Practical Report Going solo with “Moleskine”

โดย Sheradia


รี่ชอบเขียนอะไรก็อกแก๊กระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเดินทางคนเดียว ไม่ต้องเสวนากับเพื่อนร่วมทางที่ไหน เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึก ‘โดดเดี่ยว’ เกินไป ก็จะเขียนคุยกับตัวเองหรือมิตรสหายผ่านพื้นที่ด้านหลังโปสการ์ด หรือไม่ก็บนสมุดบันทึกการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่รี่จะพกพาไปด้วยเสมอทุกทริป แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีเวลาเขียนหรือไม่ก็ตาม


ถ้าคนชอบถ่ายรูประหว่างการเดินทาง อาจจะพิีถีพิถันเรื่องกล้อง เรื่องเลนส์ แต่สำหรับรี่ ความพิถีพิถันกับไปลงที่การเลือกหาสมุดบันทึกการเดินทาง (travel journal) นั่นคือ น้ำหนักต้องเบา ขนาดต้องกระทัดรัด มีความทนทาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ดีไซน์ต้องเก๋ มีรูปลักษณ์อะไรบางอย่างชวนสะดุดใจ และหนึ่งในสมุดบันทึกการเดินทางที่รี่มีครอบครอง เล่มที่เห็นในรูปนี้ น่าจะตอบสนองเงื่อนไขที่ว่ามาได้ครบถ้วนมากที่สุด


Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks ::

สำหรับสาวก Moleskine เห็นรูปคงร้อง ‘อ๋อ’ ทันที แต่รี่ขออนุญาตให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้อ่านที่อาจจะไม่เคยเห็นหรือได้ยินเรื่องราวของ Moleskine และคงไม่มีคำพูดใดแนะนำเข้าสู่โลกแห่ง Moleskine ได้ดีเท่ากับ คำโปรยที่มักใช้ผูกติดกับสมุดบันทึก Moleskine นั่นคือ …
Moleskine คือสมุดบันทึกในตำนาน สมุดบันทึกที่นักคิด นักเขียน ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ อาทิ Van Gogh Hemingway หรือ Matisse เลือกที่จะใช้ …

นับว่าเป็นคำพูดที่เย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้ใครสักคน ไปสรรหาสมุดบันทึก Moleskine มาใช้บ้าง หากถ้าเราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับราคาที่แพงสุดโต่ง เมื่อเทียบกับสมุดบันทึกธรรมดาทั่วไป หรือทำแกล้งหลงลืมนึกถึงข้อเท็จที่ว่า บริษัท Modo & Modo ผู้สร้าง Moleskine นี้ เพิ่งก่อตั้งมาเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน และคงเป็นไปไม่ได้ ที่จะไปสร้าง “สมุดบันทึกในตำนาน” ใหบุคคลผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น แต่ส่วนตัวรี่ แม้จะรู้จัก Moleskine มาสักพัก ก็ไม่เคยคิดจะซื้อมาใช้ เพราะมีทั้งความตะขิดตะขวงใจกับราคาและความตระหนักถึงคำโฆษณาเกินจริงของ Moleskine อยู่เสมอ

แต่แล้ววันหนึ่ง มีเหตุทำให้รี่ต้องผันตัวเอง กลายเป็นสาวกหน้าใหม่ของ Moleskine ไปได้ เหตุที่ว่า เกิดขึ้น เมื่อรี่ไปนั่งทานกาแฟที่ร้าน Cafe de Flore ตรงถนน Boulevard Saint-Germain ในปารีส ร้านกาแฟที่ผูกติดกับคำพูดที่ว่า นี่คือ ร้านกาแฟที่ชุมนุมของ intellectual แห่งปารีส ซึี่่งคำกล่าวอ้างนี้ ไม่เกินจริงเลยค่ะ เพราะวันที่รี่นั่งทานกาแฟอยู่ ฝั่งซ้ายถูกขนาบด้วย คุณตาคนหนึ่ง ที่จากการแต่งตัว ทำให้รี่นั่งเล่นเกมส์ ‘สุ่มเดา’ ว่า แกน่าจะเป็นโปรเฟสเซอร์จาก Sorbonne ส่วนทางขวา อายุพอกับคุณตาฝั่งซ้าย มีเอกสาร กับหนังสือกองเต็มโต๊ะไปหมด แอบนั่งไล่ดู title ของหนังสือเหล่านั้นแล้ว รี่ก็ได้เล่นเกม ‘สุ่มเดา’ กับตัวเองอีกว่า แกคงกำลังค้นคว้าวิจัยผลงานของมาดาม Marie Curie กระมัง

