลอดกล่าวว่า “จบหรือยัง?”

พลีหันไปมองพระผู้เป็นเจ้าด้วยความงุนงงเต็มที “เออ… จบแล้ว” เขาตอบ

“ตอนนี้เจ้าระบายความขุ่นข้องหมองใจออกมาหมดแล้ว ความขุ่นข้องหมองใจนั้นใช่หายไปหรือไม่?”

พลีนิ่งคิดพักหนึ่งจึงส่ายหน้า

พระผู้เป็นเจ้าทรงแย้มสรวล “ซึ่งที่เจ้าบริภาษเรามาทั้งหมดนั้นเป็นเพราะยังไม่เข้าใจเรา”

“ข้าไม่เข้าใจท่าน?”

“เจ้าไม่เห็นอย่างที่เราเห็น ได้ยินอย่างที่เราได้ยิน รับรู้อย่างที่เรารับรู้ เนื่องจากเจ้ายังคงถูกจำกัดอยู่ด้วยประสาทสัมผัสเพียง ๕ ชนิดคือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวสัมผัสซึ่งมีอยู่ในกายเนื้อนรชาตินั้น”

“แปลว่ายังมีประสาทสัมผัสมากกว่านี้อีก?” พลีถาม

พระนารายณ์ผงกศีรษะ “เจ้ามีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจ วันนี้เราจึงให้เจ้าเห็นสิ่งที่ต่างออกไป…” พระผู้เป็นเจ้ากล่าว “นี่คือมุมมองของสุนัข”
พลีรู้สึกว่าตาของเขากลายเป็นบอดสี และมองได้สั้นลง ในขณะที่จมูกดีขึ้นและได้กลิ่นแปลกๆเหนือคาดหมายมากมาย

“นี่คือมุมมองของแมลงวัน”
ภาพที่พลีเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆหลายพันช่องมองเห็นด้านที่ต่างๆกันมากมาย

“อะไรกัน!!!” จอมอสูรกล่าว

“เพียงสิ่งมีชีวิตในโลกก็มีมุมมองสัมผัสที่แตกต่างกันแล้ว ต่อไปเราจะให้เจ้าได้เห็นในสิ่งที่เราเห็นโดยค่อยๆเพิ่มประสาทสัมผัสขึ้นไปบ้าง” พระนารายณ์พูดต่อ “ประสาทสัมผัสที่หก”

พริบตานั้นพลีรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้จัก คือท้องฟ้า ผืนดินรอบกาย แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยคล้ายกระจก ทุกสิ่งทุกอย่างดำมืดลง เขาไม่เห็นแม้แต่ตัวเอง รู้สึกแต่มีดวงไฟเรืองๆอยู่หลายดวงรอบๆตัว

และโดยไม่รั้งรอให้จอมอสูรหายสงสัยพระนารายณ์ก็กล่าวต่อ
“ประสาทสัมผัสที่เจ็ด”

ความมืดดำรอบกายพลีแตกออกอีก โลกกลายเป็นตารางๆ วกวนสับสน ยิ่งพระนารายณ์เพิ่มประสาทสัมผัส พลีก็ยิ่งพบเห็นอะไรที่แปลกขึ้น นอกเหนือจินตนาการ นอกเหนือกรอบความคิด เขาได้รับสัมผัสชนิดที่หาคำอธิบายไม่ได้ เสพรับสิ่งที่บรรยายไม่ถูก

พลีร่ำร้องด้วยความตกใจ เมื่อพระนารายณ์เพิ่มประสาทสัมผัสไปถึงลำดับที่ ๗๖๓ โลกก็ไม่มีทิศทางบนหรือล่าง เมื่อถึงลำดับที่ ๕๑, ๒๔๕ โลกก็ไม่มีเวลา อนาคต หรือ อดีต

เขาพึ่งรู้ว่าหูตาจมูกลิ้นของตนนั้นคับแคบแค่ไหน โลกนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด

เมื่อก่อนเขาเข้าใจว่าตนคือผู้แข็งแกร่งสุดยอดผู้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ผืนฟ้าผืนพิภพล้วนสยบอยู่เบื้องใต้ หากสิ่งที่พลีรู้สึกหลังจากได้รับประสาทสัมผัสเพิ่มคือ ความเป็น ‘ตัวเอง’ นั้นเล็กลงเรื่อยๆจนเหลือน้อยที่สุด

ในประสาทสัมผัสที่ ๘ , ๘๙๖, ๔๑๔, ๙๗๙ โลกกับจักรวาลกลายเป็นสิ่งเดียวกัน พลีเห็นโลกจำนวนอสงไขยอยู่ในจักรวาลจำนวนอสงไขย โลกแต่ละใบมีสิ่งมีชีวิตจำนวนอสงไขย

เขาเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของอะไรที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเท่านั้น

ถึงจุดนี้พลีจึงคิดได้ว่ามันช่างน่าสมเพชสิ้นดีเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่จิ๊บจ๊อยเช่นเขากลับมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าครองฟ้าครองดิน

ในที่สุดพระนารายณ์ก็พาพลีมาถึงประสาทสัมผัสสุดท้ายซึ่งเป็นจำนวนที่นับไม่ได้ สิ่งที่เขาพบคือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในรูปของรหัส เดินทางปะปนวนเวียนเป็นวงกลมกว้างใหญ่ ดูคล้ายวังน้ำหมุนไม่สิ้นสุด

พลีเห็นรหัสที่มีกาย และรหัสที่ไม่มีกาย เห็นรหัสที่เป็นมนุษย์ อสูร เทพ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตแปลกพิสดารอื่นๆซึ่งเขาไม่รู้จัก

รหัสแต่ละรหัสร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดจากการเดินทางแต่ก็ยังคงเดินต่อไป

สิ่งที่พลีสังเกตเห็นคือรหัสของพวกเทพนั้นดูจะเจ็บปวดกว่าพวกอื่นๆ

และเมื่อเขาได้พบรหัสของพระอินทร์ผู้เป็นศัตรูตัวสำคัญร้ายกาจที่สุด มันกลับเป็นรหัสอันหม่นหมอง อ่อนล้า ทุกข์ทรมานมากกว่าเทพทั่วไปอีก

เสียงๆหนึ่งดังขึ้นที่ข้างโสต “เจ้ารู้ไหม ทำไมรหัสของเทพจึงมีความทุกข์กว่ารหัสอื่น?” เป็นเสียงของพระนารายณ์เอง

“ข้าไม่รู้ ความจริงพวกเขาน่าจะสุขสบายนี่”

“ไม่หรอก พวกเขาเป็นทุกข์ เพราะเขายึดติดกับสิ่งที่ไม่มีคือกายเนื้อของตนมากกว่าพวกอื่นๆ โดยเฉพาะพระอินทร์ผู้ที่หลงงมงายที่สุด จึงต้องทนทรมานมากที่สุด …ทีนี้เจ้าลองมองดูตัวเองสิ”

พลีลองมองดูตัวเอง ก็พบว่าเขาเป็นรหัสหนึ่งที่เดินทางอยู่ในวังน้ำอันกว้างใหญ่เช่นกัน

เห็นดังนั้นความโกรธเกลียดในใจเริ่มคลี่คลายลง เขาบังเกิดจิตเมตตาสงสารต่อสิ่งอื่นๆที่กำลังเดินวนเวียนอยู่พร้อมกันกับเขา กำลังทรมานอยู่เหมือนกับเขา

“นี่คือสิ่งที่เราเห็น” พระนารายณ์กล่าว “สิ่งมีชีวิตในโลกล้วนเกิดตายวนเวียนอยู่ในห้วงแห่งความโลภหลงอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความโกรธที่เจ้าผรุสวาทเราเมื่อครู่ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ ความตายไม่ใช่การปลดปล่อย เช่นเดียวกับการเป็นอมตะ…

“เราจึงมิได้ให้ค่าแก่ชีวิต หากให้ค่ากับระดับจิตใจมากกว่า การสังหารหิรัญยักษ์ และหิรัญยกศิปุ เพราะพวกเขาอยู่ในสภาพที่ยึดติดกับกายเนื้ออันมีฤทธิ์จนไม่อาจสั่งสอนได้แล้วจึงต้องทำลายกายเนื้อนั่นเสีย แล้วค่อยไปขัดเกลาในภพชาติใหม่