คุณตาฝั่งซ้าย ท่าทางจะนัดใครสักคนไว้ แล้วเมื่อแกกำลังหาเบอร์โทรศัพท์ แกหยิบสมุดเล็ก ๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู มองแวบหนึ่งจึงเห็นว่า นั่นคือ address book ของ Moleskine จากนั้นแกก็หยิบสมุดอีกเล่มออกมาจากกระเป๋า จดบันทึกอะไรสักอย่างดูเป็นเรื่องเป็นราวมาก และอีกตามเคย สมุดที่จดนั้นคือสมุด Moleskine

หันมามองคุณตาฝั่งขวามั่งค่ะ หลังจากแกพลิกหนังสือกองพะเนินและเอกสารต่าง ๆ สักพัก เหมือนแกนึกอะไรขึ้นมาได้ ค้นของในกระเป๋า แล้วสิ่งที่โผล่มาคือสมุด Moleskine เล่มใหญ่ ที่ผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน

ภาพคุณตาทั้งสอง ที่หมกหมุ่นกับการจรดปากกาหมึกซึมหัวทองแวววาว รูปทรงคลาสิก เคลื่อนตัวพริ้วไหวบนผืนกระดาษ acid-free สีนวลของ Moleskine โดยมีฉากประกอบเป็นบรรยากาศคลาสิกของร้านกาแฟแห่งปารีส คละเคล้าด้วยเสียงโต้เถียงของเหล่าปัญญาชนและอบอวนด้วยกรุ่นกลิ่นกาแฟ สำหรับรี่ นี่คือ “โฆษณา 3 มิติ” ของ Moleskine ที่สัมฤทธิ์ยิ่งกว่าคำกล่าวอ้างอื่นใด จนทำให้้รี่รู้สึกเหมือนต้องมนต์ เดินออกจากร้านกาแฟ ตรงดิ่งไปตามถนน Boulevard Saint-Germain เพื่อไปยังร้าน Gibert Jeune แล้วฉวยคว้า Moleskine สักเล่มมาถือครองให้ได้!!!

เมื่อได้มามีโอกาสใช้ Moleskine รี่ถึงเข้าใจความน่าใช้ของ Moleskine ที่ไม่ได้อยู่ตรงที่่เราได้ใช้สมุดเหมือนคนดัง หากแต่เป็นการที่ผลิตภัณฑ์ของ Moleskine ถูกออกแบบมาได้ี่ practical อย่างมาก ทั้งกระทัดรัด ทั้งเรียบง่าย เหมาะกับการพกพาไปทุกสถานที่และทุกโอกาส ทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น address book สมุดบันทึกแบบไม่มีเส้น มีเส้น หรือเป็นช่องกราฟ สมุด story board สมุดสเก็ทช์ ฯลฯ แต่ไม่ว่าข้างไหนจะต่างกันอย่างไร ภายนอกยังคงเอกลักษณ์รูปลักษณ์ที่คลาสิกของ Moleskine นั่นคือ ปกดำสนิท รูปทรงเรียบ แบนราบ ยางรัดสมุดสีดำ และขอบมน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะว่า เหตุใด Moleskine ถึงถูกบรรจุอยู่ในหนังสือรวมสุดยอดผลงานดีไซน์คลาสิกของ Phaidon (Phaidon Design Classic No. 17)

สำหรับ Moleskine คอลเลคชั่น City Notebook นี้ เมื่อเราเริ่มต้นเปิดตัวสมุด ก็จะพบหน้าแรกที่เป็นหน้าเอกลักษณ์ประจำสมุดของ Moleskine ทุกเล่ม นั่นคือ การแจ้งให้ผู้ใดที่เก็บสมุดเล่มนี้ได้ สามาีรถนำส่งคืนได้ที่ไหน และจะได้รับสินน้ำใจตอบแทนเท่าไร

Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks (รายละเอียด) ::

ส่วนหน้าถัดไป เป็นหน้าเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่นนี้ นั่นคือ รายละเอียดของนักเดินทาง ตั้งแต่รายละเอียดพื้นฐานอย่างชื่อ นามสกุล หมายเลขพาสปอร์ต ใบขับขี่ ยันไปถึงชื่อหมอประจำตัว เบอร์ติดต่อคุณหมอ ประวัติการฉีดวัคซีน และการแพ้ย้า ฯลฯ จากนั้น ก็เป็นหน้าสารบัญ ไล่เรียงให้ทราบว่า แต่ละส่วนของสมุดบันทึการเดินทางเล่มนี้ มีลำดับอย่างไร

ต่อจากนี้จึงเป็นรายละเอียดของแผนที่ของเมืองนั้น ๆ อย่างตัวอย่างที่เห็น เป็นแผนที่ของเมืองฟลอเรนซ์ หรือ Firenze ในภาษาอิตาเลี่ยน แผนที่หน้าแรกนี้ สามารถกางออกว้างได้

Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks (รายละเอียด) ::

ด้านหลังของแผนที่ จะเป็นเส้นทางการเดินทางของ public transportation ประจำเมือง

Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks (รายละเอียด) ::

จากนั้น ก็มีแผนที่อีกหลายหน้า ที่เป็นแบบเจาะลงรายละเอียดตรงบริเวณต่าง ๆ ของเมือง พร้อมมี index ให้ค้นหาได้ง่าย มีหน้่าบอกเบอร์โทรศัพท์ท้องถิ่นให้สอบถามเรื่องการเดินทาง หน้าบันทึกการวางแผนการเดินทางโดยรวม หน้าที่มีสเกลของไม้บรรทัดเผื่อจำเป็นต้องใช้วัดอะไร มีหน้าระบุการเทียบหน่วยวัดของปริมาณต่าง ๆ การเทียบขนาดของเสื้อผ้าและรองเท้า จากระบบไซส์ของประเทศหนึ่งไปของอีกประเทศหนึ่ง

Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks (รายละเอียด) ::

ส่วนที่เป็นหน้าเปล่าให้นักเดินทางได้บันทึกเรื่องราวของตนเอง เริ่มต้นที่หน้าที่เขียนว่า “For Notes and Thoughts” ส่วนด้านท้ายของหนังสือ จะมีการทำหมวดหมู่ เพื่อให้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผับ ผู้คนที่พบเจอ หนังสือที่อ่าน ภาพยนตร์ หรือดนตรีที่ได้ชม ระหว่างเดินทาง โดยทำเป็น index มีสัญญลักษณะประกอบ เพื่อให้ค้นหา อ้างอิง ได้ง่ายและสะดวก

Sheradia's Diary

:: Moleskine City Notebooks (รายละเอียด) ::

นอกจากนี้ หากหมวดหมู่ที่ให้มา ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ สามารถทำเพิ่มเติมได้เอง ในหน้าที่ว่าง พร้อมกับมีสติ๊กเกอร์ มาให้แป๊ะตรงขอบตามใจชอบ ถัดจากนั้น ก็มีหน้าที่เป็นกระดาษโน้ตเล็ก ๆ มีรอยปรุ พร้อมให้ฉีกส่งให้ใครต่อใคร ทุกหน้าจะมีการระบุชื่อเมืองของสมุด และที่ปกหลัง ยังคงเอกลักษณ์ของ Moleskine ทุกเล่ม นั่นคือ จะมีช่องเป็นซองให้ใส่พวกของกระจุกกระจิก อาทิ นามบัตร แสตมป์ ที่คั่นหนังสือ เป็นต้น

น่าทึ่งไหมคะ สมุดขนาดเพียงแค่ฝ่ามือ แต่สามารถเก็บรายละเอียดได้มากมายถึงขนาดนี้ นี่่ล่ะค่ะ ความคลาสิกของ Moleskine แต่ถ้ารายละเีอียดที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่กำลังเกิดความลังเล ตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าจะซื้อสมุดเล่มนี้ดีหรือไม่ Moleskine รูปแบบสมุดบันทึกการเดินทางนี้ ได้เลือก “หม้ดน็อคสุดท้าย” เป็น ูคำโปรยที่อยู่ด้านหลังของปลอกกระดาษที่หุ้มตัวสมุด ซึ่งทำเลียนแบบ bag tag ที่ผูกติดกับกระเป๋าเดินทาง

“For every traveller who has any taste of his own, the only useful guidebook will be the one which he himself has written”

——- Aldous Huxley

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะมีผู้รักการเดินทางสักกี่คน ที่จะสามารถวาง Moleskine เล่มนั้น แล้วเดินตัวเปล่าออกจากร้าน โดยไม่ฉวยติดมือไปด้วย?