“ส่วนที่เรายังคงปล่อยให้ชาวอารยะใช้ระบบบุญต่อไป เพราะระบบนี้เป็นประโยชน์ต่อระดับศีลธรรมพื้นฐานของสังคมมนุษย์ในขณะที่ยังไม่เจริญ

“ที่เราไม่ปราบดาวดึงส์เพราะเสถียรภาพของดาวดึงส์ยังคงจำเป็นต่อความสงบสุขของโลก หากเมื่อถึงเวลาที่ฟ้าจะต้องเสื่อมเมื่อใด เราจะเป็นผู้เอาลงเอง

“อย่างไรก็ตามทางรอดของเวไนยชาติที่แท้จริงมิใช่การล่าล้างทำลาย แต่จะเป็นสิ่งใดนั้นคาดว่าบัดนี้เจ้าคงเข้าใจแล้ว…”

พระผู้เป็นเจ้าสรุปว่า “จงภูมิใจเถิดมหาพลี นี่เป็นครั้งแรกที่เรามอบ ‘ทัศนะ’ ให้แก่มรรตัยชน และในกาลอนาคตเราจะกระทำเช่นนี้อีกเพียงสองครั้ง โดยเราในรูปของพระศิวะจะมอบ ‘ทัศนะ’ แก่หมู่ฤๅษีและศิลปินผ่านการแสดงนาฏกรรม นอกจากนี้แล้วทางเดียวที่มนุษย์สามารถมองเห็นความเป็นจริงของสรรพสิ่งคือการบำเพ็ญเพียรด้วยตนเองเท่านั้น”

“ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง มนุษย์จะต้องเลือกระหว่างการอยู่ในวังวนต่อ หรือออกจากมัน…” เสียงของพระนารายณ์ค่อยๆเบาลงจนหายไป

พลีรู้สึกตัวอีกทีขณะที่ตนอยู่ในท่าคุกเข่ากลางโรงทาน และกลับมาได้ยินได้ฟังโดยประสาทสัมผัสชุดเดิมอีก

คนโดยรอบให้การว่าหลังจากพระนารายณ์แสดงองค์จริงแล้วก็เสด็จจากไปในพริบตา และเวลาที่พลีได้รับทัศนะของพระเจ้าซึ่งเขาคิดว่ายาวนานหลายวันนั้น กับโลกจริงกลับนานเพียงไม่กี่วินาที

จอมอสูรปลงตกได้ก็เลิกล้มความคิดทะเยอทะยาน ก้มลงทำอัญชลีทางทิศที่พบพระนารายณ์ครั้งสุดท้าย อวตารครั้งที่ห้านี้ภายหลังถูกเรียกว่า ‘วามนาวตาร’ พระผู้เป็นเจ้ามิได้มีจุดประสงค์เพื่อปราบพลี แต่เป็นการปราบมิจฉาทิฐิในตัวของเขา

ภายหลังเมื่อพลีประกาศเจตนารมย์ ‘เลิกรบ’ อย่างชัดเจน ประชาคมอสูรผิดหวังในตัวเขามากและแบ่งเป็นสองฝักฝ่ายคือฝ่ายที่ไม่ไว้วางใจกษัตริย์ผู้นี้อีกต่อไป กับฝ่ายที่ยังคงจงรักภักดีต่อพลี

เพื่อไม่ให้เกิดการวิวาทกันเองพลีจึงนำบริวารไปตั้งเมืองใหม่ ณ ชั้นใต้ดินซึ่งลึกลงจากอสูรกายภูมิชื่อว่า ‘เมืองบาดาล’ มีพลเมืองอสูรติดตามเขาไปถึงหนึ่งในห้า นับเป็นการสิ้นสุดการปกครองอสูรกายภูมิของอสูรตระกูลหิรัญยวงศ์นับแต่นั้น


ตอนก่อนหน้านี้ | ตอนปัจจุบัน | ตอนถัดไป

  • baifern

    Thank you for your deep imagination story ka. I Love it so much.
    -cheer cheer-