:)

None but the lonely heart
ผลงานการประพันธ์ของ Tchaikovsky

  • กานต์

    มีปัญหากับการเลือกสมุดบันทึกอยู่เหมือนกันครับ ยังไม่ได้ถูกใจเสียที วันก่อนเห็นเพื่อนใหม่ที่มาจากอเมริกามาเป็นวิทยากรใน workshop คุยอะไรกับเราสักครู่แล้วก็ดึง notebook กระทัดรัดขึ้นมาจดๆ ไม่ทันดูว่าเป็น Moleskine หรือเปล่า ไม่ได้ถามเขาเสียด้วย แต่ดูเขามีความสุขกับการจดดี

    แต่พออีกวันหนึ่งเพื่อนกลับมาจากเยอรมันก็ซื้อสมุดบันทึกเล่มเล็กมาฝาก เขาว่าเห็นเราชอบพวกแปลนกลไก เลยซื้อมาฝากคิดว่าน่าจะชอบ ภาพหน้าปก ก็ประมาณนี้แหละครับ



    (เป็นเทคนิคการตัดหัวปากกา)



    หน้าปกบอกว่า Diderot ของ teNeues แต่พอเข้าไปดูในเว็บไซต์ teneues.com หาไม่เจอเหมือนกันแฮะ

    ปล. ชอบการคัดเพลงประกอบบทความมากครับ เพลงฟังสบายฟังได้เรื่อยๆเลย

  • น้องต้อง

    ได้เวลาออกทางเดินแล้ว เย้!

  • Sheradia

    โอ้ หน้าปกสมุดของคุณกานต์นี่ เห็นบ่อยมากเลยค่ะ มันเป็น illustration ที่มาจากหนังสือ enclycopedia ของ Diderot & d’Alembert สาธิตการทำปากกาขนนก (quill pen) ยังเห็นมีวางขายที่ีเวบของ teNeues อยู่ค่ะ teNeues: Denis Diderot

    เคยเห็น teNeues มีเอารูป illustration อื่นใน encyclopedia เล่มที่ว่า มาทำหน้าปกสมุดด้วย อันที่จริง เวลาเข้าร้านหนังสือ ก็ชอบแวะไปดูแผนกเครื่องเขียน พวกสมุดของ teNeues นี่ หน้าปก สวย ๆ ทั้งนั้นเลย แต่ไม่เคยได้ซื้อเลย เพราะเจอแต่ข้างในมันเป็นกระดาษแบบมีเส้นบรรทัด :(

    พอได้เข้าไปเวบ teNeues ถึงเพิ่งได้เห็นว่า เขามีออก travel journal ลักษณะคล้ายของ Moleskine แล้วเหมือนกันนะเนี่ย (teNeues: City Journals ) แม้่จำนวนเมืองที่มี ยังไม่เยอะหลากหลายเท่าของ Moleskine เน้นเมืองในเยอรมันนีส่วนใหญ่เลย แต่พอเห็นรูปหน้าปกของแต่ละเมืองแล้วเนี่ย รู้สึกชอบมาก ต้องหาโอกาสไปดูสมุดตัวจริงซะแล้ว เพื่อจะได้ฉวยคว้าติดมือมาบ้าง ^^

  • http://g41act.multiply.com Ink

    เพลงเพราะมากๆ ครับ

  • เจริญชัย

    ผมได้คุยกับ คุณ Sheradia เรื่องนี้อยู่บ้าง
    เห็นว่าเป็นประโยชน์จึง “คะยั้นคะยอ” ให้สหายท่านนี้แสดงฝีมือโดยพลัน
    ผมบอกว่า ไม่ผิดหวังหรอก แฟน SIU ล้วนมีคุณภาพ
    ย่อมเข้าใจและดื่มด่ำในผลงานที่ล้ำลึกนี้เป็นอย่างดี

    ผมเองเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ครั้งแรก ใจหนึ่งก็ชื่นชมในศิลปะของ “Moleskine”
    ใจหนึ่งก็บรรเจิดจ้า “โมเดลธุรกิจ” ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการสร้าง Brand
    ที่ปลุก “กระดาษธรรมดา” ให้กลายเป็น “สินค้าสุดหรู” ขึ้นมาได้

    เมื่อใดเมืองไทยจะทำได้แบบนี้บ้างน้า

    นานๆ จะได้เจอกัน ผมเป็นต้องเสนอให้เธอเขียนนั่นเขียนนี่ แต่เธอมักไม่ค่อยหลงกล
    จนวันหนึ่ง ผมบอกว่า แฟน SIU มักจะเข้าใจงานชั้นเลิศได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ยังมี “คำวิจารณ์” ที่เฉียบคม ซึ่งจะทำให้คุณ Sheradia นำไปปรับปรุงผลงานได้

    เท่านั้นละครับ เธอสนใจ SIU ขึ้นมาทันทีเลย

    “จะมีนักเขียนคนใดบ้างละ ที่จะภูมิใจและดีใจมากไปกว่า การที่ผลงานตนเองมีคนเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงตัวอักษร แต่ซาบซึ้งถึงความลึำกล้ำระหว่างบรรทัด ดื่มด่ำในการเชื่อมร้อยทุกส่วนของตัวหนังสือ เข้าสู่การเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

    จะมีนักเขียนชั้นเลิศคนใดบ้าง ที่ไม่อยากได้รับ คำวิจารณ์สูงส่ง เพื่อจะนำไปขัดเกลาถ้อยเขียนที่ดีอยู่แล้ว ให้งดงามล้ำเลิศยิ่งๆขึ้น”

    ผมกำลังจะปรึกษากับทีมงาน SIU ว่าจะให้คุณ Sheradia เป็น CJ คนแรกของเว็บเราไปเลยดีไหม เธอจะได้แวะเวียนมาเขียนให้เราเป็นประจำ

    สหายอีกท่านหนึ่งเคยบอกกับผมถึงความสำคัญของ CJ ว่า

    “หาก Citizen Journalism ไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยภายในเวลา 5 ปี เมืองไทยวิกฤตแน่”

    ผมไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ผมชอบวิสัยทัศน์เรื่อง CJ ของสหายท่านนี้มาก จึงอยากขอเชิญชวน
    แฟนๆ ทุกท่าน มาร่วมเขียนบทความใน SIU กัน

    แต่ตอนนี้ ผมขอไปใช้ิเวลาซาบซึ้งกับบทเพลง None but the Lonely Heart ก่อนนะครับ

  • Paganini

    ขอบคุณสำหรับบทความ แม้จะไม่มีความสนใจเท่าไหร่ แต่เพลงเพราะครับ อิอิอิ

    ชื่อโรแมนติกแบบเศร้าๆ None but the lonely heart
    นัยว่าบรรยายความอ้างว้างในชีวิตเกย์ที่ถูกปกปิด หลบๆซ่อนๆของตัวเอง Pyort Ilyitch Tchaikovsky

    เวอร์ชันที่ 2 ที่เล่นด้วยเชลโล เหมือนจะได้อารมณ์นะ แต่ผมว่าแกเล่นแรง และห้วนไปหน่อย ไม่โหยหวน ใครเล่นก็ไม่รู้ 555 ลองฟัง Joshua Bell เล่นบนไวโอลินดูครับ

  • Sheradia

    ขอให้ข้อมูลนะค่ะ สำหรับเวอร์ชั่นที่สอง ผู้บรรเลง cello คือ Mischa Maisky เป็นลูกศิษย์ของ Mstislav Rostropovich ตัว Rostropovich ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน cellist ที่เป็นตำนานค่ะ พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน

    สำหรับเพลง None but the lonely heart นี้ ดั้งเดิม Tchaikovsky แต่งเป็นเพลงที่ีมีบทขับร้องร่วมไปกับการบรรเลงเปียโน เป็นหนึ่งในชุดเพลงโรมานซ์ ผลงานชิ้นที่ 6 ที่แต่งขึ้นในปี 1869 ของ Tchaikovsky และเพลง None but the lonely heart ก็เป็นเพลงที่หกในเพลงชุดนี้ เหตุที่แต่งคือ เพื่อต้องการหาเงินค่ะ เพราะเพลงในลักษณะนี้ขายง่ายกว่าเพลงคลาสิกแบบจริงจัง

    ชื่อ None but the lonely heart เป็นชื่อในภาษาอังกฤษของเพลงนี้ ซึ่ง Arthur Westbrook ผู้แปลงเนื้อเพลงนี้มาเป็นฉบับภาษาอังกฤษ เป็นผู้ให้ชื่อนี้ในภายหลัง ดั้งเดิมเพลงนี้มีชื่อในภาษารัสเซียว่า Net, tolko tot, kto znal ซึ่งมาจากท่องแรกของบทเพลงนี้ในภาษารัสเซีย ที่เขียนโดย Lev Mey ที่ไปแปลงมาจากบทกลอน Nur wer die Sehnsucht kennt ของ Goethe อีกที่หนึ่งค่ะ

    สำหรับเนื้อเพลงในภาษาอังกฤษที่ถอดความโดยตรงมาจากภาษารัสเซีย มีความหมายแบบนี้ค่ะ

    No, only one who’s known
    Longing to be together,
    Can know what I’ve suffered
    And how I’m suffering.

    I gaze at the distance … faint,
    My eye grows dim …
    Ah, how far away’s the one
    Who love me, knew me!

    Ah, only one who’s known
    Longing to be together,
    Can know what I’ve suffered
    And how I’m suffering.
    Can know what I’ve suffered
    And how I’m suffering.

    My heart’s on fire … Whoever’s known
    Longing to be together.
    Knows what I’ve suffered
    And how I’m suffering.

    อ้างอิง:

    หนังสือ Tchaikovsky’s Complete Songs: A Companion with Texts and Translation โดย R. D. Sylvester

  • Paganini

    ขอบคุณครับคุณ Sheradia
    Maisky พึ่งมาเล่นในเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วนี่เองมั๊ง

  • Aemilius

    ดิฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่ใ้ช้ moleskine แต่ใช้แค่สมุดบันทึกมีเส้นธรรมดา เคยได้ยินเกี่ยวกับ city notebook collection แต่ไม่เคยได้ลองซื้อมาใช้เลย เพราะคิดว่าคงไม่ต่างจากสมุดบันทึกทั่ว ๆ ไปมากนัก เพียงแค่มีข้อมูลสั้น ๆ เกี่ยวกับเมืองและแผนที่คร่าว ๆ มาประกอบเท่านั้นเอง แต่พอได้ลองมาอ่านของคุณรี่แล้ว ก็เริ่มอยากจะไปหาซื้อมาใช้บ้าง เพราะประทับใจก้ับประโยชน์ใช้สอยของมัน ไม่ว่าจะเป็นแผนที่อย่างละเอียด เส้นทาง public transportation ช่องเก็บเอกสาร ฯลฯ ที่รวมอยู่ในสมุดเล็ก ๆ เพียงแค่เล่มเดียว ฟังดูแล้วอาจรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับหนังสือ guidebook สมุดโน้ตอะไรทำไมต้องมี index ด้วย แต่พอมาเห็นส่วน For Notes and Thoughts กับพื้นที่ด้านหลังที่ให้บันทึกข้อมูลร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ ร้านกาแฟ ฯลฯ เพิ่มเติม ก็เห็นเสน่ห์ของสมุดเล่มนี้ตรงที่ว่ามันผสมผสานลักษณะของ guidebook และ travel journal ส่วนตัวเข้าด้วยกัน หรืออย่างที่คุณ Huxley กล่าวไว้มันคือ guidebook ที่เราออกแบบเองเพื่อประโยชน์ใช้สอยของเราเอง หากมองว่าเป็น guidebook สมุดเล่มนี้ก็เป็น guidebook ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เพราะไม่ใช่มีเพียงแค่ fact เกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ อย่างที่ guidebook เล่มไหน ๆ ก็มี แต่เป็น guidebook ที่แสดงมุมมอง ข้อคิดเห็นและความประทับใจเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ของแต่ละบุคคล (ซึ่งเป็นเจ้าของสมุด) ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เล็กพริกขี้หนูจริง ๆ นะคะสมุดเล่มนี้

  • Sheradia

    คุณ Aemilius ถ้าสนใจ Moleskine แบบCity Notebook ลองไปดูที่ร้าน Kinokuniya ที่สยามพารากอนดูค่ะ เมื่อวานรี่เพิ่งไปมา เชยอะค่ะ นาน ๆ จะมีโอกาสเข้ากรุงที ถึงเพิ่งรู้ว่า เดี๋ยวนี้ หาซื้อไม่ยากเลยที่เมืองไทย แถม City Notebook ที่เขามาขาย เมืองเล็ก ๆ อย่าง Firenze ก็มีน่ะ

    Moleskine อันที่จริงมีหลากหลายมากกว่านั้น ดีไซน์รูปแบบต่าง ๆ สามารถดูได้ที่นี่ค่ะ

    http://www.moleskine.co.uk/styles/

    นอกจากลายเส้นธรรมดาแล้ว จะเห็นเป็นลายเซ็นแบบกราฟ แบบหน้าว่าง แบบเป็นช่องลักษณะ storyboard สำหรับพวกทำงานทางด้านกราฟฟิกดีไซน์ แบบเส้นบันไดเสียงสำหรับนักดนตรีไว้จดบันทึกโน้ตเพลง ฯลฯ หลากหลายมากค่ะ